Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 491 กระแสธารใต้หล้าข้างทางหลวง

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 491 กระแสธารใต้หล้าข้างทางหลวง
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 491 กระแสธารใต้หล้าข้างทางหลวง

………………..

เจ้าแมวน้อยก้าวยาวตามหลังนักพรตหนุ่มไป พลางเหลียวหลังกลับไปมองกองทัพทั้งสองกลุ่มที่ค่อยๆ ห่างออกไปในขุนเขาเป็นระยะ แล้วจึงหันกลับมามองนักพรตข้างกาย

“คนเมื่อครู่นี้คือฮ่องเต้หรือ”

แมวสามสีมีสีหน้าเซ่อซ่าและฉงนสงสัย นางเอ่ยถามคำถามที่คล้ายคลึงกับคืนแรกหลังจากที่นางได้พบกับฮ่องเต้เป็นครั้งแรก

ด้วยสติปัญญาและสมองของนาง ดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงเช่นนี้ได้

ซ่งโหยวย่อมระลึกถึงค่ำคืนนั้นได้เช่นกัน

ในงานเลี้ยงน้ำชาที่วังหลวงคืนนั้น ฮ่องเต้ประทับอยู่บนที่สูง ทรงทะนงตนเสียจนไม่เห็นหัวผู้ใด แม้แต่ฟ้าดินก็ยังไม่อยู่ในสายตา ราวกับเป็นเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ สร้างความตื่นตะลึงให้แก่เจ้าแมวน้อยอย่างยิ่ง

ซ่งโหยวจึงตอบนางไปตามที่เคยตอบในคืนนั้นว่า

“ใช่แล้ว เขาคือฮ่องเต้”

ทำไมฮ่องเต้ถึงไม่เก่งแล้วเล่า”

“ตัวฮ่องเต้เองนั้นไม่ได้เก่งกาจหรอก สิ่งที่เก่งกาจคือการยอมรับและการสวามิภักดิ์ของคนทั้งใต้หล้าต่างหาก” ซ่งโหยวค้ำไม้เท้าไผ่ ทุกย่างก้าวที่เดินไปในขุนเขาล้วนปลุกพรายฝุ่นให้คละคลุ้ง เขาไม่ได้หันไปมองเบื้องหลัง เพียงก้มลงสบตาแมวน้อย สบประสานกับดวงตาที่ใสกระจ่างดุจอำพันซึ่งเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ แล้วตอบอย่างอดทนว่า “เพียงแต่ฮ่องเต้บางคนอาศัยตนเองก็สามารถได้รับความเลื่อมใสจากคนทั้งใต้หล้า แต่ฮ่องเต้บางคนกลับต้องอาศัยบารมีของบรรพบุรุษ”

“อืม…”

“ฮ่องเต้ก็เหมือนเทพเจ้า ต้องมีคุณธรรมและศรัทธา ต้องรักใต้หล้าและราษฎร จึงจะได้ใจคน” ซ่งโหยวกล่าวต่อ “หากฮ่องเต้เสียสิ้นซึ่งศรัทธาจากราษฎร ใต้หล้าไม่ยอมรับไม่ติดตามเขาแล้ว ย่อมกลับกลายเป็นเพียงชายชราธรรมดาผู้หนึ่ง ดังเช่นที่แม่นางสามสีเห็นอยู่นี้”

“อืม…”

เจ้าแมวเดินซอยเท้าถี่ๆ พลางเอียงคอจ้องมองนักพรตหนุ่มอยู่อย่างนั้น

จนกระทั่งเดินชนเข้ากับก้อนหินริมทาง นางถึงได้หยุดกะทันหัน แต่ก็หาได้ใส่ใจไม่ นางกระโดดข้ามหินก้อนนั้นแล้วเดินหน้าต่อทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่ายังคงเหลียวหน้ามาจ้องนักพรตพลางครุ่นคิด

นักพรตหนุ่มกวัดแกว่งไม้เท้าไผ่ในมือตามอำเภอใจ ก้อนหินนั้นก็ปลิวหวือลงไปข้างทางทันที

“แม่นางสามสี มองทางด้วย”

“นักพรต เจ้าว่า”

“แม่นางสามสีมีความเห็นอันใดอีกหรือ”

“หอยโข่งในนา กินได้หรือไม่”

“…”

“หอยในนา กินได้หรือไม่”

“…” ซ่งโหยวส่ายหน้า ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มออกมา “แม่นางสามสีช่างมีจิตใจที่บรรเจิดนัก”

“สรุปว่ากินได้ไหม”

