ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 485 ตระกูลสวี่ต่อกรกับผีร้าย ...............
บทที่ 485 ตระกูลสวี่ต่อกรกับผีร้าย
……………
“จิ้งจอกพวกนี้พูดไม่ได้เลยสักตัว!”
“พวกมันก็แค่จิ้งจอกธรรมดาตามป่าเขาน่ะ” ซ่งโหยวตอบพลางเคี้ยวอาหาร “ถ้าพวกมันพูดได้ ก็กลายเป็นปีศาจจิ้งจอกไปแล้ว”
“แล้วพวกมันดีดพิณเป็นไหม”
“ขนาดพูดยังพูดไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องดีดพิณเลย”
“พวกมันไม่ฉลาดเลย!”
“จะไปสู้แม่นางสามสีได้อย่างไรกันเล่า”
“แล้วพวกมันวิ่งไล่จับหางตัวเองเป็นไหม”
“แม่นางสามสีลองไปถามพวกมันดูสิ”
ยามนี้ ร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กนั่งอยู่ในเพิงขายของริมทาง บนโต๊ะมีถ้วยใส่เต้าหู้สีเขียวจัดวางอยู่ฝั่งละถ้วย พร้อมช้อนไม้ข้างโต๊ะยังมีนกนางแอ่นเกาะอยู่อีกหนึ่งตัว
เจ้าของร้านยังคงส่งเสียงร้องขายของเสียงดังฟังชัด
“เต้า~ หู้~ นก~ เขา~”
สองคำแรกนั้นลากเสียงยาวกังวานแหลมเล็ก ส่วนสองคำหลังกลับตัดบทอย่างฉะฉาน เป็นเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา จังหวะจะโคนชัดเจนดูมีเสน่ห์เหลือเกิน
นี่คือภูมิปัญญาในการเอาตัวรอดของเหล่าพ่อค้าหาบเร่ในยุคสมัยนี้
และอาจเป็นเสียงที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน
“อืม…”
เด็กหญิงตัวน้อยเลิกซักไซ้ต่อ นางก้มหน้าลง ใช้ช้อนบี้เต้าหู้สีเขียวเข้มในถ้วยจนเละ แล้วคนให้เข้ากับเครื่องปรุงจนทั่ว จึงค่อยตักเข้าปาก
นางขมวดคิ้วทันที รู้สึกว่ารสชาติช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
จึงหันไปถามเจ้านกนางแอ่นว่าจะกินหรือไม่
แน่นอนว่านกย่อมไม่กินของพรรค์นี้
มีเพียงซ่งโหยวที่กินอย่างเอร็ดอร่อย
สิ่งที่เรียกว่าเต้าหู้นกเขาแท้จริงแล้วคือเต้าหู้ที่ทำจากใบต้นนกเขา
ในยามคิมหันตฤดูเช่นนี้ เป็นช่วงที่ใบนกเขาเขียวชอุ่มที่สุด เมื่อเด็ดมาล้างสะอาด ขยี้จนกลายเป็นน้ำคั้นสีเขียว บางคนก็เติมขี้เถ้าฟืน บางคนก็ขยี้ร่วมกับใบฟักทองเพื่อให้มันจับตัวเป็นก้อนตามธรรมชาติ จนได้มาซึ่งเต้าหู้นกเขาสีเขียวเข้ม
จะเรียกว่าเต้าหู้ก็ไม่เชิงนัก เนื้อสัมผัสของมันคล้ายกับวุ้นเส้นเย็นมากกว่า รสชาติสดชื่น เมื่อปรุงรสและคลุกเคล้าให้เข้ากันจะช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนค้นพบวิธีนี้ก่อน
แต่นี่ก็นับเป็นภูมิปัญญาในการดำรงชีวิตของบรรพชนเก่าแก่
ซ่งโหยวได้ยินเสียงร้องขายเต้าหู้นกเขาพอดี ประกอบกับเป็นเวลาเที่ยงวันจนท้องเริ่มประท้วง เมื่อสอบถามราคาก็ตัดสินใจสั่งมาสองถ้วยทันที
เครื่องปรุงในร้านเล็กๆ แห่งนี้เรียบง่ายนัก มีเพียงซีอิ๊วและน้ำส้มสายชูเล็กน้อยเป็นรสฐาน เสริมด้วยผักกาดดองสับละเอียดและน้ำมันหอมอีกเพียงนิดเดียว ซึ่งถือเป็นจุดเด็ดที่ช่วยชูรสชาติให้โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางความเรียบง่ายนั้น
แม้จะไม่มีเนื้อสัตว์หรือความมันเลยแม้แต่น้อย ทว่ารสเปรี้ยวสดชื่นนี้กลับช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดีนัก เหมาะกับอากาศร้อนระอุเช่นนี้ที่สุด
ซ่งโหยวค่อยๆ กิน ค่อยๆ ละเลียดรสชาติ
พลางซึมซับกลิ่นอายวิถีชีวิตผู้คนบนถนนในเมืองเล็กๆ แปลกถิ่นแห่งนี้
เต้าหู้ถ้วยเล็กหมดลงในเวลาอันรวดเร็ว
ครืด…
เสียงก้นถ้วยครูดกับโต๊ะไม้
มือน้อยๆ ขาวผ่องข้างหนึ่ง ผลักถ้วยเต้าหู้นกเขาที่เพิ่งกินไปเพียงคำเดียวส่งให้นักพรต พร้อมกับเลียนแบบน้ำเสียงและท่าทางที่เขาชอบใช้เป็นประจำว่า
“ให้นักพรตกิน”
“มันทำจากหญ้านี่นา” แม่นางสามสีกล่าว “นกไม่กินหญ้า แมวก็ไม่กินหญ้าเหมือนกัน”
“นกน่ะไม่กินหญ้าจริงๆ นั่นแล” ซ่งโหยวหันไปมองนกข้างกาย ก่อนจะหันกลับมามองแมว “แต่แมวไม่กินหญ้าจริงๆ หรือ”
“แมวสามสีไม่กิน”
“แต่ไฉนข้าถึงเคยเห็นแม่นางสามสีกินเล่า”
“แมวสามสี…นานๆ กินที”
แม่นางสามสีรีบแก้ไขคำพูดอย่างไว
“นานๆ ทีสินะ…”
“จะกินก็รีบกินเข้าสิ” เด็กหญิงตัวน้อยนั่งตัวตรง จ้องมองเขาอย่างจริงจัง “นักพรตเอาเนื้อกับปลาให้แม่นางสามสีกิน แม่นางสามสีก็เอาหญ้าให้นักพรตกินอย่างไรเล่า”
“ขอบใจเจ้ามากนะ…”
“ไม่เป็นไร!”
เด็กหญิงตอบกลับอย่างไร้ความลังเล
นักพรตหนุ่มส่ายหัวยิ้มๆ ก่อนจะหยิบช้อนขึ้นมาจัดการต่อ
ส่วนเด็กหญิงก้มลงเปิดถุงย่าม หยิบปลาซิวตากแห้งตัวเล็กออกมาแทะกินในมือ พลางบิชิ้นส่วนเล็กๆ ส่งให้นกนางแอ่นเป็นพักๆ
“เต้าหู้นกเขานี่อร่อยมากนะ สมัยก่อนตอนข้าอยู่ที่อาราม บนเขามันไม่ค่อยมีขนมกินเล่น พอหิวโซขึ้นมาก็ต้องหาเอาบนเขานี่แหละ ทุกฤดูร้อนข้าต้องไปเก็บใบนกเขามาทำกิน” ซ่งโหยวกล่าวพลางมองนางขณะเคี้ยวเต้าหู้ “ไว้กลับไปเมื่อไหร่ ข้าจะลองทำสูตรหวานให้แม่นางสามสีลองชิมดูนะ”
“รสหวาน!”
