ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 490 จุดจบของฮ่องเต้
บทที่ 490 จุดจบของฮ่องเต้
………………..
ท้องฟ้าครามเมฆาขาว ทุ่งข้าวนางแอ่นเขียวขจี แมงมุมชักใยไต่ระโยง…นี่คือกลิ่นอายฤดูร้อนในความทรงจำของซ่งโหยว
นักพรตหนุ่มยันไม้เท้าไผ่ ก้าวเดินขึ้นไปตามเส้นทางขุนเขา
เขาทีละก้าวๆ จนถึงจุดสูงสุดของถนนทางการ
แม้มิใช่ยอดเขา ทว่าก็สูงพอจะมองเห็นทัศนียภาพเบื้องล่าง สายน้ำสายหนึ่งไหลรินไปตามร่องเขา ขุนเขาตั้งตระหง่านท้าทายผืนนภากว้าง กระแสน้ำเชี่ยวพัดพากระทบแก่งหินจนเกิดฟองสีขาวโพลนดูไม่จางหาย ราวกับกองหิมะนับพันชั้น
ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมอง
แสงอาทิตย์เจิดจรัส สะท้อนภาพทิวทัศน์อันงดงามยิ่งนัก
ทว่าในความเงียบงันนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงบางอย่างโดยสัญชาตญาณ จึงเบนสายตากลับมามองยังเบื้องหน้า
“หือ”
นักพรตหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หืม”
เจ้านกนางแอ่นที่เกาะอยู่บนหลังม้าเห็นอาการนั้นก็มองตามไปบ้าง มันนึกสงสัยทว่ามิได้เอ่ยถามสิ่งใด พลันสยายปีกบินทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆ มุ่งหน้าไปสำรวจเส้นทางข้างหน้าทันที
ครืน…ครืน…
พสุธาสั่นสะเทือนไหววูบอย่างแผ่วเบา เสียงนั้นมิได้ดังกึกก้อง
ทว่าในหุบเขากลับเริ่มมีเสียงตะโกนก้องแว่วมาตามลม
พรึ่บ…
นกนางแอ่นบินร่อนกลับมา มันกระพือปีกต้านลมหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศพลางเอ่ยว่า “คุณชาย ข้างหน้ามีคนสองกลุ่มกำลังไล่ล่ากันอยู่ ดูแล้วล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น ยามนี้กำลังมุ่งหน้ามาทางเราแล้วครับ”
“รู้แล้วล่ะ…”
“จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ”
ซ่งโหยวสัมผัสได้ถึงบางอย่างลางๆ
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจูงม้าหลบเข้าข้างทาง หยุดยืนเฝ้ารอดูเหตุการณ์
เสียงกู่ร้องและเสียงฝีเท้าม้าเริ่มแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
“ยอมจำนนเสียเถิด แล้วพวกเราจะไม่สังหาร!”
“หนีไม่พ้นแล้ว!”
“รถม้าหรือจะวิ่งสู้ม้าศึกได้ อย่าได้รั้นต่อไปเลย รีบลงมามอบตัวเสียดีๆ แล้วพวกข้าจะส่งพวกเจ้ากลับบ้านเกิด!”
“พวกเจ้าบังอาจคิดปลงพระชนม์ฮ่องเต้รึ ช่างทรยศต่อแผ่นดินยิ่งนัก!”
“ยิงม้าตัวนั้นซะ!”
ซ่งโหยวถึงกับได้ยินเสียงศาสตรากระทบกันเคร้งคร้าง
ภาพของกลุ่มคนเบื้องหน้าปรากฏสู่สายตาเป็นลำดับแรก
ที่นำหน้ามาคือรถม้าดูธรรมดาสามัญคันหนึ่ง ทว่าหากสังเกตให้ดีจะพบว่าม้าที่เทียมรถอยู่นั้นมิใช่ธรรมดา เบื้องหลังรถม้ามีทหารติดตามเหลือเพียงไม่กี่สิบคน ทว่าแต่ละคนล้วนสวมเกราะครบสำรับ ร่างกายกำยำแข็งแกร่ง คนเป็นยอดทหาร ม้าก็เป็นม้าพันลี้ที่คัดสรรมาอย่างดี พวกเขาหันไปตั้งรับศัตรูและยิงธนูสวนกลับเป็นระยะ
องครักษ์เก่งกล้าสามารถ ฝ่ายไล่ล่าเองก็มิใช่ย่อย
กองทัพแคว้นต้าเยี่ยนแม้มีจำนวนไม่มาก ทว่าล้วนเป็นทหารกล้าที่ผ่านการเคี่ยวกรำ
ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศมาจากทางด้านหลังเป็นระลอก แม้องครักษ์จะสวมเกราะ ทว่าก็มิอาจต้านทานแรงส่งจากธนูแข็งแกร่งได้ ร่างของพวกเขาถูกปักจนพรุนราวกับเม่น ก่อนจะทยอยร่วงหล่นจากหลังม้าไปทีละคนสองคน
สิ่งที่ฝ่ายไล่ล่าพูดนั้นถูกต้อง…รถม้ามิต่อกรกับม้าศึกได้นานนัก
ฝ่ายตามล่ากระชั้นชิดเข้ามาทุกที ขณะที่องครักษ์เหลือน้อยลงเรื่อยๆ
ในเวลาเดียวกัน รถม้าคันนั้นก็แล่นเข้ามาใกล้กลุ่มของซ่งโหยวเข้าไปทุกขณะ
เอี๊ยด!
ครืน…
ถนนหลวงมักมีหลุมบ่อและเศษหิน รถม้าที่ควบตะบึงมาด้วยความเร็วจึงโคลงเคลงอย่างหนัก ลมพัดพาเอาผ้าม่านหน้าต่างเปิดขึ้น เผยให้เห็นร่างของชายชราที่ดูโรยแรงเต็มทีนั่งอยู่ภายใน
“…”
ซ่งโหยวยืนอยู่ริมทาง นิ่งเงียบไม่กล่าววาจา
เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า จะได้พบกับฮ่องเต้ที่นี่ ในสภาพที่เรียบง่ายปานนี้
ในขณะนั้น เขาอดคิดมิได้ว่า…ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จักรพรรดิมากมายที่พ่ายแพ้ศึกหรือลี้ภัยจนสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยนั้น ในยามที่กำลังหลบหนีหัวซุกหัวซุน พวกเขาเคยเดินสวนทางกับผู้คนที่แสนธรรมดาเช่นนี้บ้างหรือไม่ และในยามนั้น ผู้คนธรรมดาเหล่านั้นจะตระหนักบ้างไหมว่า คนที่เพิ่งเดินสวนกันไปคือผู้ที่เคยกุมอำนาจเหนือใต้หล้าทั้งปวง สิ่งที่ตนเองเห็นโดยมิได้ตั้งใจนี้ อาจเป็นร่องรอยการหายตัวไปของจักรพรรดิที่คนรุ่นหลังไม่มีวันจินตนาการถึง
“หยุดรถเสีย…”
ฮ่องเต้เฒ่าที่อยู่ภายในรถเค้นกำลังเฮือกสุดท้ายตะโกนสั่ง
“หยุด…”
นายทหารผู้บังคับรถม้ารีบดึงสายเหียนหยุดรถทันที เขาหันกลับมาเลิกม่านมองดูองค์เหนือหัว
ทว่ากลับเห็นฮ่องเต้ชะโงกหน้าออกมาทางหน้าต่าง
“คุณชาย…ช่วยข้าด้วย…”
สุ้มเสียงของพระองค์นั้นแหบพร่าและอ่อนแรงยิ่งนัก
ในยามนี้ พระองค์คงนึกขอบพระทัยสวรรค์ที่ตนเองยังมีสติแจ่มใส มิได้จมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราดังเช่นที่ผ่านมา
ซ่งโหยวยืนนิ่งริมทาง สบสายตากับพระองค์
เหล่าทหารติดตามที่เหลือรอดเพียงยี่สิบกว่าคนต่างรีบควบม้าเข้ามาล้อมรถม้าไว้ พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงสั่งหยุดรถ ทว่าก็ทำหน้าที่อารักขาอย่างแข็งขัน สายตาจ้องมองทั้งซ่งโหยวและฝ่ายไล่ล่าที่กำลังตามมาติดๆ
ทหารฝ่ายไล่ล่าตามมาถึงในพริบตา จำนวนนับร้อยนับพันหลั่งไหลมามิขาดสาย ล้อมรถม้าและองครักษ์ไว้แน่นหนา
รวมถึงนักพรตหนุ่มและพรรคพวกที่ถูกล้อมอยู่กึ่งกลางวงล้อมนั้นด้วย
“พวกเจ้าตัดสินใจจะยอมจำนนแล้วรึ”
“สามหาว! พวกเจ้าบังอาจไล่ล่าสังหารองค์เหนือหัวเชียวรึ!”
“ฝ่าบาทอันใด หยุดวาจาเหลวไหลเสีย! คนทั้งใต้หล้าล้วนรู้กันทั่วว่าฝ่าบาทถูกเจ้ากบฏรัชทายาทตัวปลอมคุมตัวไปอี้โจวแล้ว ในรถม้านี่ก็แค่ขุนนางโฉดผู้หนึ่งที่บังอาจแอบอ้างเบื้องสูง ช่างอัปรีย์จัญไรสิ้นดี!”
“หุบปากสุนัขของเจ้าซะ! ถอยไปเดี๋ยวนี้! แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”
“วางอาวุธลง! พวกข้าก็จะไม่ฆ่าพวกเจ้าเช่นกัน!”
ทั้งสองฝ่ายต่างตะเบ็งเซ็งแซ่จนลำคอแทบแตกพร่า
ทว่าฮ่องเต้กลับคล้ายมิได้ยินเสียงเหล่านั้น ทรงยื่นพระหัตถ์สั่นเทาออกมาจากหน้าต่างรถม้า แววตาที่ไร้ประกายจับจ้องนิ่งไปยังนักพรตหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องนอกเพียงผู้เดียว
“คุณชาย…ช่วยข้าด้วย…มีเพียงท่านที่ปกปักษ์ใต้หล้ามิให้ตกอยู่ในความโกลาหลได้…”
กลุ่มคนที่คุมเชิงกันอยู่ต่างชะงักงันไปชั่วครู่
ก่อนจะพากันหันขวับไปมองนักพรตหนุ่มในชุดโด่พ่านเก่าคร่ำคร่าผู้นั้น รวมถึงม้าสีแดงเข้มที่ไร้เชือกจูง นกนางแอ่นบนหลังม้า และเจ้าแมวสามสีที่ยืนสองขาชะโงกหน้ามองสบตากับฮ่องเต้เฒ่าอยู่ด้านล่าง
ทหารรักษาพระองค์บางคนที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในวังหลวง เริ่มขุดคุ้ยความทรงจำอันลางเลือนจนปรากฏร่างของนักพรตผู้นี้ขึ้นมา ขณะที่เหล่านายกองบางส่วนที่ชื่นชอบการฟังนิทานปรัมปรา ต่างก็รู้สึกว่าอาคันตุกะกลุ่มนี้ช่างประหลาดล้ำและคุ้นตาอย่างยิ่ง
“เจ้าเป็นใคร” ทหารฝ่ายไล่ล่าคนหนึ่งตะคอกถาม
“อย่าเสียมารยาท!”
แม่ทัพร่างกำยำผู้หนึ่งก้าวออกมาปรามทหารของตนทันควัน เขาจ้องมองซ่งโหยวด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะตวัดสายตาไปยังรถม้า
“คุณชาย! พวกข้าทำตามรับสั่งขององค์ชาย และได้รับราชโองการลับจากองค์ชายและฝ่าบาทให้มาจับกุมขุนนางชั่วที่คิดคดต่อแผ่นดิน! ท่านเป็นผู้บำเพ็ญตบะอยู่นอกทางโลก ต่อให้มีฤทธิ์เดชปานใด ก็ขอโปรดอย่าสอดเรื่องทางโลกเลย ช่วยหลีกทางให้พวกข้าด้วยเถิด!”
“อย่าไปฟังมัน! ฝ่าบาทประทับอยู่ในรถม้านี้! หากท่านเซียนมีฤทธิ์จริง โปรดช่วยราษฎรจากกองเพลิง ช่วยค้ำจุนแผ่นดินที่กำลังจะพังทลายด้วยเถิด!”
บรรยากาศพลันตึงเครียดถึงขีดสุดราวกับคันศรที่ดึงจนตึงเปรี๊ยะ
ฮ่องเต้เฒ่าในรถม้าดูเหมือนจะสิ้นเรี่ยวแรงจะเปล่งเสียงแล้ว ทำได้เพียงจ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยดวงตาที่ฝ้ามัวไร้แวว เส้นผมยุ่งเหยิงหลุดรุ่ย เมื่อเทียบกับยามที่พบกันครั้งแรก ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
นักพรตหนุ่มนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะยันไม้เท้าก้าวเดินไปข้างหน้า
ม้าสีแดงเข้มก้าวตามเขาไปอย่างสงบ
ทหารฝ่ายไล่ล่าต่างเคร่งเครียด มือกระชับดาบและทวนแน่น บางคนถึงกับง้างธนูเตรียมยิง ทว่าถูกแม่ทัพผู้นั้นตวาดห้ามไว้ทันเวลา
ท่ามกลางขุนเขากลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและสุ้มเสียงอันราบเรียบของนักพรตหนุ่มที่ดังขึ้น
“ฝ่าบาททรงชราลงไปมากเหลือเกิน”
น้ำเสียงของเขาสงบนิ่ง ประหนึ่งกำลังสนทนากับสหายเก่า
“คุณชาย…ช่วยข้า…”
“ฝ่าบาท…”
ซ่งโหยวครุ่นคิดอยู่นาน คำพูดมากมายแล่นผ่านเข้ามาในหัว ทว่าเมื่อเห็นสภาพอันโรยราและอ่อนแรงของจักรพรรดิเบื้องหน้า เขาก็มิอาจเอ่ยคำตำหนิใดออกมา ได้แต่เพียงกล่าวว่า “ฝ่าบาทช่างทะนงตนยิ่งนัก…”
“ช่วยข้า…ยุครุ่งเรืองของต้าเยี่ยนจะสิ้นสุดลงที่นี่มิได้…”
“ฝ่าบาทตรัสผิดแล้ว ยุครุ่งเรืองของต้าเยี่ยนถูกกำหนดมาให้จบสิ้นลงที่นี่เอง” ซ่งโหยวกล่าวอย่างสงบ “แผ่นดินต้าเยี่ยนเองก็ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เพียงแต่ยามนี้ยังมิใช่เวลาเท่านั้น”
“คุณชาย…ช่วยข้า…”
“เพราะเหตุใดเล่า มิใช่ว่าฝ่าบาททรงเลือกเส้นทางนี้เองหรอกหรือ”
“จะปล่อยให้พวกมันได้ใจมิได้…”
“หืม”
“ข้าคือผู้ครองใต้หล้า…จะมาตายอนาถอยู่นอกวังเช่นนี้มิได้…”
“…”
ซ่งโหยวจ้องมองฮ่องเต้เฒ่านิ่งงันอยู่นานโดยมิเอ่ยคำใด ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่ข้างกายม้า
สายตาทุกคู่จับจ้องการกระทำของเขาอย่างไม่กะพริบตา
ไม่มีใครที่ไม่ตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ
ประหนึ่งว่าในสายตาของพวกเขา นักพรตมือเปล่าผู้นี้คือผู้ที่จะตัดสินผลแพ้ชนะในศึกครั้งนี้
ทว่านักพรตหนุ่มกลับยื่นมือเข้าไปในย่าม หยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมา สีหน้ายังคงราบเรียบขณะหันกลับไปเผชิญหน้ากับฮ่องเต้อีกครั้ง
“ฝ่าบาททรงจำสิ่งนี้ได้หรือไม่”
“สิ่งใด…”
“ดาบสะบั้นวารี…ดาบสะบั้นวารีของตระกูลเจิ้ง”
“…”
ฮ่องเต้เฒ่าพลันหรี่ตาลงอย่างอ่อนแรง
ครู่ต่อมาพระองค์จึงลืมตาขึ้น ริมพระโอษฐ์ขยับเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงยุงขยับปีก ประหนึ่งเปลวเทียนที่จวนเจียนจะดับวูบลงท่ามกลางสายลม
“ข้ามีคำถามบางประการ…อยากจะขอคำชี้แนะจากคุณชาย…”
“เชิญตรัส”
“หลังจากข้าตายไป…ข้ายังจะได้ชื่อว่าเป็นมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอยู่หรือไม่”
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าเบาๆ นึกไม่ถึงว่าในวาระสุดท้าย สิ่งที่พระองค์ทรงห่วงหาที่สุดกลับเป็นชื่อเสียงหลังความตาย ทว่าเขาก็ยังตอบอย่างอดทน
“ตามความเห็นส่วนตัวของผู้น้อย มหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลนั้นเกรงว่าจะมิอาจเป็นได้ ฝ่าบาทมิมีคุณสมบัติพอจะเทียบเคียงกับองค์ปฐมกษัตริย์ได้เลย ทว่าในยามที่ฝ่าบาทครองราชย์ ต้าเยี่ยนรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ เชื่อว่าในใจของคนรุ่นหลัง ฝ่าบาทจะทรงถูกจดจำในฐานะจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง”
“หลังจากข้าตายไป…จะเป็นอย่างไรต่อ”
“ความมั่งคั่งลาภยศยามมีชีวิตอยู่ ฝ่าบาทยังเสวยสุขมิพออีกหรือ”
“เฮ้อ…”
“มีสิ่งใดอีกหรือไม่”
“ต้าเยี่ยน…ยังจะมั่นคงอยู่ได้หรือไม่”
“ผู้น้อยเป็นเพียงนักพรต มิใช่ฮ่องเต้ มิอาจล่วงรู้ราชกิจหรือความเป็นไปของใต้หล้า”
ซ่งโหยวสบตากับพระองค์
ต้าเยี่ยนจะมั่นคงหรือไม่เขาไม่รู้ แต่เขาปรารถนาให้ต้าเยี่ยนสงบสุขไปพลางก่อน
หากจะเข้าสู่กลียุค ก็ขอให้รอจนกว่าเขาจะจัดการธุระเรื่อง ‘วิมานสวรรค์’ ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
ยามนั้นจึงจะดีที่สุด
ฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้นก็หรี่พระเนตรลงอีกครั้ง ประหนึ่งว่าเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายได้ถูกสูบหายไปเกือบหมดสิ้น ก่อนจะลืมตาขึ้นถามด้วยความหวังสุดท้ายที่ยังมิมอดดับ
“คุณชายจะยืนมองดูอยู่เฉยๆ จริงหรือ”
“…”
ซ่งโหยวจ้องมองพระองค์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“ฝ่าบาททรงถามผู้น้อยมามากมาย ผู้น้อยเองก็มีคำถามหนึ่งข้อ…อยากจะถามฝ่าบาทเช่นกัน”
“เรื่องใด”
“ฝ่าบาททรงจำได้หรือไม่…ยามที่ฝ่าบาททรงเลือกพระรัชทายาท นายทหารองครักษ์แห่งกรมอู๋เต๋อผู้ที่ถูกซุ่นอ๋องชักกระบี่บั่นศีรษะผู้นั้น”
“เจ้าต้องการจะสื่อสิ่งใด…”
“อยากถามฝ่าบาทว่า ในยามนี้…ชีวิตพระองค์ยังมีค่าอยู่อีกหรือไม่”
“…”
“อีกประการหนึ่ง ฝ่าบาทตรัสล้อเล่นเสียแล้ว ฝ่าบาททรงเปี่ยมด้วยบารมี ซุ่นอ๋องเองก็เป็นโอรสในอุทรของท่าน เหล่าทหารกล้าที่มาคุมตัวท่านกลับไปนี้ มิเห็นว่าจะมีผู้ใดกล้าปลงพระชนม์ชีพจักรพรรดิหรอก” ซ่งโหยวละสายตากลับมา สีหน้ายังคงราบเรียบ “เพียงแต่ด้วยวรกายของฝ่าบาทในยามนี้ เกรงว่าจะมิทันได้กลับไปถึงวังหลวงที่ฉางจิงเสียมากกว่า”
“…”
ฮ่องเต้เฒ่าทำได้เพียงจ้องมองเขา ทว่ามิอาจเอ่ยคำใดออกมาได้
“ยอดวีรชนย่อมแสดงเนื้อแท้ ยอดเมธีผู้องอาจย่อมสง่างามตามครรลอง…หากฝ่าบาททรงเชื่อมั่นว่าตนคือมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลจริง ยามนี้บทสรุปถูกกำหนดไว้แล้ว ไยต้องกล่าววาจาให้มากความอีก” นักพรตหนุ่มกล่าวพลางยันไม้เท้าหันหลังกลับ “จงออกพระราชโองการให้เหล่าทหารหยุดรบรากันเสียเถิด นับจากนี้ผู้ใดจะได้ครองบัลลังก์ทอง ราชกิจบ้านเมืองล้วนมิเกี่ยวข้องกับท่านอีกแล้ว ช่วงบั้นปลายชีวิตของท่านก็มิอาจรักษาไว้ได้ อย่าได้ผลาญชีวิตผู้คนไปมากกว่านี้เลย”
สายตานับร้อยนับพันคู่ต่างจับจ้องไปที่เขา
มีคนซุบซิบกระซิบถามกันว่าเขาเป็นใคร
หลายคนเคยได้ยินเรื่องเล่าจากกองทัพทางเหนือ หรือนิทานปรัมปราจากท้องที่อื่นมาบ้าง พอจะคาดเดาตัวตนได้เลือนลาง แต่ก็ทำได้เพียงกระซิบกระซาบกันแผ่วเบา
ซ่งโหยวหาได้ใส่ใจไม่ เขาเดินยันไม้เท้ามุ่งหน้าต่อไป
ม้าสีแดงเข้มและแม่นางสามสีต่างก้าวตามไปติดๆ
เหล่าทหารหาญต่างพากันแหวกทางให้เขา
เบื้องหลังแว่วเสียงความวุ่นวายลอยมา
ช่างน่าเสียดายเหล่ายอดฝีมืออารักขาวังหลวงเหล่านี้นัก ล้วนเป็นยอดนักรบที่ถูกเฟ้นหามาอย่างดี ทั้งยังจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ยิ่งชีพ แม้จะตกอยู่ในวงล้อมเพียงนี้ ก็ยังเตรียมใจสู้ตายถวายหัว มิยินยอมจำนน
นี่คงเป็นบทสรุปสุดท้ายของจักรพรรดิพระองค์นี้แล้ว
ซ่งโหยวรู้สึกว่าตนเองก็ได้ช่วยเหลือฮ่องเต้พระองค์นี้ไปโดยมิได้ตั้งใจ
มิอาจรู้ได้ว่าเดิมทีซุ่นอ๋องสั่งการมาอย่างไร จะรับตัวฮ่องเต้กลับไปหรือไม่ แต่ต่อให้เขาไม่อยากให้ฮ่องเต้กลับถึงฉางจิง เขาก็ไม่อาจปลงพระชนม์ชีพพระบิดาอย่างเปิดเผยได้ จักรพรรดิย่อมมีวิถีแห่งความตายของจักรพรรดิ ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์มิใช่เพียงพระบิดา แต่ยังเป็นมหาจักรพรรดิผู้สร้างยุครุ่งเรืองให้แก่แคว้นต้าเยี่ยนด้วยมือของพระองค์เอง เปรียบได้กับทหารฝ่ายไล่ล่าที่แม้จะตามมาติดๆ ทว่าก็ไม่มีใครกล้ายอมรับออกมาตรงๆ ว่าคนที่ตนไล่ล่าอยู่นั้นคือองค์ฮ่องเต้
หากจะปลงพระชนม์ ก็ต้องมีม่านบังตาไว้ปิดบังความอัปยศ
ทว่ายามนี้ซ่งโหยวได้สนทนากับฮ่องเต้ต่อหน้าฝูงชน ทหารฝ่ายไล่ล่าในที่แห่งนี้ย่อมประจักษ์แก่ใจแล้วว่าผู้นี้คือฮ่องเต้ตัวจริง แม่ทัพใหญ่จึงมิกล้าลงมือโดยพลการ
อย่างไรเสีย ฮ่องเต้องค์นี้ก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน ถือเสียว่าเป็นการรักษาเกียรติยศสุดท้ายให้แก่พระองค์
นับเป็นการตอบแทนมิตรภาพในฐานะคนรู้จักในอดีต
………………..