Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 493 หวนคืนฉางจิงเป็นคราสุดท้าย

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 493 หวนคืนฉางจิงเป็นคราสุดท้าย
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 493 หวนคืนฉางจิงเป็นคราสุดท้าย

………………..

หลังจากได้ยินข่าวว่าแม่ทัพเฉินประสบความสำเร็จในการนำทัพลงใต้ปราบจลาจล และได้เชิญเสด็จรัชทายาทกับฝ่าบาทกลับคืนสู่ฉางจิงแล้ว ซ่งโหยวก็เริ่มออกเดินให้ช้าลง

จิ้งจอกวายุกล่าวไว้ไม่ผิดเลย

หากผู้ชนะคือซุ่นอ๋อง ย่อมถือว่าได้อำนาจมาโดยมิชอบ เรื่องนี้เหล่าผู้ทรงความรู้ทั่วหล้าต่างแจ้งแก่ใจดี

ท่ามกลางสถานการณ์ที่แคว้นต้าเยี่ยนเต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน ทว่ากลับยังเกรียงไกรและครองใจราษฎรเช่นนี้ อย่าว่าแต่องค์รัชทายาทพี่ยังมีชนม์ชีพอยู่เลย ต่อให้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ก็คงมี “กองทัพธรรม” ผุดขึ้นมาไม่ขาดสายเพื่อชูธงปกป้องความชอบธรรมเข้าต่อต้านซุ่นอ๋อง นอกเสียจากว่าซุ่นอ๋องจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีบารมีพอจะนั่งบนตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคงและสยบผู้คิดขบถได้ทั้งหมด

แต่นั่นก็จะกลายเป็นการเริ่มต้นตัวอย่างที่ไม่ดีงามให้กับคนรุ่นหลัง

ทว่าหากผู้ชนะคือรัชทายาท

อย่างไรเสียรัชทายาทก็คือผู้สืบทอดที่ถูกต้อง มีกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋นโอบอุ้ม ขุนนางผู้ใหญ่ตามหัวเมืองส่วนใหญ่ยอมรับ ขอเพียงสงบศึกจลาจลของซุ่นอ๋องได้ และรัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ ใต้หล้าก็น่าจะมั่นคงต่อไปได้อีกระยะเวลาหนึ่ง

ซ่งโหยวจึงกลับมาเดินด้วยความเร็วปกติเช่นแต่ก่อน

เช่นเดียวกับที่เคยผ่านมาในแคว้นอั๋งโจว ปั๋วโจว อวี๋โจว และลั่วโจว ในปีนี้ที่แคว้นลู่โจวก็มีเรื่องราวประหลาดและภูตผีปีศาจปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้ผู้คนยังมิได้เชื่อมโยงเรื่องเหล่านี้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง จนกระทั่งข่าวการก่อจลาจลของซุ่นอ๋องในฉางจิงแพร่มาถึง ทั่วโลกธาตุต่างตื่นตระหนก ท่ามกลางกระแสข่าวลือ ทุกคนต่างพากันกล่าวขานว่า เป็นเพราะซุ่นอ๋องก่อกบฏ ทำลายความสงบสุขของใต้หล้าและสั่นคลอนดวงชะตาของต้าเยี่ยน ปีศาจร้ายจึงได้ออกมาอาละวาดเช่นนี้

ข่าวลือเช่นนี้ส่งผลเสียอย่างยิ่ง และสร้างผลกระทบที่รุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้มาก

ทว่าในลู่โจวยังนับว่าดี ส่วนใหญ่เป็นเพียงปีศาจชั้นต่ำที่คอยรบกวนการใช้ชีวิตและแพร่กระจายความหวาดกลัว ยังไม่มีตัวใดกล้าแกร่งพอจะสร้างหายภัยใหญ่หลวง

เหตุเพราะที่นี่อยู่ติดกับแคว้นกวงโจวทางทิศใต้พอดิบพอดี

ทุกคนต่างรู้ดีว่าในกวงโจวมีเขาอู้ซาน บนเขาอู้ซานมีสำนักกระบี่จิงเหลย เจ้าสำนักฝึกวิชากระบี่จนบรรลุวิถีแห่งเต๋า ผู้คนต่างขนานนามว่า ‘เซียนกระบี่’ ศิษย์ในสำนักกระบี่จิงเหลยแต่ละคนล้วนมีความกล้าหาญและวิชาฝีมือล้ำเลิศ มิได้เกรงกลัวภูตผีปีศาจ กลับกัน ทุกคนต่างถือเอาการกำจัดปีศาจชั่วและสังหารผีร้ายเป็นเกียรติยศ เพื่อคุ้มครองให้ทั่วทั้งกวงโจวปราศจากความวุ่นวายจากสิ่งลี้ลับ หากในลั่วโจวมีปีศาจตนใดแกร่งกล้าขึ้นมาจนสร้างความเดือดร้อนหนัก แล้วทหารในท้องที่หรือยอดคนในหมู่ชาวบ้านมิอาจปราบได้ เพียงแค่รวบรวมเงินทองเดินทางไปยังเขาอู้ซานที่กวงโจว ต่อให้ระยะทางไกลนับร้อยนับพันลี้ เซียนกระบี่จิงเหลยและบรรดาศิษย์ก็พร้อมจะล่องใต้มาสักครา เพื่อใช้เลือดปีศาจลับคมกระบี่ให้ผ่องใส

ซ่งโหยวและแม่นางสามสีเดินทางผ่านเส้นทางนี้ ย่อมได้ยินเรื่องเล่าของเซียนกระบี่จิงเหลยผู้นั้นมาไม่น้อย

บางที…ในยุคกลียุคที่กำลังจะมาถึง สถานที่แห่งนั้นอาจเป็นเวทีของพวกเขาจริงๆ

ลั่วโจวอยู่ใกล้กวงโจว และยังอยู่ใกล้เฟิงโจวด้วย

ซ่งโหยวถือโอกาสแวะไปที่เมืองผีในเฟิงโจวอีกครั้ง เพื่อเยี่ยมเยียนสหายเก่า ดูความเป็นไปของการดำเนินงานในเมืองผี และปรึกษาหารือเรื่องราวบางประการ

ในที่สุดเขาก็เดินเข้าสู่เขตแคว้นอั๋งโจวอย่างช้าๆ

เมื่อเข้าใกล้ฉางจิง ก็เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงของปีนั้น

การจะกลับเข้าฉางจิงจากทางนี้ จำต้องข้ามเขาฉางซานไปก่อน

“แม่นางสามสียังจำได้ไหม เมื่อหกปีก่อนที่เราอยู่ในฉางจิง แล้วออกไปนอกเมืองเพื่อชมดอกซิ่งฮวากัน” ซ่งโหยวหยุดฝีเท้าลงบนยอดเขา หันไปมองแมวน้อยข้างกายแล้วเอ่ยถามเสียงเบา

“หกปีก่อนหรือ”

“หกปีครึ่งแล้ว”

“หกปีครึ่งเชียว!”

“ใช่แล้ว…”

“นานขนาดนั้นเลยหรือเมี๊ยว”

“นั่นสิ…”

ซ่งโหยวละสายตาจากแมวน้อย ทอดมองไปเบื้องหน้า

“จำได้สิ แม่นางสามสีจำได้” เสียงใสเล็กของแมวน้อยดังเข้าหู “จิ้งจอกตัวนั้นยังวาดภาพให้เราภาพหนึ่งด้วย”

“ใช่แล้ว…”

คราที่มาถึงที่นี่ครั้งก่อน เป็นยามวสันต์ที่ดอกซิ่งบานสะพรั่ง มองจากไกลๆ ราวกับปุยสำลีสีขาวอมชมพูแต้มอยู่เต็มขุนเขา และในวันนั้นเองที่พวกเขาได้พบกับสุนัขจิ้งจอกเป็นครั้งแรก และได้พบกับแม่ทัพเฉินเป็นครั้งแรก

ยามนี้หวนกลับมาอีกครั้ง กลับเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงในอีกหกปีครึ่งให้หลัง แมกไม้ในขุนเขาเหี่ยวเฉาไปกว่าครึ่ง ให้ความรู้สึกรันทดและเงียบเหงา ลมปลายฤดูใบไม้ร่วงย่อมมิอาจอบอุ่นเท่าลมฤดูใบไม้ผลิ เมื่อยืนอยู่บนยอดเขาและมองไปรอบๆ ตามแรงลม แม่นางหว่านเจียงผู้ที่วาดภาพในตอนนั้นได้เจ็บป่วยและสิ้นใจไปนานแล้วในฉางจิง หลงเหลือเพียงนางจิ้งจอกแปดหางที่กลายเป็นรูปสลักหินเฝ้าอยู่ส่วนลึกของเมืองผี ส่วนแม่ทัพที่พบกันนอกเมืองในตอนนั้น กลับถูกม้วนเข้าไปในขุมเหวแห่งอำนาจของจักรวรรดิแห่งนี้ ได้ยินว่าหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสเขาก็ล้มหมอนนอนเสื่อ อาการดูไม่น่าไว้วางใจนัก

“โลกมนุษย์ช่างเปลี่ยนแปลงเร็วนัก”

ใบหน้าของนักพรตหนุ่มมิได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เขายันไม้เท้าก้าวเดินไปข้างหน้า

ในยามฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซิ่งบานเต็มเขา ที่นี่งดงามประดุจภาพวาด ยามนี้ลมฤดูใบไม้ร่วงโชยมา เมฆาบนฟ้ามืดครึ้มดุจน้ำหมึก มิใช่ภาพวาดอีกรูปแบบหนึ่งหรอกหรือ

นักพรตหนุ่มจูงม้าสีแดงเข้ม เดินลึกเข้าไปในภาพนั้น

เขาเดินลงเขาไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่ฉางจิง

ประตูเมืองทิศตะวันออกของฉางจิงปรากฏแก่สายตา

นอกเมืองไม่มีเศษซากกระดูกหลงเหลืออยู่แล้ว กลิ่นคาวเลือดถูกชะล้างไปจนสิ้น มีเพียงรอยแตกบนกำแพงเมืองและประตูเมืองที่พอจะบอกเล่าถึงสงครามชิงเมืองหลวงที่เกิดขึ้นเมื่อฤดูร้อนปีนี้ได้

ที่หน้าประตูเมืองยังคงมีผู้คนสัญจรไปมา รถหมามากมายดูราวกับไม่เคยมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ในความพร่ามัวนั้น ซ่งโหยวคล้ายกับได้เห็นแม่ทัพผู้ควบม้าด่าง ลุยฝุ่นรุกหราเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงอีกครั้ง

“แม่นางสามสี”

“เมี๊ยว”

“นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในช่วงยี่สิบปีแห่งการจาริกไปทั่วหล้าของเรา ที่จะได้กลับมายังฉางจิงแล้วละ”

“เมี๊ยว…”

แมวน้อยเหลียวหน้ามองนักพรตหนุ่ม

หากเทียบกับเมื่อหกเจ็ดปีก่อน คราที่เจ้าแมวสามสียังไม่รู้จักแม้กระทั่งเงาหลังของตัวเองในภาพวาด ยามนี้นางเติบโตขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด

ทว่านักพรตหนุ่มมิได้กล่าวอะไรต่อ เขาเพียงเดินตามหลังกลุ่มพ่อค้าวานิช หยิบใบผ่านทางออกมาจากย่ามแล้วเข้าแถวรอเข้าเมือง ส่วนนางก็ได้แต่ส่ายหัวส่ายหาง ซอยเท้าก้าวสั้นๆ ตามไปติดๆ พยายามเดินเบียดให้ชิดเพื่อไม่ให้ใครมาชนหรือเหยียบเอา จะได้ไม่ต้องคอยหลบหลีกให้เสียเวลา

การตรวจตราที่ประตูเมืองเข้มงวดขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ใบสุทธิใบเดียวถูกพลิกดูแล้วดูอีก ทั้งยังพ่วงมาด้วยคำซักถามมากมาย

ยังดีที่แม้ซ่งโหยวจะเป็นนักพรตกำมะลอ แต่อารามนั้นเป็นอารามของจริง ใบสุทธิก็เป็นของจริงแท้แน่นอน ทั้งตราประทับ หน่วยงานที่ออกให้ ไปจนถึงตัวขุนนางที่ลงนามล้วนไม่มีสิ่งใดปลอมแปลง เขาจึงผ่านด่านมาได้อย่างราบรื่น

ตอนเดินอยู่นอกเมืองยังไม่รู้สึกเท่าไรนัก แต่พอเข้าสู่ตัวเมือง จึงได้สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงที่แสนละเอียดอ่อนของฉางจิง

ในเมืองดูเหมือนจะเงียบเหงาลงไปถนัดตา

ย่านเมืองฝั่งตะวันออกเดิมทีเป็นแหล่งพำนักของเหล่าขุนนางผู้มีอันจะกิน ในตรอกซอกซอยย่อมมีความสงบเงียบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทว่าบนถนนสายหลักนั้นเคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูอย่างยิ่ง ร้านรวงที่เคยตั้งเรียงรายติดๆ กันจนหาที่ว่างไม่ได้ ยามนี้กลับเห็นร้านที่ปิดประตูเงียบอยู่หนึ่งหรือสองแห่ง ซุ้มประตูที่เคยตั้งเด่นตระหง่านอยู่บนท้องถนน บัดนี้ก็เริ่มมีร่องรอยของการพังทลายหรือสูญหายไปบ้างแล้ว

แม้กระทั่งมีถนนสายหนึ่งที่บ้านเรือนถูกไฟเผาวอดวายเกือบทั้งหมด ยามนี้กำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม เหล่าช่างฝีมือต่างทำงานกันอย่างเงียบเชียบและตรากตรำ

นักพรตหนุ่มจูงม้าเดินผ่านไป เขาเดินจากทิศตะวันออกมุ่งสู่ทิศตะวันตก พลางกวาดสายตามองอย่างละเอียด

แมวน้อยเดินตามหลังเขาติดๆ นางเองก็เหลียวซ้ายแลขวาไปทั่วเช่นกัน

ทันใดนั้น นักพรตหนุ่มก็หยุดฝีเท้าลง แล้วมองไปยังฝั่งตรงข้าม

“นั่นใช่หออวิ๋นชุนหรือไม่”

เขาเอ่ยถามเจ้าของร้านค้าที่อยู่เบื้องหลัง

“ใช่แล้ว หออวิ๋นชุนนั่นแล”

“เหตุใดจึงปิดประตูเสียเล่า”

“เฮ้อ! จะเพราะอะไรได้อีกล่ะ” เจ้าของร้านนั่งอยู่บนเก้าอี้ของตน พลางส่ายหน้าทอดถอนใจ “ฤดูร้อนปีนี้ซุ่นอ๋องเข้าเมือง ทหารรักษาพระองค์ค้นเมืองอยู่สามวันเต็ม เถ้าแก่ของหออวิ๋นชุนถือดีว่ามีคนในราชสำนักหนุนหลัง แข็งข้อไม่ยอมก้มหัวให้พวกทหาร ทีนี้เป็นอย่างไรเล่า ถูกฆ่าล้างบางทั้งหอ! ตอนนี้สัญญาเช่าของหออวิ๋นชุนยังไม่หมด พอถึงปีหน้า สัญญาหมดเมื่อไร ป้ายชื่อหอนั่นก็คงต้องรื้อลงมาแล้ว!”

“ซุ่นอ๋องมิได้ควบคุมดูแลทหารเลยหรือ”

“จะไม่คุมได้อย่างไร ถ้าไม่คุมไว้บ้าง ราษฎรในฉางจิงจะยังเหลืออยู่อีกกี่คนเชียว” เจ้าของร้านประชดประชัน “จะโทษก็ต้องโทษเถ้าแก่ที่นิสัยแข็งกร้าวเกินไป ถ้าโอนอ่อนเสียหน่อย ก็คงรักษาชีวิตไว้ได้แล้ว”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”

เจ้าของร้านโบกมือไปมาพลางหรี่ตาลง

นักพรตหนุ่มมิได้กล่าวอะไรต่อ เขาหันหลังแล้วออกเดินต่อ

ม้าขนแดงยังคงติดตามไปอย่างเงียบเชียบ เสียงกีบเท้ากระทบพื้นดังกุบกับ พร้อมกับเสียงกระดิ่งม้าที่สั่นไหว

เมื่อพิศดูฉางจิงให้ดี ก็พบข้อแตกต่างเพิ่มขึ้นอีก

นครหลวงแห่งนี้ดูเหมือนจะเริ่มไร้ระเบียบขึ้นเล็กน้อย

แต่เดิมแม้บนถนนจะดูวุ่นวายด้วยซุ้มประตูและป้ายร้านค้าต่างๆ ทว่าทุกอย่างก็ถูกจำกัดอยู่ในขอบเขตที่เป็นระเบียบเรียบร้อย ให้กลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งถนนหนทางโดยรวมก็สะอาดสะอ้าน ทุกร้านรวงต้องรับผิดชอบความสะอาดหน้าบ้านตนเอง บนถนนห้ามมิให้ควบม้า การซื้อขายก็เป็นไปอย่างเที่ยงธรรม สะท้อนถึงการควบคุมที่เข้มงวดของทางการ

ทว่ายามนี้ แม้ซุ้มประตูและป้ายร้านจะยังคงอยู่ แต่บนถนนกลับมีมูลวัวมูลม้าเกลื่อนกลาดอย่างเห็นได้ชัด

บางครั้งในตรอกเล็กๆ ก็มีคนควบม้าผ่านไปมา สร้างความตื่นตกใจให้แก่คนเดินถนน

บางคราก็ได้ยินเสียงโต้เถียงทะเลาะวิวาท

ซ่งโหยวมิได้เอ่ยคำใด เขาเดินทะลุผ่านเมืองไปอย่างเงียบๆ จากย่านตะวันออกสู่ย่านตะวันตก เดินกลับไปยังถนนต้นหลิวตามความทรงจำ

นับว่ายังเป็นโชคดีที่อาคารหลังเล็กหลังนั้นยังคงอยู่

เมื่อเทียบกับเมืองฝั่งตะวันออกแล้ว ฝั่งตะวันตกได้รับความเสียน้อยกว่ามาก บางทีพวกทหารเหล่านั้นอาจจะรู้ดีว่าทรัพย์สินในฝั่งตะวันตกนั้นเทียบไม่ได้เลยกับฝั่งตะวันออก จะมีก็เพียงตลาดเมืองฝั่งตะวันตกเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบหนัก

ปล่อยให้กองทัพปล้นสะดมเมืองหลวงของตนเอง…

ซุ่นอ๋องผู้นี้ช่างทำไปได้จริงๆ

ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางเดินไปที่หน้าตึกหลังเล็ก เห็นกุญแจยังคงคล้องอยู่ที่ประตู จึงหยิบลูกกุญแจออกมาจากส่วนลึกของย่าม

แก๊ก…

แม่กุญแจทองแดงถูกเปิดออกตามแรง

เอี๊ยด…

เมื่อผลักประตูเข้าไป กลิ่นฝุ่นก็เตะจมูกทันที

บนพื้นและโต๊ะเก้าอี้ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนาเตอะ ยามที่แสงแดดสาดส่องเข้ามา ฝุ่นละอองก็ฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศ

เขาวางสัมภาระลงจากหลังม้า แล้วเปิดประตูทุกบานออกกว้าง ทว่าซ่งโหยวยังไม่รีบร้อนทำความสะอาดบ้าน เขาหยิบม้านั่งตัวเล็กมาตัวหนึ่ง ปัดฝุ่นออกจนสะอาด แล้วนั่งลงที่หน้าประตู รับแสงแดดที่หาได้ยากในฤดูใบไม้ร่วง พลางเฝ้ามองผู้คนสัญจรไปมาบนท้องถนน

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น ในฐานะเมืองหลวงของอาณาจักร ฉางจิงย่อมมีความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนและลึกซึ้งยิ่งกว่าที่ตาเปล่าจะเห็นได้ ต้องใช้ใจสัมผัสให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ดั่งเช่นพลังวิญญาณของขุนเขาและสายน้ำ หรือความลี้ลับของฟ้าดิน

“คุณชายซ่ง!”

“ท่านสบายดีหรือไม่”

“คุณชายซ่งกลับมาแล้วหรือ”

“กลับมาแล้ว”

“ท่านกลับมาเมื่อไรกัน”

“เพิ่งมาถึงน่ะ”

“ช่างโชคดีนักที่หลบเลี่ยงภัยพิบัติมาได้พอดี…”

“นั่นสินะ”

เพื่อนบ้านและผู้คนแถวนั้นที่ยังจำหน้าเขาได้ ต่างพากันเข้ามาทักทาย

แม้ซ่งโหยวจะนั่งอยู่เฉยๆ แต่เขาก็ขานตอบทุกคนอย่างกระตือรือร้น

จนกระทั่งมีไอความร้อนลอยกรุ่นมาจากร้านฝั่งตรงข้าม พร้อมกับกลิ่นหอมหวล

ซ่งโหยวทอดสายตามองไป เห็นร้านเล็กๆ ที่คุ้นเคยและเจ้าของร้านที่คุ้นหน้า หลังจากขบคิดครู่หนึ่งเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปมองด้านหลัง

ในระหว่างที่เขานั่งเหม่ออยู่นั้น ภูตน้อยทั้งสองได้กลายร่างเป็นมนุษย์แล้ว คนหนึ่งใช้คาถาเป่าลมพัดเอาฝุ่นผงออกจากบ้าน ส่วนอีกคนก็หยิบไม้กวาดมาทำความสะอาดพื้นจนเอี่ยมอ่อง พร้อมกับยกลังข้าวของออกมา ยามนี้ตัวหนึ่งกำลังถือถังไม้ตั้งใจจะไปตักน้ำ ส่วนอีกตัวก็หยิบผ้าขี้ริ้วออกมา เตรียมจะเช็ดถูภายในบ้านอย่างละเอียดอีกรอบ

“พวกเจ้าสองคนน่ะ อย่าขยันเกินไปนักเลย”

ซ่งโหยวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจพลางห้ามปรามพวกเขา

“ว่างๆ ก็หาอะไรทำไปนั่นแล…”

“ส่วนท่านน่ะ อย่าขี้เกียจเกินไปนักเลย!”

“…” ซ่งโหยวคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับพวกเขา เขาละสายตากลับมามองข้างนอกแล้วเอ่ยว่า “มืดค่ำแล้ว ได้เวลาอาหารเย็นแล้วละ ไปกินโจ๊กหมูสับที่ร้านฝั่งตรงข้ามกันเถอะ”

“เดี๋ยวฟ้าก็จะมืดแล้วนะ!”

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรีบกินหน่อยแล้วละ”

ซ่งโหยวก้าวเดินออกไปแล้ว

เมื่อเห็นดังนั้น ร่างหนึ่งสูงหนึ่งต่ำทั้งสองก็ได้แต่ยอมวางข้าวของในมือลง แล้วเดินตามเขาไป

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 493 หวนคืนฉางจิงเป็นคราสุดท้าย"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย