ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 499 ศึกชิงตำแหน่งยอดอัจฉริยะ
บทที่ 499 ศึกชิงตำแหน่งยอดอัจฉริยะ
………………..
ซ่งโหยวนำภาพวาดทั้งสองกลับไปแขวนไว้บนผนัง จากนั้นจึงถอยหลังออกมาสองก้าว เพ่งพิจารณาอย่างละเอียด
ครั้นเหมันตฤดูมาเยือนนครฉางจิง อากาศสดใสกลับกลายเป็นดั่งสิ่งของล้ำค่า ต่อให้เปิดหน้าต่างทิ้งไว้ แสงตะวันที่สาดส่องเข้ามายังชั้นสองก็มีเพียงน้อยนิด แสงสลัวและอากาศที่หนาวเย็นลงทุกวัน ผสมผสานกับความเรียบง่ายสะอาดตาของห้องหับ บางคราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเพราะความจืดชืด
ทว่าเมื่อแขวนภาพทั้งสองนี้ขึ้น ห้องพลันดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันที
ภาพหนึ่งคือทัศนียภาพและยอดจิตรกร ช่วยให้องค์ประกอบในห้องดูหลากหลายและเปี่ยมด้วยสุนทรียภาพ ส่วนอีกภาพที่เป็นเงาหลังของนักพรตกับแมว แม้ฝีแปรงจะมิได้วิจิตรเท่าภาพแรก ทว่ากลับช่วยเพิ่มไออุ่นให้แก่ห้องหับได้ไม่น้อย
“วันหน้าหากมีวาสนาได้พบจิตรกรโต้วอีกครั้ง คงต้องให้เขาช่วยวาดภาพพวกเราใหม่แล้ว”
ซ่งโหยวพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปมองเบื้องหลัง
ที่โต๊ะเขียนหนังสือตัวเก่งของเขามีร่างสองร่างนั่งอยู่ หนึ่งสูงหนึ่งเตี้ย ทั้งคู่ต่างนั่งหันข้างให้เขา
บนโต๊ะมีข้าวสารสองกำมือวางกองแยกเป็นสองกอง
ทั้งคู่ต่างถือกิ่งหลิวไว้ คนหนึ่งขมวดคิ้วมุ่น ใช้กิ่งหลิวชี้ไปยังกองข้าวสารกลางอากาศ ก่อนจะย้ายกิ่งหลิวไปอีกทาง อีกคนหนึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด มือถือกิ่งหลิวชี้ค้างไปยังกองข้าวสารนิ่งสนิท ดวงตาจ้องเขม็งไปยังเมล็ดข้าวอย่างเอาเป็นเอาตาย ยิ่งเวลาผ่านไปสีหน้าก็ยิ่งขรึมจัด แววตาก็ยิ่งฉายแววพยายามอย่างหนักหน่วง
ทั้งสองดูตั้งใจจริงยิ่งนัก คอยชำเลืองมองอีกฝ่ายด้วยหางตาอยู่เป็นระยะ
ทว่าเมล็ดข้าวบนโต๊ะกลับนิ่งสงบ ไม่ไหวติงแม้เพียงนิด
หากใครมาเห็นเข้า คงนึกว่าทั้งคู่กำลังทำเรื่องโง่เขลาเบาปัญญาอยู่เป็นแน่
ทันใดนั้นเอง มีข้าวสารเม็ดหนึ่งขยับเขยื้อน
“!”
แม่นางสามสีพลันชะงักงันด้วยความตื่นเต้น นางกำกิ่งหลิวแน่นขึ้น ชี้ไปยังเมล็ดข้าวนิ่งสนิท มิได้ปลดปล่อยพลังปราณออกไปเป่าให้เคลื่อนไหว ทว่าพยายามใช้คาถาอาคมเพื่อเคลื่อนย้ายมัน
นำหน้าเจ้านกนางแอ่นไปก้าวหนึ่งแล้ว!
“…”
ข้าวสารอีกเม็ดพลันขยับตาม
แม่นางสามสีตั้งสมาธิแน่วแน่ขึ้นอีก
เพียงแต่นางมิได้สังเกตเลยว่า เส้นผมและเสื้อผ้าของนางก็ปลิวไหวไปตามสายลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามา
เอี๊ยด…
นักพรตหนุ่มเอื้อมมือไปปิดหน้าต่าง
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยชะงักไปเพราะความสงสัย พลันหันขวับไปมองเขา
“แม่นางสามสียังทำไม่สำเร็จเสียหน่อย เป็นเพราะสายลมจากภูตผีข้างนอกพัดมาต่างหาก” นักพรตกล่าวเรียบๆ “ยังต้องพยายามอีกมาก”
“สายลมจากภูตผีรึ”
“ก็แค่ลมแรงธรรมดานั่นแล”
“อื้อ!”
“อย่าได้เสียสมาธิ”
ฮัดชิ้ว!
“จามให้ข้าวขยับก็ไม่นับนะ”
“แมวก็จามได้นี่นา!”
“อย่างไรก็ไม่นับ”
นักพรตหนุ่มสะบัดมือเบาๆ เมล็ดข้าวที่กระจายตัวเพราะแรงจามของนางพลันลอยกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม กองเป็นพูนยอดแหลมดังเก่า
“…”
แม่นางสามสีมองค้อนเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะชำเลืองมองเจ้านกนางแอ่นที่ยังคงตั้งใจแน่วแน่อยู่ข้างๆ แล้วจึงละสายตากลับมา จ้องเขม็งที่กองข้าวสารพลางชี้กิ่งหลิวออกไป
“แม่นางสามสีอย่าได้เล่นซนจนเสียสมาธิ แม้แม่นางจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในปฐพี ทว่าเยี่ยนอันเองก็เป็นผู้สืบทอดสายตรงของเยี่ยนเซียน เป็นทายาทของอมนุษย์ผู้ดำรงอยู่นับพันปีที่หาตัวจับได้ยากยิ่ง อีกทั้งยังเป็นเผ่าภูตเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการยอมรับจากทั้งวิมานสวรรค์และโลกมนุษย์ แม่นางสามสีอาจจะพ่ายแพ้เอาได้นะ”
“!”
จริงด้วย! เจ้านกนางแอ่นนี่ก็เก่งกาจไม่เบาเลย!
ถึงแม้ปกติจะดูอ่อนแอขี้โรคจนน่ารังแกก็เถอะ
เด็กหญิงตัวน้อยใช้หางตาเหลือบมองเยี่ยนอันที่กำลังรวบรวมสมาธิอย่างจดจ่อ นางพลันรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที
หากพ่ายแพ้ขึ้นมา มิใช่ว่าสมญานาม ‘แมวอัจฉริยะ’ ที่สั่งสมมาจะพังพินาศไปหรอกรึ
นางจึงเริ่มรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มีในทันที
“…”
ท่ามกลางความเงียบงันที่ไร้ร่องรอย ข้าวสารเม็ดหนึ่งขยับเคลื่อน
ทว่ามิใช่เม็ดที่อยู่เบื้องหน้านาง
หากแต่เป็นเม็ดที่อยู่เบื้องหน้าของเด็กหนุ่ม
ข้าวสารเม็ดที่อยู่บนยอดสุดร่วงหล่นลงมา และเคลื่อนที่ตามการขยับกิ่งหลิวในมือของเด็กหนุ่ม จากขวาไปซ้าย เลื่อนไหลไปยังอีกด้านหนึ่งด้วยตัวเอง ทั้งยังวาดเป็นวงกลมบนโต๊ะห่างออกไปหนึ่งฉื่อ
ระหว่างทางมีขาดตอนไปบ้าง เด็กหนุ่มมีสีหน้าจริงจังแทบไม่สนใจสิ่งเร้าภายนอก หลังจากพยายามลองใหม่อีกไม่กี่ครั้ง เขาก็ทำสำเร็จอีกครา
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยเบิกตากว้าง รู้สึกถึงแรงบีบคั้นที่ทวีคูณยิ่งขึ้น
ไม่นานนัก เมล็ดข้าวของนางก็ขยับบ้างแล้ว
“ดีมาก เก่งกาจกันทั้งคู่เลย ค่อยๆ ย้ายเมล็ดข้าวไป ห้ามโกง ห้ามใช้ปากเป่า ห้ามใช้พลังวิญญาณแปลงเป็นลม และห้ามใช้วิธีอื่นใดทั้งสิ้น ให้ใช้ได้เพียงวิชาเคลื่อนย้ายเท่านั้น” เสียงของนักพรตหนุ่มแว่วลอยมาตามจังหวะฝีเท้าที่ก้าวลงบันไดไป “ดูเสียว่าใครจะย้ายข้าวทั้งหมดไปอยู่ในอีกวงหนึ่งได้ก่อนกัน หรือหากพลังอาคมหมดสิ้นลงเสียก่อน ใครที่ย้ายได้มากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ และผู้แพ้ต้องกล่าวกับผู้ชนะว่า ‘เจ้าเก่งจริงๆ’ สักหนึ่งคำ”
“!”
ทั้งสองตั้งสมาธิแน่วแน่ เริ่มต้นการประลองอย่างเต็มกำลัง
เมล็ดข้าวทีละเม็ด… ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านอากาศไปอย่างเงียบเชียบ
ทว่าวิชาเคลื่อนย้ายสิ่งของจากระยะไกลนี้ แม้ดูเหมือนง่าย แต่ในช่วงแรกที่ต้องย้ายวัตถุชิ้นเล็กชิ้นน้อยเช่นนี้ กลับมิอาจสู้การใช้พลังวิญญาณจำแลงเป็นสายลมพัดพาหรือใช้พลังวิญญาณยกขึ้นมาได้เลย อีกทั้งทั้งคู่ยังไม่คุ้นชิน แม้ข้าวสารจะเม็ดเล็กจ้อยเพียงใด ทว่ามักจะลอยออกไปเสียดื้อๆ อยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังสิ้นเปลืองพลังวิญญาณนัก ราวกับว่านี่ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายเมล็ดข้าว แต่เป็นการยกหินก้อนยักษ์ก็ปานนั้น
การรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาเพื่อประหยัดพลังวิญญาณ จึงกลายเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่ต้องเรียนรู้
มิเช่นนั้นแล้ว ต่อให้เคลื่อนย้ายได้รวดเร็วเพียงใด เกรงว่าข้าวสารยังไม่ทันหมดกอง พลังวิญญาณก็คงถูกสูบไปจนหมดเสียก่อน จนต้องได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ให้อีกฝ่ายแซงหน้าไป
เด็กหนุ่มนั้นมีสมาธิจดจ่อแน่วแน่มาแต่ไหนแต่ไร
ส่วนแม่นางสามสีเองก็งัดเอาความมุ่งมั่นประหนึ่งยามหัดคัดอักษรออกมาใช้
ทั้งคู่ผลัดกันนำผลัดกันตาม ไม่มีใครยอมแพ้
ฝ่ายนักพรตหนุ่มสวมเสื้อคลุมตัวหนา ยกเก้าอี้โยกมาวางที่ชั้นล่าง ขดตัวอยู่ใต้ชายคาหน้าประตู เฝ้ามองผู้คนสัญจรผ่านไปมาบนท้องถนน ลอบสังเกตความเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนของเมืองหลวงแห่งนี้
มิรู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด พลันมีเสียงเล็กละเอียดแว่วมาจากเบื้องบน
“ถือว่าเก่งมากแล้ว!”
น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดฉับไว ไร้ซึ่งร่องรอยความถนอมน้ำใจใดๆ
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับระบายยิ้ม
แม่นางสามสีนั้นมักจะวอกแวกห่วงเล่นจนเสียเวลาไปมหาศาล แม้จะถูกคำพูดของเขากระตุ้นจนเร่งมือขึ้นมา แต่ก็มิอาจไล่ตามนกนางแอ่นผู้มีใจแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่ต้นจนจบได้ทัน
พลันรู้สึกคันยิบๆ ที่ชายเสื้อด้านหลัง
ซ่งโหยวก้มลงมอง พบว่าเป็นแมวสามสีตัวหนึ่งที่มิทราบว่าลงมาตั้งแต่เมื่อใด ฝีเท้าเงียบกริบไร้สรรพเสียง ยามนี้นางกำลังถูกดึงดูดด้วยชายเสื้อที่ห้อยย้อยลงมาจากเก้าอี้โยก ทั้งฝนเล็บทั้งงับเล่นอย่างเพลิดเพลิน ส่วนเจ้านกนางแอ่นก็คืนร่างเดิม บินโฉบไปมาบนท้องฟ้าเบื้องนอกอย่างคึกคะนอง
ซ่งโหยวดึงสายตากลับมาพลางเอ่ยถามเนิบนาบ “ข้าวสารของแม่นางสามสีเหลืออีกกี่เม็ดกันนะ”
“เมี๊ยวๆๆๆ!”
“เช่นนั้นก็ห่างกันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดเองสินะ” ซ่งโหยวกล่าว “ดูท่าเยี่ยนอันจะเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อทีเดียว แต่ฝีมือของแม่นางสามสีเองก็แข็งแกร่งมิใช่ย่อย”
“เมี๊ยว!”
“นั่นก็เพราะเยี่ยนอันมีนิสัยเหนียมอาย รักความสงบและชอบสันโดษ เขามีความคิดเป็นของตนเอง จึงมิใคร่ชอบฝึกฝนวิชาอาคมที่มีพลังทำลายล้างรุนแรงนัก” ซ่งโหยวเอ่ยต่อ “แต่อันที่จริงเจ้าดูสิ วิชาจำแลงกายเป็นหมื่นพันของเยี่ยนเซียนนั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย และแม้เยี่ยนอันจะอายุยังน้อย แต่ก็เรียนรู้รวดเร็วมากเลยทีเดียว”
“เมี๊ยว…”
“นั่นอย่างไรเล่า การที่เยี่ยนอันเป็นที่รักและเอ็นดูของเยี่ยนเซียนถึงเพียงนั้นย่อมมีเหตุผล แม่นางสามสีแม้จะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ แต่คราวหน้าหากคิดจะชนะ ก็คงต้องทุ่มเทสุดกำลังเสียหน่อยแล้ว”
“เมี๊ยว”
เจ้าแมวหยุดเล่นกับชายเสื้อ ก้าวเดินมาข้างหน้าสองก้าวแล้วเอียงคอจ้องมองเขาเขม็ง
“ข้าเคยเอาคำว่า ‘พรสวรรค์ล้ำเลิศ’ มาแขวนไว้ที่ปากเสียเมื่อไหร่กัน มันคือความจริงต่างหากเล่า และแม่นางสามสีก็ย่อมรู้ดีว่าข้านั้นเป็นคนซื่อสัตย์เสมอมา”
“อืม…”
“แต่อย่างไรก็ตาม แม่นางสามสีอายุเพียงเท่านี้ กลับรู้แพ้รู้ชนะ และยอมรับความพ่ายแพ้อย่างผ่าเผยเช่นนี้ นับเป็นคุณลักษณะที่ผู้ใหญ่หลายคนยังทำมิได้เลย” ซ่งโหยวทำเป็นไม่สนใจความคันยิบๆ ที่ชายเสื้ออีกครั้ง “หากลับคมต่อไปอีกสักหน่อย ในภายภาคหน้าย่อมกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แน่นอน”
เจ้านกนางแอ่นยังคงบินวนอยู่นอกบ้าน บินถลาร่อนลมอย่างสำราญใจ
สองวันต่อมา เป็นยามเช้าตรู่อันมัวหมอง
ซ่งโหยวตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่เช้ามืด
เขาไม่อยากออกไปซื้อเสบียงข้างนอก จึงลงมือนวดแป้งห่อซาลาเปาเอง ซึ่งในยุคนี้ยังคงเรียกว่า ‘หมั่นโถว’
เขาทำไส้หมูสับผักกาดดองกับไส้หมูสับผักแห้ง ทั้งสองรสชาติช่วยให้เจริญอาหารและเสริมเกลือแร่ให้ร่างกาย พร้อมกับต้มไข่อีกสองสามฟองและทอดแผ่นแป้งต้นหอมหมูสับพกติดตัวไป ทุกอย่างถูกห่อด้วยกระดาษไขอย่างดี รวมกับห่อกระดาษไขทรงสี่เหลี่ยมอีกห่อหนึ่งใส่ลงในย่าม จากนั้นจึงเรียกเด็กหญิงและนกนางแอ่นออกเดินทาง
แม่นางสามสีสะพายย่ามคู่ใจของนาง ในนั้นนอกจากขนมขบเคี้ยวและธงเล็กกับมีดสั้นแล้ว ยังมีกระบอกน้ำที่เติมจนเต็ม ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระให้ซ่งโหยวได้บ้าง
ขบวนเดินทางมุ่งหน้าไปยังภูเขาเป่ยฉิน
ในห่อกระดาษไขทรงสี่เหลี่ยมนั้น ก็คือคัมภีร์หมอเทวดาไช่ครึ่งเล่มที่ซ่งโหยวพกติดตัวมาตลอดทาง
เด็กหญิงตัวน้อยถือไม้ไผ่ลำเล็กที่ทั้งสั้นทั้งเรียว เดินค้ำยันเลียนแบบซ่งโหยว เพียงแต่ไม้เท้าเล่มนี้ดูจะสั้นเกินไปสำหรับนางในยามนี้ จึงกลายเป็นไม้ตะพดเอาไว้กวัดแกว่งเล่นเสียมากกว่า
นางเดินไปพลางกวัดแกว่งไม้ไปพลาง บางครั้งก็จ้องเขม็งไปที่กรวดเล็กๆ บนพื้นถนน แล้วตวัดไม้เท้าขึ้นฉับพลัน
เศษกรวดนั้นก็กระเด็นพุ่งไปด้านข้างทันที
กรวดนั้นต้องไม่ใหญ่จนเกินไป อย่างมากต้องไม่เกินขนาดเล็บนิ้วมือ
มิเช่นนั้นมันจะไม่ยอมฟังคำสั่งของนาง
วันนี้ตลาดมืดเปิดพอดี ซ่งโหยวจึงแวะเข้าไปเดินดูเสียหน่อย ตั้งใจว่าจะไปรำลึกความหลัง ทว่ากลับได้สิ่งที่เหนือความคาดหมายมา
ตลาดมืดนั้นเป็นสถานที่อโคจร กฎระเบียบย่อมไม่เคร่งครัดเท่าในเมือง ข่าวสารจริงเท็จทั้งหลายพัดปลิวว่อนไปทั่ว และมักจะแพร่กระจายเร็วกว่าในเมืองเสมอ เมื่อมาถึงที่นี่ ได้สัมผัสบรรยากาศและรับฟังความคิดอ่านของผู้คน จึงได้ตระหนักว่าความระส่ำระสายของนครฉางจิงนั้น รุนแรงกว่าภาพที่เห็นบนท้องถนนมากนัก
คนพวกนี้ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด มักจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มมีความขุ่นเคืองต่อราชสำนักต้าเยี่ยนและสถานการณ์ในปัจจุบัน ยามสงบสุขพวกเขาย่อมกดเก็บความรู้สึกไว้ในใจ เพียงกระซิบกระซาบกันในวงแคบ ทว่ายามที่ต้าเยี่ยนเริ่มส่อเค้าความวุ่นวาย สิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจก็ระเบิดออกมาทันที ราวกับเป็นเป็ดที่รู้ความอุ่นของน้ำก่อนใคร หรือเป็นปลาที่รู้ความขุ่นของสายน้ำก่อนผู้ใด
และที่น่าสนใจก็คือ
ถนนหนทางในนครฉางจิงดูซบเซากว่าแต่ก่อน ทว่าตลาดมืดแห่งนี้กลับคึกคักยิ่งกว่าเดิม
พวกเขายังคงเข้าพักที่โรงเตี้ยมมุงจากแห่งเดิม
สิ่งที่น่าชื่นใจก็คือ ชายเจ้าของบ้านในยามนั้นได้กลับมาจากกองทัพแล้ว ทั้งยังได้เลื่อนขั้นเป็นนายกองระดับล่าง ยามนี้รับหน้าที่เป็นขุนนางฝ่ายบู๊ในเมือง เบี้ยหวัดนับว่าพอเลี้ยงตัวได้
บางทีสายรุ้งในวันนั้นอาจจะส่งผลดีจริงๆ ก็เป็นได้
จากนั้นพวกเขาจึงค่อยๆ เดินมุ่งหน้าสู่ภูเขาเป่ยฉิน ชมทัศนียภาพอันอ้างว้างของเหมันตฤดูตอนต้นไปตลอดทาง ยามหิวก็หาที่พัก ก่อกองไฟ ใช้กิ่งไม้เสียบหมั่นโถวและแผ่นแป้งย่างจนร้อนกรุ่น กลายเป็นมื้ออาหารที่พอประทังหิว ทว่าให้รสชาติลุ่มลึกกว่าซาลาเปาเย็นชืดหรือแผ่นแป้งหูจิ่งแห้งๆ ที่ขายตามข้างทาง
รอนแรมมาเช่นนี้จนถึงภูเขาเป่ยฉินในอีกสี่วันให้หลัง
ครานี้ภูเขาเป่ยฉินยังไม่มีหิมะโปรยปราย
ไม่กี่วันนี้เพิ่งมาถึงฉางจิง เช้าวันต่อมาซ่งโหยวก็ปล่อยให้เจ้าม้าเดินทางมาหาเซียนงูที่ภูเขาเป่ยฉินก่อนหน้าแล้ว และเหมือนดั่งคราวก่อน ทันทีที่พวกเขาเดินถึงยอดเขา มันก็สัมผัสได้ถึงการมาเยือนและออกมาต้อนรับพวกเขาทันที
ซ่งโหยวถามไถ่ถึงความเป็นอยู่ของเซียนงูและท่านหมอเทวดา ก่อนจะเดินตามมันไป จนพบกับกระท่อมมุงจากริมทะเลสาบในไม่ช้า
มีควันไฟลอยอ้อยอิ่งจากเตาไฟ บรรยากาศเงียบสงบราวกับแดนสุขาวดี
………………..