ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2085 คนดีควรถูกรังแกงั้นเหรอ
เซวียนหยวนเฉียน ประธานมรรคาตะวันออกทอดถอนใจเบา ๆ พลางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในเรื่องนี้พวกเขารู้สึกผิดต่อจ้าวอู่เจียงจริง ๆ แต่พวกเขาก็มีเหตุผลที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก…
ส่วนเซวียนหยวนซวิ่นยังคงทำหน้าตึง
“ในเมื่อสวมบทคนเลวไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอำพรางอะไรอีก”
“จ้าวอู่เจียง เรื่องนี้พวกเราผิดจริงอย่างที่นายว่านั่นแหละ แต่ก็ตามที่ฉันเคยบอกไป พวกเราไม่เคยมีเจตนาร้ายเลยสักครั้ง”
“ไม่มีเจตนาร้ายงั้นเหรอ? ฮะฮะ…” จ้าวอู่เจียงหัวเราะออกมาทันที ดวงตาเริ่มมีรอยฝ้าฟางของหยาดน้ำตาคลอหน่วย น้ำเสียงของเขาแหบพร่าอย่างถึงที่สุด และยังแฝงไปด้วยรังสีฆ่าฟันที่ยากจะนับคำนวณ
“ไม่มีเจตนาร้าย แล้วทำไมถึงทำให้ฉันต้องเจอเหตุการณ์พลิกผันนั่น? ทำให้ฉันขึ้นเรือไม่ได้?”
“ปล่อยให้ฉันต้องเสียพี่เสียน้องไปจนหมด ทำให้ครอบครัวของฉันต้องแตกแยก?”
“ปล่อยให้ฉันต้องเฝ้าตามหาไม่จบไม่สิ้น ทำให้ฉันต้องจมปลักอยู่กับความทุกข์?”
“ปล่อยให้ฉันต้องหลงทางอยู่ในที่แปลกถิ่นแห่งนี้?”
“ปล่อยให้คนรักของฉันต้องวิญญาณแตกสลาย?”
“แบบนี้เหรอที่พวกคุณเรียกว่าไม่มีเจตนาร้าย?”
ทั่วร่างของจ้าวอู่เจียงมีควันสีดำสนิทพวยพุ่งออกมา ซึ่งควันนี้มีทั้งพลังแห่งการปล้นชิงของวิชาทลายสวรรค์ และยังมีกลิ่นอายความตายแห่งดวงดาวแฝงอยู่อีกด้วย
จูกัดเซี่ยวไป๋จ้องเขม็งไปที่โต๊ะ ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ส่วนคนอื่น ๆ ที่เหลือต่างจ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
จ้าวอู่เจียงหายหน้าไปไม่เท่าไหร่ กลับมีพลังถึงระดับขอบเขตดาราจักรใหญ่แล้ว แถมยังเห็นชัดว่าไม่ใช่ขอบเขตดาราจักรใหญ่ธรรมดา ๆ ที่สำคัญที่สุดคือ กลิ่นอายความตายแห่งดวงดาวรอบตัวจ้าวอู่เจียงนั้นเข้มข้นมาก แต่ดูเหมือนมันกลับทำอะไรตัวเขาไม่ได้เลย
“ถ้าบัญชีนี้ต้องมีการสะสาง สายเลือดจู้หรงของพวกเราก็ยินดีจะเป็นกลุ่มแรกที่รับผิดชอบผลที่ตามมาเอง!” หมี่เทียนหยาง ผู้นำตระกูลสายเลือดจู้หรงเคาะโต๊ะเบา ๆ ผมยาวสีแดงเพลิงสั่นไหวไปมาจนอากาศเริ่มบิดเบี้ยว
“อาจารย์ท่านนั้นของต่งต่งจากสายตระกูลต่ง บังเอิญไปค้นพบดวงดาวที่พวกนายอยู่เข้า ในระหว่างที่กำลังวิจัยโครงการที่เกี่ยวข้องกับดินแดนมิติเวลาที่วุ่นวาย”
“ดวงดาวที่พวกนายอยู่มันแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มีพลังที่บริสุทธิ์มาก แต่มันกลับไม่มีการบันทึกไว้ในพิกัดดวงดาวของอาณาเขตพันดารา”
“ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกคนหนึ่งคือ A1 จากหย่งเซิงเทคโนโลยี จู่ ๆ เขาก็มาหาพวกเรา แล้วเตือนให้พวกเราคอยจับตาดูนายไว้ เพราะจะมีเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่…”
“ซึ่งพอพวกเราเฝ้าสังเกตดูแล้ว มันก็เป็นเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่จริง ๆ ! นั่นก็เพราะนายมีตั๋วเรือของท่านจางยังไงล่ะ!”
“นายอาจจะไม่รู้เลยว่าตั๋วเรือใบนี้มันมีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน! ฉันบอกนายได้ชัด ๆ เลยว่า ในอาณาเขตพันดาราทั้งหมดตอนนี้ นอกจากใบที่นายเคยมีในตอนนั้นแล้ว ก็ไม่มีตั๋วเรือใบที่สองอีกเลย!”
“ไม่ว่าจะเป็นในอาณาเขตพันดารา ในเขตดาราจักรอื่นที่ล่มสลายไปแล้ว หรือแม้แต่สุดขอบจักรวาลอันไกลโพ้น ทั่วทั้งจักรวาลนี้!”
“ก็ยากจะมีใบที่สองอีก!”
“เดิมทีพวกเราคิดว่านี่คือความพิเศษเพียงอย่างเดียวของนาย แต่ต่อมาพวกเรากลับพบว่า นาย… จ้าวอู่เจียง ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดวงดาวทั้งดวง และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเหล่าประชาราษฎร์เหล่านั้น!”
“พวกเราคาดเดาความคิดของนายออก นายต้องการจะส่งทุกคนข้ามฝั่งไป!!”
“เรื่องแบบนี้ ในหน้าประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ไม่เคยมีการบันทึกไว้เลยว่ามีใครทำได้!”
“การปรากฏตัวของหลินสุ่ยเซิงและหงหลวน ก็เป็นสิ่งที่พวกเราจัดฉากขึ้นมา…”
“พวกเราต้องการจะหยั่งเชิงดูว่านายมีความสามารถที่จะส่งทุกคนข้ามฝั่งไปได้จริง ๆ หรือไม่ และพวกเราก็ต้องขัดขวางนาย… ขัดขวางไม่ให้นายขึ้นเรือ!”
“ถ้าหลินสุ่ยเซิงกับหงหลวนสู้นายไม่ได้ พวกเราก็จะลงมือเอง นายไม่มีทางได้ก้าวขึ้นไปบนเรือลำที่สามารถมุ่งหน้าไปสู่อนาคตลำนั้นได้หรอก!”
“เพราะว่า…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ แววตาของหมี่เทียนหยางก็สั่นไหว
“โธ่เอ๊ย…” เซวียนหยวนซวิ่นถลึงตา
“หมี่เทียนหยาง ปกตินายมันพวกอารมณ์ร้อนไม่ใช่เหรอไง ทำไมมาอมพะนำในจังหวะสำคัญแบบนี้เล่า! เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าพวกเราต้องการตัวนาย… ต้องการตัวนายนะจ้าวอู่เจียง!”
“เข้าใจไหม?”
“จ้าวอู่เจียง!”
“พวกเราต้องการนาย ต้องการให้นายช่วยส่งผู้คนในอาณาเขตพันดาราข้ามฝั่งไปให้ได้มากกว่านี้ เหมือนกับตอนที่นายช่วยส่งผู้คนบนดวงดาวดวงนั้นของนาย!”
“พวกเราต้องการรักษาเมล็ดพันธุ์แห่งเปลวเพลิงเอาไว้ให้ได้มากที่สุด! นี่ต่างหากคือสิ่งที่พวกเราต้องทำ!”
“เพราะพวกเราไม่สามารถหาวิธีที่สองที่จะพาเหล่าประชาชนพวกนี้ร่วมเดินทางไปด้วยกันได้เลย”
“ลำพังแค่ตั๋วเรือใบเดียวสำหรับพวกเรายังเป็นเรื่องที่เกินเอื้อม และต่อให้มีสักใบ ก็มีคนไปได้แค่คนเดียวเท่านั้น!”
“แต่นายต่างออกไป นายเห็นได้ชัดว่ารู้จักกับใต้เท้าจางแถมนายยังสามารถคนเดียวเท่ากับสรรพสัตว์ทั้งปวง!”
“แล้วไง?” จ้าวอู่เจียงเอ่ยถามอย่างไร้ความรู้สึก ทั้งความโกรธแค้นที่ท่วมท้นและความโศกเศร้าอย่างที่สุดได้กลั่นตัวกลายเป็นระลอกคลื่นสีแดงก่ำในดวงตาของเขา
“พวกคุณเอาอะไรมามั่นใจว่าฉันจะยอมช่วยพวกคุณ?”
“ก็เพราะนายเป็นคนดีไง” เซวียนหยวนซวิ่นตบโต๊ะอย่างแรง เขาสบถด่า ‘แม่งเอ๊ย’ ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะฟาดฝ่ามือใส่หน้าตัวเองอย่างแรง ใบหน้าแก่ชรานั้นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ความอัปยศ และการอ้อนวอน
“พวกคนชั่วที่ใจคอโหดเหี้ยมไม่มีทางตกลงหรอก พวกเราเลยทำได้แค่ต้องรังแกคนดี!”
“คนดี!” เซวียนหยวนซวิ่นยิ่งพูดยิ่งโมโห ในความโกรธนั้นแฝงไปด้วยความละอายใจอย่างเหลือคณนา เขารัวตบหน้าตัวเองอีกฉาดใหญ่ ท่าทางดูบ้าคลั่ง ตบลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากผ่านไปสิบกว่าฉาด แก้มของเขาก็บวมเป่ง เสียงของเขาสั่นเครือและเต็มไปด้วยเสียงสะอื้น
“ขอโทษ… จ้าวอู่เจียง… ฉันรู้ว่ามันน่าละอายใจต่อนายมาก! พวกเรา… จริง ๆ นะ… พวกเราหาทางอื่นไม่ได้แล้วจริง ๆ …”
“พวกเราจะยอมให้มรรคาตะวันออกทั้งหมดต้องมาพินาศลงในมือของพวกเราไม่ได้… พวกเราต้อง… ต้องสืบสานมันต่อไป…”