ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 515 ความกลัดกลุ้มของแม่นางสามสี
บทที่ 515 ความกลัดกลุ้มของแม่นางสามสี
เปลวเพลิงลุกโชนแผ่กระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
ท่ามกลางภาพเหตุการณ์ดั่งวันโลกาวินาศ นกนางแอ่นตัวหนึ่งบินโฉบต่ำ เปลี่ยนทิศทางอยู่บ่อยครั้ง ประหนึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากไอร้อนของเปลวไฟที่แผดเผาเลยแม้แต่น้อย
ส่วนแม่นางสามสีนั้นคืนร่างเป็นมนุษย์ นั่งอยู่บนหลังม้า ควบทะยานตามเส้นทางการบินของนกนางแอ่นออกไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ควบม้าไป นางก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมอง
เห็นเงาร่างของนักพรตหนุ่มลอยตัวขึ้นต้านลม ท่ามกลางต้นหลิวยักษ์และต้นชิงถงโบราณ ตัวเขาดูเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่คอยหลบหลีกกิ่งหลิวที่ฟาดฟันลงมา
ทว่าพอเหินกายขึ้นไปได้ไม่ทันไร ก็ถูกกดดันอย่างหนักจนต้องร่วงลงสู่พื้นดิน
“!”
หัวใจของแมวสามสีพลันกระตุกวูบด้วยความกังวล
เพียงแต่ยามนี้ไม่มีเวลาให้มองดูนานนัก
แม้ว่าซ่งโหยวจะเบิกทางไว้ให้ทั้งสามล่วงหน้าแล้ว ทั้งยังเรียกเพลิงทิพย์มาปกคลุมไปทั่วผืนปฐพี แต่ก็ยังมีเหล่าปีศาจและภูตผีปรากฏตัวออกมาขวางทางอยู่เนืองๆ
ปีศาจเหล่านี้บ้าคลั่งและหิวกระหายเลือด ก่อนหน้านี้ไม่รู้ซ่อนตัวอยู่ที่ใด ครั้นโผล่ออกมาเห็นคนนอกก็พุ่งเข้าจู่โจมอย่างไม่ลังเล บางครั้งถึงขั้นไม่กลัวตาย
โชคดีที่นกนางแอ่นนั้นปราดเปรียว อาศัยความได้เปรียบจากที่สูง คอยนำทางพาพวกนางไปยังจุดที่มีปีศาจน้อยที่สุด หากที่ใดมีปีศาจมากเกินไป ก็จะพาพวกนางวิ่งฝ่าเข้าไปในกองไฟ อย่างไรเสียเพลิงทิพย์ก็ไม่อาจทำอะไรได้ ทั้งสามจึงสามารถวิ่งผ่านเปลวไฟไปได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ปีศาจตนอื่นเพียงแค่สัมผัสก็มลายกลายเป็นเถ้าถ่าน
มีปีศาจส่วนน้อยที่พุ่งเข้ามาถึงตรงหน้า แต่พวกมันก็ไม่ได้มีตบะเก่งกล้านัก บางครั้งม้าแดงก็ไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตา ฝีเท้าไม่หยุดชะงัก เพียงแต่พุ่งชนเข้าไปอย่างดุดัน ก็กระแทกพวกมันจนกระเด็นหายเข้าไปในทะเลเพลิงได้อย่างง่ายดาย
หากปีศาจมีจำนวนมากขึ้นหน่อย หรือมีขนาดตัวใหญ่ขึ้นจนเจ้าม้ารับมือไม่ไหว แม่นางสามสีที่นั่งอยู่บนหลังม้าก็จะชูไม้เท้าไผ่ขนาดเล็กในมือขึ้นมา ทำสีหน้าเคร่งขรึม เลียนแบบนักพรตของตน แล้วชี้ไม้เท้าไปยังปีศาจที่พุ่งเข้ามาจากระยะไกล
พลันมีเปลวเพลิงพุ่งออกมาจากไม้เท้าไผ่
แม้ผลลัพธ์และอานุภาพจะแตกต่างจากนักพรตของนางราวฟ้ากับดิน แต่แม่นางสามสีก็ถือว่าบรรลุอาคมธาตุไฟขั้นต้นแล้ว เพลิงทิพย์ยังคงมีความร้ายกาจ การเผาปีศาจชั้นต่ำเหล่านี้จึงมิใช่เรื่องยากเย็น
ประกอบกับแม่นางสามสีเป็นผู้มีจินตนาการล้ำเลิศ นางสามารถมองข้ามภาพที่ปรากฏตรงหน้า แล้วคิดภาพในหัวว่าท่วงท่าและผลของวิชาที่นางใช้นั้นเหมือนกับวิชาของนักพรตในโถงเมื่อครู่ นางแสร้งทำเป็นว่าพอยกไม้เท้าชี้ไปแล้วทุกอย่างก็เงียบสงัด แสร้งว่าปีศาจเหล่านี้ไม่ได้ล้มลงดิ้นทลายโหยหวน แต่สลายกลายเป็นธุลีไปในพริบตา คิดได้ดังนั้นนางก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
พูดอาจจะดูง่าย แต่แท้จริงแล้วการหลบหนีก็ดุเดือดไม่เบา
ทั้งหนีทั้งต่อสู้ ฝ่าวงล้อมกองทัพปีศาจนับไม่ถ้วนที่ตามล่าดักหน้าดักหลัง ระหว่างนั้นมีช่วงเวลาที่หวาดเสียวอยู่หลายครา กว่าจะหนีพ้นออกมาจากอาณาจักรปีศาจต้นหลิวได้
จนกระทั่งเบื้องหน้าเกิดรอยระลอกคลื่นสั่นไหวประดุจผิวน้ำ รอบกายก็พลันสงบเงียบลงทันที
เสียงคำรามของปีศาจและเสียงโหยหวนของผีร้ายเมื่อครู่ รวมถึงเสียงฝีเท้าของกองทัพที่ไล่ล่า เสียงพังทลายของฟ้าดินที่ดังมาจากเบื้องหลังไกลๆ และเสียงลุกไหม้ของเปลวไฟล้วนเลือนหายไป เบื้องหน้ามีเพียงต้นชิงถงโบราณที่ยืนต้นอยู่ท่ามกลางม่านหมอกพิษ อันแสนเงียบงันและลึกลับ
กุบ กุบ กุบ…
เจ้าม้าหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ด้วยความเร็วที่ควบมาทำให้กีบเท้าทั้งสี่ไถลไปบนพื้นเป็นระยะทางสั้นๆ
นกนางแอ่นก็หยุดบินร่อนอยู่กับที่
ทั้งแมว ม้า และนก ต่างหันกลับไปมองเบื้องหลังพร้อมกัน
ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังกลับมิใช่ขุนเขาเขียวขจีสายน้ำใสสะอาดดั่งแดนเซียน และมิใช่ดินแดนโลหิตดั่งนรกอเวจีของพวกปีศาจ มีเพียงภูเขาลูกย่อมที่เต็มไปด้วยกรวดหินและใบชิงถงที่ร่วงหล่น ข้างกายมีต้นชิงถงต้นหนึ่งตั้งตระหง่าน ม่านหมอกหนาทึบดูราวกับน้ำตื้นที่ท่วมเพียงข้อเท้าของมันเท่านั้น
“อื้อ!”
แม่นางสามสีถือไม้เท้าไผ่พลางเบิกตากว้าง
“พวกเราออกมาแล้ว” นกนางแอ่นที่อยู่บนฟ้าเอ่ยขึ้น “ปีศาจพวกนั้นไม่ได้ตามออกมา”
“ทำไมถึงมองไม่เห็นข้างในแล้วเล่า”
“ที่นี่ไม่น่าจะเป็นค่ายกลลวงตา แต่เป็นการวางข่ายอาคมขั้นสูงยิ่งกว่า โลกภายในกับภายนอกถูกตัดขาดออกจากกัน ย่อมมองไม่เห็นเป็นธรรมดา”
“แล้วนักพรตเล่า”
“คุณชายยังสู้กับปีศาจต้นหลิวอยู่ข้างใน”
“เขาจะชนะไหม”
“แม่นางสามสีโปรดวางใจ อารามฝูหลงคือจุดสูงสุดของวิถีมนุษย์ ผู้สืบทอดที่เชี่ยวชาญด้านการประลองเวทย์ อย่างน้อยที่สุดย่อมมีพลังเทียบชั้นยอดตบะครั้นโบราณกาล ทั่วใต้หล้าทุกวันนี้ผู้ที่พอจะเปรียบติดได้ นอกจากเทพเจ้าเพียงไม่กี่องค์ ก็คงมีเพียงปีศาจจิ้งจอกที่เฟิงโจวครั้นบำเพ็ญตบะครบเก้าหางแล้วเท่านั้น” นกนางแอ่นพูดขึ้นยาวเหยียด ยามอยู่ต่อหน้าแม่นางสามสีเขาก็ไม่มีอาการตะกุกตะกัก “ต้นหลิวต้นนี้แม้จะร้ายกาจ แต่ก็ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น สิ่งที่มันทำอยู่น่าจะเป็นการอาศัยความวุ่นวายของโลกเพื่อเพิ่มตบะบารมี หวังจะบรรลุขั้นยอดตบะ แม้ตอนนี้มันจะเตรียมการอยู่ที่นี่มาหลายปี แต่อย่างมากที่สุดก็แค่รักษาตัวไม่ให้พ่ายแพ้ ไม่อาจเทียบชั้นกับคุณชายได้หรอก”
“อื้ม…”
“อีกอย่าง คุณชายไม่ใช่นักพรตจำพวกมุทะลุ…อืม…ที่พิชิตใต้หล้าได้โดยอาศัยแต่อาคมธาตุทั้งห้า ในเมื่อคุณชายมองออกทุกอย่างแล้วยังมาที่นี่ ก็แสดงว่าย่อมต้องมีความมั่นใจอยู่ก่อนแล้ว”
“จริงด้วย…”
แม่นางสามสีรู้สึกว่าคำพูดของเขามีเหตุผล
เพียงแต่นางยังคงนั่งอยู่บนหลังม้า เงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางที่จากมาอย่างอดไม่ได้
ในตอนนั้นเอง ก็เกิดเสียงอสนีบาตดังสนั่น
ครืนนน!
พลันมีสายฟ้าสีม่วงแดงขนาดมหึมาฟาดออกมาจากข้างใน เนื่องจากโลกภายในและภายนอกถูกตัดขาดจากกัน ทำให้สายฟ้านั้นดูราวกับพุ่งออกมาจากความว่างเปล่า ฟาดเปรี้ยงลงบนต้นชิงถงยักษ์ต้นนั้น
เปรี้ยงงง…
ต้นชิงถงโบราณเหล่านี้ดูดซับพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินและแก่ตะวันจันทรา ทั้งยังได้รับการหล่อเลี้ยงจากตบะของวิหคเทพ ลำต้นจึงแข็งแกร่งเป็นที่สุด สายฟ้าธรรมดาทำอะไรไม่ได้ น้ำไฟมิอาจกล้ำกราย ทว่าภายใต้การจู่โจมของสายฟ้านี้ มันกลับระเบิดออกเกิดเป็นประกายไฟระยิบระยับ แม้ฟ้าจะยังไม่มืดสนิทก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจน ตามมาด้วยเปลวเพลิงที่ลุกท่วมขึ้นมา
แม่นางสามสีแหงนหน้ามองดูด้วยความตื่นตะลึง
ชั่วพริบตาที่สายฟ้าฟาดลงมานั้น นางเห็นรอยแยกบนลำต้นของต้นชิงถงโบราณกลายเป็นสีแดงฉานราวกับโลหิต เนื้อไม้ตรงนั้นดูคล้ายกับถ่านที่กำลังลุกไหม้จนสุก หรือไม่ก็กลายเป็นหยกอาบแสงเรืองรอง เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่เบื้องบน
ในขณะเดียวกัน ส่วนที่ถูกอัสนีสวรรค์ฟาดใส่ก็มิอาจแบกรับน้ำหนักอันมหาศาลของพุ่มยอดได้อีกต่อไป ท่อนบนของต้นชิงถงจึงเริ่มเอนเอียงและโค่นล้มลงช้าๆ
แม่นางสามสีเบิกตาโพลนด้วยความตกตะลึง
ต้นชิงถงเหล่านี้ใหญ่โตเกินกว่าจะพรรณนา ลำพังแรงมนุษย์ย่อมมิอาจโค่นล้มมันได้เลย ทว่าเพียงแค่สายฟ้าที่อาจจะฟาดพลาดไปโดน หรือเพียงผลกระทบเสี้ยวหนึ่งจากการต่อสู้ กลับทำให้มันหักโค่นลงมาเสียอย่างนั้น
เสียงไม้ลั่นหักดังสนั่นหวั่นไหวแว่วออกมาจากหมู่เมฆ ตามมาด้วยยอดไม้ที่ค่อยๆ พาดลงมาสู่พสุธา
“เจ้าม้ารีบวิ่งเร็ว!”
แม่นางสามสีตะโกนก้องพลางหมอบตัวต่ำลง
เจ้าม้าแดงไม่รอช้า ควบทะยานออกไปสุดกำลัง
มันวิ่งเร็วปานลมกรด ว่องไวดั่งสายฟ้าแลบ
ครั้นวิ่งออกไปได้ระยะหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไล่หลังมา แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่นจนสั่นไปถึงสามครา เมื่อหันกลับไปมอง จึงเห็นว่าครึ่งท่อนบนของต้นชิงถงยักษ์ได้ร่วงลงสู่พื้นดินเป็นที่เรียบร้อย
มันตกลงตรงตำแหน่งที่พวกนางเคยยืนอยู่พอดิบพอดี
เห็นดังนั้น แม่นางสามสีก็ได้แต่ยืนอึ้งตะลึงงัน
ที่แท้มิใช่เพียงผลกระทบจากการต่อสู้ แต่เป็นเพียงเศษเสี้ยวพลังที่ล้นทะลักออกมา ก็เพียงพอจะกลายเป็นมหันตภัยร้ายแรงสำหรับปีศาจทั่วไปได้แล้ว
“พวกเราถอยออกไปให้ไกลกว่านี้เถิด”
นกนางแอ่นบนท้องฟ้าเอ่ยบอกเด็กหญิงตัวน้อย
ระหว่างทาง แม่นางสามสีอดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังกลับไปมองอีกครั้ง
แล้วนางก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นมาอีกหน
ภาพท้องฟ้าไกลโพ้นสั่นไหวเป็นระลอกคลื่นประดุจผิวน้ำ ราวกับม่านอาคมที่ถูกทุบจนแตกสลาย มันค่อยๆ ปริแยกออก เผยให้เห็นสภาพที่แท้จริงภายในนั้น
ต้นหลิวสูงค้ำฟ้าสูงไม่น้อยไปกว่าต้นชิงถงโบราณ กิ่งก้านที่แผ่ขยายไพศาลทำให้มันดูสง่าน่าเกรงขามยิ่งกว่าต้นชิงถง ราวกับเป็นเจ้าชีวิตแห่งป่าโบราณแห่งนี้ หมู่เมฆและม่านหมอกล้วนสยบอยู่แทบเท้า ทว่าบัดนี้ตามลำต้นมหึมากลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงโชติช่วง กิ่งหลิวทุกกิ่งกำลังมอดไหม้ บางกิ่งกวัดแกว่งสะเปะสะปะฟาดฟันหมู่เมฆ บางกิ่งฟาดลงบนพื้นดินจนขุนเขาและลำน้ำขาดสะบั้น
สายอสนีบาตพัวพันพาดผ่านท้องฟ้า ราวกับโซ่ตรวนนับร้อยนับพันเส้นที่รัดรึงต้นหลิวยักษ์นี้ไว้
ดูเหมือนต้นหลิวเองก็กำลังค่อยๆ เอนเอียงล้มลงเช่นกัน
แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า
ยามอาทิตย์อัสดง ม่านหมอกพิษบนพื้นดินก็ยิ่งหนาทึบจนมองไม่เห็นทัศนียภาพไกลตา แม้แม่นางสามสีจะคืนร่างเป็นแมว แล้วใช้กรงเล็บแหลมคมจิกปีนต้นชิงถงขึ้นไปราวกับจิ้งจก หมายจะดูเหตุการณ์ แต่ก็มิอาจฝ่าม่านหมอกหนาพ้นไปได้ ทำได้เพียงเห็นแสงวูบวาบส่องประกายอยู่ลางๆ บ้างคล้ายแสงสายฟ้า บ้างคล้ายแสงเพลิง บ้างก็เป็นแสงทิพย์หลากสีสัน เสียงกัมปนาทเลื่อนลั่นราวขุนเขาถล่มทลายดังมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดิน กระทั่งต้นชิงถงที่นางเกาะอยู่ยังสั่นสะท้าน
ฝ่ายนกนางแอ่นนั้นบินขึ้นไปได้สูงยิ่งนัก นานๆ ทีจะโผลงมาเกาะกิ่งไม้เพื่อเล่าสถานการณ์การรบให้แมวสามสีฟัง แต่พูดได้เพียงไม่กี่คำ เขาก็รีบบินกลับขึ้นไปดูต่อด้วยความตื่นเต้น
ทุกครั้งที่เป็นเช่นนั้น เจ้าแมวสามสีจะมีสีหน้าเคร่งขรึมเป็นที่สุด
ที่แท้ก็ยังสูงไม่พอสินะ
มิใช่ว่านางปีนต่อไม่ได้ แต่ถ้าปีนสูงกว่านี้นางรู้สึกว่าตัวเองจะลงไม่ได้แล้ว
ทำไมแมวถึงไม่มีปีกกันนะ
ความมืดมิดเริ่มปกคลุมไปทั่วสารทิศ
สุ้มเสียงความเคลื่อนไหวจากแดนไกลค่อยๆ แผ่วเบาลง
จนกระทั่งแมวสามสีเห็นเหล่าปีศาจและผีร้ายบางตนวิ่งหนีเตลิดออกมาจากทางด้านหน้า พวกมันดูหวาดกลัวจนเสียสมาธิ วิ่งเตลิดเข้าสู่ส่วนลึกของป่าชิงถงอย่างไม่คิดชีวิต และเมื่อนางเงยหน้าขึ้น ก็เห็นแสงทิพย์พร่างพรายนับไม่ถ้วนพุ่งผ่านท้องฟ้าท่ามกลางม่านหมอก สีสันงดงามตระการตาราวกับบุปผานับพันต้นเบ่งบาน หรือดั่งฝนดาวตก นางเคยเห็นแสงทิพย์แบบนี้จากนักพรตของนางเพียงผู้เดียว จึงรู้ได้ทันทีว่าการต่อสู้เบื้องหน้าคงจบลงแล้ว
เป็นดังคาด นกนางแอ่นบินกลับลงมาหา
“แม่นางสามสี เรื่องทางนั้นจบลงแล้ว ลำต้นของต้นหลิวถูกเผาจนเป็นจุณ ตอนนี้คุณชายกำลังผนึกสถานที่แห่งนั้นอยู่”
“อ้อ อ้อ…”
แมวสามสีเกาะต้นชิงถงแน่นพลางหันไปมองเขา
“พวกเราลงไปรอคุณชายข้างล่างกันเถอะ”
“อ้อ อ้อ…”
แมวสามสีหันกลับไปมองข้างล่างอีกครั้ง
เบื้องล่างหมอกลงจัด ยามราตรีช่างดูเหมือนกับคลื่นทะเลที่กำลังกระเพื่อมไหว
เนื่องจากต้นชิงถงนั้นสูงใหญ่เกินไป สำหรับนางแล้ว ลำต้นที่ควรจะเป็นทรงกระบอกกลับดูราบเรียบประดุจกำแพง กรงเล็บทั้งสี่เท้าของนางจิกฝังลึกเข้าไปในเปลือกไม้เพื่อพยุงตัวไม่ให้ร่วงหล่น แต่ปัญหาก็คือ… นางไม่รู้ว่าจะลงไปอย่างไรดี
“แม่นางสามสี ทำไมไม่ลงไปเล่า”
“ข้า…”
เจ้าแมวก้มมองข้างล่างที มองนกนางแอ่นที ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “แม่นางสามสีจะขออยู่ดูข้างบนต่ออีกสักพัก…”
“ได้เลย”
นกนางแอ่นได้ยินดังนั้นก็ไม่สงสัยสิ่งใด คิดเพียงว่าแม่นางสามสีคงเป็นห่วงคุณชายมาก หากไม่เห็นเขากลับมาอย่างปลอดภัยคงไม่สบายใจ จึงกระพือปีกบินออกไปไกลๆ
“…”
เจ้าแมวมองตามร่างเงาที่บินออกไป แล้วเบนสายตากลับมา ก้มมองม่านหมอกข้างล่างและความสูงที่กะไม่ถูก นางนิ่งเงียบไม่ปริปาก สีหน้ากลับยิ่งเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ ในใจนึกสงสัย
เมื่อครู่ยังรู้สึกว่าต้องปีนขึ้นไปอีกหน่อยถึงจะลงไม่ได้ไม่ใช่หรือ!
ทำไมแมวถึงไม่มีปีกกันนะ
เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปทีละน้อย
เจ้าแมวเกาะนิ่งสนิทอยู่บนต้นไม้ราวกับกลายเป็นจิ้งจกไปจริงๆ ปล่อยให้ลมหนาวพัดผ่าน ม่านหมอกหนาปะทะใบหน้า นางยังคงทำหน้าตาย ใครก็เดาไม่ออกว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
ทว่าสิ่งที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ
เบื้องล่างมีเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังแว่วมา เสียงเหยียบใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ เคล้าไปกับเสียงไม้เท้าไผ่ที่กระทบพื้นดิน
เจ้านกนางแอ่นนั่นกลับมาเรียกนางอีกแล้ว
ง