“ไม่รู้จะถูกปากไหม…”
“รสหวานต้องอร่อยแน่!”
“ลองดู”
“ไม่ต้องหรอก ขอบใจเจ้ามาก”
“ไม่ใส่ก็ช่างเถิด…”
ในที่สุดทั้งสองก็สงบปากสงบคำลง
บนถนนในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ยังคงมีจิ้งจอกวิ่งผ่านไปมาเป็นระยะ
นักพรตหนุ่มก้มหน้ากินเต้าหู้นกเขาเงียบ ๆ พลางนึกถึงความหลัง ส่วนเด็กหญิงแทะปลาซิวแห้งพลางเอียงคอ มองดูจิ้งจอกเหล่านั้นที่วิ่งจากฟากหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่ง ไม่รู้ว่านางกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่เช่นกัน
กลับมาถึงจวนตระกูลสวี่ก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว
คนในจวนเตรียมกระดาษเหลืองไว้ให้เขาพร้อมสรรพ พอเห็นเขามาถึงก็รีบเข้ามาไต่ถามด้วยความห่วงใยว่าได้กินมื้อเที่ยงจากข้างนอกมาหรือยัง ดูออกว่าทุกคนต่างรอคอยเขาด้วยความกระวนกระวายใจไม่น้อย
“อำเภอฝูเหยาแม้จะไม่ใหญ่นักแต่ก็ครึกครื้นยิ่งนัก มีอะไรน่าเดินดูไม่น้อย พวกเราเดินเพลินไปหน่อยจนลืมเวลา ต้องขออภัยที่ทำให้ทุกท่านรอนาน” ซ่งโหยวตอบพลางยิ้ม ก่อนจะหันไปหาเด็กหญิงข้างกาย “รบกวนแม่นางสามสีกลับไปที่ห้อง หยิบชาดและพู่กันมาให้ข้าที”
เพียงไม่นาน ชาดและพู่กันก็ถูกนำมาถึง
ท่ามกลางสายตาที่ห้อมล้อมดูด้วยความสนใจของคนตระกูลสวี่ ซ่งโหยวจรดพู่กันเขียนยันต์ ท่วงท่าประดุจมังกรเหินหงส์ร่อน ดูผ่อนคลายและเป็นอิสระยิ่งนัก
ยามปลายพู่กันตวัดลงพลันบังเกิดแสงเรืองรอง เมื่ออักษรปรากฏก็เกิดสายลมเย็นพัดผ่าน
สายลมนั้นพัดพาเอากิ่งไม้ใบหญ้าในลานบ้านให้ไหวเอน ทั้งยังพัดชายเสื้อและเส้นผมของผู้คนที่มุงดูอยู่ให้ปลิวไสว คนเหล่านี้ทั้งชีวิตไม่เคยเห็นการเขียนยันต์ที่ก่อเกิดปาฏิหาริย์เช่นนี้มาก่อน ต่างพากันอุทานชื่นชมในความไม่ธรรมดา
เมื่อเขียนเสร็จสิ้น ประกายแสงก็วับแวมแล้วจางหาย หมึกแห้งสนิทไปเองตามธรรมชาติ
ซ่งโหยวเขียนติดต่อกันถึงสิบสี่แผ่น
ทั้งหมดรวมอยู่ในกระดาษเหลืองแผ่นใหญ่แผ่นเดียว
จากนั้นเขาก็วางพู่กันลง ใช้ปลายนิ้วต่างมีด กรีดลงบนกระดาษเหลืองทั้งแนวตั้งและแนวนอนเพียงไม่กี่ครั้ง กระดาษยันต์ก็ถูกตัดแบ่งออกเป็นแถบยาวขนาดกว้างสามนิ้วยาวหนึ่งช่วงแขน แต่ละแผ่นมีขนาดเท่ากันอย่างน่าอัศจรรย์
“ยันต์มีสองชนิด แผ่นที่พับเป็นทรงสามเหลี่ยมคือ ‘ยันต์สยบอาถรรพ์’ ใช้สำหรับปราบวิญญาณโดยเฉพาะ ส่วนที่พับเป็นทรงสี่เหลี่ยมคือ ‘ยันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้าย’ ใช้สำหรับจัดการปีศาจ เพื่อให้แยกแยะได้ง่าย” ซ่งโหยวส่งมอบให้แก่เจ้าบ้านตระกูลสวี่พร้อมกำชับว่า “หากแขวนยันต์ไว้ในห้องจะทำให้วิญญาณและปีศาจมิกล้าเข้าใกล้ หากพกติดตัวก็จะมีอานุภาพใกล้เคียงกัน ทั้งยังรับประกันได้ว่าตนเองจะไม่ถูกมนต์ดำหรือวิญญาณร้ายทำร้ายได้ โดยเฉพาะยันต์สยบอาถรรพ์นั้น หากพกติดตัวไว้ คนธรรมดาก็จะสามารถมองเห็นและสัมผัสวิญญาณที่เดิมทีไร้รูปร่างจับต้องไม่ได้เหล่านั้นได้ด้วย”
“มีเพียงเจ็ดชุดเองหรือ ไม่ทราบว่าท่านเซียนพอจะ…”
“ยันต์มีเพียงเจ็ดชุดนี้เท่านั้น” ซ่งโหยวทราบความหมายของชายชราดี “ทว่าผู้ที่ถือครองยันต์ มิเพียงมองเห็นวิญญาณร้ายได้ แต่ยังจะไม่ถูกพวกมันทำร้าย ขอเพียงรู้จักใช้ประโยชน์ให้ดี ต่อให้ยันต์ทั้งสองชนิดจะมีเพียงอย่างละเจ็ดใบ หรือแม้จะมีเพียงอย่างละใบเดียว ก็เพียงพอจะปกป้องตระกูลสวี่ให้รอดพ้นได้แล้ว”
“ข้าจะจดจำไว้…”
“วันนี้เดินมาครึ่งค่อนวันเริ่มรู้สึกล้าแล้ว ข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อน” ซ่งโหยวประสานมือคารวะ “ทว่าข้าต้องเตือนท่านประมุขไว้ ยันต์มิใช่ของวิเศษที่แก้ได้ทุกสรรพสิ่ง มันเพียงคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถือครองเท่านั้น ส่วนจะสามารถกำจัดวิญญาณหรือปีศาจเหล่านั้นได้หรือไม่ ยังต้องอาศัยการไตร่ตรอง สติปัญญา และความกล้าหาญของพวกท่านเอง”
“พวกเราจะระมัดระวังให้ดีขอรับ!”
ซ่งโหยวพาแม่นางสามสีกลับเข้าห้องพัก
เขานั่งขัดสมาธิ หลับตาบำเพ็ญเพียร
มิได้สนใจเรื่องราวภายนอกอีกเลย
ยามราตรีค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา แม้แต่อาหารค่ำตระกูลสวี่ก็ส่งคนมายกให้ถึงห้อง
เขาทราบเพียงว่าคืนนั้น ภายนอกประตูมีคนเดินวุ่นวาย บรรยากาศในลานบ้านตึงเครียด ทุกคนต่างเตรียมพร้อมรับมืออย่างเข้มงวด
จนกระทั่งดวงจันทร์กลมโตประดุจจานหยกลอยเด่นอยู่บนกิ่งไม้ หญิงชราผู้นั้นจึงปรากฏตัว
พลันนั้นในลานบ้านก็เริ่มอึกทึกครึกโครมขึ้นมา
เริ่มจากเสียงสนทนาโต้เถียงกัน ตามมาด้วยเสียงด่าทอของทั้งสองฝ่าย จากนั้นก็กลายเป็นเสียงตะโกนก้องสลับกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณร้าย เสียงนั้นดังสนั่นหวั่นไหวเกรงว่าคนครึ่งอำเภอฝูเหยาคงจะได้ยินกันหมด
ความโกลาหลดำเนินไปนานกว่าหนึ่งเค่อ จึงค่อย ๆ กลับมาเป็นเสียงด่าทอและเสียงพรรณนาโวหาร จนกระทั่งทุกคนแยกย้ายกลับเข้าห้อง ระบำปราบผีที่ปลุกคนทั้งเมืองให้ตื่นขึ้นมาดูจึงได้ปิดฉากลง
ตลอดเหตุการณ์นั้น แมวสามสีหมอบเฝ้าอยู่ที่ขอบหน้าต่าง มองดูเหตุการณ์ภายนอกไม่วางตา
ส่วนนักพรตหนุ่มยังคงหลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่เช่นเดิมตั้งแต่ต้นจนจบ
เช้าวันต่อมา จวนตระกูลสวี่เงียบสงบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเมื่อคืน
ยามที่ซ่งโหยวลืมตาขึ้น แมวสามสีก็ไม่อยู่ข้างกายอีกแล้ว ทว่าเขาได้ยินเสียงพูดคุยแผ่วเบามาจากนอกประตู เสียงนั้นไม่ดังนัก เป็นการกระซิบกระซาบกัน ช่างเหมือนกับเสียงนกร้องในยามเช้าที่อารามบนเขาที่เขาเคยบำเพ็ญตน หากตั้งใจฟังก็ได้ยิน หากไม่อยากฟังก็คัดกรองออกได้ง่ายดาย ไม่รู้สึกรำคาญใจเลยแม้แต่น้อย
“เมื่อคืนแม่นางสามสีเห็นพวกเจ้าจัดการผีด้วยล่ะ ตีกันตั้งครึ่งคืนแน่ะ”
“ใช่ขอรับ สู้กันจนถึงยามสี่ ในที่สุดเรื่องนี้ก็จบลงเสียที จวนจะได้สงบสุขไปอีกพักใหญ่”
“นักพรตของข้าสั่งไม่ให้แม่นางสามสีเข้าไปช่วย มิเช่นนั้นถ้าแม่นางสามสีเข้าไปช่วยพวกเจ้านะ เพียงครู่เดียวผีตัวนั้นก็ตายคาที่แล้ว!”
“ท่านเซียนช่วยพวกเราไว้มากแล้วขอรับ และมิได้ช่วยเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว หลังจากนี้ต่อให้ในเมืองจะมีเรื่องปีศาจประหลาดเกิดขึ้นไม่ขาดสาย ท่านเซียนก็คิดหาวิธีรับมือไว้ให้พวกเราล่วงหน้าแล้ว นี่สิถึงเรียกว่าเป็นการช่วยเหลือที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นท่านประมุขหรือผู้แซ่สวี่ ต่างก็ซาบซึ้งใจจนหาที่สุดมิได้ขอรับ”
เสียงของเด็กหญิงเงียบไปครู่หนึ่ง
“ฟังดูเหมือนจะเก่งมากเลยนะ~”
“ท่านเซียนมองการณ์ไกล ย่อมต้องเก่งกาจแน่นอนขอรับ”
“ไม่ใช่เขาหรอกนะ!”
“เอ๋ หรือว่าจะเป็น…”
“เป็นเจ้านั่นแล! เจ้าดูเหมือนจะเก่งมากเลย! นักพรตของข้าบอกว่าวันหน้าเจ้าจะต้องเก่งมากแน่ๆ!”
“หา”
“เนื้อหนูที่แม่นางสามสีให้ไป เจ้ากินหรือยัง”
“เมื่อคืนกินไปตัวหนึ่งขอรับ มิได้จะยกยอแม่นางนะ แต่หลังจากที่กินเข้าไปแล้ว รู้สึกว่ากลิ่นหอมนั้นช่างอบอวล เนื้อสัมผัสดีเยี่ยม รสชาติยังติดอยู่ที่ปลายลิ้นไม่รู้ลืม ช่างเป็นเลิศที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาในชีวิตเลยขอรับ”
“แม่นางสามสีใส่เครื่องเทศลงไปด้วยนะ เครื่องเทศที่ดีที่สุดเลย เรียนมาจากนักพรตเชียวนะ คนอื่นทำไม่เป็นหรอก แถมยังแพงมากด้วย”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง! มิน่าเล่า! มิน่าเล่า!”
“เที่ยงวันนี้…”
เด็กหญิงยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียง แอ๊ด ดังขึ้น
ประตูห้องข้างหลังถูกผลักออก
นักพรตหนุ่มสวมอาภรณ์เรียบร้อย ล้างหน้าล้างตาเสร็จสรรพ
แม่นางสามสียังคงยืนคุยกับแขกอยู่ที่หน้าประตู โดยมีเสากั้นกลางไว้หนึ่งต้น คนหนึ่งร่าเริงช่างพูด อีกคนหนึ่งนอบน้อมถ่อมตัว ส่วนเจ้านกนางแอ่นก็เกาะดูเหตุการณ์ข้างล่างอยู่บนต้นไม้
“คุณชายตื่นแล้วหรือขอรับ”
บัณฑิตแซ่สวี่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอีกครั้ง รีบทำความเคารพทันที “ผู้แซ่สวี่มาพาท่านไปรับประทานอาหารเช้าขอรับ ท่านประมุขคงอยากจะขอบคุณท่านที่เมตตาช่วยเหลือ และอยากจะรายงานเรื่องราวเมื่อคืนให้ท่านทราบด้วยขอรับ”
“ไปกันเถิด” ซ่งโหยวเริ่มก้าวเดิน “ประจวบเหมาะพอดี ข้ามาพักแรมที่นี่ได้สามวันแล้ว ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ถึงเวลาที่พวกเราต้องออกเดินทางต่อเสียที ถือโอกาสนี้ไปร่ำลาท่านประมุขด้วยเลย”
“ท่านจะไปแล้วหรือขอรับ”
บัณฑิตแซ่สวี่ได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง
“ไปวันนี้”
“ท่านเซียนมีพระคุณต่อตระกูลสวี่มหาศาล ไฉนไม่พำนักต่ออีกสักสองสามวัน ให้พวกเราได้ปรนนิบัติในฐานะเจ้าบ้าน และให้ท่านประมุขได้กล่าวขอบคุณอย่างเต็มที่เล่าขอรับ”
สีหน้าของซ่งโหยวราบเรียบ ฝีเท้ายังคงก้าวเดินต่อไปไม่หยุด “วิถีแห่งโลกากำลังเปลี่ยนผัน ควรจะมุ่งหน้าต่อ ไม่ควรพำนักอยู่นานเกินไป”
“เรื่องนี้…”
บัณฑิตสวี่ได้ยินดังนั้นก็มิกล้าจะรบเร้าต่อ อีกทั้งเขาเองก็มิใช่คนในจวนตระกูลสวี่ จึงทำได้เพียงกล่าวว่า “ท่านประมุขจัดเตรียมงานเลี้ยงมื้อเที่ยงไว้แล้ว อย่างไรเสียขอเชิญท่านรับประทานมื้อเที่ยงก่อนค่อยจากไปเถิดขอรับ”
ในขณะเดียวกัน เสียงใสๆ ของเด็กหญิงข้างกายก็ดังขึ้นทันทีพร้อมด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
“กินมื้อเที่ยงเสร็จค่อยไปนะ!”
“…”
นักพรตหนุ่มรู้สึกอับจนปัญญา ทว่าก็ได้แต่พยักหน้าตกลง
……………