ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 514 ต้นหลิวบรรพชน
บทที่ 514 ต้นหลิวบรรพชน
“โฮก!”
ปีศาจเสือในร่างมนุษย์พลันระเบิดโทสะ กระโจนพรวดขึ้นสู่กลางอากาศ พุ่งเข้าใส่นักพรตหนุ่มเป็นตนแรก
เดิมทีมันมีรูปร่างขนาดพอๆ กับมนุษย์ หน้าตาก็ละม้ายคล้ายคน เริ่มแรกปรากฏกายในรูปลักษณ์ของนักพรตวัยกลางคนผู้ซื่อสัตย์ในชุดนักพรต ครั้นเมื่อครู่เพิ่งจะกลายร่างจนมีศีรษะเป็นเสือและมีลายพาดกลอนตามตัว บัดนี้เมื่อกระโดดขึ้นไป ร่างกายที่อยู่กลางอากาศก็ยืดขยายออกและพองตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายตัวมหึมา
เสือโคร่งตัวนี้มีขนาดใหญ่โตยิ่งกว่าปีศาจเสือตัวที่ใหญ่ที่สุดในธงของแม่นางสามสีเสียอีก อีกทั้งตบะก็ยังลึกล้ำกว่ามากนัก
ท่วงท่าของมันปราดเปรียวว่องไว พาให้เกิดลมพายุพัดโหม
ฝ่ายนักพรตหนุ่มกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง
ทว่ารอบกายเขาราวกับมีเส้นแบ่งที่มองไม่เห็นขีดคั่นไว้ ยามที่ร่างอันมหึมาของปีศาจเสือพุ่งละลิ่วมากลางอากาศ เพียงแค่ล่วงล้ำข้ามเส้นนั้นมา เปลวเพลิงสีทองอร่ามก็ลุกพรึบขึ้นทันที
ส่วนหัวล้ำเข้ามาก็เผาส่วนหัว ส่วนตัวล้ำเข้ามา ส่วนตัวก็พลันลุกไหม้
ฟู่ว…
ในขณะเดียวกัน แมวสามสีก็จ้องมองจนตาค้าง นางรีบสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วอ้าปากพ่นไฟออกไป
เปลวเพลิงนั้นเกือบจะกลายเป็นกำแพงไฟบดบังทัศนวิสัยของนาง
เพลิงทิพย์ทั้งสองสายถักทอเข้าด้วยกัน
ด้วยร่างอันใหญ่โตมโหฬารของพยัคฆ์ร้ายที่โถมเข้าใส่สุดกำลัง แม้แต่ตัวมันเองก็ยากจะหยุดยั้ง ยิ่งเป็นการจู่โจมกลางอากาศด้วยแล้ว
จึงเห็นเพียงพยัคฆ์ร้ายทะยานไปข้างหน้า เปลวไฟแผดเผาตั้งแต่หัวจรดหางโดยไร้ซึ่งเสียงคำราม อย่างมากที่สุดก็เพียงทันได้เห็นความตื่นตระหนกและเจ็บปวดรวดร้าวในดวงตาสีเหลืองอำพันคู่นั้น ร่างของมันยังไม่ทันเข้าใกล้นักพรตหนุ่ม ก็ถูกเผาไปครึ่งตัวกลางอากาศ ไม่มีโอกาสได้ตกถึงพื้นดิน ก็มลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียแล้ว
“…”
เปลวเพลิงจางหายไปอย่างไร้สุ้มเสียง
กลิ่นไหม้ตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง เถ้าธุลีลอยละล่อง
แมวสามสีที่อยู่ข้างกายนักพรตหนุ่มเบิกตากว้างยิ่งขึ้น นางรีบหันขวับมองซ้ายทีขวาที พยายามมองหาอย่างบ้าคลั่งว่าปีศาจเสือที่ทั้งใหญ่และดุร้ายตัวนั้นหายไปไหน
เสือตัวใหญ่ขนาดนั้น ทั้งยังดุดันปานนั้น จู่ๆ กลับหายวับไป ทำเอานางกังวลใจแทบแย่
จนกระทั่งเห็นเถ้าถ่านที่ปลิวว่อนเต็มฟ้าและแววตาหวาดผวาของเหล่าปีศาจรอบข้าง ประกอบกับดวงวิญญาณของปีศาจเสือที่เพิ่งหนีออกมาจากเบื้องหน้า นางถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่า ที่แท้เสือโคร่งตัวนี้ถูกนางเผาจนเป็นจุณในพริบตาเดียว
“?”
ข้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เจ้าแมวน้อยรีบหันไปมองนักพรตของตน
เห็นเพียงนักพรตหนุ่มก้มลงมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในย่ามแล้วหยิบธงผืนเล็กออกมา
“ท่านหลิวบรรพชนช่วยข้าด้วย!”
วิญญาณปีศาจเสือแผดร้องก้องกลางอากาศ
“นักพรตผู้นี้ร้ายกาจนัก…”
“ถอยไปเสีย!”
เหล่าปีศาจและผีร้ายในโถงต่างพากันถอยกรูด ทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น จับจ้องนักพรตหนุ่มอย่างระแวดระวัง อีกทางหนึ่งก็ลอบมองไปยังนักพรตต้นหลิวที่นั่งอยู่ด้านบน เพื่อรอให้เขาลงมือ
ทว่านักพรตต้นหลิวยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง สีหน้ายังคงเคร่งขรึมเย็นชา จ้องมองซ่งโหยวที่อยู่เบื้องล่างสลับกับดวงวิญญาณของปีศาจเสือ
“จะร้องโวยวายไปไย ในเมื่อเขาไม่ได้เผาเจ้าให้วิญญาณแตกสลาย ก็ถือว่าเหลือชีวิตไว้ให้เจ้าแล้ว! โง่เขลาเสียจริง!” นักพรตต้นหลิวกล่าวเสียงหนักแน่น ก่อนจะหันไปมองซ่งโหยวเพื่อหยั่งเชิงท่าที “เจ้าต้องการสิ่งใด”
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าเบาๆ เขาสลับมาใช้มือซ้ายถือธงผืนเล็กไว้แทน ก่อนที่มือขวาจะนิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาจีบเป็นดัชนีกระบี่ ชี้ไปที่วิญญาณปีศาจเสือกลางอากาศ แล้วชี้กลับมายังธง
วิญญาณปีศาจเสือถูกแรงฉุดกระชากให้ลอยละลิ่วมาหาธงทันที
“บังอาจ!”
นักพรตต้นหลิวถลนตาด้วยความโกรธแค้น สะบัดชายแขนเสื้อคราหนึ่ง สร้างกระแสลมปราณพุ่งเข้าใส่
ทว่าช้าไปก้าวหนึ่ง
ยามที่ลมปราณมาถึง วิญญาณปีศาจเสือก็ถูกดูดเข้าไปในธงเรียบร้อยแล้ว ทำได้เพียงพัดพาโต๊ะตั่งให้ล้มระเนระนาดเท่านั้น
“ผู้อาวุโสโปรดอย่าเข้าใจผิด ที่ข้ายังละเว้นวิญญาณของเขาไว้ หาใช่เพราะหมายจะเจรจากับผู้อาวุโสหรอก เพียงแต่เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นศิษย์ในสำนัก หรือปีศาจบริวารของผู้อาวุโส ต่างก็มีไอสังหารและกลิ่นอายชั่วร้ายเข้มข้นนัก คาดว่าหลายปีมานี้ที่ติดตามผู้อาวุโสมา คงจะกินวิญญาณและเลือดเนื้อของมนุษย์มาไม่น้อย หากจะสังหารให้ตายไปเสียเฉยๆ พวกเขาคงตายสบายเกินไปกระมัง” ซ่งโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มิสู้เก็บพวกเขาเข้าไว้ในธง แล้วค่อยๆ อบรมสั่งสอนจะดีกว่า”
เหล่าปีศาจและภูตผีทั้งหลายได้ยินดังนั้น ต่างก็โกรธจนตัวสั่น
“รังแกกันเกินไปแล้ว!”
“พวกเรา บุกเข้าไปพร้อมกัน!”
“ข้าจะถลกหนังแล้วกินมันทั้งเป็น!”
ทว่าในหมู่ปีศาจและผีร้ายที่ส่งเสียงตะโกนด่าทออย่างดุเดือดแต่กลับไม่มีตนใดกล้าก้าวเท้าออกมาจริงๆ ซ่งโหยวกลับยังคงวางตัวสบายๆ
“ทุกท่านอย่าได้รีบร้อนไป…”
จากนั้นเขาก็ยกไม้เท้าไผ่ขึ้น แล้วชี้ไปยังพวกมันทีละตน
ไม่ว่าจะเป็นปีศาจ ผีร้าย ภูตภูเขาหรือสัตว์เดรัจฉาน เมื่อถูกไม้เท้าไผ่ของเขาชี้เข้าใส่ พวกที่มีตบะแก่กล้าหน่อยยังพอจะหนีไปได้พร้อมเสียงโหยหวน ส่วนพวกที่ตบะอ่อนด้อย เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ถูกเผาผลาญจนกลายเป็นเถ้าธุลี
“อ๊ากกก…”
“ท่านหลิวบรรพชนช่วยด้วย!”
“ท่านผู้สูงส่งช่วยข้าด้วย!”
เหล่าปีศาจและภูตผีพากันร้องระงม พลางหันไปมองนักพรตต้นหลิวเป็นตาเดียว
ทว่านักพรตต้นหลิวกลับเอาแต่นิ่งเฉย ดวงตาคู่นั้นเย็นชาถึงขีดสุด เขาเฝ้ามองความตายของบริวารแต่ละตนด้วยสายตาเป็นประกาย ราวกับกำลังใช้ชีวิตของพวกมันมาวิเคราะห์อิทธิฤทธิ์ของนักพรตหนุ่มผู้นี้
สำหรับเขาแล้ว ชีวิตที่ค่อยๆ ดับสูญไปทีละชีวิตนั้นไม่ควรค่าแก่การใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
เพียงชั่วอึดใจเดียว ปีศาจและผีร้ายหลายสิบตนในโถงต่างก็หายสาบสูญไปสิ้น ทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านสีดำที่ปลิวว่อนเต็มอากาศ และทับถมอยู่บนพื้น พร้อมด้วยดวงวิญญาณที่หลอมรวมขึ้นกลายเป็นแสงสีต่างๆ โถงที่เคยเบียดเสียดและอึกทึกพลันเงียบเหงาวังเวงลงในพริบตา
เหลือเพียงนักพรตสองรูป แมวสามสีที่เบิกตาโพลน และนกนางแอ่นที่จ้องมองจนตาค้างเช่นกัน
นักพรตเฒ่าเฝ้าดูด้วยสายตาอันเย็นชา
ส่วนนักพรตหนุ่มกลับกระทำการอย่างไม่รีบร้อน เขาเลือกเฟ้นวิญญาณปีศาจที่เหมาะสมแล้วผนึกลงในธง
“ได้ยินมาว่าตอนเจ้าอยู่ที่เฟิงโจว เจ้าสู้กับจอมมารเผ่าจระเข้ยักษ์และเผ่าแรดขาวทั้งห้าตนเพียงลำพัง ทั้งยังสังหารเทพจวี้ซิงได้ ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าเก่งกาจกว่าตอนที่ยังเดินทางขึ้นเหนือเมื่อหลายปีก่อนอยู่มาก แต่ไม่นึกเลยว่าเพียงไม่กี่ปี ตบะของเจ้าจะรุดหน้าไปไกลถึงเพียงนี้” แววตาของบรรพบุรุษหลิวราบเรียบ ทว่ามิอาจซ่อนเร้นความริษยาในน้ำเสียงได้ “มนุษย์นี่เป็นลูกรักของสวรรค์โดยแท้”
“หรือว่าคราที่ข้าเดินทางขึ้นเหนือและกำจัดปีศาจที่นั่น ผู้อาวุโสจะแอบเฝ้าดูอยู่ข้างๆ”
“หาได้อยู่ข้างกาย แต่ก็เฝ้าตามดูมาตลอด”
“ได้ยินว่าครานั้นท่านราชครูกลุ้มใจเรื่องยาอายุวัฒนะ ที่มีเพียงสรรพคุณยืดอายุธาตุหยาง แต่ไม่อาจยืดอายุธาตุหยินได้ จนกระทั่งไปพบส่วนที่ขาดหายไปจากซากอารยธรรมโบราณ ข้าเองก็เคยสงสัยว่านั่นคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” ซ่งโหยวกล่าวพลางลอบสังเกตความเคลื่อนไหวรอบกาย “หรือจะเป็นฝีมือของผู้อาวุโส”
“จะใช่หรือไม่ บัดนี้ก็ไร้ความหมายแล้ว”
“แต่มันช่วยคลายความสงสัยในใจข้าได้”
ยามนั้นราชครูเสริมสรรพคุณยืดอายุธาตุหยินและหยางของยาอายุวัฒนะได้สำเร็จแล้ว เห็นว่าวิถีทางนี้เป็นไปได้ เขาจึงยอมรับตำแหน่งราชครู เพื่อผลักดันการสร้างนรกภูมิและเมืองผีเฟิงโจวขึ้นมาด้วยมือตนเอง
และก็เป็นเพราะนรกภูมินั้นก่อร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้อดีตฮ่องเต้ทรงมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งภูตผีหลังสวรรคต จึงอาศัยสงครามทางเหนือ หรือกระทั่งผลักดันให้เกิดสงคราม เพื่อไม่เพียงแต่จะผลาญกำลังของต้าเยี่ยน แต่ยังทำให้หลายแคว้นทางเหนือต้องย่อยยับ กลายเป็นแดนสวรรค์ของเหล่าปีศาจและผีร้าย ซึ่งเป็นการเร่งให้ต้าเยี่ยนเสื่อมสลายอย่างชัดเจน
เรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวพันกัน
ทว่านักพรตต้นหลิวกลับเพียงหลุบตาลง เห็นชัดว่าไม่มีเจตนาจะไขข้อข้องใจให้เขา เพียงแต่เอ่ยถามว่า
“เจ้าคิดจะกำจัดข้าอย่างไร”
“จงมลายสิ้นเป็นเถ้าธุลี”
นักพรตหนุ่มตอบอย่างราบเรียบ
“น่าสนใจ…”
นักพรตต้นหลิวหลุดหัวเราะออกมา
ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ฉายแววเคร่งขรึม ร่างกายพลันสลายตัวออก
ราวกับกลายเป็นโคลนเหลว หรือไม่ก็กลายเป็นรากฝอยละเอียดจำนวนนับไม่ถ้วนที่ทลายลงสู่พื้น และมุดหายลงไปใต้ดินในพริบตา
ในขณะเดียวกัน ภายนอกก็เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้น
ครืนนน…
ต้นหลิวขนาดยักษ์ผุดขึ้นมาจากผืนปฐพี รากของมันพันรอบภูเขาหิน บิดรัดเพียงเล็กน้อยศิลาใหญ่ก็แหลกละเอียดเป็นผุยผง เมื่อออกแรงอีกครา ก็เกิดรอยร้าวลึกขึ้นตามภูเขาหิน
ไม่รู้เลยว่ามันมีพละกำลังมหาศาลเพียงใด
รากเหล่านี้ฝังลึกและแผ่กว้างลงไปใต้ดิน ต้นหลิวเองก็ใหญ่โตมโหฬาราวกับจะค้ำฟ้า เทียบกับต้นชิงถงที่โผล่พ้นม่านหมอกพิษอยู่ไกลๆ ก็หาได้เตี้ยกว่าเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งพุ่มใบที่แผ่กิ่งก้านสาขาของต้นหลิวยังดูใหญ่โตกว่าต้นชิงถงที่มีเพียงลำต้นตรงเสียอีก
ดุจดั่งเทพเจ้าครั้นโบราณกาลได้ตื่นจากห้วงนิทรา มิเช่นนั้นก็เป็นดั่งอาเพศแห่งแดนสวรรค์และโลกหล้า ยอดเขาที่อยู่เบื้องหน้ากลับกลายเป็นสิ่งเล็กจ้อยไปในทันที
เบื้องล่างภูเขาลูกย่อมนั้น ไม่รู้ว่ามีปีศาจจำนวนเท่าใดรวมตัวกันหนาแน่นดั่งกระแสน้ำ พร้อมจะถาโถมขึ้นมาบนเขาได้ทุกเมื่อ
นักพรตหนุ่มเดินออกจากอารามเก่าแก่อย่างไม่เร่งร้อน เขาไม่แยแสต้นหลิวสูงใหญ่ค้ำฟ้าและยังคงเติบโตไม่หยุดต้นนั้น เพียงแต่ยกไม้เท้าไผ่ขึ้นแล้วสะบัดลงไปยังเบื้องล่าง
ฟึ่บ…
แสงทิพย์สายหนึ่งแยกฟ้าดินออกจากกัน
ปีศาจทุกตนที่ขวางทางอยู่ ต่างมลายกลายเป็นเถ้าธุลีสิ้น
จากนั้นนักพรตหนุ่มจึงหันไปมองนกนางแอ่นบนบ่า แล้วมองไปยังแมวสามสีบนพื้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้าต้องประลองกับปีศาจต้นหลิวตนนี้สักครา พวกเจ้าจงพาเจ้าม้าออกไปจากที่นี่ก่อนเถิด บรรดาปีศาจที่มีตบะพอตัวในแถบนี้ล้วนอยู่ในโถงนี้และกลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดแล้ว ลูกสมุนตัวเล็กตัวน้อยไม่ใช่คู่มือของพวกเจ้าหรอก เพียงแต่มีจำนวนค่อนข้างมาก รบกวนพวกเจ้าทั้งสองช่วยคุ้มครองเจ้าม้าแล้วหนีไปให้ไกลเถิด”
นกนางแอ่นได้ยินดังนั้นก็ไม่ลังเล
“คุณชายโปรดระวังตัวด้วย!”
แมวสามสีเดิมทีอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่เมื่อได้ยินคำพูดของนกนางแอ่นก็นิ่งไปเสีย แล้วกล่าวตามว่า “นักพรตระวังตัวด้วย…”
“ไปเถิด”
ซ่งโหยวโบกมือด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
เขาบริกรรมคาถาปล่อยหิ่งห้อยแสงพราวเต็มท้องนภา กลายเป็นเพลิงสวรรค์ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน กวาดล้างพวกปีศาจชั้นต่ำเบื้องล่าง
ครืนน…
ในที่สุดต้นหลิวก็หยุดเติบโต
ยามนี้มันไม่ได้อยู่ในร่างมนุษย์ ไร้ซึ่งรูปโฉมใด มีเพียงกิ่งหลิวที่ห้อยระย้าลงมา ซึ่งสามารถฟาดวิหารให้แหลกเป็นผุยผงได้อย่างง่ายดาย ต่อให้เงยหน้าสุดคอก็ยังยากจะมองเห็นทั้งต้น
มันหาได้ใส่ใจม้าขนแดง แมวสามสี และนกนางแอ่นที่กำลังลงเขาไป ทั้งมิได้นำพาต่อเหล่าปีศาจที่ตกอยู่ในทะเลเพลิง เพียงแต่ไกวกิ่งหลิวไปตามลม เสียงของมันพลันแว่วมาจากเหนือเมฆหมอก
“คนหนุ่มบางครั้งก็มักจะลำพองตน แม้เจ้าจะมีฝีมือ และข้าก็ไม่อาจประมือกับเจ้าก่อนจะบรรลุยอดตบะครั้นโบราณกาลได้ แต่ที่นี่คืออาณาจักรของข้า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับป่าชิงถงร้อยลี้นี้ไปแล้ว ทุกหนแห่งล้วนมีรากที่เป็นร่างแยกของข้า ทั้งยังพันเกี่ยวอยู่กับรากของต้นชิงถง ลำพังเพียงเจ้า ย่อมมิอาจทำลายรากของข้าได้”
เสียงนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดังขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสุขุมยิ่งกว่าเดิม ประหนึ่งเสียงอัสนีสวรรค์ “ทว่าข้าก็อยากจะประลองกับเจ้าดูสักตั้ง อยากรู้นักว่าอารามฝูหลงจะเก่งกาจสักเพียงใด!”
“…”
ซ่งโหยวหาได้กล่าวสิ่งใด
สมกับที่ปีศาจต้นหลิวตนนี้บำเพ็ญตบะมานับพันปี มีชีวิตยืนยาวกว่าเยี่ยนเซียนเสียอีก ในยุคสมัยนี้ เขากลับสามารถก้าวขาข้างหนึ่งขึ้นไปยังขั้นยอดตบะครั้นโบราณกาลได้แล้ว
ผสานกับที่เตรียมตัวมานานหลายปี มิน่าเล่าถึงได้มั่นใจปานนี้
เบื้องล่างภูเขาหิน
เจ้าม้าขนแดงพาแมวสามสีวิ่งออกไปไกล โดยมีนกนางแอ่นบินนำทางอยู่บนฟ้า ช่วยสื่อสารให้ทั้งสองหลีกเลี่ยงจุดที่ปีศาจรวมตัวกัน
หนึ่งแมวหนึ่งนกหันกลับไปมองโดยไม่ตั้งใจ เห็นเพียงต้นหลิวยักษ์เติบโตตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน ท่ามกลางโลกหล้าครั้นโบราณกาลอันถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกพิษ ยามนี้เมื่อเทียบกับมันแล้ว ภูเขาหินและอารามเก่าแก่กลับกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตา ช่างเป็นความยิ่งใหญ่ที่ยากจะพรรณนา
ทันใดนั้น กิ่งหลิวก็สั่นไหว
ตึง!
กิ่งหลิวนับไม่ถ้วนฟาดลงมาจากม่านเมฆ ราวกับทัณฑ์สวรรค์
แต่ละกิ่งล้วนมีอานุภาพและพละกำลังมหาศาลพอจะฟาดขุนเขาและพสุธาให้แหลกลาญ!
ง