“สิ่งนั้นเรียกว่าหอยขม”

“แล้วกินได้ไหม”

“ย่อมได้แน่นอน”

“แม่นางสามสีเห็นมีตั้งหลายตัว…”

นักพรตและแมวสามสีเดินไกลออกไปทุกที จนแม้จะมีพลทหารอยู่ข้างหลังมากมายเพียงใดก็มองไม่เห็นอีกแล้ว รอยเท้ามากล้นบนถนนหลวงที่ถูกม้าศึกเหยียบย่ำและฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย ดูเหมือนเขาจะไม่แยแสแม้แต่น้อย

เขาเดินมุ่งหน้าต่อไปจนเข้าสู่เขตลั่วโจว

ยิ่งขยับเข้าใกล้ฉางจิงมากเท่าใด กระแสข่าวลือก็ยิ่งหนาหู

ซ่งโหยวพอจะประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันได้เลือนลาง

ซุ่นอ๋องยึดครองฉางจิงไว้ได้ แต่ก็ยังไม่รีบร้อนตั้งตนเป็นฮ่องเต้ เดิมทีฉางจิงและมณฑลรอบๆ อย่าง อั๋งโจว จิ้งโจว กวงโจว ลั่วโจว และเฟิงโจว เป็นที่ตั้งของกองกำลังรักษาพระองค์เพื่ออารักขานครหลวงและพิทักษ์ใจกลางแคว้นต้าเยี่ยน ส่วนใหญ่ล้วนยอมฟังคำสั่งของซุ่นอ๋อง ส่วนน้อยที่ไม่พอใจหรือไม่ยินยอม ก็ถูกปราบปรามไปเกือบหมดสิ้น

ส่วนรัชทายาทลี้ภัยไปยังอี้โจว ได้รับการสนับสนุนจากขุนนางและทหารในแคว้นทางตะวันตกเฉียงใต้อย่าง อี้โจว สวี่โจว และอวิ๋นโจว จนสามารถรวบรวมไพร่พลได้หลายหมื่นนาย

นอกจากนี้ บรรดาแคว้นที่อยู่ห่างไกลจากฉางจิงออกไป ดูเหมือนขุนนางและแม่ทัพส่วนใหญ่จะเต็มใจสนับสนุนรัชทายาทมากกว่า

ทั้งสองฝ่ายต่างเผชิญหน้ากันอยู่ไกลๆ มีการส่งจดหมายโต้ตอบกัน หากไม่กล่าวโทษกันไปมา ก็เป็นการเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายยอมจำนน สถานการณ์จึงติดหล่มหยุดชะงัก ทว่าก็มีการปะทะเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ภายในแคว้นต้าเยี่ยนยังมีตระกูลใหญ่เก่าแก่มากมายที่ฝังรากลึกมานานปี มีการสืบทอดที่ยาวนานและฐานอำนาจที่แน่นหนา เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ ตระกูลเหล่านี้ล้วนมีศักยภาพพอที่จะขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองอำนาจ หรือแม้แต่จะกลายเป็นมังกร ในยามนี้พวกเขายังคงนิ่งดูท่าทีอยู่

ทางใต้และตะวันตกเฉียงใต้ยังมีดินแดนอีกหลายแห่งที่แม้ภายนอกจะดูเหมือนสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักต้าเยี่ยน แต่แท้จริงแล้วมีการปกครองตนเองในระดับสูง อีกทั้งในทางวัฒนธรรมก็ยังไม่ได้หลอมรวมกับต้าเยี่ยนอย่างสิ้นเชิง ดินแดนเช่นนี้ ในยามโกลาหล หากไม่แยกตัวออกไป ก็มักจะสลัดพันธนาการจากราชสำนักส่วนกลางเพื่อตั้งตนเป็นใหญ่

ทว่าโชคดีที่ปัจจุบันแคว้นต้าเยี่ยนมีความเกรียงไกรอย่างไม่เคยมีมาก่อน ความรุ่งเรืองนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ดินแดน การทหาร หรือเศรษฐกิจ แต่รวมถึงวัฒนธรรมและความเชื่อมั่น

ความรุ่งเรืองนี้ซึมลึกเข้าไปในใจของผู้คน

แม้แต่ชาวบ้านที่อดอยากก็ยังมีความรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อคำว่าต้าเยี่ยนอย่างแรงกล้า แม้แต่ชาวต่างดินแดนที่อยู่ไกลออกไปหมื่นลี้ก็นังถวิลหาแคว้นต้าเยี่ยน ความรู้สึกเช่นนี้คือสิ่งที่ผู้ที่ไม่ได้เกิดมาในใจกลางโลกยากจะเข้าใจได้ แม้ว่าภายในประเทศนี้จะเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ซุกซ่อนอยู่นานแล้วก็ตาม

