ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 497 ให้แม่นางสามสีได้ประจักษ์ถึงเทพเจ้าผู้เชี่ยวชาญ
บทที่ 497 ให้แม่นางสามสีได้ประจักษ์ถึงเทพเจ้าผู้เชี่ยวชาญ
………………..
“ไก่ของท่านนี้ได้มาอย่างไรหรือ”
“ได้มาอย่างไรน่ะรึ นี่คือไก่จากเขาฉางซานเชียวนะท่าน”
“ข้าหมายถึงวิธีทำน่ะ…”
“อ้อ! วิธีทำหรือ! เป็นสูตรลับที่สืบทอดมาจากพ่อค้าแดนเหนือเชียวนะ! เรียกกันว่า ‘พะโล้เซียน’!” เจ้าของแผงลอยฉีกยิ้มกว้าง “เล่ากันว่ามีเทพเซียนผ่านทางนั้นมาแล้วประทานสูตรให้พ่อค้าผู้นั้น แต่ข้าว่านะ… จะใช่เทพเซียนประทานให้หรือไม่ข้าก็มิอาจรู้ได้ แต่หากเทพบนสวรรค์ได้ลิ้มลองสักคำ เห็นทีคงอาลัยอาวรณ์จนไม่อยากกลับวิมานเป็นแน่!”
“หึๆ…”
ซ่งโหยวอดหัวเราะออกมาเบาๆ มิได้ ก่อนจะถามสืบต่อ “ในเมื่อเป็นสูตรลับ แล้วท่านไปล่วงรู้มาได้อย่างไรกัน”
“เอ่อ…”
เจ้าของแผงลอยชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อตระหนักได้ถึงความย้อนแย้งในคำพูดตนเอง จึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ อย่างกระดากอาย “ผู้น้อยปากพล่อยนัก ท่านโปรดอย่าได้ถือสาเอาความเลย จะใช่สูตรลับหรือไม่ข้าก็สุดรู้ แต่ที่แน่ๆ คือเป็นวิธีทำที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน พ่อค้าผู้นั้นก็นึกประหลาดนัก ไม่ว่าลูกค้าหน้าไหนมาถามถึงสูตรลับวิธีทำ เขาก็ถ่ายทอดให้ทั้งนั้น ขอเพียงแต่อย่าไปเปิดร้านแย่งลูกค้าในถิ่นของเขาก็พอ”
“ในนครฉางจิงมีร้านเช่นนี้อยู่กี่แห่งกัน”
“ก็มีอยู่หลายแห่งแล้วขอรับ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”
“ทว่าล้วนแต่สู้รสชาติต้นตำรับที่ผู้น้อยทำมิได้หรอก!”
“ใช่ๆ… เป็นเช่นนั้นจริง”
ซ่งโหยวยิ้มรับพลางพยักหน้า มิได้กล่าวโต้แย้งประการใด
“ไก่ของท่านได้แล้วขอรับ”
“ขอบใจมาก”
หูหิ้วของตะกร้าไม้ไผ่ถูกดัดให้โค้งมนจับถนัดมือ ซ่งโหยวเกี่ยวมันไว้ด้วยนิ้วเดียว ขณะเดียวกันก็เยื้องย่างกลับไปอย่างเนิบช้า
กว่าจะถึงเรือนเวลาก็ล่วงเข้าช่วงบ่ายคล้อย
และนี่ก็คืออาหารค่ำของวันนี้
อันที่จริง สูตรของไก่พะโล้นี้ถูกปรับเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย ประกอบกับยุคสมัยนี้เครื่องเทศมีราคาแพงยิ่งนัก ปริมาณและคุณภาพของเครื่องเทศที่ร้านริมทางใช้จึงยังไม่ถึงขั้น รสชาติค่อนข้างจืดชืดและมิได้เลิศเลอนัก ทว่าการได้ลิ้มรสชาติอันคุ้นเคยในนครฉางจิงยุคนี้โดยมิต้องลงมือทำเอง ก็นับเป็นอีกความรู้สึกหนึ่งที่พิเศษยิ่ง
พลันหวนนึกไปถึงตอนที่เขามอบสูตรพะโล้ให้แก่เจ้าของโรงเตี๊ยมในอำเภอมั่วจู๋ แคว้นจ้าวโจว พร้อมกำชับว่าขอให้ช่วยเผยแพร่สูตรนี้ไปให้ทั่วทุกสารทิศ เพื่อที่วันหน้าหากเขาอยากกินเมื่อใด จะได้หาซื้อได้ทุกที่โดยไม่ต้องลงมือทำเอง นับว่าเป็นการช่วยเหลือเขาอย่างยิ่งแล้ว ในยามนั้นเขาเพียงกล่าวออกไปลอยๆ มิได้คาดหวังว่าเถ้าแก่โรงเตี๊ยมจะทำตามจริง ทว่านึกไม่ถึงเลยว่า เพียงเวลาไม่กี่ปีสั้นๆ เขากลับได้กลิ่นอายอันคุ้นเคยนี้บนถนนในนครฉางจิงเสียแล้ว
นับเป็นการแลกเปลี่ยนด้วยความจริงใจแท้ๆ
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ใจ
หลังจากนั้นอีกสองวัน ซ่งโหยวก็แทบมิได้ก้าวเท้าออกจากประตูบ้าน
นับตั้งแต่เดินทางรอนแรมจากนครหยางตู ผ่านพ้นปลายวสันตฤดูจนล่วงเข้าสู่กลางฤดูสารท แทบมิได้หยุดพักผ่อนแม้แต่น้อย บัดนี้เมื่อมาถึงนครฉางจิงแล้ว ย่อมต้องพักผ่อนให้มากหน่อย
อย่างไรเสีย แม้นครฉางจิงจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงความเจริญรุ่งเรืองไว้ บัดนี้สามารถสั่งอาหารให้มาส่งถึงบ้านได้ มีรถม้าสาธารณะคอยสัญจรไปมา และสามารถหาซื้อทุกสรรพสิ่งได้ดังใจนึก ยามนี้กระเป๋าเงินของนักพรตหนุ่มยังพอมีเหลือเฟือ ศิษย์น้อยของเขาจึงออกไปซื้อหาอาหารให้เขาทุกวัน บางวันก็เป็นหมั่นโถว บ้างวันเป็นบะหมี่น้ำ บางครานางก็ออกไปซื้อพืชผักกลับมาเข้าครัวปรุงอาหารให้เขา
เพียงไม่กี่วัน เหมันตฤดูก็มาเยือน
“จะผัดวันประกันพรุ่งต่อไปไม่ได้แล้ว”
ซ่งโหยวเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาฉับพลัน จึงสวมเสื้อผ้าเตรียมตัวออกจากบ้าน
“จะไปไหนรึ”
เจ้าแมวน้อยรีบตามเขาไป ขณะเดียวกันก็เอ่ยปากถามขึ้น
“ไปศาลเทพารักษ์ นำภาพวาดสองภาพที่เราฝากไว้กับท่านเจ้าเมืองกลับมา” ซ่งโหยวตอบ
“แม่นางสามสีก็จะไปด้วย”
“ย่อมได้อยู่แล้ว”
มินานนัก ซ่งโหยวก็มาถึงเชิงเขาอันเป็นที่ตั้งของศาลเทพารักษ์
ยังคงเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ลูกเดิม บนยอดเขามีศาลตั้งตระหง่าน
แม้จะมิใช่เทศกาลสำคัญ แต่ผู้คนที่มาจุดธูปเทียนสักการะก็ยังคงเนืองแน่น บันไดหินขึ้นเขามีผู้ศรัทธาเดินขวักไขว่ มองเห็นควันธูปลอยคลุ้งดุจม่านเมฆอยู่รำไรในวิหาร เพียงแต่ด้านล่างไม่มีแผงลอยขายธูปเหมือนแต่ก่อน
นักพรตหนุ่มพาเจ้าแมวเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้น
กลิ่นหอมของธูปเทียนโชยเข้ามากระทบนาสิก
รู้ว่าร่างนี้ไม่อาจอยู่ยืนยาว ไฉนจึงรีบร้อนทำความชั่วสารพัด คิดว่าชาติก่อนล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ไยไม่ทำตัวเป็นคนดีไร้มลทิน
ซ่งโหยวท่องบทกวีที่จารึกอยู่บนคำกลอนคู่ตรงประตูศาล พลางก้าวเข้าสู่ข้างใน
ยามนี้การมาเยือนสถานที่เช่นนี้แทบไม่ทำให้แม่นางสามสีรู้สึกกดดันหรือลำบากใจอีกแล้ว นางเพียงชะเง้อคอมองโน่นมองนี่ด้วยความใฝ่รู้ สูดจมูกดมกลิ่นไปทั่ว พลางเดินเบียดชิดติดเท้าของนักพรตหนุ่มไว้ เพื่อมิให้ถูกฝีเท้าของผู้อื่นเหยียบเอาได้ แต่หากเป็นนักพรตเป็นคนเหยียบ นางก็หาได้ใส่ใจไม่
ทั้งสองต่อแถวตามหลังผู้มาแสวงบุญ ก้าวเข้าสู่ตัวศาล
รูปเคารพเทพารักษ์ยังคงประทับตระหง่านบนแท่นบูชา คอยเพ่งมองเบื้องล่างด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามยิ่งกว่าแต่ก่อน
ด้านล่างนั้นมีเบาะรองกราบวางเรียงรายอยู่ห้าใบ จากซ้ายไปขวา
บนเบาะรองกราบนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
เหล่าผู้ศรัทธาต่างตั้งจิตอธิษฐานด้วยความศรัทธา น้อมศีรษะลงกราบไหว้ท่ามกลางควันธูปที่พวยพุ่งขจรขจาย แรงศรัทธาแห่งธูปเทียนล่องลอยออกมา คล้ายกับจะได้ยินเสียงพร่ำบ่นในใจของพวกเขาก็ไม่ปาน
บนแท่นบูชามีธูปกองพูนเป็นพะเนิน
ยามนี้ศาลเทพารักษ์มีชื่อเสียงเลื่องลือด้านความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่มากราบไหว้ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ หรือสามัญชนคนธรรมดา ตลอดจนพ่อค้าแม่ขาย ต่างก็ร่วมทำบุญบริจาคเงินค่าน้ำมันตะเกียงกันไม่มากก็น้อย เงินเหล่านี้ถูกนำไปใช้จุดไฟประทีปให้สว่างไสว จัดซื้อธูปเส้นเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้มาแสวงบุญโดยมิคิดมูลค่า เป็นค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูผู้ดูแลศาล รวมถึงบูรณะปฏิสังขรณ์ และหากยังเหลืออยู่ก็นำไปบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้
ด้วยเหตุนี้ แรงศรัทธาที่ก่อตัวขึ้นจึงบริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยความจริงใจยิ่งนัก
“…”
ซ่งโหยวโยกศีรษะเบาๆ วันนี้ช่างผิดกับวันวานโดยแท้
แม่นางสามสีในร่างแมวสามสีก็ส่ายหัวไปมาเช่นกัน นางรู้สึกว่าหากต้องคอยรับธูปและฟังคำอธิษฐานจากผู้คนมากมายขนาดนี้พร้อมกันทุกวัน เป็นนางคงรับมือไม่หวาดไม่ไหวแน่
เมื่อก่อนศาลเจ้าหลังเล็กของนางมีคนมาจุดธูปเฉลี่ยเพียงวันละสองคน นางยังต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการจดจำ พอตกกลางคืนก็เหนื่อยจนแทบหมดแรงแล้ว
ทันใดนั้นเอง พลันบังเกิดสายลมเย็นพัดผ่านเข้ามาในศาล
สายลมพัดผ่าน ดวงประทีปและควันธูปพลันวูบไหว ชายฉลองพระองค์ของรูปเคารพพลิ้วไปมา เพียงชั่วพริบตาเดียวทุกอย่างก็ล้วนตกอยู่ในความเงียบงัน ผู้ศรัทธาทั้งห้าบนเบาะกราบและผู้คนที่ต่อแถวอยู่อีกสิบกว่าชีวิตพลันอันตรธานหายไปสิ้น แม้แต่ตัวศาลเจ้าเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ราวกับมีระลอกคลื่นกระเพื่อมผ่านผิวน้ำ สิ่งใดที่คลื่นนั้นซัดผ่าน ทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนไปในทันที
แท่นบูชาและรูปเคารพเบื้องหน้าหายวับไป กลับกลายเป็นเทพบริวารชั้นผู้น้อยห้าองค์ซึ่งนั่งอยู่ห่างจากคนและแมวออกไปพอประมาณ แต่ละองค์มีโต๊ะม้านั่งส่วนตัว พร้อมพู่กันและกระดาษวางเรียงราย
เทพบริวารทั้งห้าต่างตั้งอกตั้งใจสดับฟัง บ้างก็จดบันทึกไปพลางฟังไปพลาง บ้างก็ขมวดคิ้วมุ่น บ้างก็นั่งนิ่งด้วยสีหน้าละเหี่ยใจ และบางองค์ก็แสดงสีหน้าประหลาดใจราวกับได้ยินเรื่องซุบซิบอันน่าตื่นตะลึง
ดูท่าว่า คำอธิษฐานของผู้ที่มาจุดธูปส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องเพ้อฝันที่เป็นไปไม่ได้ หรือไม่ก็มิใช่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของศาลเทพารักษ์แห่งนี้
“เมี๊ยว”
แมวสามสีตกตะลึงถึงขีดสุด
นางรู้สึกอัศจรรย์ใจไปกับการเปลี่ยนแปลงของฉากรอบตัวที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว จึงเหลียวซ้ายแลขวา มองกลับไปข้างหลังหวังจะหาผู้คนและเส้นทางเดิมที่เดินมา ทั้งยังตื่นตะลึงกับเทพบริวารทั้งห้าที่ทำหน้าที่บันทึกคำร้อง นางเบิกตากว้างจ้องมองพวกเขาเขม็ง ปากอ้าค้างเล็กน้อย แทบจะมีคำว่า ‘ตกตะลึง’ ปรากฏขึ้นบนหน้าแล้ว
ซ่งโหยวก้มลงมองนางแวบหนึ่งพลางยิ้มละไม
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เบื้องหน้าก็ปรากฏร่างสามร่าง
ผู้ที่นำหน้ามาคือเทพารักษ์นครฉางจิง ขนาบข้างด้วยเทพผู้ช่วยซ้ายขวา
และที่ด้านหลังของพวกเขาก็มีประตูบานหนึ่งปรากฏขึ้น
“ขอต้อนรับท่านเซียน”
“มิกล้า มิกล้า”
“ท่านเซียน เชิญทางนี้”
“ตกลง”
ซ่งโหยวก้าวเดินไปข้างหน้า พลางชี้ไปยังเทพบริวารทั้งห้า “ท่านเหล่านี้คือ…”
“อ้อ ล้วนเป็นบัณฑิตและผู้มากปัญญาแห่งฉางจิงที่ล่วงลับไปแล้ว” เทพารักษ์กล่าวพลางนำทาง “นับแต่ได้รับคำชี้แนะจากท่านเซียนเมื่อหลายปีก่อน การสดับฟังคำร้องของราษฎรก็เป็นงานยามว่างของเทพบริวารมาตลอด ทว่ายามนี้ศาลเจ้ามีผู้คนศรัทธามากขึ้นเรื่อยๆ ท่านเทพทั้งหลายจึงเริ่มรับมือไม่ไหว ประจวบเหมาะกับช่วงปีหลังมานี้ วิญญาณที่ยังมีห่วงยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น บัณฑิตเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีความรู้สูงและคุณธรรมเพรียบพร้อม บ้างก็ตายเพราะล้มป่วย บ้างก็ถูกปองร้าย ช่างน่าเสียดายที่ศึกษาร่ำเรียนมาหลายปีแต่ยังมิได้แสดงความสามารถก็สิ้นชีพเสียก่อน ผู้น้อยจึงรับพวกเขาเข้าสู่ทำเนียบศาลเทพารักษ์ ให้ดำรงตำแหน่งอยู่ในยมโลก คอยช่วยเหลืองานต่างๆ”
เทพารักษ์อธิบายพลางนำพวกเขาเข้าสู่สำนักงานยมโลก
แม้ศาลเทพารักษ์ภายนอกจะดูเล็ก แต่ภายในกลับซ่อนสวรรค์ไว้อีกชั้นหนึ่ง
ที่นี่กลายเป็นสำนักงานของเทพระจำถิ่นไปเสียแล้ว
มีทั้งโถงกลางสำหรับปฏิบัติงาน ห้องพักเจ้าหน้าที่ เรือนพักอาศัย หรือแม้แต่คุกใต้ดินก็ยังมีพร้อมสรรพ
ซ่งโหยวมองดูและรับฟังไปพลาง ก่อนจะเหลือบมองแมวน้อยของตนแล้วถอนหายใจ “ท่านเทพารักษ์วางระบบไว้ได้ยอดเยี่ยมนัก”
“เพียงจำลองมาจากโลกมนุษย์เท่านั้น”
“เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว” ซ่งโหยวกล่าว “หากจะกล่าวถึงวิถีแห่งยมโลกและศาลเทพารักษ์ พวกท่านนี่แลคือผู้ที่มีประสบการณ์มากที่สุด”
“ท่านเซียนมีแผนการใดหรือ”
“พวกท่านพอจะล่วงรู้เรื่องเมืองผีแห่งเฟิงโจวบ้างหรือไม่”
“ข้าเป็นเทพารักษ์ เหล่าเทพสงครามและเทพอักษรก็ล้วนเป็นเทพบริวาร ถือเป็นเทพประจำถิ่นซึ่งถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงภายในเมืองหนึ่งๆ มิอาจออกไปภายนอกได้ หากฝ่าฝืนตบะบารมีก็จะเสื่อมถอย หลายปีมานี้แม้จะเคยพบปะกับยมทูตจากเมืองผีที่มาจับวิญญาณในฉางจิงบ้าง และเคยได้สนทนากัน แต่ก็หาได้มีความเข้าใจลึกซึ้งไม่” เทพารักษ์ตอบ
“บัดนี้เมืองผีเฟิงโจวมีตำหนักอยู่สามตำหนัก ตำหนักแรกมีหน้าที่ควบคุมการจับกุมและรับรองดวงวิญญาณ” ซ่งโหยวกล่าว “ทว่าแผ่นดินนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก หากจะพึ่งพาเพียงยมทูตที่ส่งมาจากเมืองผีให้คอยออกตามหาวิญญาณทั่วทุกสารทิศ ต่อให้ยมทูตเหล่านั้นจะมีอิทธิฤทธิ์เพียงใด สุดท้ายก็ย่อมจัดการไม่ทั่วถึง หากมิช้าเกินไปก็คงมีตกหล่น ซึ่งล้วนก่อให้เกิดภัยร้ายได้ทั้งสิ้น ยิ่งหากเป็นนักรบ บำเพ็ญเพียร หรือผู้ที่มีจิตยึดติดรุนแรงกลายเป็นวิญญาณร้าย หรือเป็นผีร้ายแต่เดิมอยู่แล้ว ก็ยิ่งจะสร้างความเดือดร้อนได้ง่ายขึ้น”
ซ่งโหยวหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่ง
“กล่าวกันตามตรง หากพูดถึงความคุ้นเคยต่อท้องถิ่นนั้นๆ ล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็นเมืองผีเฟิงโจวในยามนี้ หรือแม้แต่นรกที่ก่อตัวขึ้นสมบูรณ์ในภายภาคหน้า ก็ย่อมมิอาจสู้เทพารักษ์ประจำถิ่นได้”
“ท่านเซียนหมายความว่า จะให้เชื่อมโยงศาลเทพารักษ์ทั่วหล้าเข้ากับตำหนักที่ หากที่ใดมีคนตายกลายเป็นวิญญาณ ก็ให้ศาลเทพารักษ์คอยจับวิญญาณมาควบคุมตัวไว้ก่อน แล้วค่อยส่งตัวไปที่เมืองผีอย่างนั้นหรือ” เทพารักษ์เอ่ย “หากทำเช่นนั้นได้ ย่อมสะดวกกว่าการให้ยมทูตเดินทางไกลจากเมืองผีมาจับวิญญาณจริงๆ”
“ถูกต้องแล้ว” ซ่งโหยวพยักหน้า “เมืองผีเฟิงโจวคือรากฐานของนรกภูมิในอนาคต หากภายหน้ายมโลกถือกำเนิดขึ้นอย่างเต็มตัว ก็จะยึดตามระเบียบเดิมของนครผีนี่เอง”
“…”
เทพารักษ์เข้าใจในทันที
การถือกำเนิดขึ้นของนรกภูมิคือครรลองที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ยิ่งใหญ่ไม่แพ้วิมานสวรรค์ในอดีต ซึ่งย่อมมาพร้อมกับวาสนาบารมีอันมหาศาล การที่เขาได้เข้ามามีส่วนร่วมเช่นนี้ เท่ากับว่าได้โหนกระแสความยิ่งใหญ่ของยมโลกเข้าให้แล้ว
ส่วนจะได้วาสนามากน้อยเพียงใดนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับการจัดสรรของท่านเซียนผู้นี้
“จะสร้างศาลเทพารักษ์ขึ้นมาอย่างไร ต้องแบ่งตำแหน่งหน้าที่ใดบ้าง ใครรับผิดชอบส่วนไหน จะอยู่ร่วมกับราษฎรอย่างไร จะรับมือกับภูตผีปีศาจที่ก่อความวุ่นวายได้อย่างไร รวมถึงการตรากฎระเบียบหรือแม้แต่การคัดเลือกผู้มาดำรงตำแหน่ง ทั้งหมดนี้ต้องรบกวนท่านทั้งหลายให้เหนื่อยยากเสียหน่อยแล้ว” ซ่งโหยวหยุดกล่าวเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเอ่ยถึงผลประโยชน์ “นับแต่นี้ไป ท่านเทพารักษ์จะสังกัดอยู่ในนรก ศาลเทพารักษ์ทั่วหล้าจะขึ้นตรงกับศาลประจำนครฉางจิง ในฐานะที่เป็นสำนักงานใหญ่ของศาลเทพารักษ์ทั่วปฐพี เทพารักษ์ฉางจิงจะมีบรรดาศักดิ์ต่ำกว่าเจ้าตำหนักที่หนึ่งของเมืองผีเพียงครึ่งขั้น แต่หาได้ต้องถูกกดขี่บังคับไม่ ปกติแล้วฝ่ายหนึ่งอยู่โลกมนุษย์ อีกฝ่ายอยู่ยมโลก ถือเป็นพันธมิตรที่ร่วมมือกัน ใครจะขึ้นดำรงตำแหน่งเทพารักษ์ที่ใด หรือจะมีการโยกย้ายถอดถอนตำแหน่ง ล้วนขึ้นอยู่กับเทพารักษ์แห่งนครฉางจิง”
เทพารักษ์และเหล่าขุนนางเทพต่างสดับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
ส่วนแม่นางสามสีนั้นงุนงงจนสมองคิดตามไม่ทันแล้ว
………………..