ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2033 ฮัวอีร่วมเจรจา พรรณนาใจในอดีตและปัจจุบัน
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 2033 ฮัวอีร่วมเจรจา พรรณนาใจในอดีตและปัจจุบัน
บทที่ 2033 ฮัวอีร่วมเจรจา พรรณนาใจในอดีตและปัจจุบัน
ในวันที่พวกเขาต้องพลัดพรากจากกันเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขาต่างยังไม่ทันได้กล่าวคำอำลาให้ดีเลยด้วยซ้ำ
เดิมทีนึกว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่ในวันนี้กลับได้มาพบกันในที่สุด
ทั้งดูประหลาด ทั้งไม่คาดฝัน ทว่าในความรู้สึกส่วนลึกกลับมีร่องรอยของสิ่งที่เขาโหยหาแฝงอยู่ จ้าวอู่เจียงมองดูหญิงสาวที่เยื้องกรายเดินเข้ามาอย่างงดงามด้วยสายตาที่อ่อนโยน เขาคลี่ยิ้มพร้อมกล่าวออกมาสั้น ๆ ว่า
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ฮัวอี…”
วินาทีถัดมา ซูฮัวอีที่เริ่มเดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของเขาอย่างแรง ทั้งแน่นแฟ้นและเต็มไปด้วยความทะนุถนอม เธอโอบรัดเขาไว้แน่นพร้อมกับส่งน้ำเสียงที่ทั้งนุ่มนวล มีเสน่ห์ แต่มั่นคงทว่ากลับแฝงด้วยการสั่นเครือ
“นานเหลือเกินค่ะ ฉันไม่ได้เจอคุณมานานมากแล้ว… นานเสียยิ่งกว่าตอนที่คุณหาฉันไม่เจอครั้งนั้น นานเหลือเกิน…”
คนรักเก่าได้พบกันอีกครั้ง หญิงงามมาสถิตอยู่ในอ้อมอก ความรู้สึกว่างเปล่าในหัวใจที่เคยร่อนเร่ของจ้าวอู่เจียงถูกเติมเต็มจนอิ่มเอมในเสี้ยววินาที เขาเอื้อมมือขวาโอบกอดซูฮัวอีเอาไว้
จู๋เสี่ยวหยินเอียงคอทำหน้าสงสัยอยู่พักใหญ่ แม้จะยังมีข้อกังขาอยู่บ้างแต่เธอก็ทำตัวรู้ประสา ยอมปล่อยมือออกจากท่อนแขนซ้ายของจ้าวอู่เจียงแต่โดยดี
จ้าวอู่เจียงใช้สองแขนโอบรัดซูฮัวอีเอาไว้เบา ๆ ทั้งสองคนไม่ได้เอ่ยคำพูดอื่นใดให้มากความ คำว่าไม่ได้เจอกันนานเพียงคำเดียว ก็นับว่าเป็นความคิดถึงที่ลึกซึ้งที่สุดแล้ว
บรรยากาศดูอบอุ่นอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าในขณะเดียวกันมันก็ให้ความรู้สึกพิลึกกึกกืออย่างบอกไม่ถูก
นัยน์ตาสีแดงของลิลิธเป็นประกายขึ้นมา ในใจเธอลอบพ่นลมหายใจอย่างขุ่นเคืองและเมินสายตามองไปทางอื่นทันที
ส่วนเอลิซาทำเพียงเม้มปากแน่น ในใจรู้สึกจุกเสียดด้วยความหึงหวงโดยไม่มีเหตุผล
จู๋เสี่ยวหยินยืนเซ่ออยู่ข้าง ๆ ชายหญิงที่กำลังกอดกันกลม เธอชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวาที ก่อนจะถูกพลังที่มองไม่เห็นกระชากตัวให้ออกมาห่าง ๆ เพื่อตัดบทที่เธอพยายามจะเข้าไปยืนร่วมเฟรมอยู่ในภาพนั้น
เฟิงจื่อและเฟิงเฉี่ยนมองจ้าวอู่เจียงด้วยแววตาอิจฉาและนับถือเป็นที่สุด พวกเขาประทับใจที่คุณชายคนนี้มีสาวสวยรายล้อมเต็มไปหมด ในใจเริ่มมีกลิ่นน้ำส้มคละคลุ้งด้วยความริษยาขึ้นมาติดหมัด เฟิงฉางอี้เห็นท่าทางลูกสมุนก็ตวัดสายตาดุใส่ทันที
“หยุดความจำได้เลย ไอ้เรื่องของยายหนูนั่นกับคนอื่น ๆ น่ะเป็นเรื่องของเขา แต่พวกแกสองคนจะไปเสือกอะไรด้วย?
รีบไปเปิดกล่องใส่อาหารซะ!
ทำตัวชักช้าหยุมหยิมอยู่นั่น พวกแกกะจะปล่อยให้ท่านอาและอาจารย์อาหิวตายหรือไงกัน?”
บนโต๊ะอาหาร เฟิงฉางอี้ เซวียนหยวนซวิ่น และจูกัดเซี่ยวไป๋ที่ถูกหามออกมา สามตาแก่กำลังนั่งกินข้าวอย่างเนิบนาบพลางจิบสุราไปด้วยเล็กน้อย
เฟิงฉางอี้เตือนจูกัดเซี่ยวไป๋ว่าให้ดื่มน้อยหน่อย เพราะการดื่มสุราจะยิ่งเร่งให้ร่างกายแก่ชราเร็วขึ้น
จูกัดเซี่ยวไป๋โบกมืออย่างไม่ใส่ใจพลางบอกว่าไม่เป็นไร ยังไงก็ต้องตายอยู่ดี
ทางด้านเฟิงจื่อและเฟิงเฉี่ยน สองพี่น้องกำลังพุ้ยข้าวเข้าปากคำโตพลางอุทานด้วยความทึ่งว่า วันนี้แม่นางซูทำของอร่อยมากมายขนาดนี้เชียวหรือ
คนที่ตั้งหน้าตั้งตากินไม่แพ้สองพี่น้องก็คือจู๋เสี่ยวหยิน
แม้ว่าจู๋เสี่ยวหยินจะหลับตาอยู่ แต่ประสาทสัมผัสของเธอกลับฉับไวมาก เธอใช้ช้อนตักอาหารคำใหญ่ยัดเข้าปากทีละคำ แล้วกวาดอาหารทั้งหมดลงคอพร้อมกับเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ดูราวกับคนหิวโหยมานานแสนนานก็ไม่ปาน ทั้งยังไม่ลืมชมออกมาว่า
“พี่สาวซูทำกับข้าวอร่อยจังเลยค่ะ”
ลิลิธนัยน์ตาสีแดงเป็นประกายวับววาม เธอกินข้าวอย่างใจลอย
ส่วนเอลิซาก็ค่อย ๆ ทานด้วยท่าทางสง่างาม พลางชำเลืองมองจ้าวอู่เจียงเป็นระยะ
ซูฮัวอีที่นั่งอยู่ข้างจ้าวอู่เจียงคีบกับข้าววางลงในชามของเขา พร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน
“นาน ๆ ทีจะได้นั่งกินข้าวอย่างสงบแบบนี้ พลังที่ปั่นป่วนในตัวเจ้าดูจะสงบลงบ้างแล้วนะ…”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า เขารู้สึกราวกับทุกอย่างเพิ่งผ่านพ้นมาได้ไม่นาน และเขาก็ชอบความสงบเช่นนี้
โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงการเข่นฆ่าสังหาร แต่ยังมีเรื่องของมารยาทสังคมและความรักใคร่ของคนรอบตัวด้วย
กึก
ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น กับข้าวอีกชิ้นก็ถูกวางลงในชาม
ปรากฏว่าเป็นลิลิธที่คีบมาให้ ปกติเธอมักจะมีท่าทางคุกคามและแข็งกร้าว แต่ในตอนนี้บรรยากาศรอบตัวเธอกลับดูแปลกประหลาดอย่างประหลาดใจ แม้รังสีคุกคามจะดูจางลงบ้าง แต่เขากลับรู้สึกว่าความรู้สึกกดดันในแง่อื่นกลับเพิ่มมากขึ้นแทน
“แม่นางท่านนี้คือใครหรือ?”
ซูฮัวอีมองไปยังลิลิธ เธอเห็นหญิงสาวที่มีผมยาวสีขาวราวกับน้ำตก นัยน์ตาสีแดงดูอาถรรพ์ และในยามเคี้ยวอาหารยังแอบเห็นเขี้ยวเล็ก ๆ แวบไปมา ดูแล้วคล้ายปีศาจแต่ก็คล้ายแวมไพร์ มีความงดงามที่ดูเย้ายวนใจเป็นอย่างมาก
จ้าวอู่เจียงยังไม่ทันได้แนะนำ ลิลิธก็ยื่นมือออกไป
“ลิลิธ เคยดำรงตำแหน่งเซราฟิมแห่งศาสนจักรแห่งแสงสว่าง”
ซูฮัวอีเอื้อมมือไปจับเบา ๆ ก่อนจะหันไปทางเอลิซาที่ยังไม่พูดอะไร “แล้วคนนี้คือ…”
“เอลิซา เป็นหนึ่งในเซราฟิมเช่นกัน” ลิลิธตอบแทนด้วยน้ำเสียงทรงพลังแบบพี่สาวคนโต
เมื่อเห็นลิลิธแนะนำตัว จู๋เสี่ยวหยินก็นึกว่าเธอต้องทำด้วย จึงรีบกลืนข้าวลงคอแล้วยกมืออาสาตัวทันที
“ยังมีหนูด้วย! หนูชื่อจู๋เสี่ยวหยิน เป็นคนจากเผ่าจู๋จิ่วหยินค่ะ”
ซูฮัวอีหันไปสบตากับจ้าวอู่เจียงครู่หนึ่ง
จ้าวอู่เจียงก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป สายตาจดจ้องอยู่ในชาม ราวกับกำลังยึดถือคติที่ว่า ‘ยามกินข้าวไม่พูด ยามเข้านอนไม่จา’
“กินในชามแล้วยังคิดถึงในหม้ออยู่อีกงั้นเหรอ?” ซูฮัวอีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูอันตรายเล็กน้อยพลางยกมือปิดปากหัวเราะ
“นิสัยเสียแก้ไม่หายจริง ๆ”
ลิลิธเมื่อเห็นซูฮัวอีหยอกล้อเช่นนั้นก็ค้านขึ้นมาว่า “แบบนี้จะเรียกว่านิสัยเสียได้ยังไงกัน?”
จ้าวอู่เจียงแสร้งกระแอมไอออกมาหนึ่งครั้ง “มันก็น่าจะเป็น…ละมั้ง?”
“กินข้าวไปเถอะ” ซูฮัวอีคีบกับข้าววางลงในชามจ้าวอู่เจียงอีกชิ้น
ลิลิธเองก็คีบให้อีกชิ้นเช่นกัน
จู๋เสี่ยวหยินเห็นแล้วก็ได้แต่สงสัย ในใจพลางคิดว่า ‘พวกพี่สาวนี่บื้อจัง ของอร่อยขนาดนี้จะยกให้คนอื่นง่าย ๆ ได้ยังไงกัน ไม่ควรจะกินเองก่อนเหรอ?’
คิดดังนั้นเธอก็คีบของอร่อยเข้าปากตัวเองบ้าง พลางสูดดมกลิ่นหอมและชิมด้วยสีหน้าท่าทางที่พึงพอใจอย่างมาก
เอลิซาสะกิดชายเสื้อลิลิธเบา ๆ เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ต้องไปหึงหวงแข่งกัน ควรจะปรองดองกันไว้
จ้าวอู่เจียงเร่งสปีดกินข้าวอย่างรวดเร็ว ขอบชามแทบจะกระแทกหน้าอยู่แล้ว เพราะกลัวว่าซูฮัวอีกับลิลิธจะคีบกับข้าวมาให้อีก
แต่เดิมทีสามตาแก่อย่างพวกจูกัดเซี่ยวไป๋กำลังจิบสุรากันอยู่ดี ๆ แต่ตอนนี้พวกเขากลับวางจอกเหล้าแล้วนั่งจ้องมาที่จ้าวอู่เจียงเป็นตาเดียว
ทันทีที่เขากินหมดหนึ่งชามและกำลังจะวางตะเกียบลง ช้อนอันหนึ่งก็ยื่นมาตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว เขาถึงกับอึ้งเมื่อเห็นข้าวในชามกลับมาเต็มพูนอีกครั้ง
“กินให้เยอะ ๆ หน่อย จะได้มีแรงทำอย่างอื่น” ซูฮัวอีดึงช้อนตักข้าวออกพลางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ลิลิธจ้องมองจ้าวอู่เจียงตาเขม็ง นัยน์ตาสีแดงเป็นประกายไหววูบ
จ้าวอู่เจียงทำได้เพียงตอบอืมเบา ๆ พร้อมกับถอนหายใจและก้มหน้ากินต่อ
ซูฮัวอีเองก็เริ่มกินทีละนิดด้วยกิริยาที่สง่างาม ส่วนลิลิธก็ยังคงจ้องเขาไม่วางตา
พอข้าวในชามเริ่มก้น ช้อนตักข้าวของลิลิธก็โปะลงมาอีกหนึ่งครั้งพลางพูดอย่างดุ ๆ ว่า
“กินให้หมด คืนนี้มีงานต้องทำ!”
จ้าวอู่เจียงมองกองข้าวที่พูนราวกับภูเขาเลูกเล็ก ๆ ในชามพลางตาค้าง ‘หรือว่าคืนนี้จะมีศึกเป็นศึกตายรออยู่?’
“อย่ามัวแต่กินข้าวอย่างเดียวสิ” จูกัดเซี่ยวไป๋พยายามช่วยรุมสกรัม เขาคีบกับข้าวอย่างหนึ่งวางลงในชามจ้าวอู่เจียง “กินมันเทศจีนหน่อยสิ”
“ตามด้วยออส่วนนี่อีกหน่อย”
เซวียนหยวนซวิ่นก็ร่วมวงด้วย เขาตักน้ำซุปมาชามหนึ่งวางไว้ตรงหน้าจ้าวอู่เจียง “ค่อย ๆ กินล่ะ เดี๋ยวจะติดคอเอา”
“พอแล้ว พอแล้วครับ” จ้าวอู่เจียงพยายามปฏิเสธทุกคนอย่างสุภาพ โดยเฉพาะหญิงสาวทั้งสองคน
“พอได้ยังไง?” เฟิงฉางอี้จิบสุราพลางลูบเครา “วัยรุ่นสมัยนี้ทำไมกินข้าวแค่นี้เองล่ะ? สมัยข้าอายุเท่าเจ้า อย่างน้อย ๆ ข้าก็กินคนเดียวตั้งสามชามรวด!”
จู๋เสี่ยวหยินที่กินข้าวหมดอย่างรวดเร็วราวมลายหายไปกับลมยื่นชามของเธอออกไป
“พี่สาวซู ตักข้าวให้หนูหน่อยค่ะ เอาแบบพูน ๆ เลยนะคะ ต้องพูนออกมานอกชามถึงจะนับว่าเป็นหนึ่งชามนะ”
ซูฮัวอียิ้มรับอย่างอ่อนโยน เธอรับชามมาตักข้าวให้จนพูนตามคำขอแล้วส่งคืนให้จู๋เสี่ยวหยิน จากนั้นเธอก็หันไปตักข้าวอีกช้อนใหญ่โปะลงในชามของจ้าวอู่เจียงจนเต็มแน่นพูนออกมาเช่นกัน
“พูนออกมาแบบนี้ถึงจะนับว่าเป็นหนึ่งชาม”
จ้าวอู่เจียงถึงกับหน้าถอดสี หมดอาลัยตายอยากในทันที ถึงแม้เขาจะมีวิชากลืนนภา และเข้าสู่ขอบเขตดาราจักรแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่มีทางทำให้เขาอิ่มจนตายแน่นอน แต่มันเป็นเพียงความรู้สึกตามมารยาทเท่านั้น
สิ่งที่เขาห่วงคือดูเหมือน ‘มารยาท’ นี้จะไม่มีวันสิ้นสุดนี่สิ เดี๋ยวก็นิทีเดียวนู่นที ตักกันมาไม่หยุดแบบนี้ ทำเอาเขาแทบไม่มีจังหวะให้หายใจหายคอเลยทีเดียว