ประกอบกับความวุ่นวายในฉางจิงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ราษฎรจำนวนมากเมื่อได้ยินข่าว ในตอนแรกก็ไม่กล้าเชื่อ ต่อให้เชื่อว่าฉางจิงเกิดจลาจลจริง ก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะสั่นคลอนรากฐานของต้าเยี่ยนได้

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ในระยะเวลาอันสั้นย่อมยากที่จะมีผู้ใดพลิกคว่ำการปกครองของต้าเยี่ยนลงได้

หากใครริอ่านกบฏในยามนี้ ย่อมต้องตกเป็นเป้าโจมตีจากทุกสารทิศอย่างแน่นอน

วันแรกที่เข้าสู่เขตลั่วโจว

ซ่งโหยวนั่งพักอยู่ที่แผงขายน้ำชาข้างทาง

ตรงหน้ามีหม้อใบเล็ก ภายในต้มเนื้อหอยเป็นคำๆ มีขิงฝานสองแผ่นรองก้นหม้อ ซึ่งเขาขอมาจากเจ้าของร้านน้ำชา

ยามนี้เป็นช่วงที่หอยขมชุกชุมที่สุด เมื่อคืนที่พักแรมในป่าเขามีนาข้าวอยู่ใกล้ๆ พอซ่งโหยวตื่นขึ้นในตอนเช้า แม่นางสามสีก็ไปเก็บหอยขมมาให้กองพะเนินแล้ว

ซ่งโหยวนำไปลวกน้ำแล้วผัดง่ายๆ ก็ได้เนื้อหอยหอมกรุ่นเต็มหม้อ

เขาซื้อแป้งนึ่งมาสองสามชิ้น เพื่อเป็นการขอบคุณที่ให้ขิงมาโดยไม่คิดเงิน จากนั้นก็บิแป้งนึ่งสอดไส้เนื้อหอย กินไปพลางเงี่ยหูฟังเหล่านักเดินทางข้างกายสนทนาถึงเหตุการณ์เบื้องหน้า

มีบัณฑิตผู้หนึ่งดูเหมือนจะเพิ่งมาจากอั๋งโจว เล่าเรื่องราวได้อย่างออกรสออกชาติ จนแขกในร้านหลายคนต่างพากันล้อมวงฟัง

“ท่านแม่ทัพอู่อันโหวเคลื่อนทัพลงใต้แล้วหรือ”

“ข้าจะกล้าหลอกพี่เลี่ยวได้อย่างไร ธงสกุลเฉินแห่งจวนอู่อันโหวผืนใหญ่ออกปานนั้น ใครเล่าจะมองพลาดไปได้ เพียงแต่ในลู่โจวยังไม่มีข่าวแพร่ออกมาเท่านั้น หากไปถึงอั๋งโจวละก็ เรื่องนี้ย่อมเป็นที่รู้กันทั่วทุกหัวระแหง!”

“พี่หยวนรีบบอกมาเถิด! อู่อันโหวเคลื่อนทัพลงใต้ตั้งแต่เมื่อใด ตอนนี้ถึงที่ไหนแล้ว และลงใต้มาเพื่อสนับสนุนฝ่ายใดกันแน่”

“ได้ยินมาว่า…ข้าเองก็เพียงแต่ได้ยินมานะ ว่าอู่อันโหวรับราชโองการจากรัชทายาทและฝ่าบาทให้ลงใต้มาปราบจลาจล ทรงนำกองทหารม้าเหล็กแดนเหนือรุดหน้ามาอย่างรวดเร็วโดยไม่มีหยุดพัก ยามนี้ประชิดติดกำแพงเมืองฉางจิงแล้ว”

“เช่นนั้นก็ต้องช่วยรัชทายาทแน่แล้ว!”

“อู่อันโหวมาแล้ว! เช่นนี้สถานการณ์ต้องสงบลงแน่นอน!”

“สมกับเป็นท่านอู่อันโหวจริงๆ…”

บัณฑิตทั้งสี่ที่โต๊ะนั้น แม้ดูภายนอกจะอ่อนแออ้อนแอ้น ทว่ายามสนทนาเรื่องความเป็นไปของบ้านเมืองกลับใจกล้ากว่าพวกคนในยุทธภพเสียอีก

“ตามความเห็นของข้า เมื่ออู่อันโหวมาถึง ความวุ่นวายในฉางจิงย่อมถูกสยบ มิเช่นนั้นคงเสียชื่อและเสียบารมีที่ท่านสั่งสมมาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว” บัณฑิตนามหยวนกล่าวพลางส่ายหน้า ฉายแววเสียดายอยู่ลึกๆ “ทว่าน่าเสียดาย…อู่อันโหวกลับตกอยู่ในอันตรายเสียแล้ว…”

“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น”

“พี่หยวนหมายความว่า อู่อันโหวมีความชอบสูงส่งเกินไป ยามนี้ลงใต้มาปราบกบฏ ความดีความชอบอาจท่วมหัวจนสั่นคลอนบารมีนายเหนือหัว เกรงว่าจะเกิดภัยแก่ตนเองหรือ”

“แต่อู่อันโหวมาตามราชโองการของรัชทายาท มิได้เคลื่อนทัพโดยพลการ อีกทั้งการลงใต้ครั้งนี้ อู่อันโหวคงจะทำเหมือนครั้งก่อนที่เข้าเมืองหลวง คือทิ้งน้องชายแท้ๆ ให้ประจำการอยู่ที่ชายแดนภาคเหนือกระมัง นั่นคือกองทัพนับแสนเชียวนะ มีพวกเขาอยู่ ต่อให้เป็นฮ่องเต้พระองค์ก่อน ก็คงไม่กล้าแตะต้องอู่อันโหวหรอกมั้ง”

“พวกท่านยังไม่รู้อะไร…”

บัณฑิตนามหยวนค่อยๆ เอ่ยออกมา เมื่อนึกถึงข่าวที่ตนได้รับมา ก็ยังอดใจหายไม่ได้

“ได้ยินว่าอู่อันโหวลงใต้ครานี้ หากนับเฉพาะทหารม้าฝีมือดี ท่านนำมาเพียงหนึ่งหมื่นนายเท่านั้น ทว่าท่านนำทัพลงใต้จากเมืองหย่วนจื้อ ตัดผ่านแคว้นเหยียนโจว ผ่านด่านเฉ่าโถว เข้าแคว้นเหอโจว ผ่านด่านเป่ยเฟิงและด่านเจียซิ่ง ว่ากันว่าตลอดทางมิถูกขัดขวางแม้แต่น้อย แม่ทัพรักษาด่านพอมารู้ว่าเป็นท่าน ต่างก็พากันเปิดด่านให้ผ่านโดยสะดวก หนักเข้าถึงขั้นส่งทหารติดตามมารับใช้ด้วย เรื่องนี้พ่อค้าวานิชตามเส้นทางต่างเห็นมากับตา”

“นี่มัน…”

“จากพรมแดนเหนือถึงฉางจิง ระยะทางตั้งสามพันลี้ ใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น จนกระทั่งประชิดเมืองฉางจิงเพิ่งจะได้รบจริงจังเพียงศึกเดียว คือพื้นที่นอกแคว้นอั๋งโจวห่างออกไปสองร้อยลี้ เมื่อต้องปะทะกับการป้องกันของกองกำลังรักษาพระองค์จากอั๋งโจว จิ้งโจว และเฟิงโจว ภายใต้การนำของแม่ทัพหลี่เฉิงเฮ่า” บัณฑิตนามหยวนกวาดตามองทุกคน “พวกท่านรู้หรือไม่ว่าผลศึกนั้นเป็นอย่างไร”

“เป็นอย่างไรหรือ”

“กองกำลังเสินเวยแห่งอั๋งโจว กองกำลังหู่เวยแห่งจิ้งโจว และกองกำลังหลงเวยแห่งเฟิงโจว รวมกันแล้วสี่หมื่นกว่านาย ล้วนเป็นยอดทหารทั้งสิ้น” บัณฑิตนามหยวนกล่าว “ทว่าภายใต้กีบเท้าอาชาเหล็กเจิ้นเป่ย เพียงโจมตีคราเดียวก็แตกพ่ายยับเยิน”

ทุกคนที่ได้ฟังต่างเบิกตาโพลง

แม้จะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของอู่อันโหวมามาก ทว่าน้อยครั้งนักที่จะได้รับรู้ถึงความเกรียงไกรของท่านและกองทัพแดนเหนือได้อย่างชัดเจนเช่นนี้

“แล้วตอนนี้เล่า”

“ยามนี้อู่อันโหวนำทหารม้าล้อมฉางจิงไว้ กองหนุนจากเบื้องหลังก็เริ่มทยอยมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆ ทางบ้านเขียนจดหมายเรียกข้ากลับบ้านเกิด ข้าไม่กล้ารั้งอยู่ที่อั๋งโจวต่อเพราะกลัวภัยสงคราม จึงต้องรีบกลับมา เดิมทีตั้งใจว่าเมื่อถึงเมืองจะไปเยี่ยมเยียนพวกพี่ๆ เพื่อดื่มสุรากัน ไม่นึกเลยว่า…เฮ้อ ข้าผู้นี้มีดีอันใด ถึงทำให้พี่ๆ ทุกท่านลำบากมารับด้วยตนเองเช่นนี้”

“…”

มือขาวนวลข้างหนึ่งยื่นมาตรงหน้าซ่งโหยว แล้วหยิบแป้งนึ่งไปชิ้นหนึ่ง

ซ่งโหยวจำต้องละสายตาจากโต๊ะบัณฑิตกลุ่มนั้น มองตามมือน้อยๆ ไปยังแม่นางสามสีที่อยู่ตรงหน้า

เด็กหญิงตัวน้อยทำหน้าตาย หยิบแป้งนึ่งไปอย่างไม่สะทกสะท้านแม้จะถูกเขาจับได้ นางเพียงหลุบตามองแป้งนึ่งในมือเขาที่มีเนื้อหอยคีบอยู่ แล้วตั้งใจเลียนแบบท่าทางของเขา บิแป้งนึ่งออกเป็นสองส่วน ใส่เนื้อหอยไว้ตรงกลางแล้วกัดเข้าเต็มคำ

นางกินไปพลางเหลือบตามองเขาไปพลาง

“อร่อยไหม”

“อร่อยไหม”

“ข้าว่าอร่อยนะ”

“ข้าก็ว่าอร่อยเหมือนกัน”

“…”

ซ่งโหยวส่ายหน้าเบาๆ มิได้กล่าวอะไร

เมื่อกินแป้งนึ่งเสร็จและจัดแจงข้าวของเรียบร้อย ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อ

ยิ่งเข้าใกล้อั๋งโจว สองข้างทางก็ยิ่งดูรุ่งเรือง ทว่าก็ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายในฉางจิงมากขึ้นตามไปด้วย

เพียงแต่ข่าวเรื่องอู่อันโหวลงใต้มาปราบจลาจลได้แพร่กระจายไปทั่วแล้ว

บารมีของอู่อันโหวช่างน่าเกรงขามนัก

เพียงได้ยินว่าอู่อันโหวยกทัพลงใต้มาช่วยฮ่องเต้ ผู้คนนับไม่ถ้วนก็เชื่อโดยทันทีว่าใต้หล้าจะสงบสุข ดังนั้นจิตใจที่เพิ่งจะว้าวุ่นสับสนก็พลันสงบนิ่งลงทันใด

เดินทางต่อมาได้ไม่กี่วัน จนถึงช่วงที่เป็นป่าเขา

ริมทางพลันมีลมพัดวูบหนึ่ง

“เมี๊ยววว!!”

แมวสามสีเกือบจะขนลุกพองอีกครั้ง นางกระโดดตัวลอยอยู่กับที่

เห็นเพียงในป่าละเมาะข้างทางหลวง มีจิ้งจอกประหลาดตัวหนึ่งปรากฏกายขึ้นเมื่อใดไม่ทราบ ผิวสีเหลือง ตัวใหญ่ราวกับสุนัขบ้าน ขนคิ้วยาวเฟื้อยประดุจหนวดเครา มันเดินขนานไปกับพวกเขา พลางเหลียวมองเป็นระยะ

“เจ้าแมวน้อยตกใจอีกแล้วหรือ”

ซ่งโหยวหาได้ตกใจไม่ เขาหันไปมองมัน

“ท่านมาอีกแล้วหรือ”

แมวสามสีเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก พลางทำใจดีสู้เสือเลียนแบบนักพรตของนาง แล้วถามออกไปบ้าง

“ท่านมาอีกแล้วหรือ”

“ใช่แล้ว ข้าจะไปเที่ยวเล่นที่ฉางจิงสักสองสามวัน เดิมทีควรจะเดินลัดเลาะไปตามป่าเขาแถบโน้นเพื่อเลี่ยงสายตาผู้คน พอดีสัมผัสได้ว่าพวกเจ้าก็อยู่แถวนี้ เลยแวะมาสนทนาแก้เบื่อเสียหน่อย”

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 491 กระแสธารใต้หล้าข้างทางหลวง"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย