ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 500 บทอวสานของคัมภีร์แพทย์
บทที่ 500 บทอวสานของคัมภีร์แพทย์
………………..
ทุ่งหญ้าเทือกเขาริมทะเลสาบเริ่มแห้งเหี่ยว ต้นไม้ต่างผลัดใบ ใบไม้แห้งหล่นเกลื่อนพื้น มีเพียงป่าไผ่หลังกระท่อมมุงจากที่ยังคงมีสีเขียวขจี ยอดไผ่ลู่ลง ภายใต้แสงตะวันยามอัสดงอันมัวหมอง ซึ่งบัดนี้ดูจะมืดมนลงมากแล้ว
ผิวน้ำในทะเลสาบสงบนิ่ง สะท้อนเงากิ่งไม้แห้งกรังริมฝั่งได้อย่างชัดเจน มีใบไม้ร่วงหล่นลอยล่องอยู่บนผิวน้ำดูคล้ายเรือลำน้อย ให้ความรู้สึกอ้างว้างเศร้าสร้อย ทว่าหากพินิจดูให้ดีกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์
นักพรตหนุ่มผู้หนึ่งพาเด็กหญิงตัวน้อยและม้าขนแดงก้าวเข้ามาสู่ดินแดนนี้ ราวกับหลุดเข้าไปในม้วนภาพวาดต้นเหมันตฤดูโดยมิได้ตั้งใจ
บนทะเลสาบยังมีเรือพายลำเล็ก และบนเรือก็ยังมีผู้เฒ่าตกปลาคนเดิม
ฟรืด…
เจ้าม้าพ่นลมหายใจออกมาอย่างเกียจคร้าน
ซ่งโหยวเดินไปหยุดอยู่ที่ริมทะเลสาบ ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างเงียบเชียบ
เด็กหญิงตัวน้อยหยุดยืนอยู่ที่ริมฝั่งเช่นกัน นางเงยหน้าชูคอจ้องมองผู้เฒ่าบนเรือตาไม่กะพริบ สีหน้าดูเคร่งขรึมจริงจัง นางเฝ้าดูอยู่ครู่ใหญ่จึงตัดสินใจทดลองก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้า
รองเท้าปักคู่น้อยเหยียบลงบนผิวน้ำทว่ากลับมิได้จมลง
ไม่มีแม้กระทั่งระลอกคลื่น
นี่คือการประยุกต์ใช้ดาบสะบั้นวารีตามแบบฉบับของนาง
เด็กหญิงตัวน้อยสะพายย่ามคู่ใจ ค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าพลางหยุดดูเป็นพักๆ นางเหลียวกลับไปมองนักพรตหนุ่มที่เดินตรงไปยังกระท่อมไผ่ มองดูเจ้าม้าที่ยืนจ้องนางอยู่ริมฝั่ง และมองดูเจ้านกนางแอ่นที่บินว่อนอยู่บนฟ้าด้วยความหวาดกลัวเซียนงูเบื้องล่างจนมิกล้าร่อนลงมา จนกระทั่งนางเดินมาถึงเบื้องหน้าเรือลำน้อย
นางก้าวกระโดดขึ้นไปบนเรืออย่างว่องไว
ซ่า…
ตัวเรือรับน้ำหนักไว้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังโคลงเคลงไปมา
ผิวน้ำที่เรียบดุจกระจกในตอนแรกพลันบังเกิดระลอกคลื่นแผ่ซ่านออกไป และมิอาจสงบลงได้ในเวลาอันสั้น
เซียนงูยังคงนั่งตัวตรง นิ่งเงียบไม่ปริปากคำใด
เพียงแต่ข้างกายเขามีคันเบ็ดเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคัน
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แววตาคมปลาบดุจตาแมว นางมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงแต่จ้องมองเขาเขม็งพลางลองหยิบเลียบเคียงคว้าคันเบ็ดขึ้นมา เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ นางจึงสะบัดศีรษะไปมาแล้วนั่งลงตามใจชอบ
เกี่ยวเหยื่อ เหวี่ยงสาย แล้วนั่งรอปลามากินเหยื่ออย่างสงบ
เอี๊ยด…
เสียงเปิดประตูดังมาจากกระท่อมมุงจากที่อยู่ไกลออกไป ดึงดูดให้นางเหลียวมองทางนั้นเพียงแวบเดียว ก่อนจะดึงสายตากลับมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ในมือต่อ
ส่วนซ่งโหยวนั้นได้ก้าวเข้าไปภายในกระท่อมแล้ว
ภายในห้องมิได้มีสิ่งใดพิเศษ กลับกันเพราะตะวันจวนจะลับฟ้า แสงจึงดูสลัวลง มีเพียงตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งที่ถูกจุดไว้ พร้อมกับกลิ่นหมึกเข้มข้นโชยมาปะทะนาสิก สายลมพัดลอดหน้าต่างเข้ามาจนเกิดเสียงพลิกหน้ากระดาษดังสลับกันไปมา
พั่บ พั่บ…
เสียงกระดาษปลิวช่างระรื่นหูยิ่งนัก
ภายในห้องมีทั้งโต๊ะทำงานและเตียงนอน โต๊ะนั้นก็คือตอไม้ขนาดใหญ่ที่ซ่งโหยวเคยไปตัดจากป่าลึกมาถากให้เรียบ ส่วนเตียงเป็นเพียงเตียงไม้เรียบง่าย ปูทับด้วยแคร่ไม้ไผ่สานและเครื่องนอน ยามนี้มีร่างสองร่างกำลังก้มหน้าก้มตาคัดลอกคัมภีร์อยู่ข้างโต๊ะด้วยความอ่อนเพลีย และมีอีกร่างหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ห่มผ้าไว้มิดชิด ดูเหมือนจะเจ็บป่วยเข้าขั้นวิกฤตแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู ทั้งสองคนต่างเงยหน้าขึ้นมอง
“ท่าน…ท่านเซียนซ่ง”
“ท่านกลับมาแล้วหรือ”
“กลับมาแล้ว” ซ่งโหยวก้าวเข้ามา เมื่อเห็นว่าลมหนาวพัดตามตนเข้ามาด้วยจึงรีบปิดประตูลง พวกท่านเขียนคัมภีร์แพทย์เสร็จหรือยัง”
“เขียนเสร็จตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อนแล้วขอรับ” ลูกศิษย์คนหนึ่งตอบ “เพียงแต่ท่านอาจารย์อยากให้ท่านเซียนซ่งเผยแพร่คัมภีร์นี้ออกไปได้สะดวกขึ้น จึงสั่งให้พวกเราเร่งมือคัดลอกเพิ่มอีกหลายๆ ชุดขอรับ”
“ลำบากพวกท่านแล้ว”
ซ่งโหยวกล่าวพลางเดินเข้าไป เขามองไปยังหมอเทวดาไช่ที่นอนอยู่บนเตียงเป็นอันดับแรก
หมอเทวดาไช่ยังคงมีรูปลักษณ์ดังเดิม ผมขาวโพลนดุจหิมะกลางเหมันต์ เคราขาวราวกับน้ำค้างแข็งในฤดูสารท ทว่ายามนี้เขากลับดูซูบเซียวอิดโรยยิ่งนัก เขานอนสะลึมสะลือคล้ายหลับใหล ดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงการมาเยือนของซ่งโหยว ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบจะขาดช่วง
“ท่านหมอเป็นอะไรไปหรือ”
ซ่งโหยวนั่งลงข้างเตียง ตรวจดูอาการอย่างละเอียด
จนกระทั่งยามนี้เอง หมอเทวดาไช่จึงค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาเล็กน้อย แววตาดูขุ่นมัว เขาเหลือบมองซ่งโหยว ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้หลับไปจริงๆ เพียงแต่ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะตื่นขึ้นมาเท่านั้น
หมอเทวดาไช่พยายามยกมือขึ้นเล็กน้อย พลางเอ่ยปากว่า
“ท่านเซียนกลับมาแล้วหรือ…”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
“เพิ่งกลับมาถึงฉางจิงได้ไม่นาน มิได้พบกันตั้งสามปี เหตุใดท่านหมอจึงซูบเซียวอิดโรยถึงเพียงนี้” นักพรตหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อย สบตาเขาอย่างสงบนิ่ง
“แก่แล้ว…คงถึงเวลาแล้วกระมัง”
“ร่างกายของท่านอาจารย์เริ่มไม่ไหวตั้งแต่ปีกลายแล้วขอรับ เพียงแต่ยังเขียนคัมภีร์แพทย์ไม่เสร็จสิ้น ท่านจึงฝืนประคองไว้มาโดยตลอด จนกระทั่งคัมภีร์เขียนเสร็จ ท่านก็เลิกฝืน แล้วก็ล้มหมอนนอนเสื่อตั้งแต่นั้นมา” ลูกศิษย์คนหนึ่งเดินตามซ่งโหยวมาที่ข้างเตียง
“ท่านอาจารย์บอกว่าวาระสุดท้ายใกล้มาถึงแล้ว ความปรารถนาบรรลุผลแล้ว ถึงเวลาที่จะกลับคืนสู่ธุลีเสียที” เสียงของลูกศิษย์อีกคนที่อยู่ข้างโต๊ะดังขึ้น เขาหยุดพู่กันชั่วคราวแล้วหันมามอง “คงเป็นเพราะยามที่เดินทางไปทางเหนือนั้นตรากตรำเกินไปจนร่างกายเจ็บป่วย และมิได้พักฟื้นบำรุงให้ดี หากจะใช้ยาเพื่อยื้อชีวิตก็ยังพอจะอยู่ต่อได้อีกสักระยะหนึ่ง แต่ท่านอาจารย์ไม่ยอม”
“ข้าแก่แล้ว…”
หมอเทวดาไช่คล้ายจะได้ยินคำพูดของศิษย์ทั้งสอง จึงพึมพำออกมาเบาๆ “ความเป็นความตายมีลิขิต รุ่งเรืองร่วงโรยมีกำหนด ในเมื่อมิได้เจ็บไข้ได้ป่วยหรือบาดแผลใด เหตุไฉนต้องไปฝืนสู้กับสวรรค์ ยื้อชีวิตไปอีกไม่กี่ปีจะมีความหมายอันใดเล่า”
ลูกศิษย์ทั้งสองจ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยใจอันระทึก หวังใจว่าท่านจะมีถ้อยคำเกลี้ยกล่อม หรือใช้อิทธิฤทธิ์เซียนประการใดเพื่อเหนี่ยวรั้งดวงวิญญาณผู้เป็นอาจารย์ หรือช่วยชุบชีวิตให้ฟื้นคืนดังเดิม
ทว่านักพรตหนุ่มกลับเพียงยิ้มละไม “ท่านปล่อยวางได้เช่นนี้ น่ายกย่องเสียจริง”
“แก่ตายถือเป็นบุญ…”
ลูกศิษย์ทั้งสองต่างสบตากันอีกคราอย่างอัศจรรย์ใจ
พลันได้ยินนักพรตหนุ่มกล่าวสืบต่อ “ท่านหมอทำใจได้มั่นคงถึงเพียงนี้ พวกท่านทั้งสองก็อย่าได้วิตกกังวลไปเลย ความตายมิใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต ยิ่งด้วยคุณงามความดีและจริยธรรมของท่านหมอแล้ว ไม่ว่าอย่างไรชื่อเสียงย่อมขจรขจายอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไปชั่วกาลนาน ยามนี้เมืองผีเฟิงโจวได้แบ่งออกเป็นสามตำหนัก และตำแหน่งเจ้าตำหนักที่สามนั้น ข้าก็ได้สำรองไว้ให้ท่านหมอโดยเฉพาะแล้ว”
สิ้นคำกล่าว ทั้งสองคนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
มีเพียงหมอเทวดาไช่ที่ปรือตาขึ้นมองเขา พลางพยายามโบกมือปฏิเสธ
“ท่านหมอมิต้องปฏิเสธหรือเกรงใจไป แม้ตำแหน่งเจ้าตำหนักจะสูงส่ง แต่ภายใต้บังคับบัญชายังมีขุนนางประจำนรกอีกมากมาย มิจำเป็นต้องลงมือจัดการเองทุกเรื่อง บัดนี้เมืองผีเพิ่งก่อตั้ง ตำแหน่งประมุขตำหนักที่สามยังคงว่างเว้นอยู่ จำต้องได้ผู้ที่มีคุณธรรมสูงส่งและสร้างคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่โลกมาประจำการเพื่อเป็นหลักชัย มิให้เบื้องล่างบิดเบือนหรือวุ่นวายไปได้” ซ่งโหยวกล่าว “ด้วยคุณธรรมและผลงานของท่านหมอ การดำรงตำแหน่งเจ้าตำหนักย่อมคู่ควรเกินพอ”
ลูกศิษย์ทั้งสองยิ่งฟังก็ยิ่งเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินเพียงในเรื่องราวเล่าขาน ว่าขุนนางผู้ใหญ่หรือผู้มากวิชาบางท่านมีคุณธรรมสูงส่ง รักการบำเพ็ญทาน จนเป็นที่เลื่องลือในท้องถิ่น ก่อนสิ้นใจจึงฝันเห็นเทพยดามาแจ้งว่ามีกุศลหนุนนำ เชิญให้ไปเป็นเทพเซียนหรือขุนนางบนสวรรค์ ท่านผู้นั้นจึงสั่งเสียครอบครัวมิให้โศกเศร้า และเมื่อสิ้นชีพไปก็ได้ปรากฏนิมิตยืนยันว่าเป็นเทพจริงๆ
ทว่าในเรื่องเล่าเหล่านั้น ส่วนใหญ่ก็ได้เป็นเพียงเทพชั้นผู้น้อยหรือเทพบริวารเท่านั้น
ใครจะคาดคิดว่า จะได้เห็นเรื่องราวเหล่านั้นดำเนินอยู่ตรงหน้า
มิได้มาปรากฏกายในความฝัน แต่มาจากปากของนักพรตหนุ่มแดนปุถุชน ทั้งมิใช่ตำแหน่งกระจ้อยร่อย ทว่าเปิดฉากมาก็เป็นถึงเจ้าตำหนักผู้ครองยมโลก
หากเรื่องนี้แพร่ออกไป คงกลายเป็นตำนานที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงไปอีกนับร้อยนับพันปี
หมอเทวดาไช่หลับตาลงช้าๆ ดูเหมือนจะเลิกปฏิเสธ และดูเหมือนจะหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดแล้ว
“พักผ่อนเถิด”
ซ่งโหยวกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหันกลับมา “รบกวนพวกท่านนำคัมภีร์แพทย์มาให้ข้าดูหน่อย”
“ได้ขอรับ!”
ลูกศิษย์รีบนำต้นฉบับคัมภีร์แพทย์มาให้ทันที
ซ่งโหยวรับมาไว้ พลิกอ่านดูทีละหน้าอย่างไม่รีบร้อน
มันเป็นเพียงต้นฉบับที่นำกระดาษมาเย็บรวมกันด้วยเข็มทีละแผ่น ดูพองหนามิเข้ารูปเข้ารอย และมิได้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนหนังสือทั่วไป
ทว่าคัมภีร์แพทย์ไช่เล่มนี้ ซึ่งถูกกำหนดมาแล้วว่าจะสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วหล้า บัดนี้ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่มันกลับมิได้ก่อให้เกิดอาเพศฟ้าดินหรือแสงรัศมีวิเศษประการใด มันดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก กระทั่งดูหยาบกระด้างยิ่งกว่าหนังสือที่จัดพิมพ์อย่างประณีตตามร้านรวงเสียอีก บางทีอาจต้องรอเวลาอีกหลายร้อยหลายพันปีกว่ารัศมีจะเปล่งประกายออกมา ให้ผู้ที่มีตาถึงเท่านั้นที่จะมองเห็น
“ลำบากพวกท่านแล้วจริงๆ”
ซ่งโหยวพลิกอ่านคร่าวๆ รอบหนึ่งจึงวางลง แล้วเดินออกจากกระท่อมมุงจากไป
ภายนอกนั้น ท้องนภาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม
เรือลำน้อยยังคงลอยคว้างอยู่กลางทะเลสาบ เงาร่างสองร่าง หนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัย นั่งถือคันเบ็ดทอดสายลงสู่ผิวน้ำ
ยามนี้ เด็กหญิงตัวน้อยกำลังออกแรงเย่อสายเบ็ดเพื่อกู้ปลาขึ้นมา
ซ่งโหยวก้าวเดินออกไปบนผิวน้ำอย่างมั่นคงประหนึ่งเดินบนพื้นดิน
“เรื่องที่เฟิงโจว สร้างหายนะไว้ใหญ่โตเลยทีเดียว”
ซ่งโหยวยังเดินไปไม่ทันถึงเรือ เซียนงูก็เปิดฉากสนทนาขึ้นก่อน
เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ ชะงักงันด้วยความฉงน นางเหลียวมองเพื่อนตกปลาเฒ่าที่ไม่ปริปากมาตลอดทาง ก่อนจะมองตามสายตาเขาไปยังนักพรตหนุ่ม
“สถานการณ์บีบบังคับ”
“ได้ยินว่าเจ้าสังหารเทพจวี้ซิงรึ”
“เทพที่ไร้ความเป็นเทพ ย่อมสมควรถูกสังหาร” ซ่งโหยวตอบอย่างราบเรียบ “สามปีมานี้ ขอบคุณเซียนงูที่ช่วยดูแลท่านหมอให้”
“เรื่องเล็กน้อย”
“สามปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้างหรือไม่”
“มีบ้าง แต่มิมากนัก”
เซียนงูย่อมเข้าใจดีว่าเขาหมายถึงทางวิมานสวรรค์ได้ใช้เล่ห์กลใดเพื่อขัดขวางการกำเนิดของคัมภีร์แพทย์หรือไม่ เขาจึงตอบพลางดึงสายเบ็ด “ล้วนเป็นเพียงอุบายเล็กน้อย ยากจะสังเกตเห็น”
“รบกวนเซียนงูแล้วจริงๆ”
“เรียกรบกวนไม่ได้หรอก” เซียนงูกล่าวโดยมิได้หันกลับมามอง “เกรงว่าหมอเทวดาไช่ผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันแล้ว”
“นั่นสินะ…”
“ลูกศิษย์เขาเข้าใจผิด ที่เขาอยู่มาได้มิใช่เพราะฝืนทนจนคัมภีร์เสร็จแล้วจึงเลิกฝืน ทว่าเขาฝืนทนจนคัมภีร์เสร็จแล้วจึงล้มลง และยังฝืนทนต่อมาจนกระทั่งเจ้ามาถึงต่างหาก”
“นั่นสินะ…”
ซ่งโหยวพยักหน้าอย่างสงบ พลันตระหนักถึงความจริงข้อนี้
ชั่วขณะนั้น ภาพความรกร้างว่างเปล่าและความหนาวเหน็บของหิมะทางเหนือดูเหมือนจะย้อนกลับมาเบื้องหน้าอีกครั้ง ภาพท่านหมอเทวดาที่พาเหล่าศิษย์มุ่งหน้าฝ่าลมหนาวขึ้นสู่ทิศอุดรช่างสง่างามเกินกว่าที่ตัวอักษรจะบรรยายได้หมด
ทว่ายังนับว่าโชคดีที่ความจริงเป็นไปดังว่า
ในโลกใบนี้ ในยุคสมัยนี้ ความตายมิใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต
ท่านหมอเทวดามิเคยทรยศต่อราษฎรทั่วหล้า แล้วราษฎรทั่วหล้าจะทรยศต่อท่านหมอได้อย่างไร
แม้จะมีเส้นแบ่งความเป็นตายคอยขวางกั้น ทว่าย่อมมีวันได้พบกันอีกแน่นอน
ซ่งโหยวก้าวขึ้นไปบนเรือลำน้อย นั่งลงเคียงข้างเด็กหญิงของเขา เฝ้าดูนางตกปลาอย่างตั้งใจ พลางสนทนากับเซียนงูถึงเรื่องราวของเมืองผีเฟิงโจวและนรกภูมิ ตลอดจนเรื่องของดินห้าทิศ จนกระทั่งฟ้าย้อมด้วยสีหมึกมืดสนิท ซ่งโหยวแทบมองมิเห็นสิ่งใด มีเพียงเซียนงูกับเจ้าแมวน้อยที่ยังคงตกปลาต่อไปท่ามกลางเสียงสายน้ำกระทบเรือ เขายังคงสนทนากับเซียนงูต่อไปเนิ่นนานท่ามกลางความมืดมิด
แสงเทียนในกระท่อมริมน้ำสั่นไหววูบวาบ เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางฟ้าดินอันมืดมิด
ไม่รู้ว่าเป็นยามดึกดื่นเพียงใดแล้ว ทันใดนั้นพลันมีกระแสลมวูบหนึ่งพุ่งเข้าสู่ตัวบ้าน พัดพาแสงตะเกียงให้ดับวูบลง ครู่ใหญ่จึงสว่างขึ้นมาใหม่ และหลังจากนั้นไม่นาน เสียงตะโกนกึกก้องของลูกศิษย์ทั้งสองก็ดังมาจากภายในกระท่อม
หมอเทวดาไช่ได้อำลาโลกมนุษย์ไปในคืนนี้เอง
และเมื่อวิญญาณของเขาเดินออกจากกระท่อมมาอีกครั้ง ก็เห็นว่ารูปลักษณ์ของเขาช่างดูต่างจากยามที่พบกันครั้งแรกที่แคว้นเหอโจว ผมขาวโพลนดุจหิมะเหมันต์ เคราขาวราวน้ำค้างแข็งยามสารทฤดู ไร้ร่องรอยความหม่นหมองของโลกีย์ กลับดูเปี่ยมด้วยราศีดุจเซียนเสียมากกว่า
………………..