ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 487 แดนมังกรผงาด
บทที่ 487 แดนมังกรผงาด
………………..
โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!
อิ้ง…อิ้ง…
เสียงเห่ากระโชกของสุนัขล่าเนื้อ เสียงคร่ำครวญของสุนัขจิ้งจอก ระคนกับเสียงตะคอกด่าทอของเหล่าทหารดังระงม ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้านั้นทั้งโกลาหลและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
เมื่อจิ้งจอกกลายเป็นภัยพิบัติ ผู้คนย่อมต้องออกล่าสังหาร และสมควรล่าสังหาร เช่นเดียวกับเหตุการณ์เสืออาละวาดที่อำเภอจินเหอ ทว่าความอนาถใจที่ปรากฏแก่สายตานั้นก็เป็นความจริง หากผู้ใดพบเห็นแล้วเกิดความเวทนาสงสาร ย่อมเป็นเรื่องปกติของปุถุชน
ในขณะที่ซ่งโหยวกำลังจะดึงแม่นางสามสีเข้ามาเพื่อบังตาให้นาง ทันใดนั้นก็เกิดลมประหลาดพัดวูบขึ้นมา
ฟิ้ว…
ฝุ่นทรายและกรวดหินบนถนนปลิวว่อนจนแสบตา
แม้แต่เศษใบไม้เน่าข้างทางยังถูกพัดลอยละลิ่วไปในอากาศ
เอ๋ง…เอ๋ง…
สุนัขล่าเนื้อที่เคยกำแหงดุดันเมื่อครู่ กลับหดหัวขดหางส่งเสียงครางแหลมด้วยความหวาดกลัว
เหล่าทหารต่างรีบยกแขนเสื้อขึ้นป้องหน้าเพื่อกำบังลมพายุ พลางหรี่ตามองออกไป
ปรากฏร่างของจิ้งจอกขนสีเหลืองตัวหนึ่งเดินออกมาจากที่ใดไม่ทราบ ขนาดของมันราวกับสุนัขบ้าน ที่เรียกว่าจิ้งจอกเพราะมันมีปากที่แหลมยาว แต่สัดส่วนร่างกายกลับแตกต่างจากจิ้งจอกทั่วไป ที่สะดุดตาที่สุดคือมันมีขนคิ้วยาวสองเส้น ยาวเกือบหนึ่งฉื่อห้อยย้อยลงมาจากเหนือดวงตา พลิ้วไหวไปตามจังหวะก้าวเดินและแรงลม
เหล่าทหารเห็นดังนั้นต่างพากันตื่นตระหนก
จิ้งจอกประหลาดสีเหลืองตัวนั้นย่างกรายเข้ามาอย่างเนิบนาบ ท่วงท่าสง่างาม มันมิได้ชายตามองเหล่าทหารแม้แต่น้อย
มิได้มองจิ้งจอกเหล่านั้น และมิได้มองซ่งโหยว
ราวกับว่ามันเพียงแค่บังเอิญเดินผ่านมาทางนี้เท่านั้น
ทว่าลมพายุที่อาละวาดไปทั่วถนนกลับพัดออกมาจากตัวมัน มันเดินไปที่ใด ที่นั่นย่อมเป็นจุดที่ลมกรรโชกแรงที่สุด
“นั่นปีศาจตัวใดกัน!”
นายกองทหารผู้หนึ่งใจกล้าพอตัว ตะโกนก้องสั่งการ
“เจ้าเหลือง! บุก!”
“เจ้าดำ!”
นายกองเร่งเร้าให้สุนัขล่าเนื้อเข้าไปจัดการ
ทว่าไม่ว่าเขาจะเร่งเร้าอย่างไร สุนัขล่าเนื้อที่ปกติใจกล้าจนแม้แต่หมีหรือเสือดาวก็ยังกล้าพุ่งเข้าใส่ กลับมิมีตัวใดกล้าขยับเขยื้อน ยิ่งเมื่อจิ้งจอกตัวนั้นหยุดฝีเท้าแล้วหันหน้ามามองทางนี้ สุนัขทุกตัวต่างก็หมอบราบกับพื้นหูตูบ ส่งเสียงครางหงิงๆ ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว
เหล่าทหารทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว
อย่างไรเสีย ในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ย่อมมีผู้กล้าบ้าบิ่น ท่ามกลางแสงแดดจ้ากลางวันแสกๆ เช่นนี้ ย่อมมีผู้กล้าประลองกับสิ่งชั่วร้าย
มีคนน้อมสายธนูยิงออกไป ทว่าลูกธนูพุ่งไปได้เพียงไม่กี่ฉื่อก็ร่วงกราวลงพื้นเอง มีคนถือดาบพุ่งเข้าไป ทว่าเพิ่งก้าวไปได้เพียงสองก้าว รองเท้าและเท้ากลับราวกับยึดติดอยู่ที่พื้น จะก้าวอย่างไรก็ก้าวไม่ออก ส่วนผู้ที่ขี่ม้าพยายามไสม้าเข้าไป ม้าตัวนั้นก็เอาแต่ยืนนิ่งไม่ไหวติงต่อให้จะถูกเฆี่ยนตีเพียงใด
ต่อมา อาวุธในมือของแต่ละคนราวกับหนักอึ้งขึ้นหลายสิบชั่ง พากันหลุดมือร่วงหล่น ลำพังมือเดียวมิอาจยกขึ้นได้เลย
ถึงตอนนี้ เหล่าทหารต่างก็ขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน
บนชั้นสองของอาคารริมถนนเริ่มมีเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ชาวบ้านต่างรีบปิดหน้าต่างแน่นหนา ไม่กล้ามองดูต่อ
จิ้งจอกประหลาดตัวนั้นยังคงเมินเฉยต่อพวกเขา
จิ้งจอกธรรมดาตัวอื่นๆ ดูเหมือนจะหวาดกลัวมันยิ่งนัก ต่างสั่นเทาจนก้าวขาไม่ออก รอจนมันเดินห่างออกไปสักพักจึงได้สติ พากันฉวยโอกาสนี้หลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ
ซ่งโหยวยังคงยืนพิงกำแพงอยู่เคียงข้างแม่นางสามสีและม้าสีแดงเข้ม บนหัวม้ามีนกนางแอ่นเกาะอยู่หนึ่งตัว ดวงตาทั้งสี่คู่มีท่าทีแทบจะเหมือนกันโดยสิ้นเชิง คือการเบือนหน้ามองตามจิ้งจอกตัวนั้น
จิ้งจอกตัวนั้นดูเหมือนจะรับรู้ถึงสายตาของพวกเขา รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ขณะที่เดินอยู่นั้นฝีเท้าพลันชะงักลง แล้วหันกลับมามองทางพวกเขา
ในดวงตาคู่นั้นปรากฏแววประหลาดใจเป็นครั้งแรก
“ฟิ้ว…”
ลมประหลาดพัดวูบเดียว จิ้งจอกตัวนั้นก็หายวับไป
อาวุธในมือทหารและเท้าที่ถูกตรึงอยู่กับพื้นเพิ่งจะกลับคืนสู่สภาพปกติ มีเพียงสุนัขล่าเนื้อที่ยังคงหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ต่างหดหูหดคอ ไม่กล้ามองไปทางนั้นอีก
“นั่นมันปีศาจอะไรกัน”
“ประหลาดแท้!”
“จะเอาอย่างไรต่อดี”
“กลับไปรายงานผู้ตรวจตราเถิด!”
“นี่มันชั่วร้ายเกินไปแล้ว…”
“มีนักพรตอยู่คนหนึ่ง…”
“อย่าไปสนใจเขาเลย! รีบไปเร็วเข้า!”
ทหารจำนวนมากพากันขนซากจิ้งจอกที่ล่าได้จากไป ชาวบ้านก็ไม่กล้าเปิดประตูหน้าต่าง ชั่วพริบตาเดียว ทั้งอำเภอฝูเหยาก็ราวกับเหลือเพียงกลุ่มนักพรตเท่านั้น
“นั่นคือตัวอะไร”
เด็กหญิงตัวน้อยหันมาถามนักพรตของนาง
“จิ้งจอกวายุ”
นกนางแอ่นที่เกาะอยู่บนหัวม้าเป็นผู้ตอบนาง
กลุ่มนักพรตเดินทางต่อไป เสียงกีบม้ากระทบหินเขียวดังก้องไปตามถนนที่เงียบสงัด
เดินไปเดินมา รอบกายพลันเกิดลมพัดขึ้นอีกครั้ง
ลมครั้งนี้อ่อนโยนกว่ามาก ทว่ากลับทำให้แม่นางสามสีที่กำลังระแวดระวังอยู่ถึงกับขนลุกซู่ เกือบจะกระโดดตีลังกากลับหลังอยู่กับที่ พอนางควบคุมสติได้แล้วหันไปมอง
ไม่ทราบว่าข้างกายมีจิ้งจอกเพิ่มมาอีกตัวหนึ่งตั้งแต่เมื่อใด
เป็นจิ้งจอกประหลาดขนคิ้วยาวตัวเมื่อครู่นั่นเอง
ในยามที่แม่นางสามสีไม่ทันรู้ตัว จิ้งจอกประหลาดตัวนั้นก็ได้มาปรากฏกายอยู่ข้างๆ พวกเขาแล้ว และกำลังก้าวเดินอย่างสบายอารมณ์ไปพร้อมกับพวกเขา
เด็กหญิงตัวน้อยขนลุกชันไปทั้งตัว แม้แต่ผมที่มัดเป็นจุกยังดูพองฟูขึ้นเล็กน้อย
จิ้งจอกตัวนั้นหันหน้ามามองพวกเขา
เมื่อมันอ้าปาก ก็เปล่งเสียงพูดเป็นภาษามนุษย์
“ทายาทแห่งอารามฝูหลงหรือ”
“ถูกต้องแล้ว”
นักพรตหนุ่มหันไปสบตากับมัน ฝีเท้ามิได้หยุดชะงัก พลางครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ท่านเคยพบท่านปรมาจารย์ฝูหยางแห่งอารามข้าหรือ”
“ข้ามิได้อายุยืนยาวถึงเพียงนั้น แต่ข้าเคยพบนักพรตเทียนซ่วน”
“อาจารย์ทวดเทียนซ่วน…”
ซ่งโหยวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“นึกไม่ถึงล่ะซี ครานั้นภัยเงียบของต้าเยี่ยนรุนแรงกว่าที่หลายคนคิดนัก ยามนั้นใต้หล้าควรจะตกอยู่ในความโกลาหลไปแล้ว เพียงแต่อาจารย์ทวดเทียนซ่วนของเจ้าสูงส่งเกินไป นอกจากจะต่ออายุขัยให้ใต้หล้าแล้ว วิธีการของเขายังแยบยลจนคนจำนวนมากไม่ทันสังเกตเห็นว่าต้าเยี่ยนในตอนนั้นได้เหยียบย่างเข้าสู่ขอบเหวแห่งกลียุคแล้ว มีคนไม่รู้เท่าใดถูกเขาใช้งานเพื่อค้ำจุนแผ่นดิน โดยที่ทั้งตนเองและผู้อื่นต่างไม่รู้ตัวเลย” จิ้งจอกประหลาดเดินไปพูดไป “หลังจากนั้นหลายสิบปี ต้าเยี่ยนก็ยิ่งรุ่งเรืองเข้มแข็งจนถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และอีกหลายร้อยปีหลังจากนี้ก็คงไม่มีใครเทียบได้ ผู้คนจึงยิ่งไม่คิดเช่นนั้นเข้าไปใหญ่”
“นึกไม่ถึงจริงๆ”
ซ่งโหยวตอบตามตรง
ทว่าเขานั้นเชื่อคำพูดของจิ้งจอกวายุ
ไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมดที่มันพูด เพียงแค่ได้ยินว่ามันเคยพบนักพรตเทียนซ่วน เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าในตอนนั้น ใต้หล้าได้มาถึงจุดที่มวลลมเมฆกำลังจะแปรปรวนแล้วจริงๆ
“แล้วเจ้าเล่า” จิ้งจอกประหลาดหันมาจ้องเขาเขม็ง “เจ้าเองก็คิดจะต่ออายุขัยให้ใต้หล้าด้วยอย่างนั้นหรือ”
“น่าเสียดายที่ในข้ามิได้มีตบะแก่กล้าเท่าอาจารย์ทวด”
“นั่นก็จริง ทายาทอารามฝูหลงตั้งกี่รุ่นต่อกี่รุ่นมานี้ เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดมีวิชาเหนือไปกว่าคนผู้นั้นอีกแล้ว!”
ซ่งโหยวฟังจบเพียงแต่เม้มปากเล็กน้อย มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
ทายาทอารามฝูหลงแต่ละรุ่นล้วนแตกต่าง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะตน แม้ตบะบารมีอาจมีสูงต่ำต่างกันไป ทว่าคำกล่าวของจิ้งจอกประหลาดตนนี้ก็เป็นเพียงทัศนะส่วนตัวของมันเท่านั้น ตามตำนานเล่าว่า ‘จิ้งจอกวายุ’ เชี่ยวชาญการพยากรณ์ รู้แจ้งอนาคต ในบรรดาทายาทอารามฝูหลงมากมาย มันกลับเคยพบเพียงนักพรตเทียนซ่วน ซึ่งมีความสามารถในสายทางเดียวกับมันพอดี จึงไม่แปลกที่มันจะยกย่องนักพรตเทียนซ่วนเป็นพิเศษ
“แต่ข้าเห็นว่าเจ้าดูพิเศษกว่าอาจารย์ทวดของเจ้าเสียอีก…” จิ้งจอกประหลาดจ้องเขาเขม็ง น้ำเสียงพลันแหลมสูงขึ้นมา “เจ้าต้องมีวิชาอื่นที่ล้ำเลิศกว่านั้นแน่!”
“มิกล้ารับคำ”
“มันคืออะไร! บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าคืออะไร!”
จิ้งจอกประหลาดพลันแสดงท่าทีราวกับเสียสติ
“ท่านผู้อาวุโส…”
“รีบบอกข้ามา! บอกมาเร็วเข้า!”
“โปรดใจเย็นก่อน”
“…”
จิ้งจอกประหลาดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม มันหันไปมองเบื้องหน้าแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมามองพวกเขาต่อ “ช่างเถิด อย่างไรเสียไม่ช้าก็เร็วข้าก็ต้องรู้อยู่ดี”
“แล้วเหตุใดท่านจึงมาที่นี่เล่า”
“เจ้าไม่รู้รึ”
“ข้าไม่ทราบ”
“เจ้าจะไม่รู้ได้อย่างไร”
“ข้าบอกแล้วไงว่าข้ามิได้มีวิชาเหมือนอาจารย์ทวดเทียนซ่วน”
“นี่เจ้าไม่รู้จริงๆ รึ!”
“…”
“เอาอย่างนี้ เจ้าบอกข้ามาว่าเจ้ามีวิชาอะไร แล้วข้าจะบอกเจ้าว่าเหตุใดข้าจึงมาที่นี่ และเหตุใดที่นี่จึงเป็นที่ชุมนุมของเหล่าปีศาจ ตกลงหรือไม่”
“ข้าฝึกวิชาวัฏจักรสี่ฤดู ซึ่งมีอานุภาพพลิกแพลงไร้ที่สิ้นสุด ส่วนวิชาอื่นๆ ก็พอร่ำเรียนมาบ้าง เชี่ยวชาญการประลองเวท”
จิ้งจอกประหลาดได้ยินดังนั้นกลับร้อนรนขึ้นมาอีกครั้ง ตะโกนก้องอย่างบ้าคลั่ง
“ไม่ใช่สิ่งนี้! ไม่ใช่สิ่งนี้!”
“เช่นนั้นยังมีสิ่งใดอีก”
“ไม่ใช่สิ่งนี้!”
“หากท่านไม่อยากพูดก็ช่างเถิด”
“…”
จิ้งจอกประหลาดถึงกับอึ้งงันไปครู่ใหญ่ รู้สึกอึดอัดใจจนบอกไม่ถูก
กลุ่มนักพรตยังคงเดินมุ่งหน้าไปทางประตูเมืองทิศตะวันตกต่อไป ตลอดทางไร้ผู้คน
จิ้งจอกประหลาดคอยตามรังควานไม่เลิกรา ทว่านักพรตหนุ่มกลับไม่ตอบคำถามใดๆ ซ้ำยังบอกว่าไม่อยากฟังความลับของที่นี่แล้ว เรื่องนี้จะยอมได้อย่างไร
มันเตรียมคำตอบไว้ในใจพร้อมหมดแล้ว หากไม่ได้พูดออกมามันคงอกแตกตายเป็นแน่
“ที่นี่คือชัยภูมิที่เรียกขานกันว่า ‘ดินแดนมังกรผงาด’!”
จิ้งจอกประหลาดตัดสินใจเอ่ยปากบอกซ่งโหยวเอง
“…”
ฝีเท้าของซ่งโหยวชะงักลงเล็กน้อยอย่างอดเสียไม่ได้
จิ้งจอกประหลาดเห็นดังนั้นก็พึงพอใจยิ่งนัก พลางเดินไปพูดไปว่า “ใต้หล้าใกล้จะเข้าสู่กลียุคแล้ว…อ้อ ไม่สิ เริ่มปั่นป่วนขึ้นมาแล้วต่างหาก ข้าสัมผัสได้ว่ามีคนคอยต่ออายุขัยให้มันอยู่ มิใช่ฝีมือเจ้าหรอกรึ”
“…”
“จะเกิดความวุ่นวายขึ้นแล้ว! มันจะเกิดขึ้นแล้ว!”
“…”
“ฮ่องเต้องค์ต่อไป จะถือกำเนิดขึ้นที่นี่!”
จิ้งจอกประหลาดตะโกนก้องกลางถนนราวกับไม่มีผู้ใดอยู่รอบข้าง โชคดีที่เสียงของจิ้งจอกเดิมทีไม่ดังนัก ประกอบกับท่ามกลางสายลมแรง เสียงจึงมิได้แว่วไปไกลเท่าใด
“ท่านผู้อาวุโส”
“?”
“ได้ยินมาว่าจิ้งจอกวายุรู้แจ้งทั้งดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ ทั้งยังพยากรณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำ และมีอายุขัยยืนยาวนับพันปี” ซ่งโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทิ้งจังหวะเล็กน้อย “ทว่าเหตุใด…จึงมิเคยมีผู้ใดพบเห็นจิ้งจอกวายุที่มีอายุถึงพันปีเลยเล่า”
“เจ้าว่าเพราะเหตุใดเล่า”
“ตามความเห็นของข้า…คงเป็นเพราะเก็บงำความลับไว้ไม่เป็น”
“กรั่กๆๆ…”
จิ้งจอกประหลาดกลับหัวเราะร่าราวกับเด็กน้อย
เพียงลมพัดผ่านวูบหนึ่ง ร่างของมันก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เบื้องหน้าคือประตูเมืองทิศตะวันตกแล้ว
เด็กหญิงตัวน้อยหันขวับมองซ้ายมองขวาไปทั่วทุกทิศทาง ท่าทางลุกลี้ลุกลนรากับเสียสติไปอีกคน ฝีเท้ายังคงก้าวเดินแต่นางเพียรหาอยู่นานก็ไม่พบว่าจิ้งจอกตัวนั้นหายไปไหน จึงยอมละสายตากลับมาแล้วเอ่ยว่า
“มันไปแล้วหรือ”
“ไปแล้ว”
“จิ้งจอกตัวนี้พูดได้ด้วย!”
“แต่ดีดพิณไม่เป็นนะ”
“หืม…”
แม่นางสามสีอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าไปมา ทว่านั่นก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้นางถามต่อ
“พวกจิ้งจอกเป็นบ้ากันหมดเลยหรือ”
“โดยธรรมชาติแล้วจิ้งจอกมีพลังล้นเหลือ นิสัยร่าเริงเกินควร เมื่อดีใจจึงมักจะดูเหมือนคนเสียสติไปบ้าง” ซ่งโหยวตอบตามความจริง “ทว่าจิ้งจอกวายุตนนั้น แม้จะชื่อว่าจิ้งจอก แต่แท้จริงแล้วมิใช่จิ้งจอก เพียงแต่มีรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายคลึงกันเท่านั้น และตัวมันกับฝูงจิ้งจอกที่ก่อภัยพิบัติในเมืองก็คงมิได้มีความเกี่ยวข้องกัน”
“แล้วมันคือตัวอะไร”
“มันคือภูตพรายที่กำเนิดจากฟ้าดิน”
“กำเนิดจากฟ้าดิน…”
ในขณะนั้นเอง พวกเขาก็เดินเข้ามาในประตูเมืองทิศตะวันตกพอดี
เมื่อเข้าสู่ซุ้มประตูเมือง แสงสว่างก็มืดสลัวลง ครั้นเดินทะลุออกไป แสงแดดก็สาดส่องมาอีกครั้ง เบื้องนอกเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน ถนนหลวงคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา มองหาจุดสิ้นสุดมิได้
เด็กหญิงตัวน้อยยังคงแหงนหน้ามองนักพรตหนุ่ม ใบหน้าเล็กๆ นั้นสะอาดหมดจด ดวงตาใสซื่อเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “แล้วเหตุใดมันถึงชื่อว่าจิ้งจอกวายุ แต่ตัวอื่นไม่เห็นชื่อจิ้งจอกวายุเลย”
“เพราะชื่อของมันหมายถึงลมที่พัดไปพัดมาน่ะ” นกนางแอ่นบนหัวม้าเอ่ยแก้ให้เบาๆ “จิ้งจอกวายุไปที่ใด ที่นั่นย่อมบังเกิดลม”
“และยังหมายถึงพายุที่โหมกระหน่ำและการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์บ้านเมืองด้วย” นักพรตหนุ่มค้ำไม้เท้าก้าวเดินไปบนถนนหลวง เสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ เมื่อใดที่จิ้งจอกวายุปรากฏตัว เมื่อนั้นย่อมเป็นยามที่แผ่นดินเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”
“มองย้อนไปในประวัติศาสตร์!”
“ใช่แล้ว…”
“หืม ประวัติศาสตร์ก็มีท้องฟ้าเช่นนี้ด้วยหรือ”
“มีสิ…”
ซ่งโหยวหลุบตามองนาง แล้วตอบอย่างสงบ “กว้างใหญ่ไพศาลเชียวละ”
………………..