Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 488 ความวุ่นวายแห่งนครฉางจิง

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 488 ความวุ่นวายแห่งนครฉางจิง
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 488 ความวุ่นวายแห่งนครฉางจิง

………………..

ผืนน้ำในทะเลสาบราบเรียบราวกับกระจกมรกต สีเขียวขจีนั้นดูลุ่มลึก สะท้อนภาพขุนเขาไกลตาและหมู่เมฆบนชั้นฟ้า

ริมทะเลสาบเป็นถนนดินเหลืองสายหนึ่ง นักพรตหนุ่มจูงม้าสีแดงเข้มก้าวเดินไปตามทาง ข้างกายม้ามีแมวตัวหนึ่งคอยติดตาม มันก้าวเดินอย่างระแวดระวังและลังเลในทุกฝีเท้า เมื่ออาคันตุกะกลุ่มนี้เดินผ่านริมน้ำ เงาร่างของพวกเขาก็ปรากฏวูบไหวอยู่ในทะเลสาบ

บนผืนน้ำที่เงียบสงบและลุ่มลึกพลันปรากฏเงาสะท้อนของนกนางแอ่นเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสาย มันโฉบผ่านห้วงอากาศมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะร่อนลงเกาะบนหลังม้าอย่างมั่นคง

“ข้างหน้านี้ก็เข้าเขตลั่วโจวแล้ว”

“ถึงลั่วโจวแล้วรึ”

ซ่งโหยวเงยหน้ามองไปยังทิศทางอันไกลโพ้น ทว่าน่าเสียดายที่มองเห็นเพียงขุนเขาสลับซับซ้อนและทุ่งข้าวนางแอ่น ท่ามกลางแสงแดดอันแผดเผา เส้นทางข้างหน้ายังคงดูไร้จุดสิ้นสุด

“ตะวันโด่งพ้นหัวแล้ว ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี ทั้งยังเป็นช่วงที่แดดจัดที่สุด พวกเราควรหาที่ร่มๆ พักผ่อน กินข้าวกลางวัน แล้วงีบหลับสักตื่นก่อนค่อยเดินทางต่อดีหรือไม่”

“งีบหลับคงไม่ต้องหรอก แต่ควรหาที่พักผ่อนและกินมื้อเที่ยงจริงๆ”

“ข้างหน้ามีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นมีที่ว่าง กว้างขวางและร่มรื่นนัก เคยมีคนแวะพักหลบแดดที่นั่นด้วย”

“เช่นนั้นก็ประจวบเหมาะพอดี”

ซ่งโหยวคล้ายจะมองเห็นต้นไม้ต้นนั้นแล้วเช่นกัน

เจ้าแมวสามสีที่เดินตามหลังมาขยับไปจนชิดขอบทะเลสาบ มันยื่นหน้าลงไปมองในน้ำ ราวกับกำลังจ้องมองเงาสะท้อนของตนเอง ครู่ต่อมาจึงละสายตาแล้วหันไปมองนักพรตหนุ่ม

“ประจวบเหมาะพอดี ในทะเลสาบนี้มีปลา เดี๋ยวค่อยให้เยี่ยนอันไปช่วยเจ้าเก็บฟืน ส่วนแม่นางสามสีจะตกปลาให้สักสองสามตัว ถ้าตกได้เจ้าก็จะได้กินปลา ตั้งแต่กินเนื้อแห้งที่ตระกูลสวี่มอบให้จนหมด เจ้าก็ไม่ได้กินเนื้อมาสามวันเต็มๆ แล้วนะ”

“ริมทะเลสาบไม่มีร่มไม้ แดดร้อนจัดเชียว”

“แม่นางสามสีมีหมวก”

“ถ้าเช่นนั้นคงต้องรบกวนแม่นางสามสีแล้ว”

“ตอนอยู่ที่ตระกูลสวี่ ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมกินหนูเล่า”

“…”

ซ่งโหยวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ทั้งนึกเคืองทั้งนึกขำ “เจ้าตัวเล็กนี่ เหตุใดถึงได้ดื้อรั้นนักนะ”

“เจ้าตัวใหญ่นี่ เหตุใดถึงได้ดื้อรั้นนักนะ” เจ้าแมวสามสีซอยเท้าเดินตามมา มันเลียนคำพูดของเขาโดยไม่ลังเล เพียงแต่ใช้น้ำเสียงที่จริงจังกว่า “หากตอนนั้นเจ้ากินหนูที่ตระกูลสวี่ เจ้าก็จะรู้ว่าหนูอร่อยเพียงใด ทีนี้พอออกเดินทาง เจ้าก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเนื้อกินอีกต่อไปแล้ว”

“แม่นางสามสีช่างเปี่ยมด้วยความปรารถนาดีโดยแท้”

“รอชิมปลาที่แม่นางสามสีจะตกให้เถอะ”

“อย่าตกมามากนักเล่า อากาศร้อน หากกินไม่หมดจะเสียเอาได้”

“รู้แล้วน่า…”

เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ มีหรือที่แม่นางสามสีจะไม่รู้

ซ่งโหยวออกเดินต่อไป

หลายวันมานี้ การเดินทางของเขาค่อนข้างเร่งรีบ แม้จะไม่ได้มุ่งแต่จะเดินทางเพียงอย่างเดียว ทว่าความเร็วในการก้าวเดินก็เห็นได้ชัดว่ารวดเร็วกว่าปกติ การหยุดพักระหว่างทางก็น้อยลง ความสุนทรีย์ลดเลือนไปบ้าง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นโดยที่เขาเองก็ไม่อาจยับยั้ง

จิ้งจอกวายุบอกว่า ใต้หล้าเริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นแล้ว

ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงยิ่ง

แม้นครฉางจิงจะอยู่ในแคว้นอั๋งโจวซึ่งห่างจากที่นี่ไปอีกสองแคว้น ถือว่าระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกล แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการคมนาคมและการสื่อสารที่ไม่สะดวก หากในราชสำนักเกิดการเปลี่ยนแปลง ข่าวสารย่อมไม่อาจส่งมาถึงในเวลาอันสั้น

เมื่อกวาดตามองหน้าประวัติศาสตร์ เหตุการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นเสมอ

บางครั้งราชสำนักเปลี่ยนผ่าน แต่พื้นที่ชายแดนกลับต้องใช้เวลานานกว่าจะรู้ตัว ในกรณีที่สุดโต่งยิ่งกว่านั้นคือราชวงศ์ล่มสลายไปแล้วหลายปี ทว่ายังมีบางท้องที่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว หรือไม่ยินยอมที่จะเชื่อ

บางครั้งกองทัพใหญ่กดดันประชิดพรมแดน สงครามลามมาถึงอีกฟากฝั่งแม่น้ำหรืออยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทว่าชาวบ้านที่ถูกคั่นด้วยสายน้ำเพียงสายเดียว หรือต่างกันเพียงราตรีเดียว กลับต้องรอจนกระทั่งไฟสงครามมาจ่ออยู่ตรงหน้าจึงค่อยรู้สึกตัว ถึงกระนั้น ชาวบ้านธรรมดาก็ยากจะล่วงรู้ภาพรวมของความวุ่นวายได้กระจ่างชัด

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้คงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

แว่นแคว้นต้าเยี่ยนกำลังอยู่ในยุครุ่งเรือง ราษฎรรวมใจเป็นหนึ่ง นับแต่ดินแดนทางเหนือยอมสยบ รอบข้างต้าเยี่ยนก็ไร้ซึ่งศัตรูที่จะมาสั่นคลอนอำนาจได้อีก

แม้ภายในจะมีการสะสมความขัดแย้งอย่างรุนแรง ขุมกำลังทหารตามท้องที่ต่างถือครองอำนาจล้นมือ ทั้งยังมีเฉินจื่ออี้ผู้เก่งกาจราวกับไร้ผู้ต้านทาน แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา พันธุ์พืชที่เยี่ยนเซียนนำมาก็ช่วยให้ท้องราษฎรอิ่มหนำสำราญชั่วคราว อีกทั้งเฉินจื่ออี้ก็มิได้มีใจคิดกบฏ ทั้งตัวเขาและฮ่องเต้องค์เก่าต่างก็สามารถสะกดขุนพลจากที่ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้ ต้าเยี่ยนจึงยากจะเกิดกลียุคประเภทแผ่นดินล่มสลายหรือฟ้าถล่มดินทลายขึ้นในทันที กว่าจะถึงขั้นผลัดแผ่นดินตามที่จิ้งจอกกล่าวไว้ คงยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี

ความวุ่นวายในยามนี้ ส่วนใหญ่น่าจะเริ่มมาจากภายในนครฉางจิง

มันคือ ‘กลียุคในยุครุ่งเรือง’

ความโกลาหลในยุคเช่นนี้มีความพิเศษยิ่ง หากมันไม่ขยายตัวจนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงกว่าเดิม ไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะ ราษฎรในท้องที่ต่างๆ ย่อมยากจะล่วงรู้ความจริงทั้งหมด มักต้องรอจนเวลาผ่านไปหลายปี เมื่อบันทึกพงศาวดารหรือตำราของเหล่าบัณฑิตถูกเผยแพร่ออกมา คนรุ่นหลังที่พลิกอ่านจึงจะได้รู้ว่า ที่แท้เรื่องราวในตอนนั้นเป็นเช่นนี้เอง

และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซ่งโหยวเดินอยู่บนถนนทางการ เขาก็พบคนนำสารควบม้าผ่านไปอย่างเร่งรีบอยู่บ่อยครั้ง

ดูเหมือนนั่นจะเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างหนึ่ง

ต้นไม้ใหญ่ที่นกนางแอ่นพูดถึงคือต้นหวงเก๋อหลาน มันเติบโตจนสูงใหญ่และเขียวชอุ่ม แผ่กิ่งก้านสาขาจนเกิดร่มเงาขนาดใหญ่ปกคลุมพื้นดินเบื้องล่าง พื้นที่ใต้ต้นไม้จึงไร้ซึ่งพงหญ้า

คาดว่าเหล่าพ่อค้าและนักเดินทางที่ผ่านไปมาคงมักจะมาอาศัยร่มเงาหลบแดดฝนที่นี่ พื้นดินจึงถูกเหยียบย่ำจนเรียบแข็ง ทั้งยังมีคนขนหินมาวางไว้ ซึ่งบัดนี้ถูกขัดจนมันเลื่อมจากการนั่งทับของบรรดานักเดินทาง อีกทั้งยังมีคนก่อเตาไฟทิ้งไว้ หลายปีผ่านไปก็ไม่มีใครรื้อถอน มีแต่จะส่งต่อกันมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเคยช่วยชุบเลี้ยงนักเดินทางมาแล้วกี่มากน้อย

เมื่อซ่งโหยวเดินเข้าไปใกล้ เขาก็ได้กลิ่นหอมจรุงใจลอยมา

พอเงยหน้าขึ้นมองจึงพบว่า ยามนี้เป็นช่วงที่หวงเก๋อหลานออกดอกพอดี ดอกไม้สีขาวราวหยกพราวสะพรั่งไปทั้งต้น

ดอกหวงเก๋อหลานสีขาวนวลอมเหลืองดุจเนื้อหยก กลีบดอกเรียวยาวทว่าร่วงหล่นง่าย แผ่กระจายเต็มพื้นดินเป็นวงเล็กๆ กลิ่นหอมขจายส่งผลให้ผู้ที่ได้กลิ่นต่างรู้สึกเบิกบานใจ ราวกับเบื้องบนมีประสงค์จะให้ซ่งโหยวรั้งรอพักพิง ณ ที่แห่งนี้สักชั่วครู่

“เช่นนั้นก็ได้…”

ซ่งโหยวพึมพำคล้ายพูดกับตนเอง เขาปลดสัมภาระลงจากหลังม้าสีแดงเข้มวางไว้บนพื้น หยิบเบ็ดตกปลาส่งให้เด็กหญิงข้างกาย ก่อนจะหยิบเครื่องเทศเกลือปรุงรสออกมา

นกนางแอ่นคืนร่างเป็นมนุษย์ ออกไปช่วยเขาเก็บฟืน

ไม่นานนัก ซ่งโหยวก็เริ่มย่างปลาอยู่ใต้ร่มไม้

ปลาหญ้าตัวเขื่องที่แม่นางสามสีใช้ใบหญ้าตกขึ้นมา ถูกหิ้วมาส่งให้ในสภาพที่ขูดเกล็ดล้างเครื่องในสะอาดสะอ้าน เขาลงมีดบั้งเนื้อปลาหมักจนเข้าที่ เสียบด้วยกิ่งไม้เพียงกิ่งเดียวแล้ววางพาดเหนือกองไฟ ย่างด้วยไฟรุมๆ อย่างใจเย็น พลางพรมน้ำมันลงไปให้ทั่วเป็นระยะ กลิ่นหอมรัญจวนจึงขจายไปตามสายลมโชยใต้ร่มไม้ ดึงดูดสายตาของเด็กหญิงตัวน้อยให้จับจ้องไม่วางตา

จากนั้นซ่งโหยวจึงโรยเกลือปรุงรสเบาๆ

เด็กหญิงเยื้องย่างสายตาตามการเคลื่อนไหวของเขาอย่างจดจ่อ มิยอมให้รายละเอียดใดเล็ดลอดไปแม้แต่นิดเดียว

ทันใดนั้น นางพลันเหลียวขวับไปทางซ้ายของถนน คล้ายแว่วสุ่มเสียงบางอย่าง ก่อนจะจับจ้องนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นไม่ละสายตา

ชาวยุทธ์กลุ่มหนึ่งกำลังเดินฝ่าแดดมา

คนเหล่านี้ดูปลอดโปร่งใจ เดินไปพลางสนทนาไปพลางอย่างออกรส

ในยามที่ซ่งโหยวเห็นพวกเขา พวกเขาก็สังเกตเห็นกลุ่มคนใต้ต้นไม้เช่นกัน เสียงสนทนาชะงักลงโดยสัญชาตญาณ ครั้นเมื่อเห็นชัดว่าเป็นนักพรตผู้หนึ่ง ท่าทีจึงกลับมาผ่อนคลายดังเดิม ทว่าคล้ายจะจงใจไม่เอ่ยถึงหัวข้อก่อนหน้าอีก แต่กลับบ่นพร่ำถึงความร้อนระอุของอากาศในวันนี้แทน

เหล่าชาวยุทธ์กลุ่มนี้ตั้งใจจะมาพักผ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่เช่นกัน เมื่อเดินเข้ามาถึงก็กวาดสายตามองซ่งโหยวเล็กน้อย มีการทักทายปราศรัยกันไม่กี่ประโยคก่อนจะพากันทรุดตัวลงนั่ง

ผู้ที่มีอาวุโสนั่งบนโขดหิน ส่วนผู้เยาว์ก็นั่งลงบนพื้นดิน หยิบหมั่นโถวออกมาแบ่งกันกิน พร้อมกับผลัดกันจิบน้ำจากถุงหนัง

ปลาของซ่งโหยวใกล้จะสุกได้ที่แล้ว

แม่นางสามสีไปเก็บใบบัวจากริมน้ำมาใช้แทนจานข้าว ผู้อาวุโสหนึ่งคนและเด็กน้อยหนึ่งคนต่างถือตะเกียบกันคนละคู่ คอยคีบเนื้อปลาป้อนให้นกนางแอ่นบ้างเป็นครั้งคราว กินกันอย่างเอร็ดอร่อยสำราญใจ

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว แม้หมั่นโถวของเหล่าชาวยุทธ์จะมีไส้ ทว่ามันก็เย็นชืดเสียแล้ว ยิ่งมาเจอกับกลิ่นปลาที่ซ่งโหยวโรยเครื่องเทศไว้มากมาย ย่างจนหนังกรอบเกรียมส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายด้วยฤทธิ์ไฟ บรรดาจอมยุทธเหล่านั้นก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองมาทางเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

สุดท้ายเมื่อทนเย้ายวนไม่ไหว จึงทำได้เพียงเบือนหน้าหนีแล้ววกกลับไปสนทนาเรื่องเดิมเพื่อเบนความสนใจ

“แล้วยามนี้ใครเป็นผู้ดูแลนครฉางจิง”

“ย่อมต้องเป็นซุ่นอ๋องที่ดูแลอยู่แล้ว!”

“มิรู้ว่ารัชสมัยหมิงเต๋อจะสืบเนื่องไปได้ถึงคราใด…”

“ช่างหัวมันปะไร! ขอเพียงอย่าเกิดศึกใหญ่เป็นพอ ต่อให้ต้องรบกันจริงๆ ก็อย่าให้ลามมาถึงที่นี่เลย จะมีชีวิตที่สงบสุขได้สักกี่วันมันไม่ใช่เรื่องง่าย!”

ซ่งโหยวได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหน้ากลับไปมอง

เหล่าชาวยุทธ์ยังคงก้มหน้าก้มตาหารือกันต่อ

“ทว่าองค์รัชทายาทและฝ่าบาทต่างลี้ภัยไปยังอี้โจว เหตุใดที่ลั่วโจวถึงได้ดูตึงเครียดนักเล่า”

“อย่าพูดจาซี้ซั้ว!”

ผู้อาวุโสในกลุ่มเอ่ยปรามคนหนุ่มทันควัน พร้อมกับเหลียวมองมาทางซ่งโหยว ประจวบเหมาะกับสายตาของนักพรตหนุ่มที่ทอดมองมาพอดี

โชคดีที่เห็นว่าซ่งโหยวเป็นนักพรต เขาจึงเบาใจลงบ้าง

ซ่งโหยวอาศัยจังหวะนี้เอ่ยถามขึ้นว่า “มิทราบว่าที่พวกท่านกล่าวมานั้นหมายความว่าอย่างไร เกิดสิ่งใดขึ้นกับนครฉางจิงหรือ”

“คุณชายยังมิได้ข่าวรึ”

“ดูเหมือนทางข้างหลังจะยังไม่มีใครได้ยินข่าวเลย”

“ก็จริง ข่าวคราวยังคงส่งมาไม่ถึงที่นี่ แต่คาดว่าคงอีกไม่นานนัก” ชาวยุทธ์ผู้อาวุโสกว่ามิได้ปฏิเสธที่จะตอบ เพียงแต่ระมัดระวังถ้อยคำอยู่บ้าง “พวกเราก็เพียงได้ยินมาว่า กองกำลังที่เดิมทีคอยอารักขานครหลวงกลับบุกเข้าฉางจิงกะทันหัน โดยกล่าวหาว่าองค์รัชทายาทปลอมแปลงราชโองการ ทั้งยังควบคุมตัวฝ่าบาทไว้เพื่อคิดการมิชอบ ส่วนพระราชโอรสองค์โตหรือซุ่นอ๋องในยามนี้ ได้รับราชโองการลับให้เข้าเมืองหลวง ปัจจุบันในฉางจิงล้วนเป็นซุ่นอ๋องที่กุมอำนาจสิทธิ์ขาด”

“ถึงขั้นนี้เชียวหรือ…”

ซ่งโหยวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อ “แล้วที่ท่านกล่าวเมื่อครู่ว่า มุ่งหน้าไปยังเมืองอี้ตูนั้น หมายความว่าอย่างไร”

“นี่…นี่ก็เป็นเพียงข่าวลือ…”

จอมยุทธผู้อาวุโสเริ่มมีความระแวดระวังมากขึ้น

“เช่นนั้นก็ช่างเถิด”

“ฮ่า! มันก็แค่ข่าวลือในยุทธภพ หากท่านอาจารย์เดินหน้าต่อไปย่อมจะได้รู้เอง ยามนี้ข้างหน้ามีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว เรื่องเหลวไหลอันใดก็มีคนพูดทั้งนั้น” จอมยุทธกล่าวพลางลังเลเล็กน้อย “ที่เขาว่ากันก็คือ… องค์รัชทายาททรงพาฝ่าบาทและเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋น มุ่งหน้าลี้ภัยไปยังทิศทางของเมืองอี้ตู”

“อี้ตู…”

ซ่งโหยวนิ่งคิดอยู่ในใจ

ชาวยุทธ์ผู้นี้ช่างเลือกใช้คำได้แยบคายนัก มิได้บอกว่ารัชทายาทข่มขู่ฝ่าบาท และมิได้บอกว่ารัชทายาทกับฝ่าบาทร่วมทางกัน ทั้งยังเลี่ยงที่จะใช้คำว่า ‘หนี’ หรือ ‘ย้ายระบอบ’ นับว่ามีไหวพริบไม่น้อย

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาเคยคาดการณ์ไว้

ในบรรดาพระราชโอรสทั้งสอง องค์โตนั้นมีความกล้าหาญและสง่าราศีมากกว่าองค์เล็ก มีความคล้ายคลึงกับฮ่องเต้องค์เก่ามากกว่า ส่วนองค์เล็กแม้จะเป็นโอรสสายตรง ทว่าตระกูลฝ่ายมารดากลับเสื่อมถอยมานาน แม้แต่จวนไท่เว่ยที่ตกต่ำที่สุดก็ล่มสลายไปเมื่อหลายปีก่อน ในทางกลับกัน มารดาของโอรสองค์โตกลับเป็นที่โปรดปราน ตระกูลเดิมเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ที่สร้างแม่ทัพมามากมาย และกุมกำลังทหารรักษาพระองค์รอบนครฉางจิงไว้ในมือ

บุคลิกเช่นพระราชโอรสองค์โต ย่อมง่ายต่อการได้รับการสนับสนุนจากขุนศึกและแม่ทัพนายกองเป็นธรรมดา

ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนั้นใครหลายคนก็มองออกว่า ท่ามกลางพระราชโอรสทั้งสอง ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานและพอพระทัยในตัวโอรสองค์โตที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับพระองค์มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

หากฮ่องเต้องค์เก่ารีบสถาปนาองค์รัชทายาทให้เร็วกว่านี้ ย่อมมีเวลาและกำลังเพียงพอที่จะปูทางให้ ทำลายขุมกำลังฝ่ายมารดาขององค์โตเสีย แต่พระองค์กลับผลัดวันประกันพรุ่งมาโดยตลอด จนสุดท้ายก็มิอาจรู้ได้ว่าพระองค์ยังมีพระทัยจะทำอยู่หรือไม่ หรือยังคงถือดีในอำนาจที่มิมีใครกล้าขัดขืน แต่ถึงแม้จะมีใจ ทว่ายามนี้เกรงว่าคงสิ้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรงเสียแล้ว

การประวิงเวลาที่เนิ่นนานปานนี้ ทำให้มิรู้ว่ามีกี่ผู้คนที่เลือกยืนอยู่เบื้องหลังองค์โต เพราะล้วนแต่มีผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสิ้น

แคว้นต้าเยี่ยนสถาปนามาสองร้อยกว่าปี ความขัดแย้งในใต้หล้าสั่งสมมาเนิ่นนาน ชนชั้นทางสังคมก็ไร้การผลัดเปลี่ยนมานานแสนนานเช่นกัน มิรู้ว่ามีผู้คนจำนวนเท่าใดที่เฝ้ารอโอกาสจะทะยานขึ้นสู่เบื้องบน ความวุ่นวายครั้งนี้หากมิรีบจบลงโดยเร็ว เกรงว่าจะลุกลามใหญ่โตจนกระทบไปถึงรากแก้ว

“ในเมื่อองค์รัชทายาทและฝ่าบาทมุ่งหน้าไปยังอี้โจว ต่อให้ซุ่นอ๋องจะยกทัพติดตามไป ก็ควรเป็นทิศทางที่ตรงกันข้ามกับที่นี่ เหตุใดเมื่อครู่ข้าถึงได้ยินพวกท่านบอกว่า ทางด้านนี้ก็มีความผิดปกติเช่นกันเล่า”

“เรื่องนั้นใครจะไปรู้ เพียงแต่ได้ยินคนข้างหน้าบอกกันมามากว่า เห็นกองกำลังทหารขบวนใหญ่กำลังเคลื่อนพล ขบวนนั้นยาวเหยียดจนมองไม่เห็นหางแถวเลยทีเดียว” จอมยุทธกล่าว “บางทีอาจเป็นทหารรักษาการณ์ของลั่วโจวและอวี๋โจว ที่ได้รับคำสั่งจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้เคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่งกระมัง”

“ขอบพระคุณที่แจ้งให้ทราบ”

“พบกันในยุทธภพ นับเป็นวาสนา” จอมยุทธประสานมือให้เขา “สนทนาริมทาง มิต้องทิ้งนาม”

“ย่อมเป็นเช่นนั้น ย่อมเป็นเช่นนั้น…”

ซ่งโหยวรีบประสานมือคารวะตอบพลางกล่าวรัวเร็ว

เหล่าชาวยุทธ์พักผ่อนครู่หนึ่งก็จากไป

ทิ้งไว้เพียงซ่งโหยวที่ยังคงนั่งกินปลาย่างใต้ร่มไม้ริมทาง หลบแดดอันร้อนระอุต่อไป

นี่เป็นเพียงบ่ายวันหนึ่งที่แสนธรรมดา อวี๋โจวภายใต้แสงแดดแผดเผายังคงดูไม่ต่างจากเดิม ทว่าเขากลับได้รับรู้ข่าวสารที่อยู่ไกลออกไปนับพันลี้ในระหว่างการเดินทาง ขณะที่ชาวอวี๋โจวเบื้องหลังกลับมิอาจล่วงรู้เลยว่า นครหลวงของราชวงศ์ที่เคยเข้มแข็งและรุ่งเรืองที่สุดเท่าที่เคยมีมา ได้เกิดการผลัดเปลี่ยนอำนาจครั้งรุนแรงไปเสียแล้ว โดยที่เบื้องหลังอันคละคลุ้งด้วยคาวเลือดและความรุนแรงนั้น หามีผู้ใดเอ่ยถึงไม่

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 488 ความวุ่นวายแห่งนครฉางจิง"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย