ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 489 มิใช่เทียนซ่วนและมิใช่ฝูหยาง
บทที่ 489 มิใช่เทียนซ่วนและมิใช่ฝูหยาง
………………..
ท่ามกลางขุนเขาแห่งลั่วโจว
นักพรตหนุ่มนั่งพักผ่อนอยู่บนชะง่อนหินเขียวข้างถนนทางการ ริมทางยังคงเป็นทุ่งข้าวนางแอ่นกว้างสุดลูกหูลูกตา
ในฤดูกาลนี้ ข้าวนางแอ่นสุกงอมแล้ว เพียงแต่ยังไม่แก่จัด บนผลแต่ละฝักมีเส้นใยสีม่วงแดงหรือสีน้ำตาลพาดระโยงระยาง คล้ายกับไปสะกิดความชอบบางอย่างของแม่นางสามสีเข้า ในขณะที่นักพรตพักผ่อน นางก็ปลีกตัวเดินไปที่ชายทุ่งเพียงลำพัง หยิบเอาเส้นใยหลากสีสันเหล่านั้นมาต่างเส้นผม บรรจงถักทอเป็นทรงผมรูปแบบต่างๆ อย่างตั้งใจ
ด้วยข้อจำกัดด้านส่วนสูง บางครั้งนางจึงต้องเขย่งปลายเท้า
ทั้งเปียเดี่ยว เปียคู่
ทั้งหางม้าเดี่ยว หางม้าคู่
รวมไปถึงมวยผมเดี่ยวและมวยคู่
สิ่งใดที่นักพรตเคยถักให้นาง นางก็นำมาถักให้ต้นข้าวนางแอ่นเหล่านั้นจนครบถ้วน แต่ละฝักล้วนมีทรงผมที่ไม่ซ้ำกันเลย
ส่วนซ่งโหยวนั่งจมอยู่ในห้วงความคิด
เขาเข้าสู่เขตลั่วโจวมาได้หลายวันแล้ว
ข่าวคราวในลั่วโจวมาถึงไวกว่าอวี๋โจวที่อยู่เบื้องหลังมากนัก ไม่ว่าจะเป็นตามซุ้มน้ำชาข้างทางหรือเหล้าในเมือง มักแว่วเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่เนืองๆ
และก็เป็นไปตามคาด ข่าวสารนั้นช่างสับสนปนเปไปหมด
เดิมทีฮ่องเต้แคว้นต้าเยี่ยนมีพระราชโอรสสามพระองค์ ทว่าองค์โตสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเยาว์ จึงเหลือเพียงสองพระองค์ องค์เล็กถูกสถาปนาเป็นรัชทายาท ส่วนองค์โตได้รับแต่งตั้งเป็นซุ่นอ๋อง
บ้างก็ว่า แท้จริงฮ่องเต้ประสงค์จะตั้งซุ่นอ๋องเป็นรัชทายาท ทว่าโอรสองค์เล็กอาศัยฐานะโอรสสายตรงและแรงสนับสนุนจากขุนนางฝ่ายบุ๋นปลอมแปลงราชโองการ ทั้งยังควบคุมพระองค์ไว้ ซุ่นอ๋องจึงต้องรับราชโองการลับนำทัพเข้าเมืองหลวง แต่บ้างก็ว่าซุ่นอ๋องนั่นแลที่เป็นกบฏ อาศัยฐานะตระกูลฝ่ายมารดาที่เป็นขุนศึก ประกอบกับฮ่องเต้เฒ่าที่โรยราจนสิ้นเรี่ยวแรง นอนหมดสติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงเกิดความไม่พอใจที่น้องสามได้ครองบัลลังก์ แล้วก่อการยึดอำนาจ
ที่แน่ชัดคือ ซุ่นอ๋องได้นำทัพบุกเข้านครหลวงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กองทัพเข้าเมือง ปิดประตูตรวจค้นอย่างเข้มงวดถึงสามวันสามคืน
ส่วนองค์รัชทายาทและฮ่องเต้ได้ลี้ภัยออกไป
คาดว่ายามนี้นครฉางจิงคงตกอยู่ในสภาวะโกลาหลวุ่นวายยิ่งนัก
มิใช่เพียงฉางจิงเท่านั้น แคว้นต่างๆ ของต้าเยี่ยนล้วนเริ่มได้รับผลกระทบไล่เรียงกันไปตามระยะทาง
เปรียบเสมือนลั่วโจวใต้ฝ่าเท้านี้
เบื้องหน้าที่ดูคล้ายจะสงบ ทว่าเบื้องล่างกลับมีคลื่นใต้น้ำโหมกระหน่ำ
ขุนนางท้องถิ่นและทหารรักษาการณ์ในลั่วโจว บ้างก็ตึงเครียด บ้างก็ตื่นตัว ต่างฝ่ายต่างคาดเดาสถานการณ์ บ้างก็คิดหาหนทางเอาตัวรอด บ้างก็วางแผนฉกฉวยผลประโยชน์
มิพักต้องเอ่ยถึงเหล่าผู้มีอำนาจและแม่ทัพที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง แม้แต่พวกโจรป่าซ่องโจรตามรายทาง ทั้งที่ลั่วโจวยังมิได้เกิดจลาจลแม้แต่น้อย ข่าวลือจากฉางจิงสำหรับพวกเขาก็ดูห่างไกลราวกับตำนานเทพปกรณัมเมื่อพันปีก่อน ทว่าพวกเขากลับเกิดความฮึกเหิมอย่างประหลาด ส่งผลให้เหล่านักเดินทางและพ่อค้าวานิชถูกดักปล้นชิงบ่อยครั้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้กระทั่งราคาข้าวปลาอาหารในเมืองก็เริ่มสูงขึ้น
และนี่…เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
“…”
สำหรับซ่งโหยวนั้น ใครจะขึ้นเป็นฮ่องเต้มิใช่เรื่องสำคัญ เขาไม่ใช่นักพรตเทียนซ่วน เขาจึงมิอาจรู้ได้ว่าในบรรดาอ๋องทั้งสอง ใครจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีกว่าสำหรับใต้หล้า ขนาดตัวฮ่องเต้เองยังเลือกมิได้ เขายิ่งเลือกไม่ได้เข้าไปใหญ่
เพียงแต่…ใต้หล้าจำเป็นต้องมีฮ่องเต้
เพื่อให้แผ่นดินกลับมาสงบสุข
หากความวุ่นวายยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าจะยิ่งทวีความขัดแย้ง เหล่าผู้ทะเยอทะยานย่อมผุดขึ้นตามสถานการณ์ประหนึ่งเชื้อไฟ ยิ่งหากยุครุ่งเรืองพลิกผันกลายเป็นยุคจลาจล เมื่อนั้นแผ่นดินคงเดินไปถึงขอบเหวแห่งการผลัดแผ่นดินอย่างแท้จริง
ซึ่งนี่มิใช่สิ่งที่ซ่งโหยวมุ่งหวังไว้เลย
“ใต้หล้าของข้า ยังเดินไปไม่ทั่วเลยนะ” ซ่งโหยวนั่งพึมพำกับตนเองอยู่ริมทาง
เขาเพียงปรารถนาให้ความวุ่นวายสงบลงโดยเร็ว
“นักพรต เจ้าว่าอะไรนะ”
“ไม่มีอะไรหรอก”
ซ่งโหยวยลอกถอนใจยาวพลางยันไม้เท้าลุกขึ้นยืน
ทุ่งข้าวนางแอ่นเบื้องหลังยังคงเขียวขจี พายุฝนแห่งยุคจลาจลยังมาไม่ถึง ทว่าจิตใจผู้คนกลับปั่นป่วนไปเสียก่อน พ่อค้าและนักเดินทางที่ผ่านไปมาต่างหักเด็ดฝักข้าวนางแอ่นริมทางไปไม่น้อย ทิ้งไว้เพียงกิ่งก้านที่ว่างเปล่า มีเพียงฝักข้าวนางแอ่นที่แม่นางสามสีไปสัมผัสเท่านั้นที่ยังอยู่ครบ แถมยังถูกถักผมสีม่วงแดงสดใสสวยงามชวนให้ผู้ที่พบเห็นนึกเอ็นดู
เมื่อเห็นนักพรตออกเดิน นางก็รีบติดตามไปทันที
ซ่งโหยวก้าวเดินพลางทอดสายตามองไปยังทิศเหนือ
เขาไม่อาจไปจับตัวพระราชโอรสคนใดคนหนึ่งมายัดเยียดให้นั่งบนบัลลังก์มังกร แล้วสังหารอีกคนทิ้งเสีย นั่นมิใช่สิ่งที่เขาปรารถนาจะทำ และมิใช่สิ่งที่ใต้หล้าอยากเห็น
เฉินจื่ออี้อาจมีความสามารถพอที่จะทำเช่นนั้นได้
ทว่ามิรู้เลยว่า เขาจะตัดสินใจอย่างไร
ชายแดนทิศเหนือ เมืองหย่วนจื้อ
หนึ่งเค่อก่อนหน้าได้มีการรัวกลองเรียกขุนพล ยามนี้ภายในกระโจมแม่ทัพจึงเต็มไปด้วยที่ปรึกษาและนายกอง
เฉินจื่ออี้นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน จมอยู่ในห้วงความคิด
ขณะที่คนเบื้องล่างต่างสนทนากันเซ็งแซ่ด้วยน้ำเสียงวุ่นวาย
“ยังไม่มีราชโองการเคลื่อนทัพส่งมาอีกหรือ”
“ข่าวดี ราชโองการมาถึงวันนี้แล้ว”
“มาถึงแล้วรึ ว่าอย่างไรบ้าง”
“ข่าวร้ายคือ…มาถึงจากทั้งสองฝ่าย ซุ่นอ๋องออกคำสั่งในนามฝ่าบาท สั่งให้พวกเราประจำการอยู่ที่นี่ห้ามเคลื่อนไหว พร้อมทั้งเลื่อนยศให้ทุกคนหนึ่งขั้น ส่วนองค์รัชทายาทก็ออกคำสั่งในนามฝ่าบาทเช่นกัน สั่งให้พวกเราเร่งกรีธาทัพลงใต้บุกตีฉางจิง เพื่อรับตัวผู้สืบทอดที่ถูกต้องกลับมา โดยจะมีการปูนบำเหน็จอย่างงาม”
“นี่มัน…”
“แล้วควรเชื่อฝ่ายใดเล่า”
“จะเชื่อใครนั้นไม่รู้ แต่ยามนี้ กองกำลังทหารและขุมกำลังทั่วใต้หล้า ต่างกำลังจับตามองพวกเราอยู่” กุนซือจางเอ่ยขึ้น “ไม่ต้องมองไปไกล เอาแค่ค่ายทหารห้าแห่งทางเหนือ นอกจากค่ายหย่วนจื้อและซั่วเฟิงของพวกเราแล้ว อีกสามค่ายที่เหลือก็คงได้รับราชโองการแบบเดียวกัน และพวกเขาก็ยังนิ่งรอดูท่าทีอยู่เช่นกัน”
“เรื่องนี้…”
เหล่าขุนศึกและที่ปรึกษาต่างพากันอึ้งไปตามๆ กัน
ทำได้เพียงหันไปมองเฉินจื่ออี้ที่นั่งอยู่บนหัวโต๊ะ
เฉินจื่ออี้ยังคงนิ่งเงียบ มิได้ปริปากคำใด
“ยามนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง” ที่ปรึกษาผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น
“ตามสายข่าวของเรา องค์รัชทายาทเดิมทีจะพาฝ่าบาทหนีไปยังอี้โจว ทว่าระหว่างทางถูกสกัดไว้จนพลัดหลงกัน ยามนี้รัชทายาทจึงแสร้งทำเป็นอยู่กับฝ่าบาทเพื่อมุ่งหน้าไปลี้ภัยที่อี้ตูพร้อมออกคำสั่งไปทั่ว ทว่าแท้จริงแล้วฝ่าบาทถูกกองกำลังทหารหน่วยหนึ่งคุ้มกันหนีไปยังที่อื่น คาดว่าน่าจะเป็นหยางโจว” กุนซือจางกล่าว “ส่วนซุ่นอ๋องยึดครองฉางจิงไว้ได้ และปล่อยให้ทหารออกตรวจค้นรื้อทำลายถึงสามวัน จนราษฎรเดือดร้อนไปทั่ว”
“หยางโจว…ข่าวนี้เป็นจริงหรือ”
“มีส่วนจริงอยู่มาก!”
“หยางโจวมั่งคั่งทว่ากำลังทหารอ่อนแอ ก็นับว่าเป็นที่ลี้ภัยที่ดี”
“ในมุมมองของข้า นี่ต้องเป็นคำสั่งที่ฝ่าบาททรงออกในยามที่มีสติแจ่มใสแน่นอน การที่พระองค์ไปหยางโจวมิใช่ไปหาความมั่งคั่ง แต่ไปเพื่อตามหา ‘ท่านผู้นั้น’ ต่างหาก” กุนซือจางลูบเคราพลางกล่าว “แต่น่าเสียดายนัก…เพราะเกรงว่าท่านผู้นั้นคงจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่ง และต่อให้สอดมือเข้ามา ก็คงมิช่วยเหลือทรราชเช่นพระองค์”
“แล้วที่อื่นๆ เล่า”
“ทุกท้องที่ล้วนได้รับราชโองการจากทั้งสองฝ่าย ขุนศึกตามชายแดนส่วนใหญ่ยังรอดูท่าที ส่วนแว่นแคว้นตอนในเริ่มมีการเคลื่อนไหวกันบ้างแล้ว”
“เรื่องนี้…”
“ทุกท่านในที่นี้ล้วนเป็นคนกันเอง ข้าคงมิต้องอ้อมค้อม เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ว่าบัลลังก์ต้องสืบทอดต่อให้รัชทายาท แต่ซุ่นอ๋องไม่พอใจจึงก่อกบฏชิงบัลลังก์” กุนซือจางกวาดสายตามองไปรอบๆ “ยามนี้ใต้หล้าจะวุ่นวายหรือสงบ ใครจะได้นั่งบนบัลลังก์ทอง…ล้วนขึ้นอยู่กับพวกเราแล้ว”
ทุกคนสบสายตาเขาด้วยความระแวดระวังยิ่ง
“ท่านกุนซือมีความเห็นประการใด”
“พวกเราล้วนรอฟังการตัดสินใจจากท่านแม่ทัพแต่เพียงผู้เดียว”
ทุกคนต่างล่วงรู้แก่ใจดีว่า นี่คือละครประวัติศาสตร์ที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องถูกจารึกลงในพงศาวดาร ทว่าพวกเขากลับหามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเลือกบทบาทในการแสดงครั้งนี้ไม่
“ในมุมมองของข้า…”
กุนซือจางกลับดูสงบนิ่งยิ่งนัก เขากล่าวเปิดประเด็นว่า “นี่เป็นเรื่องภายในตระกูลหลินของพวกเขาเอง เดิมทีฮ่องเต้ก็ทรงระแวงท่านแม่ทัพอยู่แล้ว ยามนี้นครฉางจิงยังมีทหารรักษาพระองค์หลายหมื่นนายคอยเฝ้าระวัง หากเราเคลื่อนทัพลงใต้ มิต้องเอ่ยว่าการจะตีฝ่าเข้าฉางจิงเพื่อรับตัวผู้สืบทอดที่ถูกต้องนั้นยากเย็นเพียงใด ต่อให้รับกลับมาได้จริง เกรงว่าผลลัพธ์ก็คงจะเป็นโทษต่อท่านแม่ทัพเสียมากกว่า”
“กุนซือหมายความว่า ให้พวกเรานิ่งดูดายรึ”
“ถูกต้อง! จงนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว ไม่ว่าตระกูลหลินจะแย่งชิงบัลลังก์กันอย่างไร ก็ให้ทำราวกับว่าพวกเรามิเคยได้รับราชโองการทั้งสองฉบับนี้!”
กุนซือจางกล่าวพลางลอบสังเกตปฏิกิริยาของแม่ทัพใหญ่ที่นั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะบัญชาการ
เมื่อเห็นเฉินจื่ออี้ยังคงนิ่งเงียบไม่ปริปาก แววตาของเขาก็เริ่มฉายแววกังวลออกมา
“ท่านแม่ทัพมีความเห็นประการใด…”
ในที่สุดกุนซือจางก็เอ่ยปากถามเฉินจื่ออี้
คนอื่นๆ ในที่นั้นต่างก็รวมสายตาไปที่จุดเดียว
เห็นเพียงเฉินจื่ออี้นั่งนิ่งประดุจขุนเขาหินผา สีหน้าเคร่งขรึมลุ่มลึก ระหว่างคิ้วแฝงไว้ด้วยร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้า เขาพึมพำเสียงแผ่วเบาว่า “พระราชโอรสทั้งสองต่างถือเหตุผลของตน ฮ่องเต้ลี้ภัยไปหยางโจว เหล่าผู้กล้าทั่วใต้หล้าต่างเลือกข้างเข้าห้ำหั่นกัน หากมิรีบยุติความวุ่นวายครั้งนี้โดยเร็ว เกรงว่าแผ่นดินจะแตกแยก ราษฎรจะยากแค้นแสนสาหัส…”
บรรดาขุนนางบุ๋นและบู๊เมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็หันมาสบตากัน ไม่รู้จะวางตัวเช่นไร
ส่วนกุนซือจางขมวดคิ้วมุ่นทันที
แม้จะคาดเดาไว้ก่อนหน้าแล้ว ทว่าเขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“ขอท่านแม่ทัพโปรดคิดทบทวนให้จงหนัก!” กุนซือจางเอ่ยอย่างจริงจัง “นี่เป็นการทำคุณบูชาโทษแท้ๆ!”
“…”
“จากที่นี่ไปฉางจิงไกลนับหลายพันลี้ การจะเข้าสู่อั๋งโจวต้องผ่านด่านและค่ายทหารอีกกี่แห่ง ท่านแม่ทัพรู้หรือไม่ว่าเหล่านายกองเฝ้าด่านเหล่านั้นจะเลือกข้างใด ต่อให้เข้าสู่อั๋งโจวได้ก็ยังมีปราการธรรมชาติและทหารรักษาพระองค์อีกหลายหมื่นที่ภักดีต่อซุ่นอ๋อง!” กุนซือจางติดตามเฉินจื่ออี้มาหลายปี คอยค้ำจุนเขามาโดยตลอด ย่อมเข้าใจนิสัยใจคอของเขาดี และกล้าที่จะเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ท่านแม่ทัพเคยคิดหรือไม่ว่าพวกเราจะผ่านด่านไปได้อย่างไร หากผ่านไปได้โดยง่าย แล้วจะเข้าเมืองหลวงได้อย่างไร และหากพวกเราบุกทะลวงเข้าฉางจิงได้ประดุจผ่าไม้ซีก ไม่ว่าจะเป็นองค์รัชทายาทหรือซุ่นอ๋องในอนาคต จะมีใครยอมเหลือที่ยืนให้พวกเราอีก”
ถ้อยคำเหล่านั้นช่างเฉียบคมและแม่นยำยิ่งนัก
เหล่าที่ปรึกษาและแม่ทัพในกระโจมได้ฟังต่างก็เบิกตาโพลง
ทว่าเฉินจื่ออี้ยังคงนิ่งเงียบ
แท้จริงแล้ว มีหรือที่เขาจะไม่ล่วงรู้ถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้
เพียงแต่ในหัวของเขาตอนนี้ กลับฉายภาพย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ณ นครฉางจิง ภาพของนักรบผู้หนึ่งที่ค้อมกายคารวะต่อนักพรตหนุ่ม
พวกข้าที่เป็นนักรบ เดิมทีก็มีหน้าที่ปกปักรักษาแผ่นดินเป็นสำคัญ ผู้แซ่เฉินก็จะทำเช่นนั้น ตราบใดที่ฝ่าบาทมิได้ประสงค์เอาชีวิตข้า ข้าก็จะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อรักษาความสงบสุขของต้าเยี่ยน หากวันใดผู้แซ่เฉินผิดคำสัตย์ นำพาภัยพิบัติมาสู่ราษฎร ขอให้คุณชายใช้กระบี่ฟาดฟันข้าให้ตายตกตามกันไป โดยจะไม่นึกโกรธแค้นเลยสักนิด…
นั่นคือคำมั่นสัญญาที่เขาเคยให้ไว้
นักรบในตอนนั้นยังเยาว์วัยกว่าตอนนี้หลายปี และยังมีความฮึกเหิมลำพองมากกว่าในยามนี้อยู่บ้าง
จะว่าไปก็น่าอัศจรรย์นัก เพิ่งผ่านไปเพียงสามปีเท่านั้น ทว่าเมื่อหวนนึกถึงคำพูดในวันนั้น กลับรู้สึกว่ามันช่างเนิ่นนานจนคล้ายเป็นเรื่องในชาติปางก่อน
“เฮ้อ…”
เฉินจื่ออี้อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
ดูท่า…วันคืนที่ได้เป็นอู่อันโหวผู้พิชิตดินแดนเหนือ และได้กลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงเจ้าที่ดินในเมืองหย่วนจื้อและซั่วเฟิงจะสุขสบายจนเกินไปเสียแล้ว
เขาไม่อาจปล่อยให้ใจครุ่นคิดต่อไปได้อีก…
หากยังคิดต่อ เกรงว่าจะมิอาจตัดสินใจสิ่งใดได้เลย
เฉินจื่ออี้นึกถึงนกนางแอ่นที่บินมาจากแดนไกลเมื่อไม่นานมานี้ และยาเซียนที่มันนำมาส่งให้ เขาจึงส่ายหน้าพลางยิ้มออกมาเล็กน้อย
ทันใดนั้น สีหน้าของเฉินจื่ออี้ก็พลันเคร่งขรึมขึ้นทันตาประดุจตัวเขาเมื่อหลายปีก่อน เขากล่าวเสียงกึกก้องว่า “พวกเราเหล่านักรบ กินข้าวของราษฎร ย่อมต้องรักษาใต้หล้าให้สงบสุข ราษฎรเป็นร่มเย็น! ไยต้องใยดีต่อความเป็นความตาย”
“ท่านแม่ทัพ…”
“ข้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว!”
“รับทราบ!”
“หลูเต๋อฮุย! เฉาเหยียน!”
“ขอรับ!”
“จงจัดเตรียมทหารม้าฝีมือดีหนึ่งหมื่นนาย ติดตามข้าลงใต้!” เฉินจื่ออี้เงยหน้ากล่าวพลางกวาดสายตามองไปรอบตัว “หากวันใดฝ่าบาททรงระแวงข้าอีก ข้าย่อมมีหนทางหลบหนีเอาตัวรอดเองได้ และจะไม่ขอดึงพวกท่านมาพัวพันด้วยเด็ดขาด!”
ตราพยัคฆ์ถูกขว้างออกไปในอากาศ
หมับ!
สองแม่ทัพใหญ่รับไว้ได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะรับคำสั่งและเดินออกจากกระโจมไปโดยไม่ลังเล เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังตึงตังไปเป็นทอดๆ
แม้ที่ปรึกษาหลายคนจะยังมีความเห็นต่าง ทว่าเมื่อแม่ทัพใหญ่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ทั้งกองทัพย่อมต้องรวมใจเป็นหนึ่ง
ในห้วงภวังค์นั้น บรรยากาศคล้ายคลึงกับยามที่บุกตะลุยทำศึกในดินแดนเหนือเมื่อหลายปีก่อนมิมีผิดเพี้ยน
………………..