Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 495 สะสางเหตุปัจจัยในกาลก่อน ....................

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 495 สะสางเหตุปัจจัยในกาลก่อน ....................
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 495 สะสางเหตุปัจจัยในกาลก่อน

………………..

“มิกล้า มิกล้า…”

“คำเกรงใจพวกนั้นมิต้องกล่าวแล้ว อันที่จริงข้าตั้งใจว่าจะไปพบท่านเทพารักษ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพอดี” ซ่งโหยวกล่าว “ประการแรกคือเพื่อรับภาพวาดสองม้วนที่ฝากไว้กับท่านคืนมา การจากเมืองฉางจิงไปในคราวนี้ เกรงว่าคงจะมิได้กลับมาอีกแล้ว ภายหน้าจะได้มิต้องรบกวนท่านเทพารักษ์อีก”

“ท่านกล่าวเช่นนี้ ข้ามิกล้ารับไว้จริงๆ…”

“ประการที่สอง ข้ามีธุระสำคัญอยากจะปรึกษาหารือกับท่านเทพารักษ์”

“ธุระสำคัญ”

เทพารักษ์เฒ่าได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง

นัยน์ตาของเขาพลันประกายวาบ ความคิดแล่นปราดอย่างรวดเร็ว ทว่าพอเริ่มคิดได้เพียงนิด เขาก็สลัดความคิดทั้งหมดทิ้งไป แล้วลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง

“ที่ข้ามีวันนี้ได้ ประการแรกเป็นเพราะคำชี้แนะและวาสนาที่ท่านเคยมอบให้ ประการที่สองเป็นเพราะธูปเทียนจากราษฎรและแรงศรัทธาของมหาชน หากกล่าวในแง่ของน้ำใจ ท่านมีพระคุณล้นเหลือต่อข้า ข้าย่อมยินดีรับใช้สุดกำลังดุจสุนัขและม้า หากกล่าวในแง่ของเหตุผล ตัวท่านก็ยืนอยู่ข้างสามัญชนและราษฎรเสมอมา ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อโลกมนุษย์ ซึ่งสิ่งนี้เองคือที่มาของแรงศรัทธาที่ข้าได้รับอยู่ในยามนี้”

“ท่านเทพารักษ์ช่างผิดแผกไปจากกาลก่อนจริงๆ”

“ท่านชมเกินไปแล้ว…”

“ตัวข้าเองมิอาจนับได้ว่าทุ่มเทสุดแรงกายแรงใจหรอก เพียงแต่ยามนี้ฟ้าดินผันแปร ภายหน้าเกรงว่าจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ ยามกลียุคมักเป็นต้นกำเนิดของเหล่าปีศาจร้ายที่จะมาทำลายโลกมนุษย์ ข้าจึงมีการตระเตรียมบางอย่างไว้ และต้องขอให้ท่านเทพารักษ์ช่วยสนับสนุน”

“ข้าจักทุ่มเทสุดกำลัง! แม้ต้องตายก็มิเสียเสียดายชีวิต!”

เทพารักษ์เฒ่ายังคงยืนค้อมกายคารวะให้เขา

เทพบริวารทั้งสองที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งยามนี้ต่างก็ได้ลิ้มรสความหอมหวานของการเป็นเทพที่ได้รับความเคารพรักจากมวลชน เมื่อเห็นดังนั้นก็รีบโน้มกายลงคารวะตามทันที

“พวกเราจักทุ่มเทสุดกำลัง! แม้ต้องตายก็มิเสียเสียดายชีวิต!”

“พวกท่านมิต้องเคร่งเครียดถึงเพียงนั้น เชิญนั่งลงคุยกันก่อนเถิด” ซ่งโหยวกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มิได้จะให้พวกท่านไปบุกน้ำลุยไฟ หรือไปต่อสู้กับแดนสวรรค์หรือราชสำนักหรอก ทว่าก็มีเรื่องยุ่งยากที่ต้องอาศัยแรงกายและเวลาของพวกท่านอยู่บ้าง แต่ในทางกลับกัน เรื่องนี้ย่อมมีผลประโยชน์มหาศาลต่อพวกท่านเช่นกัน”

เมื่อเทพารักษ์และเทพบริวารทั้งสองได้ยินดังนั้นจึงค่อยลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่ากลับยิ่งทวีความฉงนสงสัยมากขึ้น

“ไม่ทราบว่า…”

“ยามนี้เหล่าปีศาจร้ายผุดขึ้นทั่วสารทิศ บ้างรบกวนบ้างทำลายความเป็นอยู่ของราษฎร ปีนี้พวกเราเดินทางรอนแรมมาตลอดทาง พบเห็นมาไม่น้อยและกำจัดไปก็มาก แต่นั่นก็เป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทร” ซ่งโหยวเอ่ยต่อ “ได้ยินว่าเมืองฉางจิงภายใต้การปกครองของท่านเทพารักษ์ กลับมิค่อยมีเรื่องราวปีศาจออกอาละวาดเท่าใดนัก”

“ต้องขอบคุณเทพขุนพลหลายท่านที่ออกตรวจตราทุกค่ำคืน พวกเราจับปีศาจร้ายได้ไม่น้อย มีทุกรูปแบบช่างพิลึกพิลั่นนัก ทำให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาขึ้นมากทีเดียว”

เทพารักษ์กล่าวพลางจ้องมองซ่งโหยว

“ที่ท่านหมายความคือ…”

“หากกล่าวถึงการปกป้องคุ้มครองเมืองให้สงบสุข มิให้ปีศาจร้ายหรือภูตผีมากล้ำกราย ไม่มีสิ่งใดจะเหมาะสมไปกว่าเทพารักษ์ประจำถิ่น และในบรรดาเทพารักษ์ทั้งหลาย ทำเนียบเทพารักษ์ถือเป็นระบบที่ถูกต้องตามครรลองที่สุด ทว่าในเมืองทั้งหนึ่งพันแปดร้อยอำเภอของต้าเยี่ยน เมืองที่มีเทพารักษ์ประจำถิ่นกลับมีไม่ถึงสามส่วน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเทพเจ้าที่ดิน เทพเจ้าทางหลวง เทพารักษ์ลำน้ำ เทพารักษ์ขุนเขา หรือเทพารักษ์อื่นๆ ส่วนเมืองที่มีศาลหลักเมืองนั้น เท่าที่ข้าเคยพบเจอมา มีไม่ถึงสิบเมืองด้วยซ้ำ”

ซ่งโหยวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวตรงไปตรงมาว่า

“ก่อนที่กลียุคจะมาถึง ข้าปรารถนาจะจัดตั้งศาลเทพารักษ์และทำเนียบเทพเจ้าหลักเมืองให้ทั่วทุกแห่งในต้าเยี่ยน เฉกเช่นเดียวกับศาลากลาง โดยให้เชื่อมต่อกับเมืองผีเฟิงโจวในปัจจุบันและปรโลกในภายภาคหน้า หากการนี้สำเร็จ ทำเนียบเทพารักษ์ฉางจิงจักกลายเป็นศูนย์กลางควบคุมศาลเทพารักษ์ทั้งหนึ่งพันแปดร้อยแห่งทั่วหล้า ท่านเทพารักษ์ในฐานะเจ้าบ้านแห่งฉางจิงและเป็นผู้นำแห่งเทพารักษ์ทั้งปวง แม้ต้องเหนื่อยแรงไปบ้าง แต่ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็ควรเป็นผู้ปกครองเหล่าเทพารักษ์ทั่วปฐพี”

“…”

เทพารักษ์และเทพบริวารทั้งสองได้ยินแล้วต่างก็ตกตะลึงจนพูดยิ่งไม่ออก

นี่คือเรื่องใหญ่ที่สะเทือนเลื่อนลั่นอย่างแท้จริง

จัดตั้งศาลเทพารักษ์ทั่วทั้งแผ่นดิน

ซ้ำยังเชื่อมโยงกับเมืองผีและปรโลก

ฟังดูราวกับเป็นปฐมบทของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการ

เรื่องนี้ช่างยุ่งยากและต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างมหาศาลจริงดังว่า แต่ขณะเดียวกันมันก็แฝงไว้ด้วยลาภยศและบารมีอันยิ่งใหญ่ล้นพ้น

มิเพียงแต่เทพารักษ์ฉางจิงเท่านั้น แม้แต่พวกเขานพเทพบริวารฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ภายใต้สังกัดเทพารักษ์ฉางจิง ฐานะย่อมต้องสูงส่งขึ้นตามไปด้วย เดิมทีนึกว่าการได้รับคำชี้แนะและการช่วยเหลือจากท่านผู้นี้ จนเริ่มได้รับความรักใคร่และศรัทธาจากชาวฉางจิง แรงศรัทธาแรงธูปเทียนมากล้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฐานะเทพมั่นคง พลังเทพพุ่งทะยาน เพียงเท่านี้ก็นับว่าดีจนไม่รู้จะดีอย่างไรแล้ว เป็นความรุ่งโรจน์ที่มิเคยกล้าฝันถึงมาก่อน แต่ใครจะคาดคิดว่าท่านผู้นี้เพียงเอ่ยไม่กี่ประโยค ก็หยิบยื่นโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาให้

ในช่วงที่ฟ้าดินผันผวนเช่นนี้ จำต้องอาศัยสายลมที่เหมาะสมพัดพาไปจริงๆ

“เรื่องนี้รายละเอียดซับซ้อนนัก จำต้องหารือกันอย่างละเอียด และต้องใช้เวลาและแรงกายจากพวกท่านไม่น้อย คืนนี้ดึกมากแล้ว ไว้วันหน้าข้าจะไปเยือนที่ศาลเพื่อสนทนากับท่านเทพารักษ์อย่างละเอียดอีกครั้ง”

“เช่นนั้นข้าจักตั้งตารอการมาเยือนของท่าน!”

“ทว่ายังมีเรื่องเล็กๆ อีกเรื่องหนึ่ง อยากจะสอบถามท่านเทพารักษ์สักหน่อย”

“โอ้”

“คือเรื่องจวนไท่เว่ยในอดีต คุณชายและผู้ดูแลแห่งจวนฉางไท่เว่ย ท่านเทพารักษ์พอจะทราบข่าวบ้างหรือไม่”

“อ้อ…”

เทพารักษ์นึกเพียงครู่เดียวก็รีบพยักหน้า เข้าใจทันทีว่าเขาหมายถึงสิ่งใด “ย่อมทราบดี”

“เรื่องนี้ลือกันไปไกลนัก จนถึงทุกวันนี้ชาวฉางจิงยังคงเล่าขานกันอย่างสนุกปาก หากมีบุตรหลานตระกูลผู้ดีเสเพลหรือคนพาลแถวตลาดคนไหนออกมาอาละวาด ชาวบ้านก็จะก่นด่าว่าระวังจะถูกเทพเจ้าลงทัณฑ์ให้หูหนวกเป็นใบ้” เทพบริวารตนหนึ่งเบื้องหลังเทพารักษ์ก้มศีรษะลงกระซิบเบาๆ “พวกข้าย่อมจดจำได้แม่นยำ”

“ไม่ทราบว่าคุณชายและผู้ดูแลท่านนั้น ยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

“หลังจากไท่เว่ยเสียชีวิต จวนตระกูลฉางก็ตกต่ำลง ทว่ายังคงปักหลักอยู่ในฉางจิง อย่างไรเสียตระกูลฉางก็เป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ รากฐานหยั่งลึก ถึงจะตกต่ำแต่ก็ยังนับได้ว่าเป็นตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวย”

ดูเหมือนว่ากิจการงานเมืองแถบเมืองฝั่งตะวันออกจะเป็นหน้าที่ของเทพบริวารตนนี้ เขาจึงเป็นผู้ตอบ

“นับแต่เกิดเรื่องในคราวนั้น ตลอดหลายปีมานี้ ทั้งคุณชายและผู้ดูแลต่างพากันสงบเสงี่ยมเจียมตัว หมั่นทำความดี บำเพ็ญทานอยู่เสมอ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาซุ่นอ๋องยกทัพเข้าเมืองหลวง แม้จะตกลงกับทหารกล้าไว้ว่าห้ามฆ่าคนหรือล่วงเกินสตรี ทว่าพวกนักรบเหล่านั้นคุ้นชินกับความป่าเถื่อน ยามที่เลือดเข้าตาขึ้นมาก็ยากจะควบคุมได้ คุณชายท่านนี้ถึงกับสั่งให้เปิดประตูจวน รับรองราษฎรที่ยากไร้ในละแวกนั้นรวมถึงทรัพย์สินของพวกเขาให้เข้ามาหลบภัย”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”

“ท่านซ่งกับพวกเขาเคยมีวาสนาต่อกันหรือ”

“ใช่แล้ว”

“เช่นนั้นพวกเขาคงเฝ้ารอท่านซ่งอยู่เป็นแน่”

“ก็ไม่เป็นไร”

ซ่งโหยวโบกมือเบาๆ สีหน้าเรียบเฉย “ในเมื่อใต้หล้ากำลังจะเปลี่ยนไป กลียุคใกล้มาถึง การหมั่นทำความดีเดิมทีก็มิใช่เรื่องง่าย จึงมิอาจคาดคั้นสิ่งใดให้มากความ เรื่องทำดีก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า มิต้องไปซักไซ้ถึงเจตนาในใจหรอก”

“มีเหตุผล”

“ทุกท่านยังมีธุระอื่นอีกหรือไม่”

ซ่งโหยวมองไปยังเทพารักษ์และเทพบริวารทั้งสอง

คราวนี้เทพบริวารนิ่งเงียบ มีเพียงท่านเทพารักษ์ที่เอ่ยตอบ “อ้อ ข้าเพียงตั้งใจมาเยี่ยมเยียนท่าน และถือโอกาสถามไถ่ว่าต้องการให้ส่งภาพวาดสองม้วนนั่นคืนมาให้เลยหรือไม่ ไม่มีธุระอื่นแล้วขอรับ”

“เช่นนั้นข้าคงมิออกไปส่ง”

“ขอลา”

เทพารักษ์และเทพบริวารทั้งสองทยอยกันจากไป

เพียงสายลมเย็นพัดผ่านวูบหนึ่งบนถนน ร่างของพวกเขาก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ซ่งโหยวเดินกลับขึ้นไปชั้นบน พลางส่งเสียงบอกว่า

“รีบเข้านอนเถิด พรุ่งนี้เช้าจะได้ออกไปเดินเล่น สะสางเหตุปัจจัยที่พวกเราเคยผูกไว้เมื่อหลายปีก่อนให้สิ้นสุดลง”

“สะ สาง!”

สิ้นเสียงเด็กหญิงก็คืนร่างกลับเป็นแมวสามสีในพริบตา แล้วกระโดดตามเขาไป

นักพรตหนุ่มหัวถึงหมอนก็หลับใหล

ฝ่ายเจ้าแมวนั้นยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ อาจเป็นเพราะได้กลับมายังตึกหลังเดิมที่เคยพำนักอยู่นานที่สุดนับแต่ท่องทั่วหล้า นางจึงรู้สึกสบายใจและเบิกบานยิ่งนัก นางวิ่งวุ่นไปมาทั้งชั้นบนชั้นล่าง กระโดดโลดเต้นไปทุกที่ ก่อนจะไปหมอบตรงขอบหน้าต่าง เล่าเรื่องราวในจวนไท่เว่ยเมื่อคราวนั้นให้นกนางแอ่นฟัง ไม่รู้ว่านางมอดหลับไปตอนไหน รู้เพียงว่ายามที่ซ่งโหยวเข้าสู่ห้วงนิทรา นางเพิ่งจะเล่าไปได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ

เช้าวันถัดมา

ซ่งโหยวตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เปิดประตูออกไป

ทว่าบ้านข้างๆ กลับเปิดประตูออกมาพร้อมกันพอดี

ทั้งนักพรตและแมวต่างอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง

เพียงแต่คนที่เดินออกมามิใช่สหายเก่าผู้คุ้นหน้าอีกต่อไป แต่กลายเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ดูจากการแต่งกายคล้ายจะเป็นนักดนตรี ภายในห้องยังมีสตรีอีกนางหนึ่งยืนส่งเขาอยู่ที่ประตู

“…”

ซ่งโหยวละสายตาลงเบื้องล่าง

เจ้าแมวสามสีที่หมอบอยู่แทบเท้าก็เงยหน้าขึ้นมองเช่นกัน

หนึ่งคนหนึ่งแมวสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปปิดประตูบ้าน

เมื่อคืนเพิ่งกินโจ๊กไป วันนี้จึงไม่กินซ้ำ ซ่งโหยวเดินไปที่ร้านบะหมี่น้ำแกงแกะตรงหัวมุมถนนที่เคยลิ้มลอง สั่งบะหมี่น้ำแกงแกะมาหนึ่งชาม เพิ่มเนื้อสองที่เพื่อแบ่งให้แม่นางสามสีและนกนางแอ่น จากนั้นจึงค่อยๆ เดินทอดน่องมุ่งหน้าไปยังเมืองฝั่งตะวันออก เดินเที่ยวชมฉางจิงในยามเช้า พลางเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงจากอดีต

เห็นสิ่งใดถูกใจก็ซื้อหาติดมือมาบ้างเล็กน้อย

ระหว่างทางก็ได้สนทนากับบรรดาพ่อค้าแม่ขาย สอบถามถึงเรื่องราวความดีที่คุณชายแห่งจวนอดีตไท่เว่ยได้กระทำไว้ ถือเสียว่ารับฟังเรื่องราวแปลกใหม่ประดับหู

กว่าจะเดินมาถึงจวนไท่เว่ยในความทรงจำ ก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี

ซ่งโหยวยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู เงยหน้าขึ้นมอง

จวนไท่เว่ยที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนยามนี้กลับเงียบเหงา รถม้าเบาบาง สิงห์หินอ่อนสีขาวสองตัวหน้าประตูถูกขัดจนสะอาดเกลี้ยงเกลา หน้าจวนไร้รอยใบไม้ร่วงหล่น ทว่ากลับยิ่งทำให้บรรยากาศดูอ้างว้างจับใจ ป้ายชื่อ ‘จวนไท่เว่ยฉาง’ เดิม ถูกเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘จวนตระกูลฉาง’ สองคำสั้นๆ บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองและตกต่ำที่ผันผ่าน

ทว่าถึงจะเป็นจวนไท่เว่ยฉางในอดีต อันที่จริงก็นับเป็นเพียงสาขาหนึ่งของตระกูลฉาง ซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ห้าตระกูลดังเท่านั้น

ก๊อก ก๊อก…

ซ่งโหยก้าวไปข้างหน้า เคาะประตูเบาๆ

ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างใน

เอี๊ยด…

ประตูสีแดงชาดอันหนักอึ้งถูกเปิดออก

ด้านหลังประตูมีคนเดินออกมาสามคน นำโดยบ่าวรับใช้หนุ่มที่จ้องมองพวกเขาเขม็ง ด้านหลังยังมีผู้ติดตามอีกสองคนคอยคุมเชิง

“ท่านมาหาใครหรือ” บ่าวหนุ่มผู้นั้นเอ่ยถามอย่างสุภาพและน้ำเสียงนุ่มนวล เขาพินิจพิจารณาซ่งโหยวตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นชุดนักพรตตัวเก่า “หรือว่าท่านขัดสน จนต้องมาขอรับบริจาคข้าวสาร”

“ข้าพเจ้ามีแซ่ว่าซ่ง นามโหยว คารวะท่าน” ซ่งโหยวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “รบกวนท่านช่วยเข้าไปรายงานทีว่า มีนักพรตคนหนึ่งกับแมวสามสีตัวหนึ่งมาขอพบ”

“ท่านมิได้มาขอรับบริจาคหรอกหรือ เช่นนั้นท่านต้องบอกก่อนว่ามาหาใคร”

“ข้าพเจ้ามาหาคุณชายของจวนนี้ และผู้ดูแลแซ่หลิวอีกคนหนึ่ง ไม่ทราบว่ายามนี้เขายังเป็นผู้ดูแลอยู่หรือไม่”

“ผู้ดูแลจวนเราแซ่หลิวจริงๆ ทว่าคุณชายที่ท่านกล่าวถึง…” บ่าวหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง มองเขาด้วยความฉงน “นายท่านของข้าพเจ้ายังหนุ่มแน่นนัก และยังไม่มีทายาท จะมีคุณชายมาจากที่ใดกัน”

“อ้อ เป็นคุณชายแห่งจวนไท่เว่ยเมื่อหกเจ็ดปีก่อน คิดว่ายามนี้คงกลายเป็นประมุขจวนไปแล้ว”

“…”

เมื่อบ่าวหนุ่มได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าท่าทางมิได้โป้ปด คาดว่าน่าจะเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของนายท่านและผู้ดูแล จึงบอกให้เขารอครู่หนึ่งก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปข้างใน

หลงเหลือเพียงผู้ติดตามสองคนยืนเฝ้าประตู จ้องมองทั้งนักพรตและแมว พลางพินิจดูสลับไปมาสบตากับเจ้าแมวเป็นระยะ

ภายในจวน มีผู้ติดตามที่มีอายุหน่อยเดินผ่านไป และมีเหล่าผู้ติดตามที่ยังคงพำนักอยู่ในจวนตระกูลฉางเดินมามองด้วยความสงสัย ทันทีที่เห็นนักพรตและแมวสามสีที่หน้าประตู คนเหล่านั้นก็หน้าถอดสีราวกับเห็นภูตผี ต่างยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ทำอะไรไม่ถูก

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 495 สะสางเหตุปัจจัยในกาลก่อน ...................."

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย