Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 487 แดนมังกรผงาด

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 487 แดนมังกรผงาด
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 487 แดนมังกรผงาด

………………..

โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!

อิ้ง…อิ้ง…

เสียงเห่ากระโชกของสุนัขล่าเนื้อ เสียงคร่ำครวญของสุนัขจิ้งจอก ระคนกับเสียงตะคอกด่าทอของเหล่าทหารดังระงม ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้านั้นทั้งโกลาหลและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด

เมื่อจิ้งจอกกลายเป็นภัยพิบัติ ผู้คนย่อมต้องออกล่าสังหาร และสมควรล่าสังหาร เช่นเดียวกับเหตุการณ์เสืออาละวาดที่อำเภอจินเหอ ทว่าความอนาถใจที่ปรากฏแก่สายตานั้นก็เป็นความจริง หากผู้ใดพบเห็นแล้วเกิดความเวทนาสงสาร ย่อมเป็นเรื่องปกติของปุถุชน

ในขณะที่ซ่งโหยวกำลังจะดึงแม่นางสามสีเข้ามาเพื่อบังตาให้นาง ทันใดนั้นก็เกิดลมประหลาดพัดวูบขึ้นมา

ฟิ้ว…

ฝุ่นทรายและกรวดหินบนถนนปลิวว่อนจนแสบตา

แม้แต่เศษใบไม้เน่าข้างทางยังถูกพัดลอยละลิ่วไปในอากาศ

เอ๋ง…เอ๋ง…

สุนัขล่าเนื้อที่เคยกำแหงดุดันเมื่อครู่ กลับหดหัวขดหางส่งเสียงครางแหลมด้วยความหวาดกลัว

เหล่าทหารต่างรีบยกแขนเสื้อขึ้นป้องหน้าเพื่อกำบังลมพายุ พลางหรี่ตามองออกไป

ปรากฏร่างของจิ้งจอกขนสีเหลืองตัวหนึ่งเดินออกมาจากที่ใดไม่ทราบ ขนาดของมันราวกับสุนัขบ้าน ที่เรียกว่าจิ้งจอกเพราะมันมีปากที่แหลมยาว แต่สัดส่วนร่างกายกลับแตกต่างจากจิ้งจอกทั่วไป ที่สะดุดตาที่สุดคือมันมีขนคิ้วยาวสองเส้น ยาวเกือบหนึ่งฉื่อห้อยย้อยลงมาจากเหนือดวงตา พลิ้วไหวไปตามจังหวะก้าวเดินและแรงลม

เหล่าทหารเห็นดังนั้นต่างพากันตื่นตระหนก

จิ้งจอกประหลาดสีเหลืองตัวนั้นย่างกรายเข้ามาอย่างเนิบนาบ ท่วงท่าสง่างาม มันมิได้ชายตามองเหล่าทหารแม้แต่น้อย

มิได้มองจิ้งจอกเหล่านั้น และมิได้มองซ่งโหยว

ราวกับว่ามันเพียงแค่บังเอิญเดินผ่านมาทางนี้เท่านั้น

ทว่าลมพายุที่อาละวาดไปทั่วถนนกลับพัดออกมาจากตัวมัน มันเดินไปที่ใด ที่นั่นย่อมเป็นจุดที่ลมกรรโชกแรงที่สุด

“นั่นปีศาจตัวใดกัน!”

นายกองทหารผู้หนึ่งใจกล้าพอตัว ตะโกนก้องสั่งการ

“เจ้าเหลือง! บุก!”

“เจ้าดำ!”

นายกองเร่งเร้าให้สุนัขล่าเนื้อเข้าไปจัดการ

ทว่าไม่ว่าเขาจะเร่งเร้าอย่างไร สุนัขล่าเนื้อที่ปกติใจกล้าจนแม้แต่หมีหรือเสือดาวก็ยังกล้าพุ่งเข้าใส่ กลับมิมีตัวใดกล้าขยับเขยื้อน ยิ่งเมื่อจิ้งจอกตัวนั้นหยุดฝีเท้าแล้วหันหน้ามามองทางนี้ สุนัขทุกตัวต่างก็หมอบราบกับพื้นหูตูบ ส่งเสียงครางหงิงๆ ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว

เหล่าทหารทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว

อย่างไรเสีย ในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ย่อมมีผู้กล้าบ้าบิ่น ท่ามกลางแสงแดดจ้ากลางวันแสกๆ เช่นนี้ ย่อมมีผู้กล้าประลองกับสิ่งชั่วร้าย

มีคนน้อมสายธนูยิงออกไป ทว่าลูกธนูพุ่งไปได้เพียงไม่กี่ฉื่อก็ร่วงกราวลงพื้นเอง มีคนถือดาบพุ่งเข้าไป ทว่าเพิ่งก้าวไปได้เพียงสองก้าว รองเท้าและเท้ากลับราวกับยึดติดอยู่ที่พื้น จะก้าวอย่างไรก็ก้าวไม่ออก ส่วนผู้ที่ขี่ม้าพยายามไสม้าเข้าไป ม้าตัวนั้นก็เอาแต่ยืนนิ่งไม่ไหวติงต่อให้จะถูกเฆี่ยนตีเพียงใด

ต่อมา อาวุธในมือของแต่ละคนราวกับหนักอึ้งขึ้นหลายสิบชั่ง พากันหลุดมือร่วงหล่น ลำพังมือเดียวมิอาจยกขึ้นได้เลย

ถึงตอนนี้ เหล่าทหารต่างก็ขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน

บนชั้นสองของอาคารริมถนนเริ่มมีเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ชาวบ้านต่างรีบปิดหน้าต่างแน่นหนา ไม่กล้ามองดูต่อ

จิ้งจอกประหลาดตัวนั้นยังคงเมินเฉยต่อพวกเขา

จิ้งจอกธรรมดาตัวอื่นๆ ดูเหมือนจะหวาดกลัวมันยิ่งนัก ต่างสั่นเทาจนก้าวขาไม่ออก รอจนมันเดินห่างออกไปสักพักจึงได้สติ พากันฉวยโอกาสนี้หลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ

ซ่งโหยวยังคงยืนพิงกำแพงอยู่เคียงข้างแม่นางสามสีและม้าสีแดงเข้ม บนหัวม้ามีนกนางแอ่นเกาะอยู่หนึ่งตัว ดวงตาทั้งสี่คู่มีท่าทีแทบจะเหมือนกันโดยสิ้นเชิง คือการเบือนหน้ามองตามจิ้งจอกตัวนั้น

จิ้งจอกตัวนั้นดูเหมือนจะรับรู้ถึงสายตาของพวกเขา รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ขณะที่เดินอยู่นั้นฝีเท้าพลันชะงักลง แล้วหันกลับมามองทางพวกเขา

ในดวงตาคู่นั้นปรากฏแววประหลาดใจเป็นครั้งแรก

“ฟิ้ว…”

ลมประหลาดพัดวูบเดียว จิ้งจอกตัวนั้นก็หายวับไป

อาวุธในมือทหารและเท้าที่ถูกตรึงอยู่กับพื้นเพิ่งจะกลับคืนสู่สภาพปกติ มีเพียงสุนัขล่าเนื้อที่ยังคงหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ต่างหดหูหดคอ ไม่กล้ามองไปทางนั้นอีก

“นั่นมันปีศาจอะไรกัน”

“ประหลาดแท้!”

“จะเอาอย่างไรต่อดี”

“กลับไปรายงานผู้ตรวจตราเถิด!”

“นี่มันชั่วร้ายเกินไปแล้ว…”

“มีนักพรตอยู่คนหนึ่ง…”

“อย่าไปสนใจเขาเลย! รีบไปเร็วเข้า!”

ทหารจำนวนมากพากันขนซากจิ้งจอกที่ล่าได้จากไป ชาวบ้านก็ไม่กล้าเปิดประตูหน้าต่าง ชั่วพริบตาเดียว ทั้งอำเภอฝูเหยาก็ราวกับเหลือเพียงกลุ่มนักพรตเท่านั้น

“นั่นคือตัวอะไร”

เด็กหญิงตัวน้อยหันมาถามนักพรตของนาง

“จิ้งจอกวายุ”

นกนางแอ่นที่เกาะอยู่บนหัวม้าเป็นผู้ตอบนาง

กลุ่มนักพรตเดินทางต่อไป เสียงกีบม้ากระทบหินเขียวดังก้องไปตามถนนที่เงียบสงัด

เดินไปเดินมา รอบกายพลันเกิดลมพัดขึ้นอีกครั้ง

ลมครั้งนี้อ่อนโยนกว่ามาก ทว่ากลับทำให้แม่นางสามสีที่กำลังระแวดระวังอยู่ถึงกับขนลุกซู่ เกือบจะกระโดดตีลังกากลับหลังอยู่กับที่ พอนางควบคุมสติได้แล้วหันไปมอง

ไม่ทราบว่าข้างกายมีจิ้งจอกเพิ่มมาอีกตัวหนึ่งตั้งแต่เมื่อใด

เป็นจิ้งจอกประหลาดขนคิ้วยาวตัวเมื่อครู่นั่นเอง

ในยามที่แม่นางสามสีไม่ทันรู้ตัว จิ้งจอกประหลาดตัวนั้นก็ได้มาปรากฏกายอยู่ข้างๆ พวกเขาแล้ว และกำลังก้าวเดินอย่างสบายอารมณ์ไปพร้อมกับพวกเขา

เด็กหญิงตัวน้อยขนลุกชันไปทั้งตัว แม้แต่ผมที่มัดเป็นจุกยังดูพองฟูขึ้นเล็กน้อย

จิ้งจอกตัวนั้นหันหน้ามามองพวกเขา

เมื่อมันอ้าปาก ก็เปล่งเสียงพูดเป็นภาษามนุษย์

“ทายาทแห่งอารามฝูหลงหรือ”

“ถูกต้องแล้ว”

นักพรตหนุ่มหันไปสบตากับมัน ฝีเท้ามิได้หยุดชะงัก พลางครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ท่านเคยพบท่านปรมาจารย์ฝูหยางแห่งอารามข้าหรือ”

“ข้ามิได้อายุยืนยาวถึงเพียงนั้น แต่ข้าเคยพบนักพรตเทียนซ่วน”

“อาจารย์ทวดเทียนซ่วน…”

ซ่งโหยวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

“นึกไม่ถึงล่ะซี ครานั้นภัยเงียบของต้าเยี่ยนรุนแรงกว่าที่หลายคนคิดนัก ยามนั้นใต้หล้าควรจะตกอยู่ในความโกลาหลไปแล้ว เพียงแต่อาจารย์ทวดเทียนซ่วนของเจ้าสูงส่งเกินไป นอกจากจะต่ออายุขัยให้ใต้หล้าแล้ว วิธีการของเขายังแยบยลจนคนจำนวนมากไม่ทันสังเกตเห็นว่าต้าเยี่ยนในตอนนั้นได้เหยียบย่างเข้าสู่ขอบเหวแห่งกลียุคแล้ว มีคนไม่รู้เท่าใดถูกเขาใช้งานเพื่อค้ำจุนแผ่นดิน โดยที่ทั้งตนเองและผู้อื่นต่างไม่รู้ตัวเลย” จิ้งจอกประหลาดเดินไปพูดไป “หลังจากนั้นหลายสิบปี ต้าเยี่ยนก็ยิ่งรุ่งเรืองเข้มแข็งจนถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และอีกหลายร้อยปีหลังจากนี้ก็คงไม่มีใครเทียบได้ ผู้คนจึงยิ่งไม่คิดเช่นนั้นเข้าไปใหญ่”

“นึกไม่ถึงจริงๆ”

ซ่งโหยวตอบตามตรง

ทว่าเขานั้นเชื่อคำพูดของจิ้งจอกวายุ

ไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมดที่มันพูด เพียงแค่ได้ยินว่ามันเคยพบนักพรตเทียนซ่วน เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าในตอนนั้น ใต้หล้าได้มาถึงจุดที่มวลลมเมฆกำลังจะแปรปรวนแล้วจริงๆ

“แล้วเจ้าเล่า” จิ้งจอกประหลาดหันมาจ้องเขาเขม็ง “เจ้าเองก็คิดจะต่ออายุขัยให้ใต้หล้าด้วยอย่างนั้นหรือ”

“น่าเสียดายที่ในข้ามิได้มีตบะแก่กล้าเท่าอาจารย์ทวด”

“นั่นก็จริง ทายาทอารามฝูหลงตั้งกี่รุ่นต่อกี่รุ่นมานี้ เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดมีวิชาเหนือไปกว่าคนผู้นั้นอีกแล้ว!”

ซ่งโหยวฟังจบเพียงแต่เม้มปากเล็กน้อย มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

ทายาทอารามฝูหลงแต่ละรุ่นล้วนแตกต่าง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะตน แม้ตบะบารมีอาจมีสูงต่ำต่างกันไป ทว่าคำกล่าวของจิ้งจอกประหลาดตนนี้ก็เป็นเพียงทัศนะส่วนตัวของมันเท่านั้น ตามตำนานเล่าว่า ‘จิ้งจอกวายุ’ เชี่ยวชาญการพยากรณ์ รู้แจ้งอนาคต ในบรรดาทายาทอารามฝูหลงมากมาย มันกลับเคยพบเพียงนักพรตเทียนซ่วน ซึ่งมีความสามารถในสายทางเดียวกับมันพอดี จึงไม่แปลกที่มันจะยกย่องนักพรตเทียนซ่วนเป็นพิเศษ

“แต่ข้าเห็นว่าเจ้าดูพิเศษกว่าอาจารย์ทวดของเจ้าเสียอีก…” จิ้งจอกประหลาดจ้องเขาเขม็ง น้ำเสียงพลันแหลมสูงขึ้นมา “เจ้าต้องมีวิชาอื่นที่ล้ำเลิศกว่านั้นแน่!”

