Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2034 จ้าวอู่เจียงกับการค้นหาอย่างไร้ขอบเขต

  1. Home
  2. ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
  3. บทที่ 2034 จ้าวอู่เจียงกับการค้นหาอย่างไร้ขอบเขต
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 2034 จ้าวอู่เจียงกับการค้นหาอย่างไร้ขอบเขต

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารถูกปกคลุมด้วยความสงบเงียบและสันติ แม้จะมีการถกเถียงหรือเสียงหยอกล้อบ้าง แต่มันกลับเป็นความเงียบสงบที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ

อย่างน้อยจ้าวอู่เจียงที่นั่งมองดูทุกคนอยู่ก็คิดเช่นนั้น

เซวียนหยวนซวิ่นดื่มเหล้าไปหนึ่งไหก่อนจะกอดคอจูกัดเซี่ยวไป๋แล้วเรียกขานกันว่า ‘พี่ชาย’ พลางพร่ำบ่นว่าใจเขานั้นช่างขมขื่นนัก แม้ปากจะบอกว่าไม่กังวลว่าคนรุ่นหลังจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร แต่ในใจลึก ๆ เขากลับห่วงว่าพงศาวดารจะลงบันทึกอย่างรุนแรงจนบรรยายตัวเขากลายเป็นคนชั่วร้ายที่เห็นแก่ตัวและไม่สนหน้าอินหน้าพรหม

จูกัดเซี่ยวไป๋บอกให้เขาเลิกกังวล ‘สบายใจได้เลย ในพงศาวดารน่ะไม่ได้ใช้หยดหมึกเปลืองไปกับเรื่องของแกหรอก แปลกใจไหมล่ะ ประหลาดใจหรือเปล่า?’

เซวียนหยวนซวิ่นถอนหายใจออกมาคำใหญ่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มว่า หากไม่ใช่มรดกวิชาโบราณที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษตระกูลเซวียนหยวนสูญหายไป บางทีตระกูลของเขาอาจจะตามหา ‘สิ่งเติมเต็ม’ ทั้งหมดได้ครบถ้วน และสิ่งมีชีวิตทั่วทั้งจักรวาลอาจรอดพ้นจากความวุ่นวายปั่นป่วนของห้วงอวกาศภายใต้การนำของตระกูลเซวียนหยวนจนถึงที่สุดก็ได้!

สายตาของจ้าวอู่เจียงลุ่มลึกขึ้น เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางเกียจคร้านหลังจากกินอิ่มจนล้น คำพูดของเซวียนหยวนซวิ่นทำให้เขานึกไปถึงวิชาก้าวเดียวถึงเซียนและพวกรหัสหมายเลขเหล่านั้น

เฟิงฉางอี้นั่งตัวตรงอย่างมั่นคง แม้เหล้าจะผ่านลำคอไปหลายจอกและกับข้าวจะถูกย่อยไปมากแล้ว แต่เขาก็ยังคงท่าทีสงบเยือกเย็น โดยมีลูกหลานอย่างเฟิงจื่อและเฟิงเฉี่ยนคอยบีบนวดไหล่ให้เบา ๆ เขาเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า

“จ้าวอู่เจียง อย่าลืมตามหายารักษาล่ะ…”

“แล้วก็นายด้วย…”

“โธ่เอ๊ย เรื่องแบบนี้ไว้บอกพรุ่งนี้ก็ได้ ดื่มกันต่อเถอะ”

เซวียนหยวนซวิ่นดื่มเหล้าจอกใหญ่เข้าไปอีกหนึ่งคำ บรรดาผู้คนที่อยู่ในที่นี้ส่วนใหญ่มีสถานะสูงส่งถึงขั้นดาราระดับเทพดารา แต่ในตอนนี้เขาและทุกคนกลับเลือกที่จะใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดา ทั้งกินข้าว ดื่มเหล้า และนั่งปรับทุกข์พูดคุยกัน

สิ่งนี้ต่างหากคือความรู้สึกที่แท้จริงของการเป็น ‘คน’

หากไม่หลงลืมความเป็นคน จึงจะมีสิทธิ์จุติขึ้นเป็นเทพ แต่หากปราศจากจุดเริ่มต้นหรือที่มา ก็คงเป็นได้เพียงดวงวิญญาณโดดเดี่ยวที่ไร้รากเหง้า

เฟิงฉางอี้จิบสุราพลางพยักหน้า เขามีหลายสิ่งที่อยากบอกจ้าวอู่เจียง เช่นยามตามหายา ยิ่งเป็นคนธรรมดาก็ยิ่งอันตราย แม้แต่ยอดฝีมือทั่วไปก็ยังลดความเสี่ยงลงมาได้ แต่ขอบเขตดาราจักรกลับต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดา

แต่เมื่อเห็นว่ายามนี้เวลาไม่เหมาะนัก เขาจึงไม่ได้พูดรายละเอียดออกไป การได้เสพสุขกับความสงบงามของวันเวลาเช่นนี้ก็ถือว่าไม่เลวนัก

จู๋เสี่ยวหยินเมื่อกินอิ่มจนพุงกางเธอก็ย้ายไปนั่งข้างจ้าวอู่เจียง พิงศีรษะลงบนไหล่ของเขาแล้วงีบหลับไปอย่างเป็นกันเองโดยไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนนอก

เวลาอาหารที่เต็มไปด้วยแรงกดดันในที่สุดก็ผ่านพ้นไป

ทว่าบนโต๊ะอาหารนั้น จ้าวอู่เจียงกลับไม่มีโอกาสได้นั่งสนทนากับซูฮัวอีเป็นการส่วนตัวเลย

เมื่อเทียบกับภาพสุดท้ายในความทรงจำเมื่อวันวาน ซูฮัวอีดูจะลดความเย็นชาลงไปมาก แต่กลับมาพร้อมกับเส้นผมที่ขาวโพลนตัดกับใบหน้าที่ยังงดงาม

จ้าวอู่เจียงเฝ้ามองดูและตระหนักว่าซูฮัวอีในตอนนั้นคงถูกพายุหิมะและความโศกเศร้าเข้ากัดกินหัวใจ เธอคงใช้วิธีเดียวกันกับเขา คือการยอมแลกชีวิตเพื่อแลกมาซึ่งพลังฝึกตน เพื่อใช้ต่อต้านมหันตภัยในตอนสุดท้าย

เขาเพียงไม่รู้ว่าสุขภาพร่างกายของเธอเป็นอย่างไร จะเป็นเหมือนจูกัดเซี่ยวไป๋ที่ชีวิตกำลังเดินไปถึงจุดสิ้นสุด และพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อข้ามเวลากลับมาดูโลกนี้เป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่?

จ้าวอู่เจียงเกิดความรู้สึกผิดติดค้างขึ้นมาในใจ

ตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา เขาติดค้างผู้คนมากมายเหลือเกิน

เขามองซูฮัวอีพลางนึกไปถึงผู้คนมากมายในอดีต

คนเหล่านั้นบ้างก็ล้มหายตายจาก บ้างก็กระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง

เขานึกไปถึงเหล่าขุนนางข้าราชสำนักในราชวงศ์ต้าเซี่ย ทั้งผู้ที่เป็นคู่ปรับและผู้ที่คอยยืนเคียงข้าง กับท่าทางที่หลากหลายของพวกเขาในความทรงจำ

เขานึกถึงเสียงร้องไห้คร่ำครวญยามที่สวรรค์ถล่มแผ่นดินทลาย

เขานึกถึงสหายคนสนิทและคู่ชีวิตข้างกาย ทั้งจิ้งเอ๋อร์และหลินหลาง

และเหล่าหญิงสาวนับไม่ถ้วน ทั้งตู๋กูหมิงเยว่ ชิงเอ๋อร์ กู้เหนียนหยวน หยางเมี่ยวเจิ้น ลู่เสี่ยวจิ่น…

ยังมีทั้งที่เป็นเพื่อนร่วมรบและอาจารย์อย่าง หลี่ฉวนจวิน หลี่จั่ว จางซวีคุน รวมไปถึงจูกัดเซี่ยวไป๋ที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ด้วย…

คนเหล่านี้เป็นทั้งมิตรและเป็นทั้งอาจารย์ที่พร่ำสอนเหตุผลมากมายให้กับเขา

การก้าวเข้ามาและการจากไปของแต่ละคนล้วนทำให้เขากระจ่างแจ้งในสัจธรรมหลายประการ

แต่ถึงเขาจะเข้าใจสัจธรรมเหล่านั้นมากเพียงใด เขาก็ยังไม่สามารถจัดการชีวิตตัวเองให้ดีพอได้อยู่ดี

ตอนนี้เขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตดาราจักรเล็กระดับเทพแล้ว หากก้าวหน้าขึ้นอีกเพียงขั้นเดียว เขาก็จะมีคุณสมบัติที่จะหลอมรวมผลแห่งมรรคา และหากมีผลแห่งมรรคาสามลูกเฉกเช่นสามภพ เขาก็จะกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าทันที

แต่กระนั้นเขากลับรู้สึกว่าเป้าหมายนี้ช่างห่างไกลนัก เขารู้สึกว่าแม้จะเป็นกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ ก็ยังอ่อนแอซะยิ่งกว่าชายหนุ่มผู้ลึกลับอย่าง ‘จาง’ คนนั้นมากมายนัก

จางกำลังนำพาผู้คนก้ามข้ามพ้นมหาสมุทรแห่งความทุกข์ยาก? แม้แต่จางยังต้องยอมเสี่ยงเพื่อช่วยปวงประชาเพราะไม่สามารถเอาชนะเทพมรรคาได้เพียงลำพัง? แล้วพวกเขาล่ะ จะอาศัยอะไรมาข้ามพ้นความวุ่นวายไร้ระเบียบของจักรวาลไปได้อย่างปลอดภัย?

เขารู้สึกว่า ขอบเขตดาราจักรดูเหมือนจะขาดหายอะไรบางอย่างไป สิ่งนี้เองที่ทำให้ขอบเขตดาราจักรกลายเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของจักรวาล ยากที่จะข้ามผ่านไปได้อีกแม้แต่ก้าวเดียว และไม่ต้องพูดถึงการที่จะเดินตามรอยเท้าของจางเลย

ในเรือนพักขนาดเล็กแห่งนี้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบทสนทนา ภายใต้ร่มไม้และแสงจันทร์ ข้างกายของซูฮัวอีและพรรคพวก จ้าวอู่เจียงเกือบจะก้าวเข้าสู่ภาวะบรรลุมรรคาได้เพียงขั้นตอนเดียว แต่ท้ายที่สุดเขาก็หยุดลงตรงหน้าจุดสูงสุดนั้น และฟุบหลับไปบนเก้าอี้ด้วยความเมามาย

ในช่วงสุดท้ายที่ทุกคนยังร่วมกันดื่ม เขากระดกสุราสีเหลืองเข้มที่ผู้คนมักหยอกล้อว่าเป็นสุราน้ำสลัวมอมเมาลงไปคำโต

เหล้าข้าวเหล้านั้นไม่ใช่สุราข้าวขาวหอมหวาน รสชาติสุราลู่อี้ที่หอมนวลหวานฉ่ำนั้นหลงเหลืออยู่ในเพียงความทรงจำ สุราข้าวเหล้านี้มีแต่ความสุขุมนุ่มลึกและความร่วงโรยที่มาพร้อมกับวันเวลา เหมือนภาพวาดสีหม่นเก่าคร่ำคร่า

เขาร่วงหล่นลงไปในบ่อเกิดของอดีต และในค่ำคืนนี้เองที่จ้าวอู่เจียงก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ครั้งหนึ่งจางมู่โจวเคยเดินผ่านไปอย่างเงียบงันโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้

‘หนทางเบื้องหน้านั้นยาวไกลเหลือคณา ข้าจะมุ่งมั่นค้นคว้าและเสาะแสวงหามรรคาจากฟากฟ้าสู่พสุธาโดยไม่มีที่สิ้นสุด!’ จ้าวอู่เจียงผู้นี้จะขอเสาะแสวงหามรรคาต่อไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด!

จู๋เสี่ยวหยินเห็นแล้วก็ได้แต่สงสัย ในใจพลางคิดว่า ‘พวกพี่สาวนี่บื้อจัง ของอร่อยขนาดนี้จะยกให้คนอื่นง่าย ๆ ได้ยังไงกัน ไม่ควรจะกินเองก่อนเหรอ?’

คิดดังนั้นเธอก็คีบของอร่อยเข้าปากตัวเองบ้าง พลางสูดดมกลิ่นหอมและชิมด้วยสีหน้าท่าทางที่พึงพอใจอย่างมาก

เอลิซาสะกิดชายเสื้อลิลิธเบา ๆ เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ต้องไปหึงหวงแข่งกัน ควรจะปรองดองกันไว้

จ้าวอู่เจียงเร่งสปีดกินข้าวอย่างรวดเร็ว ขอบชามแทบจะกระแทกหน้าอยู่แล้ว เพราะกลัวว่าซูฮัวอีกับลิลิธจะคีบกับข้าวมาให้อีก

แต่เดิมทีสามตาแก่อย่างพวกจูกัดเซี่ยวไป๋กำลังจิบสุรากันอยู่ดี ๆ แต่ตอนนี้พวกเขากลับวางจอกเหล้าแล้วนั่งจ้องมาที่จ้าวอู่เจียงเป็นตาเดียว

ทันทีที่เขากินหมดหนึ่งชามและกำลังจะวางตะเกียบลง ช้อนอันหนึ่งก็ยื่นมาตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว เขาถึงกับอึ้งเมื่อเห็นข้าวในชามกลับมาเต็มพูนอีกครั้ง

“กินให้เยอะ ๆ หน่อย จะได้มีแรงทำอย่างอื่น” ซูฮัวอีดึงช้อนตักข้าวออกพลางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ลิลิธจ้องมองจ้าวอู่เจียงตาเขม็ง นัยน์ตาสีแดงเป็นประกายไหววูบ

จ้าวอู่เจียงทำได้เพียงตอบอืมเบา ๆ พร้อมกับถอนหายใจและก้มหน้ากินต่อ

ซูฮัวอีเองก็เริ่มกินทีละนิดด้วยกิริยาที่สง่างาม ส่วนลิลิธก็ยังคงจ้องเขาไม่วางตา

พอข้าวในชามเริ่มก้น ช้อนตักข้าวของลิลิธก็โปะลงมาอีกหนึ่งครั้งพลางพูดอย่างดุ ๆ ว่า

“กินให้หมด คืนนี้มีงานต้องทำ!”

จ้าวอู่เจียงมองกองข้าวที่พูนราวกับภูเขาเลูกเล็ก ๆ ในชามพลางตาค้าง ‘หรือว่าคืนนี้จะมีศึกเป็นศึกตายรออยู่?’

“อย่ามัวแต่กินข้าวอย่างเดียวสิ” จูกัดเซี่ยวไป๋พยายามช่วยรุมสกรัม เขาคีบกับข้าวอย่างหนึ่งวางลงในชามจ้าวอู่เจียง “กินมันเทศจีนหน่อยสิ”

“ตามด้วยออส่วนนี่อีกหน่อย”

เซวียนหยวนซวิ่นก็ร่วมวงด้วย เขาตักน้ำซุปมาชามหนึ่งวางไว้ตรงหน้าจ้าวอู่เจียง “ค่อย ๆ กินล่ะ เดี๋ยวจะติดคอเอา”

“พอแล้ว พอแล้วครับ” จ้าวอู่เจียงพยายามปฏิเสธทุกคนอย่างสุภาพ โดยเฉพาะหญิงสาวทั้งสองคน

“พอได้ยังไง?” เฟิงฉางอี้จิบสุราพลางลูบเครา “วัยรุ่นสมัยนี้ทำไมกินข้าวแค่นี้เองล่ะ? สมัยข้าอายุเท่าเจ้า อย่างน้อย ๆ ข้าก็กินคนเดียวตั้งสามชามรวด!”

จู๋เสี่ยวหยินที่กินข้าวหมดอย่างรวดเร็วราวมลายหายไปกับลมยื่นชามของเธอออกไป

“พี่สาวซู ตักข้าวให้หนูหน่อยค่ะ เอาแบบพูน ๆ เลยนะคะ ต้องพูนออกมานอกชามถึงจะนับว่าเป็นหนึ่งชามนะ”

ซูฮัวอียิ้มรับอย่างอ่อนโยน เธอรับชามมาตักข้าวให้จนพูนตามคำขอแล้วส่งคืนให้จู๋เสี่ยวหยิน จากนั้นเธอก็หันไปตักข้าวอีกช้อนใหญ่โปะลงในชามของจ้าวอู่เจียงจนเต็มแน่นพูนออกมาเช่นกัน

“พูนออกมาแบบนี้ถึงจะนับว่าเป็นหนึ่งชาม”

จ้าวอู่เจียงถึงกับหน้าถอดสี หมดอาลัยตายอยากในทันที ถึงแม้เขาจะมีวิชากลืนนภา และเข้าสู่ขอบเขตดาราจักรแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่มีทางทำให้เขาอิ่มจนตายแน่นอน แต่มันเป็นเพียงความรู้สึกตามมารยาทเท่านั้น

สิ่งที่เขาห่วงคือดูเหมือน ‘มารยาท’ นี้จะไม่มีวันสิ้นสุดนี่สิ เดี๋ยวก็นิทีเดียวนู่นที ตักกันมาไม่หยุดแบบนี้ ทำเอาเขาแทบไม่มีจังหวะให้หายใจหายคอเลยทีเดียว

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 2034 จ้าวอู่เจียงกับการค้นหาอย่างไร้ขอบเขต"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย