ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2031 ความตายไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า
บทที่ 2031 ความตายไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า
“แกเป็นคนจัดฉากใช่ไหม?” จ้าวอู่เจียงแบมือออก เผยก้อนกระดาษที่ได้รับมาก่อนหน้านี้
“หืม?” จูกัดเซี่ยวไป๋รับก้อนกระดาษไปคลี่ดู เมื่อเห็นข้อความข้างบนเขาก็หัวเราะร่า
“ดูเป็นสไตล์ของฉันดีนะ… เฮ้อ แต่จะว่าไป แกเข้ามาปุ๊บก็ควรจะถามอาการป่วยของฉันก่อนไม่ใช่เหรอ? อย่างเช่นว่ารู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างอะไรทำนองนั้นน่ะ”
จ้าวอู่เจียงตอบอย่างเรียบเฉยว่า
“แกหาเรื่องใส่ตัวเอง”
ถึงจะปากเสียแบบนั้น แต่เขาก็คว้าข้อมือของจูกัดเซี่ยวไป๋มากุมไว้เพื่อตรวจสอบสภาวะภายในร่างกายทันที
“แกนี่มันขวานผ่าซากชะมัด” จูกัดเซี่ยวไป๋ยิ้มละมุน
“ไม่ต้องมาวินิจฉัยหรอก ผลตรวจมันก็ออกมานอนมาตั้งนานแล้ว มีตาแก่เก่ง ๆ ตั้งหลายคนที่ฝีมือการแพทย์สูงกว่าแกอีก สูงกว่าแบบที่แกเทียบไม่ติดเลยล่ะ”
หลังจากจ้าวอู่เจียงตรวจสอบอาการแล้ว เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น
“สถานการณ์ดูไม่ค่อยดีเท่าไรเลยนะ”
“มันไม่ดีมาตั้งนานแล้วล่ะ” จูกัดเซี่ยวไป๋ยิ้มออกมาอย่างไม่ยี่หระ ความตายสำหรับเขาเป็นเพียงสายลมผ่านผิวพรรณ เพราะเขาใช้ชีวิตมาจนอิ่มตัวแล้ว
“ถ้ายังมีหวัง มีจุดหมายที่รอคอย ใครมันจะอยากย้อนเวลามาสู่อดีตล่ะจริงไหม? ถ้าไม่ใช่เพราะเหลือเวลาอีกไม่นาน ฉันคงไม่กินดีหมีดีเสือที่ไหนแล้วย้อนกลับมาหาแกหรอก”
จ้าวอู่เจียงสัมผัสได้ถึงเส้นชีพจรที่ถูกน้ำยาวิวัฒนาการกัดกินไปทั่วร่าง เขาจึงพูดติดตลกกลบความเครียดว่า
“ตอนเจอกันอีกครั้งแรก ๆ ฉันเห็นแกยังดูภูมิฐานทะนงตัว ดูเก่งกาจจะตายไป”
“ตอนนี้ฉันก็ยังเก่งเหมือนเดิมนั่นแหละ” จูกัดเซี่ยวไป๋เบะปาก “อย่ามาดูถูกว่าฉันอ่อนแอนะ คนที่มีพละกำลังระดับแกน่ะ ฉันชกเปรี้ยงเดียวก็ร่วงไปกองพะเนินแล้ว”
หลังจากสำรวจอาการอย่างละเอียด คิ้วทรงดาบของจ้าวอู่เจียงก็ขมวดแน่นขึ้น
“พลังชีวิตโดนทำลายไปเยอะมาก เดิมทีก็เหลืออยู่ไม่เท่าไร ตอนนี้ยิ่งร่อยหรอเข้าไปใหญ่ แต่ก็นับว่ายังมีหวังนะ ขอเพียงฉันหาตัวยาแก้พิษได้สำเร็จ ก็จะช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตส่วนที่เสียหายไปได้ตั้งเยอะ และจะทำให้แกมีอายุยืนต่อไปได้อีกพักใหญ่…”
“ไม่ต้องมาทำหน้าจริงจังขรึมขนาดนั้นก็ได้” จูกัดเซี่ยวไป๋ยังคงยิ้มระรื่น
“ทำยังกับว่าการที่ฉันจะตายน่ะ มันเป็นเรื่องที่น่าโศกเศร้าเสียใจอย่างนั้นแหละ…”
จูกัดเซี่ยวไป๋พูดพลางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหันว่า
“จ้าวอู่เจียง… ฉันกลับไปหามาแล้วนะ… แต่ฉันไม่เจอดาวดวงนั้น ฉันไม่เจอซากอารยธรรมตระกูลจูกัดเลย ฉัน… หาบ้านตัวเองไม่เจอแล้ว”
“ผมจะกลับไปตามหาให้เองครับ”
จ้าวอู่เจียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา มันคือคำมั่นสัญญาที่เขามอบให้แก่จูกัดเซี่ยวไป๋
เขาถอนหายใจในใจด้วยความเวทนา ไม่ว่าในตอนนี้จูกัดเซี่ยวไป๋จะแข็งแกร่งเพียงใด หมอนี่ก็ยังไม่อาจลืมเลือนภาพลักษณ์ของตนเองในวัยเยาว์ที่เคยซุกซนและดื้อรั้นได้ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เขาไม่มีวันลืมเลือนจูกัดชิงชิง
ยามนี้ สภาวะภายในร่างกายของจูกัดเซี่ยวไป๋ถูกเขาตรวจวินิจฉัยจนปรุโปร่งแล้ว หากไร้ซึ่งยาแก้พิษย่อมยากจะรักษาให้หายได้
สถานการณ์นี้ช่างแตกต่างกับอาการของคุณแม่เจี่ยงเสี่ยวหาวโดยสิ้นเชิง
กรณีของคุณแม่เจี่ยงเสี่ยวหาวนั้นเป็นเพียงการอุดตันของพลังชีวิตที่เกิดจากการปะทะกันระหว่างยาน้ำป้องกันและน้ำยาวิวัฒนาการ โดยใช้ร่างกายแบ่งเป็นขั้วอำนาจยันกันไว้ ทว่าโดยเนื้อแท้แล้วพลังชีวิตของเธอยังไม่ได้ถูกน้ำยาวิวัฒนาการทำลายไป
แต่สำหรับจูกัดเซี่ยวไป๋นั้นแตกต่างออกไป ด้วยพละกำลังที่กล้าแข็งของเขา ทำให้ไวรัสมองว่าทุกอย่างในร่างกายเขาคือภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พวกมันจึงเริ่มโจมตีและกัดกินร่างของจูกัดเซี่ยวไป๋อย่างบ้าคลั่ง
ถึงแม้จูกัดเซี่ยวไป๋จะอาศัยความแข็งแกร่งข่มมันเอาไว้ได้ ทว่ามันก็แลกมาด้วยการที่พลังชีวิตที่มีอยู่น้อยนิดนั้นถูกทำลายไปจนเกือบหมดสิ้น ในตอนนี้เขามีสภาพไม่ต่างจากตะเกียงที่น้ำมันแห้งเหือด พลังชีวิตใกล้จะดับสูญเต็มทน
เว้นเสียแต่ว่าจะหาตัวยาแก้พิษเจอ หรือสังเคราะห์ยาแก้พิษขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ฟื้นฟูส่วนที่เสียหายไป
แต่ถึงแม้จะมียาแก้พิษออกมาจริง ๆ มันก็ช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตได้เพียงเล็กน้อยเพื่อยื้อเวลาออกไปอีกเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพียงแค่นั้นจริง ๆ
หนทางเดียวที่จะทำให้จูกัดเซี่ยวไป๋มีชีวิตรอดต่อไปได้ คือเขาต้องทะลวงพละกำลังปัจจุบันไปให้ได้มากกว่านี้
ทว่าในห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้ นอกจากใต้เท้าจางแล้ว ขอบเขตดาราจักรก็ถือเป็นจุดสิ้นสุดของพละกำลังทั้งหมด แล้วจูกัดเซี่ยวไป๋จะหาทางทะลวงข้ามขั้นไปได้อย่างไร?
หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จ้าวอู่เจียงจึงขมวดคิ้วแล้วดุออกมาด้วยความรำคาญใจ
“แกไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวแบบนี้เลยจริง ๆ”
“อย่าขมวดคิ้วนักเลย เรื่องเดิมพันด้วยชีวิตเนี่ย ฉันถนัดที่สุดแล้ว” จูกัดเซี่ยวไป๋ระเบิดเสียงหัวเราะร่า
“อีกอย่าง ลำพังชีวิตและพลังที่มีอยู่เดิมมันก็ใกล้จะหมดอยู่แล้ว เผื่อเดิมพันครั้งนี้จะสำเร็จขึ้นมาล่ะ? ถ้าเดิมพันแพ้ ฉันก็แค่ได้ไปพบกับเธอ แต่ถ้าเดิมพันชนะ ฉันอาจจะหาทางคืนชีพให้เธอก็ได้ จูกัดเซี่ยวไป๋คนนี้เป็นนักธุรกิจนะ การค้าครั้งนี้แกเห็นว่าขาดทุนตรงไหนล่ะ?”
จ้าวอู่เจียงตอบอย่างอ่อนใจ “แล้วก็ต้องมาโยนความกดดันให้ฉันแบบนี้เหรอ?”
“โธ่ แม่ยอดหฤทัยจะมีเยอะแค่ไหนก็ได้ แต่คำพูดน่ะจะพูดซี้ซั้วไม่ได้นะ” จูกัดเซี่ยวไป๋ช่วยแก้ความเข้าใจให้ใหม่
“ไม่ใช่ฉันที่กดดันแกหรอก แต่มันคือเยื่อใยและความผูกพันในใจแกต่างหากที่กดดันตัวแกเอง ใครใช้ให้แกเกิดมาเป็นคนดีและยังเป็นเพื่อนซี้ของฉันล่ะ จ้าวอู่เจียงเอ๋ย…”
“สำหรับเรื่องจะช่วยชีวิตฉันไหมน่ะ ช่างมันเถอะ” น้ำเสียงของจูกัดเซี่ยวไป๋เปลี่ยนมาเป็นการฝากฝังจริงจัง แววตาของเขาดูเลื่อนลอยขณะจับจ้องไปที่เพดานห้อง
“แต่แกต้องพาฉันกลับไปให้ได้ ในวันที่เราจากมานั้นมันเร่งรีบเกินไป ตระกูลจูกัดยังคงทิ้งไว้ที่นั่น และร่างของเธอก็ถูกฝังไว้ที่นั่นตลอดกาล… ศพของเธอเป็นฝีมือของคนในเผ่าที่ไปช่วยนำกลับมา ฉันเองไม่ได้แม้แต่จะเห็นหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้ายด้วยซ้ำ เห็นเพียงเนินดินเล็ก ๆ ที่ฝังร่างเธอไว้”
“นี่มันผ่านไปหลายปีแล้ว บนเนินดินนั่นป่านนี้หญ้าคงขึ้นรกไปหมดแล้วมั้ง!” ดวงตาของจูกัดเซี่ยวไป๋เริ่มคลอไปด้วยน้ำตา นิ้วมือของเขาคอยกดและลูบคลำแหวนหญ้าในมืออยู่ตลอดเวลา “มันจะมีดอกไม้ขึ้นมาบ้างหรือเปล่านะ?”
จ้าวอู่เจียงตอบด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและเน้นหนักทีละคำ
“ฉันรับปากแก”