“มิกล้ารับคำ”

“มันคืออะไร! บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าคืออะไร!”

จิ้งจอกประหลาดพลันแสดงท่าทีราวกับเสียสติ

“ท่านผู้อาวุโส…”

“รีบบอกข้ามา! บอกมาเร็วเข้า!”

“โปรดใจเย็นก่อน”

“…”

จิ้งจอกประหลาดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม มันหันไปมองเบื้องหน้าแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมามองพวกเขาต่อ “ช่างเถิด อย่างไรเสียไม่ช้าก็เร็วข้าก็ต้องรู้อยู่ดี”

“แล้วเหตุใดท่านจึงมาที่นี่เล่า”

“เจ้าไม่รู้รึ”

“ข้าไม่ทราบ”

“เจ้าจะไม่รู้ได้อย่างไร”

“ข้าบอกแล้วไงว่าข้ามิได้มีวิชาเหมือนอาจารย์ทวดเทียนซ่วน”

“นี่เจ้าไม่รู้จริงๆ รึ!”

“…”

“เอาอย่างนี้ เจ้าบอกข้ามาว่าเจ้ามีวิชาอะไร แล้วข้าจะบอกเจ้าว่าเหตุใดข้าจึงมาที่นี่ และเหตุใดที่นี่จึงเป็นที่ชุมนุมของเหล่าปีศาจ ตกลงหรือไม่”

“ข้าฝึกวิชาวัฏจักรสี่ฤดู ซึ่งมีอานุภาพพลิกแพลงไร้ที่สิ้นสุด ส่วนวิชาอื่นๆ ก็พอร่ำเรียนมาบ้าง เชี่ยวชาญการประลองเวท”

จิ้งจอกประหลาดได้ยินดังนั้นกลับร้อนรนขึ้นมาอีกครั้ง ตะโกนก้องอย่างบ้าคลั่ง

“ไม่ใช่สิ่งนี้! ไม่ใช่สิ่งนี้!”

“เช่นนั้นยังมีสิ่งใดอีก”

“ไม่ใช่สิ่งนี้!”

“หากท่านไม่อยากพูดก็ช่างเถิด”

“…”

จิ้งจอกประหลาดถึงกับอึ้งงันไปครู่ใหญ่ รู้สึกอึดอัดใจจนบอกไม่ถูก

กลุ่มนักพรตยังคงเดินมุ่งหน้าไปทางประตูเมืองทิศตะวันตกต่อไป ตลอดทางไร้ผู้คน

จิ้งจอกประหลาดคอยตามรังควานไม่เลิกรา ทว่านักพรตหนุ่มกลับไม่ตอบคำถามใดๆ ซ้ำยังบอกว่าไม่อยากฟังความลับของที่นี่แล้ว เรื่องนี้จะยอมได้อย่างไร

มันเตรียมคำตอบไว้ในใจพร้อมหมดแล้ว หากไม่ได้พูดออกมามันคงอกแตกตายเป็นแน่

“ที่นี่คือชัยภูมิที่เรียกขานกันว่า ‘ดินแดนมังกรผงาด’!”

จิ้งจอกประหลาดตัดสินใจเอ่ยปากบอกซ่งโหยวเอง

“…”

ฝีเท้าของซ่งโหยวชะงักลงเล็กน้อยอย่างอดเสียไม่ได้

จิ้งจอกประหลาดเห็นดังนั้นก็พึงพอใจยิ่งนัก พลางเดินไปพูดไปว่า “ใต้หล้าใกล้จะเข้าสู่กลียุคแล้ว…อ้อ ไม่สิ เริ่มปั่นป่วนขึ้นมาแล้วต่างหาก ข้าสัมผัสได้ว่ามีคนคอยต่ออายุขัยให้มันอยู่ มิใช่ฝีมือเจ้าหรอกรึ”

“…”

“จะเกิดความวุ่นวายขึ้นแล้ว! มันจะเกิดขึ้นแล้ว!”

“…”

“ฮ่องเต้องค์ต่อไป จะถือกำเนิดขึ้นที่นี่!”

จิ้งจอกประหลาดตะโกนก้องกลางถนนราวกับไม่มีผู้ใดอยู่รอบข้าง โชคดีที่เสียงของจิ้งจอกเดิมทีไม่ดังนัก ประกอบกับท่ามกลางสายลมแรง เสียงจึงมิได้แว่วไปไกลเท่าใด

“ท่านผู้อาวุโส”

“?”

“ได้ยินมาว่าจิ้งจอกวายุรู้แจ้งทั้งดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ ทั้งยังพยากรณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำ และมีอายุขัยยืนยาวนับพันปี” ซ่งโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทิ้งจังหวะเล็กน้อย “ทว่าเหตุใด…จึงมิเคยมีผู้ใดพบเห็นจิ้งจอกวายุที่มีอายุถึงพันปีเลยเล่า”

“เจ้าว่าเพราะเหตุใดเล่า”

“ตามความเห็นของข้า…คงเป็นเพราะเก็บงำความลับไว้ไม่เป็น”

“กรั่กๆๆ…”

จิ้งจอกประหลาดกลับหัวเราะร่าราวกับเด็กน้อย

เพียงลมพัดผ่านวูบหนึ่ง ร่างของมันก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เบื้องหน้าคือประตูเมืองทิศตะวันตกแล้ว

เด็กหญิงตัวน้อยหันขวับมองซ้ายมองขวาไปทั่วทุกทิศทาง ท่าทางลุกลี้ลุกลนรากับเสียสติไปอีกคน ฝีเท้ายังคงก้าวเดินแต่นางเพียรหาอยู่นานก็ไม่พบว่าจิ้งจอกตัวนั้นหายไปไหน จึงยอมละสายตากลับมาแล้วเอ่ยว่า

“มันไปแล้วหรือ”

“ไปแล้ว”

“จิ้งจอกตัวนี้พูดได้ด้วย!”

“แต่ดีดพิณไม่เป็นนะ”

“หืม…”

แม่นางสามสีอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าไปมา ทว่านั่นก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้นางถามต่อ

“พวกจิ้งจอกเป็นบ้ากันหมดเลยหรือ”

“โดยธรรมชาติแล้วจิ้งจอกมีพลังล้นเหลือ นิสัยร่าเริงเกินควร เมื่อดีใจจึงมักจะดูเหมือนคนเสียสติไปบ้าง” ซ่งโหยวตอบตามความจริง “ทว่าจิ้งจอกวายุตนนั้น แม้จะชื่อว่าจิ้งจอก แต่แท้จริงแล้วมิใช่จิ้งจอก เพียงแต่มีรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายคลึงกันเท่านั้น และตัวมันกับฝูงจิ้งจอกที่ก่อภัยพิบัติในเมืองก็คงมิได้มีความเกี่ยวข้องกัน”

“แล้วมันคือตัวอะไร”

“มันคือภูตพรายที่กำเนิดจากฟ้าดิน”

“กำเนิดจากฟ้าดิน…”

ในขณะนั้นเอง พวกเขาก็เดินเข้ามาในประตูเมืองทิศตะวันตกพอดี

เมื่อเข้าสู่ซุ้มประตูเมือง แสงสว่างก็มืดสลัวลง ครั้นเดินทะลุออกไป แสงแดดก็สาดส่องมาอีกครั้ง เบื้องนอกเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน ถนนหลวงคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา มองหาจุดสิ้นสุดมิได้

เด็กหญิงตัวน้อยยังคงแหงนหน้ามองนักพรตหนุ่ม ใบหน้าเล็กๆ นั้นสะอาดหมดจด ดวงตาใสซื่อเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “แล้วเหตุใดมันถึงชื่อว่าจิ้งจอกวายุ แต่ตัวอื่นไม่เห็นชื่อจิ้งจอกวายุเลย”

“เพราะชื่อของมันหมายถึงลมที่พัดไปพัดมาน่ะ” นกนางแอ่นบนหัวม้าเอ่ยแก้ให้เบาๆ “จิ้งจอกวายุไปที่ใด ที่นั่นย่อมบังเกิดลม”

“และยังหมายถึงพายุที่โหมกระหน่ำและการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์บ้านเมืองด้วย” นักพรตหนุ่มค้ำไม้เท้าก้าวเดินไปบนถนนหลวง เสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ เมื่อใดที่จิ้งจอกวายุปรากฏตัว เมื่อนั้นย่อมเป็นยามที่แผ่นดินเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”

“มองย้อนไปในประวัติศาสตร์!”

“ใช่แล้ว…”

“หืม ประวัติศาสตร์ก็มีท้องฟ้าเช่นนี้ด้วยหรือ”

“มีสิ…”

ซ่งโหยวหลุบตามองนาง แล้วตอบอย่างสงบ “กว้างใหญ่ไพศาลเชียวละ”

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 487 แดนมังกรผงาด"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย