ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2032 อย่าได้เชื่อใจใครทั้งนั้น
บทที่ 2032 อย่าได้เชื่อใจใครทั้งนั้น
“จำคำที่รับปากฉันไว้ให้ดีล่ะ” จูกัดเซี่ยวไป๋พลันเปลี่ยนมาหัวเราะราวกับว่าความเศร้าเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องล้อเล่น เขาส่งสายตามองแวบหนึ่ง
“จำที่แกรับปากฉันไว้ด้วยล่ะ อ๋อ จริงสิ… ไอ้ก้อนกระดาษนั่นน่ะ ข้อความในนั้นเป็นฝีมือที่ฉันจัดฉากเองแหละ”
จ้าวอู่เจียงยิ้มออกมาบาง ๆ เขาเดาไว้แล้วว่าน่าจะเป็นมุกตลกโง่ ๆ ของจูกัดเซี่ยวไป๋
แต่ในวินาทีถัดมา แววตาของเขากลับต้องแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคมขึ้นทันที เมื่อจูกัดเซี่ยวไป๋เอ่ยต่อด้วยเสียงที่เย็นเยียบ
“แต่มันไม่ใช่เรื่องตลกที่แต่งขึ้นมาแกล้งเล่นหรอกนะ… เพราะเป้าหมายจริง ๆ คือเพื่อให้แก…”
“อึก!” จูกัดเซี่ยวไป๋ส่งเสียงครางในลำคอ พร้อมกับที่มีเลือดทะลักออกจากปากและจมูก ใบหน้าพลันซีดเผือดลงถนัดตา ความหนุ่มแน่นที่แสร้งแสดงออกมาเมื่อครู่สลายไป กลายเป็นชายชราที่ดูร่วงโรยในชั่วพริบตา เขาเอื้อมมือคว้าหมับไปที่มือของจ้าวอู่เจียง
“หนีไป!”
ดวงตาของจ้าวอู่เจียงสั่นสะท้านด้วยความตระหนก
“ฮ่า ๆ ๆ…” จูกัดเซี่ยวไป๋เช็ดเลือดที่ติดปากติดจมูกออกพลางหัวเราะก้อง
“โดนฉันหลอกเข้าแล้วใช่ไหมล่ะจ้าวอู่เจียง? ดูสภาพแกสิ อายุก็ป่านนี้แล้ว ยังจะมาขี้ระแวงจอมเพ้อเจ้อเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ”
จ้าวอู่เจียงจับจ้องไปที่จูกัดเซี่ยวไป๋ที่มีเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งราวกับว่าภูมิใจนักหนากับแผนแกล้งคนนี้ เขาไม่ได้กำลังโกรธ แต่เขากำลังรู้สึกว่าทุกอย่างมันดู ‘ผิดปกติ’ เกินไป
และความเฉลียวฉลาดระหว่างยอดฝีมือนั้นมีสัมผัสถึงกันเสมอ จูกัดเซี่ยวไป๋รับรู้ได้ถึงความคิดในใจของจ้าวอู่เจียงทันที เสียงหัวเราะของเขาเงียบหายไป แววตาและสีหน้าค่อย ๆ กลายเป็นเคร่งขรึม
“เรื่องที่ทำไปเมื่อกี้น่ะถึงจะเป็นเรื่องหลอกแก…
แต่ความแคลงใจและข้อสงสัยที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั่นแหละคือของจริง จ้าวอู่เจียง… ในสิ่งที่ฉันมองเห็น ฉันเห็นมากกว่าที่แกเห็นอยู่นิดหน่อย ผ่านร่องรอยและเงื่อนงำทั้งหมดที่มี ฉันรู้สึกว่าแกกำลังตกอยู่ในกับดัก กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘หมากกระดาน’ ที่ใหญ่โตจนประเมินไม่ได้
บางทีฉันก็ยังนึกสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าตาฟาดหรือเปล่า หรือจะเป็นความขี้ระแวงของฉันไปเอง… แต่ไม่ว่ายังไง การรักษาความสงสัยและความช่างสังเกตต่อโลกใบนี้เอาไว้ คือสิ่งที่คุณควรทำอย่างยิ่ง”
เมื่อพูดจบ จูกัดเซี่ยวไป๋ก็ลุกขึ้นยืนแล้วดีดนิ้วด้วยมือที่สวมแหวนหญ้า ทันใดนั้นทิวทัศน์รอบตัวก็เปลี่ยนไปในอึดใจเดียว ห้องคนไข้มลายหายไป
รอบกายถูกปกคลุมไปด้วยหมอกเทาหม่น ๆ ท้องฟ้าและแผ่นดินดูเวิ้งว้างว่างเปล่า มีเพียงหมอกควันสีดำดั่งน้ำหมึกที่ลอยล่องกระจัดกระจายไปทั่ว คล้ายกับจงใจปิดกั้นบางอย่างไว้
จูกัดเซี่ยวไป๋ยืนอยู่เบื้องหน้าของจ้าวอู่เจียง ต่อให้ตอนนี้จะอยู่ในโลกในภาพหมึกซึ่งเป็นศาสตร์ลับเฉพาะของตระกูลจูกัดแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่เบาลงอย่างที่สุดว่า
“จ้าวอู่เจียง จำเอาไว้ให้ดี… อย่าได้หลงเชื่อใครทั้งนั้น แม้แต่ตัวฉันเองก็ตาม”
จ้าวอู่เจียงเดินออกมาจากห้องคนไข้แล้วปิดประตูลง
ด้านนอก หญิงสาวทั้งสามคนนำโดยเอลิซากำลังรอเขาอยู่ เมื่อเห็นเขาเดินออกมาต่างก็พากันยิ้มให้ จู๋เสี่ยวหยินพุ่งเข้าไปกอดแขนเขาไว้อีกครั้งพลางสูดดมกลิ่นพลังศรัทธาจากร่างกายของเขาอย่างลุ่มหลง
“คุณดูมีความกังวลนะ” ลิลิธกล่าว แม้เธอจะไม่ใช้วิชาอ่านใจ ก็มองออกถึงสภาวะของจ้าวอู่เจียงในยามนี้
จ้าวอู่เจียงพยักหน้ายอมรับ
“สภาวะร่างกายของเขาย่ำแย่มาก”
“ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นแน่นอนค่ะ” จู๋เสี่ยวหยินรีบเอ่ยปลอบใจ ใบหน้าจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ในอดีตยามที่เธอรู้สึกไม่สบายใจ เธอมักจะใช้ประโยคนี้คอยปลอบประโลมตัวเองเสมอ
“เดี๋ยวก็คงจะหาวิธีจนเจอเองแหละ” ลิลิธกล่าวเสริมพร้อมรอยยิ้ม
จ้าวอู่เจียงยิ้มตอบ ทว่าแววตากลับยิ่งล้ำลึกขึ้นเรื่อย ๆ
เขาห่วงสภาวะร่างกายของจูกัดเซี่ยวไป๋นั้นเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่เขากังวลมากกว่าคือสิ่งที่จูกัดเซี่ยวไป๋บอกเขาในโลกในภาพหมึกเมื่อครู่ ในช่วงท้ายจูกัดเซี่ยวไป๋บอกความจริงว่า กระดาษก้อนนั้นไม่ใช่แผนการที่เขาจัดฉากขึ้นมา แต่มันคือพฤติกรรมของตัวคนไข้คนนั้นเองจริง ๆ
แม้พฤติกรรมนั้นจะหาคำอธิบายไม่ได้ แต่มันคือคำเตือนที่ควรใส่ใจ
เขาอยากจะตามหาตัวคนไข้คนนั้น เพื่อหาเหตุผลว่าทำไมอีกฝ่ายถึงทำแบบนี้ และเขารู้จักชื่อ ‘จ้าวอู่เจียง’ ได้อย่างไร?
ตอนนี้จ้าวอู่เจียงอยากจะไปที่ตึกหญิงของโรงพยาบาลจิตเวช เพื่อตามหาสหายเก่าที่ชื่อว่าเสี่ยวซูคนนั้นดู
ทว่าเขายังไม่ทันได้ออกเดิน ก็ได้ยินเสียงโห่ร้องแสดงความดีใจดังมาจากทางตึกชายหลายสาย
“อาหารมาแล้ว!”
“ได้กินข้าวแล้ว ๆ”
พร้อมกับเสียงโห่ร้องนั้น ยังมีเสียงอุทานแปลก ๆ และเสียงร้องที่พิลึกพิลั่นดังตามมา
“กริ๊ด… พระเจ้ากำลังประทานอาหารลงมาให้พวกเรางั้นเหรอ?”
“ผลการวิจัยของฉันไม่ผิดจริง ๆ ด้วย พอถึงเวลานี้ทีไร อาหารสำหรับประทังชีวิตก็จะปรากฏออกมาให้เห็นเสมอ นี่คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ฉันจะเรียกมันว่ากฎแห่งการแจกอาหาร”
จ้าวอู่เจียงรับฟังเสียงที่พิลึกพิลั่นเหล่านั้น พลางมองดูเซวียนหยวนซวิ่นที่ไปแบกโต๊ะตัวใหญ่มาจากไหนไม่รู้ แล้วนำมาตั้งไว้ตรงสวนเล็ก ๆ หน้าห้องพักของจูกัดเซี่ยวไป๋
เฟิงฉางอี้เอามือกุมหลัง รัศมีพลังที่แผ่ออกมานั้นดูข่มขวัญคนไม่น้อย ในขณะที่คนไข้สองคนที่จ้าวอู่เจียงเคยเจอในโลกขนาดเล็กในร่างของชื่อมู่จื่อ นั่นคือเฟิงจื่อและเฟิงเฉี่ยน พี่น้องตระกูลเฟิงกำลังวิ่งวุ่นไปมาทำเหมือนยุ่งนักหนา แต่ความจริงแล้วก็แค่ไปยกเก้าอี้ไม้มาตั้งไม่กี่ตัว
ทันใดนั้น เงาร่างที่ดูบอบบางพริ้วไหวก็ก้าวพ้นธรณีประตูสวนเข้ามา หญิงสาวในชุดเสื้อผ้าเรียบง่ายถือกล่องใส่อาหารขนาดใหญ่สองกล่องก้าวเข้ามาในสวน
หญิงสาวมีใบหน้าที่ประณีตงดงามพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนหวาน
เฟิงฉางอี้ตวัดสายตาดุใส่เฟิงจื่อและเฟิงเฉี่ยนที่กำลังใช้ชายเสื้อพยายามเช็ดโต๊ะและเก้าอี้อยู่ สองพี่น้องตัวแข็งทื่อก่อนจะรีบทำตัวมีไหวพริบเข้าไปช่วยรับกล่องใส่อาหารขนาดใหญ่จากมือหญิงสาว
“คุณหนูซู ให้พวกเราจัดการเองเถอะ คุณรีบไปพักก่อนนะ”
หญิงสาวพยักหน้าและปล่อยมือจากกล่องอาหาร เธอเดินตรงมายังโต๊ะตัวใหญ่ สายตาของเธอไม่เหลือบมองไปที่ใดเลย นอกจากจับจ้องไปที่จ้าวอู่เจียงเพียงผู้เดียวด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวล
จ้าวอู่เจียงเองก็สังเกตเห็นหญิงสาวคนนั้น ‘เสี่ยวซู… ที่แท้ก็เป็นเธอจริง ๆ ด้วย’
หากเปรียบเทียบจากความเย็นชาที่ทั้งคู่มีให้กันในการเจอกันครั้งแรก สู่ความเร่าร้อนประดุจฟืนไฟที่แผดเผาหลังจากนั้น ต่อเนื่องมาถึงสภาวะที่โลกพังทลายจนต้องจากกันเมื่อตอนไปที่สำนักเติมฟ้า แล้วหวนกลับมาพบคะนึงหากันแบบสั้น ๆ ในดินแดนลับเต๋อเหลียน… จนกระทั่งท้ายที่สุด
จนกระทั่งสุดท้าย จ้าวอู่เจียงในวินาทีที่เจตจำนงล่องลอยยามภัยพิบัติอุบัติขึ้น ได้มองเห็นเธอเพียงผ่านแววตาเดียว หญิงสาวผู้หวนกลับคืนสู่ความเย็นเยียบไร้อารมณ์ ราวกับก้อนน้ำแข็งหมื่นปีที่กวาดล้างศัตรูนับร้อยพันอย่างทรงพลังและงามสง่าประดุจเทพธิดา