ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 492 ราชวงศ์ถัดไปจะใช้แซ่อะไร
บทที่ 492 ราชวงศ์ถัดไปจะใช้แซ่อะไร
………………..
“ได้ยินข่าวหรือยัง เฉินจื่ออี้ตีฝ่าเข้าฉางจิงได้แล้ว ซุ่นอ๋องไม่ยอมจำนน ปลิดชีพตนเองเหนือเก้าอี้มังกรในตำหนักไท่ผิง เฉินจื่ออี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ยามนี้ส่งจดหมายไปยังอี้โจวเพื่อเชิญรัชทายาทและฮ่องเต้กลับวังหลวงแล้ว”
“อย่างนั้นหรือ”
ซ่งโหยวยังคงก้าวเดินไม่หยุด พลางสบตากับจิ้งจอก
เพียงคำพูดไม่กี่ประโยค กลับเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อกระแสอำนาจของใต้หล้าอย่างใหญ่หลวง
หากยามนี้เขาไปถึงฉางจิงแล้ว แม้จะอยู่เพียงบนยอดเขาฉางซานนอกเมือง มองดูสงครามชิงนครหลวงจากที่ไกลๆ ความรู้สึกคงจะชัดแจ้งกว่านี้ ทว่ายามนี้กลับได้ฟังจากปากสุนัขจิ้งจอกที่เกิดจากฟ้าดินและเชี่ยวชาญในวิถีลี้ลับ น้ำเสียงของมันราบเรียบประหนึ่งคุยเรื่องสัพเพเหระ ราวกับกำลังอ่านจากพงศาวดารเล่มหนึ่ง ข้อความสั้นๆ ที่ดูไม่สลักสำคัญนี้ กลับเป็นจุดเปลี่ยนอันถาโถมในกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์
“ใช่แล้ว”
จิ้งจอกเหลียวหน้ามองพวกเขาตาไม่กะพริบ ทว่ากลับหลบหลีกกิ่งไม้และขวากหนามเบื้องหน้าได้อย่างแม่นยำ มันกระโดดข้ามโขดหินที่ขวางทางพลางเอ่ยต่อ “ซุ่นอ๋องผู้นั้นมีสง่าราศีของอดีตฮ่องเต้อยู่ไม่น้อย อ้อ จริงสิ ฮ่องเต้ก็สิ้นพระชนม์ระหว่างทางแล้ว สิ้นใจไปเอง ตายมาได้หลายวันแล้ว เช่นนี้ใต้หล้าย่อมยืดเวลาความโกลาหลออกไปได้อีกสักสิบกว่าปี”
“เพียงสิบกว่าปีหรือ”
“ข้าบอกเรื่องนี้แก่เจ้าแล้ว เจ้าก็ต้องบอกเรื่องนั้นแก่ข้าบ้าง! เรามาแลกเปลี่ยนกัน! แลกเปลี่ยน! เป็นอย่างไร”
“เรื่องไหนเล่า”
ซ่งโหยวยังคงถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
เจ้าแมวสามสีข้างกายกลับเอาแต่จ้องจิ้งจอกเขม็ง จ้องทั้งดวงตาและอุ้งเท้าของมัน พลางทำหน้าครุ่นคิด นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดมันถึงไม่มองทางเลยแต่กลับไม่เดินชนอะไรสักอย่าง
“ก็เรื่องที่เคยคุยกันก่อนหน้านี้ไง!”
“ข้ากล้าเอ่ย แล้วท่านกล้าฟังหรือไม่”
“กล้าฟังสิ!”
“…”
ซ่งโหยวมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับ “ได้ยินว่าจิ้งจอกวายุเกิดมาเพียงหนึ่งเดียว ในแต่ละยุคจะมีเพียงตัวเดียวเท่านั้น เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ”
“ย่อมเป็นเรื่องจริง มีเพียงตัวเดียวเท่านั้น”
“จิ้งจอกวายุตัวก่อนมีอายุยืนยาวเพียงใด”
“สามร้อยปี”
“ตายอย่างไร”
“ปฐมกษัตริย์แห่งต้าเยี่ยนรวบรวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง ได้ยินว่ามีจิ้งจอกวายุเช่นนี้อยู่ จึงตามหาผู้มีวิชามาลากตัวมันออกมาแล้วเผาทิ้งเสีย”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ ว่าตัวเจ้าเองจะอายุยืนได้กี่ปี”
“อย่าขู่ข้าสิ!”
จิ้งจอกวายุหาได้หวาดกลัวไม่ มันยิ้มร่าพลางว่า “ความยาวสั้นของชีวิตมิได้อยู่ที่จำนวนปี เทพเจ้าบนสรวงสวรรค์มีนับหมื่น บนพื้นพิภพก็ไม่รู้ว่ามีอีกเท่าใด พวกที่ยอมอยู่อย่างอดสูเพื่อรักษาชีวิตมีมากเกินไป จะมีสักกี่รายที่เทียบได้กับผู้สืบทอดอารามฝูหลงในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สิบปี รีบบอกข้ามาเถิด ข้าจะพูดเฉพาะสิ่งที่ข้าคำนวณได้เองเท่านั้น ไม่พูดเรื่องที่คนอื่นบอกมา”
“…”
ซ่งโหยวละสายตาลง นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะมองไปยังหนทางข้างหน้า น้ำเสียงยังคงราบเรียบ “เทพผู้กุมอำนาจบนสรวงสวรรค์ประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ท่านพอจะรู้หรือไม่”
“รู้สิ รู้สิ”
“เรื่องราวของคนรุ่นหนึ่ง ก็ควรจบลงในรุ่นนั้น ในเมื่อในพริบตาข้ามาประสบพบเจอเข้าพอดี ก็จะไม่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอีก” ซ่งโหยวหยุดชะงัก “ท่านผู้รอบรู้ทั้งดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ มีคำแนะนำใดจะมอบให้ข้าบ้างไหม”
“เรื่องนี้ท่านนักพรตฝูหยางก็เคยทำ!”
“คล้ายคลึงกัน…”
“ไม่ใช่เรื่องนี้!”
“ข้าทายว่า…”
จิ้งจอกประหลาดกระโดดตัวเบาข้ามพุ่มหนาม โดยที่สายตามิได้ละไปจากนักพรตหนุ่มเลยแม้แต่น้อย “ท่านรู้สึกว่าเหล่าเทพเจ้าคอยเหนี่ยวรั้งโลกมนุษย์ไว้ จึงคิดจะจัดการเทพเจ้าอย่างนั้นหรือ”
“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น”
“ก็เหมือนในยุคบรรพกาล เทพเจ้าเหล่านั้นเอาแต่ใจและมักจะก้าวก่ายเรื่องบนโลก บังคับให้มนุษย์ต้องใช้ชีวิตคนสังเวยเซ่นสรวง นั่นคือการเหนี่ยวรั้งโลกมนุษย์ไว้ เทพเจ้าในยามนี้แม้จะไม่กินคนแล้ว เปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ก็ยังคงพันธนาการผู้คนบนโลกไว้อยู่ดี” จิ้งจอกประหลาดกล่าว “ใช่หรือไม่เล่า”
“ท่านคาดเดาเก่งเพียงนี้เชียวหรือ”
“ข้ารอบรู้ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หยั่งรู้ลึกไปถึงอดีต และล่วงรู้ถึงอนาคต นอกจากเรื่องของตนเองแล้ว เรื่องอื่นข้าล้วนรู้แจ้ง” จิ้งจอกพูดพลางหยุดจังหวะ “หากมีเรื่องใดที่ข้าไม่รู้ ข้าจะรู้สึกคันยิบๆ ไปทั้งตัวเหมือนมีเห็บหมัดไต่ มันอึดอัดจนแทบตายเลยล่ะ”
เจ้าแมวน้อยที่แทบเท้าของนักพรตกระดิกหูยิบๆ
คำเปรียบเปรยของจิ้งจอกทำให้นางรู้สึกเข้าถึงอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม
“ท่านรีบไปเสียเถิด”
“ท่านบอกมาก่อนว่าใช่หรือไม่ใช่ บอกแล้วข้าจะไปทันที!” จิ้งจอกประหลาดเสริมต่อ “เพื่อเป็นการชดเชย ข้าจะบอกความลับแก่อีกเรื่องหนึ่ง”
“ใช่”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าฮ่องเต้ราชวงศ์ถัดไปจะใช้แซ่อะไร”
“…”
“แซ่เฉิน! ฮ่าๆๆ!”
จิ้งจอกประหลาดแหงนหน้าหัวเราะร่า เสียงหัวเราะนั้นแหลมเล็กบาดหู
ในขุนเขาพลันเกิดลมพัดแรงจนแมกไม้สั่นไหว เพียงพริบตาเดียวจิ้งจอกประหลาดก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
แมวสามสีรีบเหลียวหน้าเหลียวหลังมองหาที่มาที่ไปของมันอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนซ่งโหยวยังคงเดินหน้าต่อไปพลางครุ่นคิดเงียบๆ
ในความทรงจำปรากฏภาพขององค์ชายสองพระองค์ขึ้นมา
เขาเคยพบเห็นองค์ชายทั้งสองมาก่อน
ในตอนนั้นเขาเพิ่งกลับมาจากภูเขาเป่ยฉิน ผ่านตลาดมืด และได้พบกับพวกเขานอกเมืองฉางจิงโดยบังเอิญ ยามนั้นทั้งสองยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้มีสง่าราศี มีแม่ทัพเฉินคอยเคียงข้าง ทั้งคู่ต่างจ้องมองนักพรตริมทางด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้ในใจจะมีความคิดต่างกันไปบ้าง แต่ก็ยังปรองดองกันดี
นั่นเป็นเรื่องราวเมื่อหกปีก่อนแล้ว
ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มทั้งสองในยามนี้จะเปลี่ยนไปเป็นเช่นไร
ณ เมืองอี้ตู จวนเจ้าเมือง
บัดนี้สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นที่พำนักขององค์รัชทายาท ทั้งยังเป็นตำหนักชั่วคราวที่องค์รัชทายาทและ ‘ฝ่าบาท’ ใช้ส่งจดหมายลับและราชโองการไปยังดินแดนต่างๆ
องค์รัชทายาทหาได้มีความเด็ดเดี่ยวเฉกเช่นพระบิดาไม่ หลังจากถูกพระเชษฐาขับไล่ออกจากฉางจิงจนต้องหลบหนีมาถึงที่นี่ แม้จะมีแคว้นทางตะวันตกเฉียงใต้คอยโอบอุ้ม มีกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋นคอยสนับสนุน และหัวเมืองชายแดนส่งเสียงให้กำลังใจ ทว่าแสนยานุภาพกลับอ่อนด้อยกว่าพระเชษฐาอย่างเห็นได้ชัด ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่ความอ่อนโยนสง่างามในยามปกติก็มลายหายไปสิ้น ทรงแสดงท่าทีตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก ราวกับลูกสัตว์ที่กำลังเสียขวัญ
ยังโชคดีที่ข้างกายยังมีอัครมหาเสนาบดี และยังมียอดคนคอยชี้แนะ
ยามนี้องค์รัชทายาทประทับนั่งพิงผนังห้อง ดวงตาเหม่อลอยจับจ้องไปเบื้องหน้า หากถามว่าเบื้องหน้ามีสิ่งใด แท้จริงแล้วหาได้สำคัญไม่ เพราะพระองค์มิได้มองสิ่งใดเลย ในพระทัยเอาแต่คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
องค์รัชทายาทสะดุ้งสุดตัว จนพระวรกายสั่นเทิ้ม
“ใคร”
“ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมเอง เมี่ยวหวาจื่อ”
“เชิญท่านนักพรตเข้ามา”
ประตูใหญ่ถูกผลักเปิดออกทันที
นักพรตผู้หนึ่งอายุราวสามสิบเศษเดินเข้ามา ก่อนจะน้อมคำนับ “ถวายบังคมพะยะค่ะ องค์รัชทายาท”
“ท่านนักพรตมิต้องมากพิธี…”
“ดูจากท่าทางของพระองค์แล้ว เมื่อคืนคงจะบรรทมไม่สนิทกระมัง”
“มิใช่เพียงเมื่อคืนหรอก…”
องค์รัชทายาทส่ายพระพักตร์ ก่อนจะยืดตัวตรงแล้วถามด้วยความประหม่า “ท่านนักพรตมาเยี่ยมเยียนแต่เช้าตรู่ มีข่าวคราวอันใดหรือไม่”
ในพระทัยทั้งคาดหวังและหวาดกลัว
ทรงอยากได้ยินข่าวดี แต่ก็กลัวจะได้ยินข่าวร้าย
“มีข่าวดีเรื่องหนึ่ง และข่าวร้ายอีกเรื่องหนึ่งพะยะค่ะ” เมี่ยวหวาจื่อมีสีหน้าสงบนิ่งประหนึ่งราชครูในอดีต “พระองค์ปรารถนาจะฟังข่าวใดก่อน”
“ท่านนักพรตอย่าได้เล่นตัวนักเลย” สุรเสียงขององค์รัชทายาทสั่นเครือด้วยความร้อนรน
“ข่าวร้ายก็คือ จนถึงบัดนี้ยังไม่ทราบร่องรอยของฝ่าบาท กระหม่อมพินิจดูดวงดาวบนท้องนภา เห็นดาวจักรพรรดิไร้แสงกะทันหัน เกรงว่าฝ่าบาทจะทรงประสบเคราะห์กรรมเสียแล้ว ยามนี้เจ้าเมืองอี้โจวก็เร่งรัดมาเหลือเกิน ปรารถนาจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทให้ได้” เมี่ยวหวาจื่อกล่าวพลางลอบสังเกตสีหน้าขององค์รัชทายาท ซึ่งดูสงบนิ่งจนเขารู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ “แต่พระองค์อย่าได้กังวลไป หากได้ยินข่าวดีนี้ รับรองว่าจะทรงพระเกษมสำราญยิ่งนัก”
“ข่าวดีอันใด”
“เป็นดังที่กระหม่อมเคยทูลไว้ เฉินจื่ออี้รับราชโองการเรียกตัว นำทัพลงใต้รุดหน้ามาอย่างรวดเร็ว แม่ทัพรักษาด่านต่างเปิดทางให้โดยง่าย อีกทั้งยังตีทัพกองกำลังรักษาพระองค์หลายหมื่นนายภายใต้การนำของหลี่เฉิงเฮ่าที่นอกเมืองฉางจิงจนแตกพ่าย บัดนี้ตีเมืองฉางจิงแตกแล้ว ซุ่นอ๋องปลิดชีพตนเองในวังหลวง แม่ทัพเฉินจื่ออี้ส่งจดหมายมาเพื่อเชิญรัชทายาทกลับคืนสู่ความชอบธรรม พระองค์ทรงกลับฉางจิงได้แล้วพะยะค่ะ”
“จริงหรือ”
องค์รัชทายาทผุดลุกขึ้นประทับนั่งตัวตรงทันที
“หลังจากพระองค์เสด็จกลับฉางจิงแล้ว ก็คือเจ้าแผ่นดิน กระหม่อมย่อมมิกล้าบังอาจเพ็ดทูลเท็จพะยะค่ะ” เมี่ยวหวาจื่อกล่าว “กระหม่อมทูลไว้แล้วว่าอย่าได้ตระหนก เพียงพักผ่อนให้เพียงพอก็พอ”
“ท่านนักพรตช่างคำนวณได้แม่นยำดั่งเทพเซียน!” องค์รัชทายาททรงดีพระทัยยิ่งนัก “เกรงว่าแม้แต่อาจารย์ของท่านยามยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมิอาจเทียบได้!”
“ท่านอาจารย์เป็นถึงราชครู ค้ำจุนบ้านเมือง ทั้งยังช่วยฝ่าบาทสร้างยุคเข็ญให้รุ่งเรือง กระหม่อมมิกล้าอาจเอื้อมไปเปรียบเปรย”
“หากเรากลับถึงฉางจิง หากเราได้ขึ้นสู่บัลลังก์…” องค์รัชทายาทเบิกพระเนตรกว้าง ตรัสสัญญาโดยไม่ลังเล “ท่านนักพรตจะได้เป็นราชครูคนใหม่!”
“ถ้าเช่นนั้น ขอบพระทัยฝ่าบาทพะยะค่ะ”
“ท่านนักพรต! ระวังคำพูดด้วย!”
“…”
เมี่ยวหวาจื่อยังคงสังเกตสีหน้าขององค์รัชทายาท เห็นว่าพระองค์มิได้ใส่ใจถึงความเกรียงไกรของเฉินจื่ออี้ที่นำทัพลงใต้เลย เขาจึงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “จะว่าไปแล้ว จริงๆ กระหม่อมยังมีข่าวที่ร้ายยิ่งกว่า และข่าวที่ดีกว่ามาทูลต่อพระองค์อีกพะยะค่ะ”
“ท่านนักพรตเชิญว่ามา!”
“…”
เมี่ยวหวาจื่อเหลียวมองซ้ายขวา ก่อนจะเดินออกไปบอกให้ทหารยามหน้าประตูถอยออกไปไกลๆ แล้วจึงเดินกลับเข้ามา
“เมื่อครู่กระหม่อมทูลว่า เฉินจื่ออี้ลงใต้ผ่านถึงสามด่านกว่าจะถึงอั๋งโจว ทว่าแม่ทัพชายแดนกลับไม่มีใครกล้าขัดขวาง นอกเมืองฉางจิงเขานำทหารม้าเหล็กเพียงหนึ่งหมื่นเข้าปะทะกับกองกำลังรักษาพระองค์สี่หมื่นจนแตกพ่ายในคราเดียว บารมีของคนผู้นี้ช่างยากจะหาใครเปรียบ” เมี่ยวหวาจื่อชะงักไปครู่หนึ่ง “เมื่อคืนกระหม่อมทุ่มเทแรงกายแรงใจ ยอมสละอายุขัยถึงสิบปี เพื่อแลกกับโอกาสในการสนทนากับ ‘จิ้งจอกวายุ’ ในความฝัน เพื่อถามถึงอนาคตเบื้องหน้า…”
“จิ้งจอกวายุหรือ”
“คือสัตว์เทพแห่งฟ้าดิน เป็นอมตะนิรันดร์ หยั่งรู้อดีต ล่วงรู้อนาคต เมื่อปลายรัชสมัยก่อน จิ้งจอกวายุเคยปรากฏกายเพื่อพยากรณ์ว่าปฐมกษัตริย์จะสถาปนาราชวงศ์ใหม่ ซึ่งภายหลังปฐมกษัตริย์ก็ทรงขึ้นเป็นมังกรจริงๆ หลังจากขึ้นครองราชย์ยังเคยส่งคนตามล่าจิ้งจอกวายุเพื่อสังหารเสีย ยามนี้จิ้งจอกวายุปรากฏกายอีกครั้ง ดูท่าครานั้นคงจะไม่สำเร็จพะยะค่ะ” เมี่ยวหวาจื่อกล่าวต่อ “จิ้งจอกวายุบอกกระหม่อมว่า ผู้ที่จะสถาปนาราชวงศ์ใหม่คนต่อไป…แซ่เฉิน”
“แซ่เฉิน”
องค์รัชทายาทพลันพระพักตร์ถอดสีด้วยความตกพระทัย
“พระองค์อย่าได้กังวล เพียงแต่บอกว่าแซ่เฉิน มิได้หมายความว่าต้องเป็นเฉินจื่ออี้เสมอไปพะยะค่ะ” เมี่ยวหวาจื่อปลอบ “อีกทั้งยามนี้ต้าเยี่ยนยังครองใจราษฎร เฉินจื่ออี้เองก็มีความจงรักภักดีอย่างยิ่ง เขาคงไม่คิดกบฏ และต่อให้เขากบฏ ทหารใต้บังคับบัญชาก็ใช่ว่าจะยอมติดตาม หรือราษฎรทั่วหล้าจะยอมรับ”
“แล้ว…ข่าวดีเล่า”
“ข่าวดีก็คือ…” เมี่ยวหวาจื่อหยุดจังหวะ “ได้ยินว่าในยามที่เฉินจื่ออี้ตีเมืองฉางจิง เขาได้บุกไปถึงแนวหน้า จนถูกเกาทัณฑ์ยิงเข้าจุดสำคัญ ได้รับบาดเจ็บสาหัสยิ่งนัก คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานพะยะค่ะ”
“เรื่องนี้…”
องค์รัชทายาทกลอกพระเนตรไปมาพลางสงสัย “จะเป็นเรื่องเท็จหรือไม่”
“ฮ่าๆๆ…”
เมี่ยวหวาจื่อแหงนหน้าหัวเราะร่า ก่อนจะตอบว่า “พระองค์คงหวาดระแวงมานานเกินไป จนกลายเป็นนกที่ตกใจเพียงเพราะเสียงธนูเสียแล้ว!”
“ท่านนักพรตหมายความว่า…”
“คนอย่างเฉินจื่ออี้ หากคิดจะไม่ซื่อจริง คงไม่ทำในยามนี้ และต่อให้คิดทำในยามนี้ ก็คงไม่ใช้วิธีเช่นนี้พะยะค่ะ” เหมี่ยวหวาจื่อยิ้ม “อีกทั้งกระหม่อมได้เสี่ยงทายดูแล้ว เรื่องนี้น่าจะเป็นความจริงมิใช่เรื่องเท็จ ฝ่าบาทโปรดเสด็จกลับฉางจิงอย่างสบายพระทัยเถิด เพียงแต่มองการณ์ไกลไปข้างหน้า และระแวดระวังเรื่องอื่นก็พอ”
“มองการณ์ไกลไปข้างหน้า…”
องค์รัชทายาทพึมพำกับพระองค์เองพลางขบคิดอย่างละเอียด
ทว่าไม่นานนัก พระองค์ก็สลัดเรื่องเหล่านั้นทิ้งไป และจมดิ่งอยู่กับความปิติยินดีที่จะได้เสด็จกลับคืนสู่ฉางจิง
………………..