Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 494 ท่านเทพารักษ์มิได้เป็นดั่งกาลก่อน

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 494 ท่านเทพารักษ์มิได้เป็นดั่งกาลก่อน
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 494 ท่านเทพารักษ์มิได้เป็นดั่งกาลก่อน

………………..

“เถ้าแก่ ขอโจ๊กหมูสับไข่เยี่ยวม้าสองชาม โจ๊กหมูสับผักกาดเขียวหนึ่งชาม”

“ได้เลยจ้า…เอ๊ะ! ท่านซ่ง”

ท่ามกลางความวุ่นวาย เถ้าแก่เพิ่งจะขานรับเสร็จ พลันรู้สึกว่าน้ำเสียงนี้ช่างคุ้นหูนกเริงร่า พอหันไปมองจึงพบว่าเป็นซ่งโหยว ก็หลุดปากอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “ท่านกลับมาแล้วหรือ”

“เพิ่งกลับมาถึงน่ะ” ซ่งโหยวหาที่นั่งลงตามสบาย “เถ้าแก่ ไม่ได้พบกันเสียนาน สบายดีหรือไม่”

“อาศัยบารมีท่านซ่ง ยังพอกล่อมแกล้มไปได้”

“ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ซุ่นอ๋องยกทัพเข้าเมืองหลวง ปล่อยให้ทหารในสังกัดออกปล้นชิงถึงสามวัน เถ้าแก่ได้รับผลกระทบหรือไม่”

“เรื่องนั้นจริงแท้แน่นอน! ไอหยา ช่างอนาถนัก!” เถ้าแก่สาละวนมือไม้พลางเอ่ยตอบ “ทว่าก็น่าแปลก บรรดาทหารรักษาพระองค์เหล่านั้นปล้นชิงไปเกือบครึ่งเมืองฉางจิง แต่กลับไม่ย่างกรายมาแถวนี้เลย ตลอดทั้งสายถนนหลิ่วซู่ไม่มีทหารโผล่มาสักคน พวกเราทุกคนเลยรอดตายมาได้…”

“อย่างนั้นหรือ”

ซ่งโหยวจ้องมองเขาแล้วถามย้ำ

“ภายหลังพวกเราถึงได้ยินมาว่า แม้ซุ่นอ๋องจะปล่อยให้ทหารปล้นชิงสามวัน แต่ก็มีข้อตกลงกับทหารไว้ว่า ห้ามฆ่าคนวางเพลิง ห้ามรังแกสตรี และมีสถานที่หลายแห่งในเมืองหลวงที่ห้ามเข้าไป” เถ้าแก่ยกโจ๊กหมูสับไข่เยี่ยวม้าสองชามมาวางลงบนโต๊ะ แล้วยืนพูดยู่อยู่ข้างๆ “บ้างก็ว่าจวนอู่อันโหวห้ามเข้า หอพยากรณ์ของราชครูห้ามเข้า วัดเทียนไห่นอกเมืองห้ามเข้า จวนของขุนนางระดับสองขึ้นไปกับคฤหาสน์ของสามตระกูลใหญ่ห้าตระกูลดังก็ห้ามเข้า รวมถึงที่ทำการทางการก็ห้ามเข้า แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ถึงไม่มีทหารกล้ามาที่นี่เลย รอบข้างโดนปล้นเรียบ แต่พวกเขากลับเดินอ้อมที่นี่ไปหมด”

“ช่างน่าอัศจรรย์ใจนัก”

“นั่นสิขอรับ!”

เถ้าแก่ไปตักโจ๊กหมูสับผักกาดเขียวมาอีกชาม

ซ่งโหยวเลื่อนโจ๊กไข่เยี่ยวม้าชามหนึ่งมาตรงหน้าตนเอง อีกชามเลื่อนให้แม่นางสามสี ส่วนโจ๊กผักกาดเขียวเลื่อนให้เยี่ยนอัน ก่อนจะถามต่อว่า “ครั้งนี้พวกเรากลับเข้าเมืองหลวงมา ระหว่างทางเห็นว่าเมืองฉางจิงดูเงียบเหงาและวุ่นวายกว่าแต่ก่อนมาก”

“เรื่องนี้หรือ…มันเริ่มเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”

“หืม หมายความว่าอย่างไร”

“ท่านซ่งจากไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ”

“ฤดูใบไม้ผลิ รัชศกหมิงเต๋อปีที่แปด”

“เช่นนั้นก็เกือบสามปีแล้ว”

“ใช่แล้ว”

“ก็น่าจะหลังจากที่ท่านไปได้ไม่นาน มีข่าวว่าพระวรกายของฝ่าบาททรุดโทรมลงเรื่อยๆ จนเริ่มไม่เสด็จออกว่าราชการ ราชครูก็ไม่อยู่แล้ว แถมยังมีข่าวลือแพร่สะพัด เมืองฉางจิงจึงเริ่มวุ่นวายขึ้นมา พวกบุตรหลานตระกูลผู้ดีเสเพลเต็มถนน คนถ่อยที่คอยข่มเหงชาวบ้านก็มีมากขึ้น ถึงแม้ต่อมาอัครเสนาบดีแซ่อวี๋ที่เข้ารับตำแหน่งจะทำหน้าที่ได้ไม่เลว แต่ก็ดูแลได้ไม่ทั่วถึงหรอก”

“เหมือนกับคนจากจวนไท่เว่ยเมื่อก่อนอย่างนั้นหรือ”

“จวนไท่เว่ย อ๋อ คนนั้นน่ะหรือ!”

เถ้าแก่โบกมือพลางหัวเราะร่า “คนนั้นตอนนี้สงบเสงี่ยมลงแล้ว แต่เมืองฉางจิงในยามนี้ คนที่มากินข้าวที่นี่ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันไม่ใช่เรื่องของคนแค่คนสองคนอีกต่อไป”

“เป็นเช่นนี้เอง”

“ฤดูร้อนปีนี้ไม่ใช่ว่าซุ่นอ๋องเข้าเมืองหรือไร ทหารปล้นชิงอยู่สามวัน แม้จะมีคำสั่งห้ามไว้ก่อน แต่ก็ยังมีการบาดเจ็บล้มตายไม่น้อย มีการวางเพลิงไปหลายจุด ตั้งแต่นั้นมา เมืองฉางจิงก็ยิ่งโกลาหล” เถ้าแก่ลดเสียงลงเล็กน้อย “ยามนี้รัชทายาทเสด็จกลับวัง แต่ฝ่าบาทกลับหายสาบสูญไป แม้อัครเสนาบดีจะสั่งให้กวดขันอย่างหนัก จับคนไปตั้งมากมาย แต่ก็ยังแก้ที่ต้นเหตุไม่ได้อยู่ดี”

“ใจคนมันว้าวุ่นเสียแล้ว”

“นั่นแล! ท่านซ่งกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก!” เถ้าแก่รีบสำทับ “มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ!”

“แล้วมีปีศาจร้ายออกอาละวาดหรือไม่”

“ปีศาจน่ะไม่มีหรอก ได้ยินว่าท่านเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เหล่าเทพบริวารมักจะออกตรวจตราเมืองฉางจิงยามค่ำคืน คนที่มีดวงชะตาพิเศษยังเคยพบเห็นตั้งหลายหน” เถ้าแก่ส่ายหน้าพลางกล่าวต่อ “คนเมืองฉางจิงยามนี้สิ น่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก ยามวิกาลหากมีคนมาเคาะประตู ไม่กลัวว่าเป็นผีหรอก กลัวว่าเป็นคนมากกว่า”

“ขอบคุณที่บอกกล่าว…”

“โธ่! ควรเป็นผู้น้อยที่ขอบคุณท่านซ่งมากกว่า ยามนี้การค้าขายยิ่งมายิ่งทำยากนัก นานๆ ทีท่านซ่งจะกลับมาสักครั้ง แถมยังมาอุดหนุนร้านเล็กๆ แห่งนี้ทันที!”

เถ้าแก่หมุนตัวไปวุ่นวายต่อ

เด็กหญิงจึงฉวยโอกาสกระซิบข้างหูเด็กหนุ่มว่า “เจ้ากินโจ๊กชามนี้เข้าไป เจ้าจะกลับไปเป็นนกนางแอ่นไม่ได้แล้วนะ”

ซ่งโหยวหยิบช้อนขึ้นมาละเลียดชิมรสชาติโจ๊ก

รสชาติยังคงเดิมไม่เปลี่ยน เพียงแต่โจ๊กดูจะใสไปสักหน่อย เนื้อหมูในชามยังมีปริมาณเท่าเดิม หรืออาจจะมากกว่าปกตินิดหน่อยด้วยซ้ำ นั่นเพราะเจ้าของร้านเห็นว่าเป็นเขา ตอนตักจึงจงใจตักเนื้อให้เขามากเป็นพิเศษ ซ่งโหยวปรายตามองในหม้อเมื่อครู่ อันที่จริงเนื้อสัตว์ก็น้อยกว่าเมื่อก่อนมากทีเดียว

ดูท่าว่าเหตุความวุ่นวายของซุ่นอ๋องจะส่งผลกระทบต่อเมืองฉางจิงไม่น้อยเลย

โดยเฉพาะช่วงสามวันแห่งการปล้นชิงนั้น

โจ๊กที่เพิ่งตักมาใหม่ๆ ยังร้อนจัด

โชคดีที่ยามนี้เป็นช่วงปลายฤดูสารท ใกล้เข้าสู่ฤดูเหมันต์ ยามโพล้เพล้ในเมืองฉางจิงจึงเริ่มมีไอเย็นปกคลุม โจ๊กชั้นบนสุดจึงเปลี่ยนจากร้อนจัดเป็นอุ่นอย่างรวดเร็ว รอจนค่อยๆ ตักกินชั้นบนนี้ไปเรื่อยๆ ข้างใต้ก็ปรับอุณหภูมิพอดีคำ กินไปตามจังหวะช้าๆ ไม่นานก็หมดชาม

“เก็บเงินด้วย”

ราคายังคงเท่าเดิม เพียงแต่เพิ่มมาอีกหนึ่งปาก

แม่นางสามสีหยิบเงินออกมานับอย่างละเอียดเพื่อจ่ายค่าอาหาร

“เดี๋ยวนี้ลูกศิษย์คอยคุมเงินแล้วหรือ” เถ้าแก่รับเงินพลางส่งยิ้มให้ซ่งโหยว

“นางเป็นคนจัดการมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

“เดินดีๆ นะขอรับ!”

“ตกลง…”

นักพรตหนุ่มเดินข้ามถนนกลับเข้าสู่ตึกเล็ก

ยามนั้นฟ้าเริ่มโพล้เพล้แต่ยังไม่มืดมิด เขาหยิบถังน้ำที่เดิมทีเยี่ยนอันตั้งใจจะไปตักมาถือไว้เอง ก่อนจะเดินไปตักน้ำที่บ่อน้ำตรงปากตรอกมาสองถัง เดินไปกลับอยู่หลายเที่ยว เริ่มจากล้างโอ่งน้ำให้สะอาด น้ำที่เหลือจากการล้างโอ่งก็นำมาให้แม่นางสามสีใช้เช็ดถูโต๊ะเก้าอี้และพื้นชั้นสอง จากนั้นจึงเติมน้ำในโอ่งจนเต็ม เมื่อหามน้ำเที่ยวสุดท้ายกลับมา ฟ้าก็มืดสนิทพอดี

แม่นางสามสีเช็ดถูโต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง ตู้ และพื้นจนสะอาดสะอ้าน เยี่ยนอันเองก็ปัดกวาดหยากไย่ตามมุมกำแพงจนเกลี้ยง ตึกเล็กที่ไม่ได้กลับมานานถึงสามปีพลันกลับมาดูใหม่เอี่ยมในชั่วพริบตา

“เฮ้อ…”

ตะเกียงน้ำมันถูกจุดขึ้น ส่องแสงสว่างไสวไปทั่วตึกไม้

ท่ามกลางบรรยากาศที่ไร้ซึ่งแสงเจิดจ้าและไร้เสียงอึกทึกจากภายนอก ความเงียบสงัดเช่นนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายโบราณอันวิจิตร

“แม่นางสามสี เชิญมาทางนี้เถิด”

“หืม”

เด็กหญิงมองเขาด้วยความสงสัย แต่ก็ยอมเดินตามไป

เขาพานางเดินไปที่ริมกำแพง เมื่อนางเห็นรอยขีดหลายรอยบนนั้นก็เข้าใจทันทีว่าเขาจะทำอะไร นางรีบไปยืนตัวตรงแน่วหลังพิงกำแพง ยืดกายเล็กๆ ขึ้นสุดตัว ทั้งยังพยายามขยับขยายร่างกายให้สูงขึ้นอีก ดูจากอาการสั่นเทาไปทั้งร่างด้วยความพยายามนั้น เกรงว่านางคงอยากจะถ่างรอยต่อของกระดูกให้กว้างขึ้นอีกสักนิด

แม่นางสามสีกลั้นหายใจ ทั้งประหม่าและคาดหวัง ดวงตาพยายามเหลือกมองขึ้นข้างบน ราวกับจะกลิ้งลูกตาไปไว้ข้างหลังเพื่อให้เห็นเหตุการณ์บนหัวตนเองด้วยตาตนเอง

ซ่งโหยวเห็นเช่นนั้นก็ตั้งใจอย่างยิ่ง

เขาถึงกับย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้ระดับสายตาขนานกับกระหม่อมของนาง แล้วค่อยๆ ทาบฝ่ามือขนานผ่านไป

“…”

ท่ามกลางความเงียบงัน กระหม่อมของเด็กหญิงดูจะสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“เหตุใดจึงเขย่งเท้าอีกแล้วเล่า”

“ไม่ได้เขย่งเสียหน่อย!”

“…ไม่ได้เขย่งจริงๆ นะ!”

นักพรตหนุ่มลงแรงที่ฝ่ามือเล็กน้อย กดเส้นผมที่จู่ๆ ก็พองฟูขึ้นอย่างประหลาดของนางลงไป แล้วอาศัยระดับความสูงนั้นใช้นิ้วขีดรอยเบาๆ หนึ่งที

“เรียบร้อยแล้ว”

เด็กหญิงตัวน้อยรีบผละออกจากกำแพง หันกลับไปมองทันที

บนกำแพงปรากฏรอยเพิ่มมาอีกหนึ่งรอย

หากเทียบกับรอยก่อนหน้า มันสูงขึ้นมาเกือบหนึ่งช่วงมือ

“ดีมาก ครั้งนี้ห่างจากครั้งก่อนเกือบสามปี แต่ความสูงในร่างมนุษย์ของแม่นางสามสีกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าคราวที่แล้วเสียอีก” ซ่งโหยวเอ่ย “หากผ่านไปนานวันเข้า บางทีเจ้าอาจจะสูงกว่าข้าก็ได้”

“แน่นอนอยู่แล้ว!”

เด็กหญิงจ้องรอยขีดหลายรอยบนกำแพงตาไม่กะพริบ

“เยี่ยนอัน มานี่ด้วยสิ” ซ่งโหยวหันไปบอกนกนางแอ่น “มายืนข้างๆ แม่นางสามสี”

“ขอรับ…”

เด็กหนุ่มเดินไปยืนอย่างสำรวม

เขายังคงขีดรอยไว้รอยหนึ่ง

ซึ่งสูงกว่าแม่นางสามสีอยู่ไม่น้อย

กำแพงสายนี้ได้บันทึกการเติบโตของพวกเขาไว้ แม้มีความเป็นไปได้สูงว่าความสูงนี้จะคงที่อยู่ในระดับนี้ไปอีกนานแสนนาน ทว่าหลายปีให้หลัง หากแม่นางสามสีได้กลับมาเยือนที่เก่าแห่งนี้อีกครั้ง หากเมืองฉางจิงยังอยู่ ถนนสายนี้ยังอยู่ และตึกเล็กหลังนี้ยังไม่ถูกรื้อถอน เมื่อนางได้เห็นรอยขีดบนกำแพง ก็คงจะรู้สึกทอดถอนใจไม่น้อย

“…”

ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะระบายยิ้ม

ในขณะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีสายลมละมุนพัดผ่านหน้าประตู หอบเอาหมอกธุมเกตุที่เพิ่งเริ่มก่อตัวให้สลายไป

พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…

เด็กหนุ่มพลันคืนร่างเป็นนกนางแอ่น บินไปที่ขอบหน้าต่างเพื่อมองออกไปข้างนอก ฝ่ายแมวน้อยที่ยังไม่ทันคืนร่างเดิมก็รู้สึกได้เช่นกัน นางนึกว่าเป็นจิ้งจอกตัวนั้นอีก จึงรีบวิ่งไปที่หน้าต่าง เกาะขอบหน้าต่างก้มมองลงไปเบื้องล่าง

“เป็นท่านเทพารักษ์…”

เด็กหญิงหันกลับมาบอกนักพรตหนุ่ม

พูดจบก็ไม่รอคำตอบจากเขา นางรีบวิ่งลงไปข้างล่างทันที เสียงย่ำลงบนแผ่นไม้ดังตึงตังไปหมด

นักพรตหนุ่มจัดระเบียบเสื้อผ้าเล็กน้อยก่อนจะเดินตามลงไป

ทันทีที่ประตูบ้านถูกเปิดออก แสงเทพเจิดจ้าก็สาดประกายจากภายนอก

“เชิญเข้ามา”

เด็กหญิงยืนกล่าวอยู่ที่ประตู

“ขอบใจแม่นางสามสีมาก” ท่านเทพารักษ์ในรัศมีเทพเปล่งประกาย พร้อมด้วยเทพบริวารสองตนก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน รัศมีเทพจึงค่อยๆ หม่นลง ก่อนจะคำนับซ่งโหยว “คารวะท่านซ่ง และคารวะท่านเซียนนกนางแอ่นน้อยด้วย”

“ท่านเทพารักษ์มาไวเสียจริง”

“วันนี้ทราบข่าวว่าท่านกลับมาถึงเมืองหลวง ผู้น้อยมิกล้าชักช้า พอสิ้นแสงตะวันก็รีบมาพบท่านทันที” เทพารักษ์เฒ่ากล่าวอย่างนอบน้อมยิ่ง

“ท่านเทพารักษ์เกรงใจไปแล้ว”

โต๊ะเก้าอี้ในห้องเพิ่งถูกเช็ดถูไป ในช่วงปลายฤดูสารทน้ำแห้งช้า สีไม้จึงยังดูเข้มและชื้นแฉะ ซ่งโหยวจึงโบกมือเบาๆ ทำให้น้ำระเหยไปจนแห้งสนิท พื้นผิวไม้กลับมาดูนวลแข็งดังเดิม จากนั้นจึงเชิญเทพารักษ์เฒ่านั่งลง

เทพารักษ์จึงกล้านั่งลงในตอนนั้นเอง

“ตบะเทพของท่านเทพารักษ์และเทพบริวารทั้งสองรุดหน้าขึ้นอีกแล้วนะ” ซ่งโหยวทองมองเขาและเทพบริวารสองตนที่ยืนกุมมืออยู่เบื้องหลัง

เทพบริวารองค์หนึ่งทำตัวไม่ถูก อีกตนหนึ่งหันไปมองนายของตน

ทว่าครั้งนี้เทพารักษ์ฉางจิงกลับมิได้กล่าวคำเกรงใจประเภท ‘ล้วนเป็นเพราะบารมีของท่าน’ หรือคำพูดสวยหรูอื่นใด แม้คำเหล่านั้นจะไม่ใช่เพียงคำเยินยอก็ตาม เขาถอนหายใจยาวก่อนจะกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ที่ท่านจากไป ราชครูก็ละทิ้งราชสำนักไปได้หลายปีแล้ว ต่อมาฝ่าบาทก็มิทรงสนพระทัยราชกิจ มีเพียงอวี๋เจียนไป๋คนเดียวก็ยากจะประคับประคอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา สรรพสิ่งใต้หล้าเกิดความแปรปรวน วาสนาของต้าเยี่ยนเสื่อมถอย ปีศาจและภูตผีที่เคยสาบสูญ สูญพันธุ์ หรือหลับใหล ต่างก็พากันปรากฏกายออกมา ฤดูร้อนปีนี้เมืองฉางจิงยังต้องประสบกับภัยสงครามและเภทภัยจากน้ำมือมนุษย์ เมื่อชาวบ้านทุกข์ยาก ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องมาวอนขอต่อเทพตัวเล็กๆ อย่างผู้น้อย”

ซ่งโหยวฟังแล้วก็พยักหน้าตาม

ในใจเริ่มพินิจพิจารณาคำพูดเหล่านั้นอย่างละเอียด

คำพูดนี้มีจุดที่น่าสนใจอย่างน้อยสามประการ

ประการแรกคือ ถ้อยคำที่ใช้มีความแม่นยำและเป็นมืออาชีพ แสดงว่าหลายปีมานี้ เทพารักษ์ฉางจิงมีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งในการปราบปีศาจและขับไล่สิ่งชั่วร้าย อย่างน้อยที่สุด เทพารักษ์เมื่อหกเจ็ดปีก่อนย่อมมิอาจกล่าวเช่นนี้ได้

ประการที่สองคือ การที่เขารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินและการเสื่อมถอยของวาสนาแห่งต้าเยี่ยนได้อย่างชัดเจน แสดงว่าพลังเทพของเทพารักษ์ผู้นี้รุดหน้าไปไกลมากจริงๆ เมื่อสามปีก่อนที่พบเขา เขาก็คู่ควรกับตำแหน่งเทพารักษ์ฉางจิงแล้ว แต่ในยามนี้ เขาได้อาศัยบารมีจากเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ จนมีพลังเทพที่น่าครั่นคร้ามเสียแล้ว

และประการสุดท้าย คือความนัยที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง

“ท่านเทพารักษ์ยามนี้ มิใช่ดังเช่นกาลก่อนแล้วจริงๆ”

ซ่งโหยวพยักหน้าให้เทพารักษ์ พลางกล่าวชมด้วยรอยยิ้ม

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 494 ท่านเทพารักษ์มิได้เป็นดั่งกาลก่อน"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย