Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 496 มิอาจทนเห็นวีรบุรุษร่วงโรย ....................

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 496 มิอาจทนเห็นวีรบุรุษร่วงโรย ....................
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 496 มิอาจทนเห็นวีรบุรุษร่วงโรย

………………..

ภายในจวนตระกูลฉางมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น

คุณชายในวัยยี่สิบต้นๆ เมื่อวันวาน บัดนี้เข้าสู่ช่วงวัยสามสิบปีแล้ว หลังจากไท่เว่ยสิ้นชีพ เขาก็กลายเป็นประมุขของตระกูลฉาง ทว่าในยามนี้ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและไม่เข้าใจ

เมื่อครู่ผู้ดูแลหลิวมาหาเขาด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูเร่งร้อนยิ่งนัก ทว่าผู้ดูแลหลิวเป็นใบ้ ส่วนตัวเขาก็หูหนวก ในยามที่รีบร้อนเช่นนี้ ทั้งสองจึงมิอาจใจเย็นลงเพื่อเขียนหนังสือสื่อสารกันได้ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นที่ทำให้ผู้ดูแลผู้นี้ร้อนใจถึงเพียงนั้น ถึงกับคว้ามือเขาแล้วกึ่งลากกึ่งจูงออกมาจากเตียง ทั้งที่ยังสวมรองเท้าไม่เรียบร้อยดีก็ต้องวิ่งตามออกมา

อย่างไรเสียที่นี่ก็เคยเป็นจวนไท่เว่ย จวนจึงกว้างขวางใหญ่นัก

ฉางอิ่นถูกผู้ดูแลลากเดินเซถลามาตลอดทาง ผ่านลานบ้านจนเกือบจะล้มคะมำอยู่หลายหน ใจหนึ่งก็อยากจะโกรธและตำหนิผู้ดูแล ทว่าตรงหน้าไม่มีพู่กันกระดาษ ซ้ำตนเองก็เปิดปากพูดไม่ได้ เมื่อเห็นใบหน้าที่ร้อนรนจนเหงื่อท่วมพึ่งของผู้ดูแลหลิว เขาจึงจำต้องข่มความสงสัยและโทสะเอาไว้

จนกระทั่งมาถึงหน้าประตู และมองออกไปข้างนอก

บ่าวรับใช้สองคนยืนอยู่ด้านใน ส่วนด้านนอกประตูมีนักพรตหนุ่มผู้หนึ่ง สวมชุดนักพรตสีซีดจางแต่สะอาดตา แทบเท้ามีแมวสามสีตัวหนึ่ง ทั้งคนทั้งแมวกำลังจ้องมองมาทางพวกเขา

ฉางอิ่นชะงักงันไปทันที แทบจะล้มพับลงกับพื้น

ผู้ดูแลหลิวเองก็ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นเช่นกัน

สายตาของคนทั้งสองอดไม่ได้ที่จะเลื่อนลงต่ำ จ้องมองไปยังแมวสามสีตัวนั้น

แมวสามสีตัวนี้ช่างเกิดมางดงามเหลือเกิน

สัดส่วนของนางเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ขนฟูฟ่องเป็นมันขลับดุจแพรไหมชั้นเลิศ สีสันบนตัวจัดวางอย่างพอดิบพอดี มิได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน แต่กลับดูประณีตยิ่งนัก ที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าคือดวงตาคู่นั้นที่ดูราวกับสื่อความหมายและเอ่ยพจนาได้ เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ

ใครได้เห็นเข้า เป็นต้องหลงรักนางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ใช่แล้ว…คือนักพรตผู้นี้

เรื่องราวใหญ่โตในคราวนั้น ล้วนมีปฐมเหตุมาจากแมวตัวนี้

ทั้งนายและบ่าวเงยหน้าขึ้น มองไปยังนักพรตหนุ่มอีกครั้ง

สีหน้าของพวกเขาพลันเปลี่ยนเป็นซับซ้อน

ในใจมีทั้งความตื่นเต้นยินดีที่กำลังจะได้ผลลัพธ์ที่เฝ้ารอมานานแสนนาน มีทั้งความประหม่ากังวลว่าจะสมปรารถนาหรือไม่ และยังมีทั้งความเคร่งเครียดหวาดหวั่น

ตลอดหลายปีมานี้ พวกเขาเฝ้าคอยวันนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ทว่าพอวันนี้มาถึงจริงๆ กลับไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร

ในขณะที่นายบ่าวสบตากัน เตรียมจะทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะให้แก่ท่านเซียน นักพรตที่อยู่นอกประตูกลับเป็นฝ่ายชูมือขึ้นประสานคารวะให้แก่พวกเขาก่อน แล้วเอ่ยขึ้น “ข้าได้ยินมาว่า ตลอดหลายปีมานี้พวกท่านทั้งสองมิเพียงกลับตัวกลับใจ ทว่ายังเปี่ยมด้วยเมตตา บำเพ็ญทานช่วยเหลือผู้คนไปมากมาย ในเมื่อยามนี้พวกท่านเป็นผู้ทรงศีลมีเมตตาแล้ว โปรดรับการคารวะจากข้าสักครั้งเถิด”

น้ำเสียงนั้นมิได้ดังนัก ท่วงทำนองราบเรียบ ทว่ากลับแจ่มชัดพอที่จะลอยจากหน้าจวนเข้าไปถึงข้างใน

ผู้ดูแลหลิวยังไม่ทันรู้สึกอันใด ทว่าชายหนุ่มข้างกายกลับชะงักกึก ดวงตาเบิกโพลง ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

น้ำเสียงนี้…ดังเข้าสู่โสตประสาทของเขา

มิเพียงเท่านั้น เสียงรอบกายที่เคยเงียบงันก็ค่อยๆ กลับคืนมา

เสียงลมพัดแผ่วเบาในลานบ้าน เสียงฝีเท้าของบ่าวไพ่ เสียงลมหายใจที่ตื่นเต้นของตนเอง ทั้งหมดล้วนค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น

แม้กระทั่งใบหูยังรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาจางๆ

“อะ…”

ฉางอิ่นอ้าปาก ออกเสียงพร่าเลือนออกมาคำหนึ่ง

“สุ้มเสียงและการได้ยินเพิ่งจะกลับคืนมา จำต้องใช้เวลาปรับตัว ขอเพียงภายหน้าพวกท่านยังคงยึดมั่นในวิถีแห่งความดี หมั่นสร้างสมบุญกุศล รักษาจิตใจที่เมตตาเอาไว้ อย่าได้เดินซ้ำรอยอดีตอีก”

นักพรตหนุ่มมิได้มีเจตนาจะเข้าไปข้างใน เมื่อกล่าวจบเขาก็โค้งคำนับเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินจากไปทันที

เบื้องหลังมีเสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นของคนสองคน

และยังมีเสียงบ่าวไพ่ที่กำลังงุนงง

เจ้าแมวน้อยหันกลับไปมองพวกเขาอีกสองครา ก่อนจะสับเท้าสั้นๆ รีบวิ่งตามนักพรตไป

นางคุ้นเคยกับเส้นทางสายนี้เป็นอย่างดี

ซ่งโหยวกุมไม้เท้าไผ่พลางเดินพลางกล่าวว่า “สะสางเหตุปัจจัยไปได้เรื่องหนึ่งแล้ว”

“สะสาง!”

“บ่ายนี้จะไปที่ไหนต่อดี”

“แม่นางสามสีจะตามเจ้าไป”

“แม่นางสามสีโตขึ้นมากแล้ว ลองหัดตัดสินใจเองดูบ้างก็ได้นะ”

“แม่นางสามสีตัดสินใจเองแล้ว” แมวสามสีหันมามองเขา เมื่อเห็นว่าข้างหน้ามีคนเดินมา นางก็รีบหุบปากทันที แล้วเดินขนาบข้างเท้าเขาไปเงียบๆ จนเมื่อเดินสวนกับคนผู้นั้นไปแล้ว นางยังอุตส่าห์หันกลับไปกะระยะห่างอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ยินแล้ว จึงค่อยเงยหน้าบอกนักพรตต่อว่า “นี่แลคือการตัดสินใจของแม่นางสามสี”

“เป็นเช่นนี้เองหรือ…”

ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะระบายยิ้มออกมา

“แถวนี้ดูเหมือนจะไม่ไกลจากจวนอู่อันโหวเท่าใดนัก ในเมื่อไม่มีธุระอันใด ลองแวะไปดูหน่อยเถิด”

“ตกลง!”

ดังนั้นพวกเขาจึงไปแวะกินมื้อเที่ยง พลางสอบถามตำแหน่งของจวนอู่อันโหว แล้วค่อยๆ เดินหาไปหลังมื้ออาหาร

จวนอู่อันโหวตั้งอยู่ใกล้กับวังหลวง นับเป็นทำเลที่ดีเยี่ยม และเป็นหนึ่งในจวนที่งดงามที่สุดในฉางจิงหากไม่นับรวมบรรดาอุทยานหลวง

ที่มิได้ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดหรือเป็นอุทยาน นั่นเป็นเพราะต้าเยี่ยนสถาปนามานานเกินไปแล้ว เมืองฉางจิงก็มีพื้นที่เพียงเท่านี้ อุทยานก็มีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ตำแหน่งสำคัญต่างๆ ถูกจับจองไว้หมดแล้ว ทรัพยากรส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปจนสิ้นตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมา ต่อให้แม่ทัพเฉินจะสร้างความดีความชอบสะเทือนเลื่อนลั่นปฐพีเพียงใด ต่อให้ฮ่องเต้จะทรงพระเกษมสำราญและอยากจะตบรางวัลให้เขามากเพียงไหน ทว่าจวนและอุทยานที่ดีที่สุดเหล่านั้นล้วนถูกพระราชทานให้ผู้อื่นไปนานแล้ว ต่อให้ตระกูลเหล่านั้นจะตกต่ำเพียงใด ก็มิอาจบังคับให้พวกเขาสละที่ออกมาได้

ทว่าจวนหลังนี้กลับหาไม่ยากเลย

ไม่นานนักซ่งโหยวก็เดินมาถึงหน้าจวนอู่อันโหว

ยามนี้หน้าจวนอู่อันโหวคลาคล่ำไปด้วยผู้คน บรรดาขุนนางและผู้มีลากยศต่างแวะเวียนมามิขาดสาย รถม้าวิ่งเข้าออกวุ่นวาย ผ้าไหมทองคำและของกำนัลล้ำค่าถูกลำเลียงเข้าไปชิ้นแล้วชิ้นเล่า

ซ่งโหยวหยุดยืนอยู่ด้านข้าง มิได้เดินเข้าไปใกล้

แม่ทัพเฉินนับแต่สร้างความดีความชอบอันยิ่งใหญ่มา ได้ผ่านพ้นมาแล้วสามช่วงเหตุการณ์

เริ่มแรกคือความชอบที่สั่นสะเทือนสี่คาบสมุทร ทว่ากลับถูกฮ่องเต้ระแวง แม้ชื่อเสียงจะขจรขจายไปทั่วหล้าแต่กลับมีขุนนางน้อยคนนักที่กล้าไปมาหาสู่เพราะเกรงจะโดนหางเลข ต่อมาเขาได้รับแต่งตั้งเป็นอู่อันโหว ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักต่างรู้ดีว่าเขาได้ทำข้อตกลงบางอย่างกับฮ่องเต้แล้ว จึงเริ่มพากันไปเยือน จนกระทั่งตอนนี้ เขาลงใต้เพื่อปราบกบฏกู้บัลลังก์ นับเป็นความชอบที่ยิ่งใหญ่เหลือล้น ทว่าขุนนางทั้งราชสำนักกลับรู้ดีว่ารัชทายาทที่กำลังจะขึ้นครองราชย์นั้นทรงระแวงเขามากกว่าเดิมเสียอีก แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังคงแห่กันนำของกำนัลมาเยี่ยมเยียนมิได้ขาด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุปัจจัยใดกันแน่

หากเทียบกับบรรดาขุนนางผู้ดีที่นั่งรถม้าขี่ล่อและมีผู้ติดตามห้อมล้อมเหล่านี้แล้ว นักพรตกับแมวที่ยืนอยู่ข้างทางกลับดูจ้อยร่อยไม่สะดุดตาเลยสักนิด

เจ้าแมวอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองนักพรต

“เมี้ยว”

“นั่นเป็นคำถามที่ดี”

ซ่งโหยวเองก็กำลังลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือไม่

ยามที่มานั้น เขาตั้งใจจะมาเยี่ยมเยียนสหายเก่า เพราะได้ยินว่าเขาบาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นเข้าจุดสำคัญและอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ทว่าเมื่อมาถึงที่นี่จริงๆ เขากลับเกิดความลังเลขึ้นมา

ไม่ว่าอาการบาดเจ็บของแม่ทัพเฉินจะมาจากอุบัติเหตุหรือความจงใจ แต่อาการนั้นต้องเป็นของจริง มิเช่นนั้นคงมิอาจตบตาผู้คนได้ ในเมื่อภายนอกลือกันหนาหูว่าเขาบาดเจ็บสาหัส ต้องทนทุกข์ทรมานและเหลือเวลาอีกไม่มาก เรื่องนั้นก็คงเป็นความจริงเช่นกัน

สุดท้ายเขาก็มิอาจทนเห็นวีรบุรุษร่วงโรยได้ลงคอ

ขณะเดียวกัน ในเมื่อมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ว่าหลังจากนี้แม่ทัพเฉินจะวางแผนอย่างไร ซ่งโหยวก็ไม่กังวลว่าเขาจะตายจริงๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปดูใจเป็นครั้งสุดท้าย

หากตนเองเข้าไป ยิ่งจะกลายเป็นการเพิ่มภาระให้เขาเสียเปล่าๆ

“รบกวนช่วยหลีกทางหน่อย…”

ใครบางคนส่งเสียงเรียกให้ซ่งโหยวหลีกทางให้พวกเขา

ซ่งโหยวหันกลับไปมอง แล้วรีบถอยฉากไปชิดริมถนนทันที

เป็นกลุ่มคนที่จะไปเยี่ยมเยียนจวนอู่อันโหวอีกเช่นเคย ทว่าด้านหน้ายังมีผู้คนยืนเข้าแถวรออยู่อีกมาก

ในตอนนั้นเอง ทหารคนสนิทนายหนึ่งเดินออกมาจากประตูใหญ่ เขาปรายตามองไปรอบๆ อย่างไม่ใส่ใจ ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นซ่งโหยว เขาก็ชะงักกึกและหันขวับกลับมาจ้องมองเขม็ง

“เอ๊ะ”

ทหารผู้นั้นอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งตรงรี่เข้ามาหา

“ท่าน…ท่านซ่ง”

ซ่งโหยวจำได้ทันที นี่คือทหารคนสนิทที่ติดตามแม่ทัพเฉินมานานหลายปี เดิมทีมาจากสำนักทวนยาวทางเหนือ มีวรยุทธสูงส่ง

เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน แม้จะไม่เข้าไป ก็ควรฝากคำพูดไว้สักสองสามประโยค

“คารวะท่าน”

“ท่านซ่งตั้งใจมาเยี่ยมท่านแม่ทัพหรือ”

“เพียงเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนมาถึงที่นี่น่ะ”

“เช่นนั้นท่านจะเข้าไปนั่งพักข้างในก่อนหรือไม่”

“ไม่เข้าไปแล้วล่ะ” ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางยิ้ม แล้วกล่าวกับทหารคนสนิทว่า “ทว่าข้ามีคำพูดอยากจะรบกวนให้ท่านช่วยนำไปบอกแก่แม่ทัพเฉิน และโปรดอย่าบอกให้ผู้อื่นล่วงรู้”

“เชิญท่านกล่าวมาได้เลย”

“ภายใต้โลกมนุษย์ยังมีปรโลก ความตายมิใช่จุดจบตราบใดที่มีวาสนา ย่อมมีวันได้พบกันใหม่” ซ่งโหยวนิ่งไปชั่วครู่ “อำเภอหลิงเฉวียน แคว้นอี้โจว อารามฝูหลงบนเขาหยินหยาง ข้าลงเขามาเมื่อรัชศกหมิงเต๋อปีที่หนึ่ง อีกยี่สิบปีให้หลังจักต้องกลับคืนสู่ขุนเขา ไม่ว่าท่านแม่ทัพจะผ่านพ้นเคราะห์ภัยครั้งนี้ไปได้หรือไม่ หากภายหน้ามีเวลาว่าง สามารถไปพบสหายเก่าได้เสมอ”

“…”

ทหารคนสนิทนิ่งอึ้งไปทันที จากนั้นจึงรีบทวนคำในใจเบาๆ เพื่อจดจำให้แม่นยำด้วยเกรงว่าจะลืมเลือน เขาเอ่ยลาซ่งโหยวแล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว

ซ่งโหยวพาแม่นางสามสีหันหลังเดินจากไป

ผู้คนมากมายเบื้องหลังต่างมองตามแผ่นหลังของเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความสงสัยกลายเป็นการครุ่นคิด บางคนดูเหมือนจะนึกถึงตำนานบางอย่างออก ดวงตาเริ่มเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ทว่ากว่าพวกเขาจะลำดับความได้ นักพรตหนุ่มก็เดินไปไกลลับสายตาเสียแล้ว

ในตรอกซอกซอยมีสิ่งสกปรกอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่าปลอดคน นักพรตจึงโบกไม้เท้าไผ่เบาๆ

ฟึ่บ…

สิ่งปฏิกูลทั้งหลายพลันถูกปัดเป่าไปรวมกันอยู่ที่ข้างทางทันที

เจ้าแมวน้อยหันขวับมาจ้องเขาตาเขม็ง

“เมี้ยว”

“เป็นเพียงวิชาเคลื่อนย้ายสิ่งของง่ายๆ ทว่ามีประโยชน์นัก ด้วยตบะของแม่นางสามสีในยามนี้ เรียนรู้ได้ไม่ยากเลย” ซ่งโหยวหันไปมองนาง “อยากเรียนหรือไม่”

“เมี้ยว!”

“กลับไปแล้วข้าจะสอนให้” ซ่งโหยวกล่าว พลางหูแว่วได้ยินเสียงลมพัดผ่านเบื้องบน เขาเงยหน้ามองเห็นนกนางแอ่นบินไปเกาะอยู่บนยอดตึกข้างหน้า จึงกล่าวต่อว่า “มาดูกันว่าเจ้าหรือเยี่ยนอัน ใครจะเรียนรู้ได้ไวกว่ากัน”

“เมี้ยววว…”

แมวสามสีส่ายหัวไปมา ทำท่าเหมือนไม่ใส่ใจเท่าใดนักขณะเดินนำไปข้างหน้า แต่เดินไปได้ไม่ไกลก็นิ่งชะงัก หันมามองนักพรตด้วยความสงสัย “เจ้าได้กลิ่นหอมอะไรไหม”

“กลิ่นหอมอะไรหรือ”

“…”

แมวสามสีก้มหัวลงแล้วเงยหน้าขึ้น สูดดมฟุดฟิดสำรวจกลิ่นสูงต่ำอย่างละเอียด แล้วจึงเอ่ยว่า “กลิ่นเนื้อตุ๋น!”

“เนื้อตุ๋นรึ”

“ใช่เลย!”

“ในเมื่อไม่มีธุระอันใดแล้ว ก็ไปดูกันเถิด”

“ตามแม่นางสามสีมา!”

หนึ่งคนหนึ่งแมวเดินตามกลิ่นหอมนั้นไป

ไม่นานนักพรตหนุ่มก็ได้กลิ่นหอมประหลาดอันคุ้นเคย กลิ่นเนื้อที่อบอวลไปด้วยเครื่องเทศนานาชนิดช่างยั่วยวนใจยิ่งนัก

เมื่อเดินไปถึงก็พบว่าเป็นแผงขายไก่พะโล้

แผงลอยแห่งนี้มีความคิดสร้างสรรค์ไม่เบา เขาเลือกใช้ไก่ขนาดกำลังดี บรรจุลงในชะลอมไม้ไผ่สาน แล้วนำไปตุ๋นในไหดินเผาใบใหญ่ ขนาดของชะลอมนั้นพอดีกับตัวไก่ ส่วนหูหิ้วที่ถูกลนไฟจนโค้งมนก็เกี่ยวเข้ากับขอบไหได้พอเหมาะพอเจาะ หากมีคนซื้อ การจะใช้กระดาษไขห่อนับว่าฟุ่มเฟือยเกินไป จะใช้ใบบัวก็ใช่ว่าจะมีทุกฤดูกาล ส่วนใบกล้วยก็กรอบหักง่ายเกินไป เขาจึงยกชะลอมไม้ไผ่ให้ลูกค้าหิ้วกลับบ้านไปเสียเลย

โดยตั้งชื่อให้แปลกใหม่ว่า ‘ไก่ชะลอมไม้ไผ่’

ราคาของมันค่อนข้างแพงกว่าไก่ย่างทั่วไปอยู่มากโข

ถึงกระนั้น ซ่งโหยวก็ยังตัดสินใจซื้อมาหนึ่งตัว

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 496 มิอาจทนเห็นวีรบุรุษร่วงโรย ...................."

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย