ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 484 จิ้งจอกในตัวเมือง
บทที่ 484 จิ้งจอกในตัวเมือง
……………
เมื่อคืนช่างสงบเงียบ ยิ่งนัก หลับรวดเดียวจนตะวันโด่ง
ยามที่ซ่งโหยวตื่นขึ้นมา เจ้าแมวก็ไม่อยู่บนเตียงแล้ว ภายในห้องว่างเปล่า เรือนพักเงียบสงัด ทว่ากลับมีเสียงสนทนาแว่วดังมาจากภายนอก
หากตั้งใจฟังจะพบว่า เสียงหนึ่งนั้นใสกระจ่างน่าสดับฟัง แฝงไปด้วยความเขลาและไร้เดียงสา ส่วนอีกเสียงหนึ่งนั้นหนุ่มแน่นและสุภาพ ทว่าเปี่ยมไปด้วยความนอบน้อม
“งั้นตอนที่เจ้ากลับไปเก็บของวันนี้ อย่าลืมเอาเนื้อหนูที่แม่นางสามสีให้เจ้า รวมถึงเนื้อหนูของเจ้าเองขนมาที่นี่ให้หมดด้วยนะ ดูเหมือนคนที่นี่เขาจะไม่กินเนื้อหนูกัน”
“นั่นเป็นความตั้งใจแน่นอนขอรับ แต่แม่นางสามสีอาจจะเข้าใจผิดไปบ้าง ชาวเมืองอวี๋โจวล้วนกินงูและหนูเป็นปกติ จวนตระกูลสวี่เองย่อมต้องกินเนื้อหนูด้วยแน่นอนขอรับ”
“เอ๊ะ ทำไมเขาไม่เอาเนื้อหนูมาให้พวกเรากินเล่า”
“แม่นางสามสีอาจยังไม่ทราบ แม้ชาวอวี๋โจวจะนิยมกินงูและหนู แต่เนื้อหนูนั้นมีน้อย ส่วนงูก็จับยาก โดยทั่วไปแล้วเนื้อหนูจึงมิได้ถือเป็นเนื้อชั้นเลิศ คนที่นี่กินเนื้อหนูมักเป็นเพราะสถานการณ์บังคับ ยามนี้แม่นางสามสีและท่านเซียนซ่งเป็นแขกผู้มีเกียรติของจวนตระกูลสวี่ ต่อให้ปกติคนในจวนจะกินเนื้อหนู แต่ไฉนเลยจะกล้านำเนื้อหนูออกมาต้อนรับแขกเหรื่อในยามนี้ได้เล่า อีกทั้งทั้งสองท่านเดินทางมาจากแดนไกล เป็นคนต่างถิ่น ตระกูลสวี่ทราบดีว่าภายนอกอวี๋โจวนั้นมีหลายแห่งที่ไม่กินเนื้อหนู จึงยิ่งมิกล้านำออกมาต้อนรับสุ่มสี่สุ่มห้าขอรับ”
คำอธิบายยืดยาวนั้นมีเหตุมีผลและเป็นขั้นเป็นตอนยิ่งนัก
ทว่าแม่นางสามสีกลับเลือกจำเพียงประโยคเดียว แล้วตอบกลับไปว่า
“เนื้อหนูนี่แหละคือเนื้อชั้นเลิศ!”
“หืม แม่นางสามสีโปรดปรานเนื้อหนูหรือขอรับ”
“แม่นางสามสีกินทุกมื้อเลยล่ะ!”
“หากเป็นเช่นนั้น โปรดแม่นางสามสีวางใจ พรุ่งนี้เนื้อหนูจะต้องปรากฏบนโต๊ะอาหารของท่านแน่นอน และจะให้แม่นางสามสีได้เห็นกรรมวิธีการปรุงเนื้อหนูตามแบบฉบับอวี๋โจวของพวกเราด้วยขอรับ”
“เช่นนั้นก็ขอบใจมาก!”
“จริงสิ แล้วท่านเซียนซ่งชอบ…”
“ไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก!”
“ขอรับๆ…”
ภายในห้อง ซ่งโหยวค่อยๆ ลุกจากเตียงพลางลูบผมที่ยุ่งเหยิง
เสียงจากภายนอกยังคงดังเข้ามาไม่ขาดสาย
“เจ้าจะกลับไปเอาของเมื่อไหร่”
“ท่านประมุขเมตตา บอกว่าจะให้คนขับรถม้าไปส่งข้า เดิมทีควรจะออกเดินทางตั้งแต่เช้าเพื่อให้ไปกลับได้ทันก่อนมืด แต่ถ้ามีรถม้า ออกเดินทางตอนบ่ายก็ยังทันขอรับ” เสียงของบัณฑิตหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง “อย่างไรเสียที่บ้านก็ยากจนข้นแค้น นอกจากเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนไม่กี่ชุด เนื้อหนูที่ตากไว้บนขื่อ และตำราไม่กี่เล่ม ก็ไม่มีอะไรให้ต้องเก็บกวาดมากมายนักขอรับ”
“ไปตอนบ่ายหรือ”
“ขอรับ…”
“แม่นางสามสีมีเนื้อหนูแห้งอยู่อีกน่องหนึ่ง ให้เจ้าเอากลับไปกินตอนเที่ยงนะ กินให้อิ่มเลย”
“เอ่อ…นี่…ผู้น้อยจะรับไว้ได้อย่างไรกันขอรับ”
“แม่นางสามสีไม่เคยขาดแคลนหนูหรอกน่า!”
“เช่นนั้นก็ขอบพระคุณแม่นางสามสีมากขอรับ” เสียงของบัณฑิตสวี่ชะงักไปอีกครู่ “เนื้อชิ้นนี้ดูแล้วเป็นเนื้อชั้นดีจริงๆ”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
ซ่งโหยวจัดการธุระส่วนตัวและล้างหน้าล้างตาในห้องอย่างไม่รีบร้อน เสียงที่ดังมาจากภายนอกประดุจเสียงนกร้องในยามเช้า แม้จะดังต่อเนื่องแต่ก็ทำให้จิตใจสงบนัก
“เหตุใดแม่นางสามสีจึงฝังใจรักในเนื้อหนูถึงเพียงนี้หรือขอรับ”
“แม่นางสามสีก็ต้องกินหนูอยู่แล้วนี่นา”
“ไม่ทราบว่านามอันสูงส่งของแม่นางคือ…”
“นามคือ…”
“อ้อ ข้าหมายถึง เหตุใดแม่นางสามสีจึงได้ชื่อว่าแม่นางสามสีหรือขอรับ”
“เพราะแม่นางสามสีมีสามสีน่ะสิ สวยที่สุดเลย เมื่อก่อนมีคนกลุ่มหนึ่งเห็นว่าแม่นางสามสีเก่งมาก ก็เลยเรียกแม่นางสามสีว่าแม่นางสามสี”
“อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง…”
“นอกจากเนื้อหนูแล้ว เนื้องูของอวี๋โจวก็ถือเป็นหนึ่งไม่มีสอง โดยเฉพาะแกงตุ๋นหงส์มังกรไม่ทราบว่าแม่นางสามสีจะชอบหรือไม่”
“แม่นางสามสีกินบ่อยออก!”
“แล้วท่านเซียนซ่ง…”
“เขาชอบกินไก่!”
“เช่นนั้น…”
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงประตูเปิดออก
ซ่งโหยวผลักประตูห้องออกมา
ภายนอกคือระเบียงทางเดิน ยามนี้ร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กยืนอยู่บนระเบียง แยกกันอยู่คนละฝั่งของเสาไม้ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งกลับดูมีท่าทีสำรวมระวังอย่างยิ่ง ส่วนเด็กหญิงที่ดูเหมือนยังไม่โตกลับมีท่าทางเป็นธรรมชาติ มือหนึ่งยันเสาไว้ ยืนด้วยขาข้างเดียว ส่วนขาอีกข้างเตะอากาศไปมาพลางเงยหน้ามองเขา
นกนางแอ่นเกาะพักอยู่บนกิ่งไม้ในลานบ้าน
คนทั้งสองและนกอีกหนึ่งตัวต่างหันมองมาที่ประตูพร้อมกัน
“ท่านเซียนตื่นแล้วหรือขอรับ”
ดูเหมือนบัณฑิตแซ่สวี่จะไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญการเข้าสังคมนัก โดยเฉพาะการรับมือกับเด็ก ยิ่งไปกว่านั้นคือเด็กที่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์และมีตรรกะคำพูดที่ต่างจากคนทั่วไป พอเห็นซ่งโหยวออกมาเขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันทีพลางเดินเข้ามาหา “เมื่อคืนท่านเซียนหลับสบายดีหรือไม่ขอรับ”
“เมื่อคืนไม่มีผู้ใดส่งเสียงรบกวน หลับสบายดียิ่งนัก” ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ “เรียกข้าว่าคุณชายจะรื่นหูมากกว่า”
“ผู้แซ่สวี่เสียมารยาทเรียกขานส่งเดชไปแล้วขอรับ”
“ทำตัวตามสบายเถิด”
“ขอรับๆ…”
บัณฑิตสวี่ยังคงสำรวม ก้มตัวลงต่ำ “ท่านประมุขให้ข้ามาเรียนถามท่านเซีย…คุณชาย ว่ากระดาษเหลืองสำหรับเขียนยันต์ควรใช้กระดาษชนิดใดดี กระดาษปอ กระดาษเถาวัลย์ หรือจะเป็นกระดาษเปลือกไม้ กระดาษไม้ไผ่ หรือกระดาษข้าวเหนียวดีขอรับ”
“ตามแต่สะดวกเถิด กระดาษขาวธรรมดาก็ย่อมได้ ในอำเภอฝูเหยาหาซื้อชนิดใดได้สะดวกและคุณภาพดีก็ใช้ชนิดนั้นเถิด”
“ผู้แซ่สวี่จะไปเรียนท่านประมุขเดี๋ยวนี้ขอรับ” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “ทางจวนจัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ท่านแล้ว ไม่ทราบว่าหลังจากมื้อเช้า ท่านอยากจะออกไปเดินเล่นในเมืองเพื่อหาซื้อข้าวของ หรือมีเรื่องใดจะสั่งการเพิ่มเติม โปรดบอกกล่าวมาได้เลย”
“ข้าอยากออกไปเดินเล่นเสียหน่อยจริงๆ อยากจะดูว่าอำเภอฝูเหยาแห่งนี้มีเรื่องราวปีศาจประหลาดพิสดารมากน้อยเพียงใด” ซ่งโหยวกล่าวกับเขา “ทว่ามิได้จะหาซื้อสิ่งใดหรอก และมิต้องการคนนำทาง เพียงแต่อยากเดินไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น”
“เช่นนั้นสวี่ผู้น้อยขอตัวไปเรียนท่านประมุขก่อนขอรับ”
“เชิญตามสบาย”
“ขอลาขอรับ”
บัณฑิตหนุ่มลาจากไปด้วยความนอบน้อม
ส่วนแม่นางสามสีนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือหนึ่งยังคงยันเสาไว้ พลางหันกลับมาจ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยดวงตาขาวดำตัดกันชัดเจน ใบหน้าขาวเนียนเกลี้ยงเกลาไร้ความรู้สึกประดุจรูปสลัก
หามีผู้ใดล่วงรู้ไม่ว่านางกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวลูบศีรษะนางเบาๆ
เด็กหญิงปล่อยมือจากเสาทันทีและก้าวเดินตามเขาไป
อาหารเช้าของจวนตระกูลสวี่นั้นเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความประณีต เป็นบัวลอยต้มน้ำข้าวหมาก ใส่ไข่น้ำ พร้อมด้วยผลไม้และขนมอีกสองสามจาน หลังจากรับประทานเสร็จก็รู้สึกสบายท้องยิ่งนัก
จวนตระกูลสวี่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของเมือง ดีเสียยิ่งกว่าศาลากลางอำเภอเสียอีก ถนนหนทางที่ทอดยาวผ่านตรอกซอกซอยแถวนี้ล้วนเป็นที่พำนักของเหล่าผู้มีอำนาจและคหบดี บ้านเรือนหลังใหญ่โอ่อ่า ประตูลงรักสีชาดดูเงียบสงบเป็นธรรมดา ทว่ายิ่งเดินไปเรื่อยๆ กลับเริ่มมีเสียงอึกทึกแว่วมา มีทั้งเสียงตะโกนของผู้คนและเสียงร้องแหลมเล็กฟังดูประหลาด
“ดูเหมือนจะเป็นเสียงจิ้งจอกขอรับ!”
แม่นางสามสีหันมาบอกนักพรต
“เป็นจิ้งจอกจริงๆ…”
เจ้านกนางแอ่นบนท้องฟ้ายิ่งปีกบินพลางก้มลงมากล่าวว่า “พักหลังมานี้อำเภอฝูเหยามีจิ้งจอกเยอะมาก ในเมืองก็มีไม่น้อย หลายคนล่ามันเพื่อกินเนื้อและขายเอาเงิน เมื่อครู่นี้ก็มีตัวหนึ่ง สงสัยจะมุดรูสุนัขเข้าไปในลานบ้านคนอื่นแล้วถูกจับได้ เจ้าของบ้านกำลังไล่กวดกันพัลวันเลยขอรับ”
“อืม…”
แม่นางสามสีเงยหน้าจ้องมันแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าลงมองทางข้างหน้าโดยมิได้เอ่ยตอบ
ที่ปลายตรอกเล็กๆ เบื้องหน้า ตรงกึ่งกลางถนน มีสุนัขจิ้งจอกสีน้ำตาลเทาตัวหนึ่งยืนเด่นอยู่ มันกำลังเอี้ยวคอจ้องมองมาที่พวกเขาทั้งสอง
แม่นางสามสีผ่อนฝีเท้าลงและเดินให้เบาที่สุดโดยสัญชาตญาณ ดวงตาจ้องเขม็งไปที่มัน จนกระทั่งนักพรตเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังนาง นางจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ายามนี้ตนเองอยู่ในร่างเด็กหญิง มิใช่แมว อีกทั้งยังมีผู้ใหญ่เดินอยู่ข้างกาย จึงได้เก็บกิริยาเช่นนั้นเสียแล้วเดินมุ่งหน้าไปหาจิ้งจอกตัวนั้นตามปกติ
ในจังหวะนั้นเอง สุนัขจิ้งจอกก็ก้าวเท้าปราดเข้าไปในอีกฟากหนึ่งของตรอก
ซ่งโหยวเดินมาถึงจุดที่จิ้งจอกเคยยืนอยู่เมื่อครู่อย่างรวดเร็ว พลางหันไปมองทิศทางที่มันจากไป เห็นมันวิ่งห่างออกไปไกลแล้วแต่ยังมิวายหยุดหันกลับมามองด้วยความสงสัยปนระแวดระวัง
“…”
ซ่งโหยวเม้มปากเล็กน้อย มิได้ใส่ใจมันและมิได้เดินตามไป ทว่าเลือกเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม
ทันทีที่พ้นปากตรอก ย่อมเป็นย่านตลาดที่คึกคัก
ยามเช้าเช่นนี้คือช่วงเวลาที่ครึกครื้นที่สุด
บนถนนเต็มไปด้วยเหล่าพ่อค้าหาบเร่และผู้คนสัญจรขวักไขว่ บ้างส่งเสียงร้องขายขนมปังนึ่งและถังหูหลู่ บ้างตะโกนขับไล่ขอทานและสุนัขจิ้งจอก บ้างก็ซุบซิบสอบถามราคาสินค้า
ทั้งยังมีผู้คนกำลังวิ่งไล่จับจิ้งจอกอยู่กลางตลาดด้วย
“หยุดนะ!”
โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!
“ช่วยขวางมันไว้ที!”
ความวุ่นวายลุกลามมาถึงจุดที่ซ่งโหยวอยู่โดยเร็ว
ซ่งโหยวรีบเบี่ยงกายหลบเข้าข้างทาง
แม่นางสามสีเดิมทีเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางชะเง้อคอมองไปทางนั้น พอเหลือบเห็นท่วงท่าของนักพรตก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลียนแบบท่าทางของเขาโดยการรีบหลบเข้าข้างทางตามไป
จิ้งจอกสี่ห้าตัววิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ว่องไวยิ่งนัก บ้างก็มุดผ่านง่ามขาคน บ้างก็ลอดใต้รถเข็น บ้างก็กระโดดข้ามแผงผักไปอย่างคล่องแคล่ว
เบื้องหลังคือสุนัขล่าเนื้อสามตัวที่วิ่งกวดอยู่อย่างไม่ลดละ
ถัดมาเป็นเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบถืออุปกรณ์จับจิ้งจอกวิ่งตามมาติดๆ
แม้จิ้งจอกจะว่องไวและวิ่งเร็วเพียงใด ทว่าท้ายที่สุดก็มิอาจสู้สุนัขล่าเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีได้ ไม่นานนักจิ้งจอกตัวที่วิ่งช้ากว่าเพื่อนก็ถูกสุนัขไล่ทัน สุนัขล่าเนื้อก้มลงงับเข้าที่หางจิ้งจอกจนมันเสียหลักล้มคะมำลงกับพื้น ก่อนจะถูกสุนัขโถมเข้าตะปบไว้ชั่วคราว
เจ้าหน้าที่ที่ตามมาข้างหลังล้วนเป็นมืออาชีพ
คนหนึ่งถือไม้พลองยาวที่มีห่วงเชือก คล้องเข้าที่คอจิ้งจอกได้อย่างแม่นยำเหลือเชื่อ เมื่อถูกคล้องจิ้งจอกก็ได้แต่ดิ้นรนร้องโหยหวย ทว่าก็มิอาจหนีรอดไปได้อีกต่อไป
อา…อา…อา…
เสียงร้องของมันฟังดูคล้ายเสียงเด็กเล็ก
ครู่ต่อมาอีกคนก็ตามมาถึง ในมือถือกระสอบป่าน เขาแกะจิ้งจอกออกจากห่วงอย่างง่ายดายแล้วยัดใส่กระสอบ จิ้งจอกที่ขนยังอยู่ในสภาพดีตัวหนึ่งก็ถูกจับได้เช่นนี้เอง
ส่วนสุนัขล่าเนื้อยังคงวิ่งไล่ตามตัวที่เหลือต่อไป
“จิ้งจอกที่นี่เยอะขนาดต้องให้ทางการมาช่วยจับเลยหรือ” ซ่งโหยวเปรยขึ้นขณะมองภาพนั้น
“คุณชายอาจยังไม่ทราบ ตั้งแต่ต้นปีมานี้ จิ้งจอกในท้องที่นี้กลายเป็นภัยพิบัติไปเสียแล้ว ยามนี้นับว่าดีขึ้นมากแล้วนะขอรับ เมื่อวันก่อนพวกจิ้งจอกมารวมตัวกันที่ตลาดจนพวกทหารและนายกองที่ว่างงานต้องออกมาช่วยกันจับเลยทีเดียว” ชายผู้หนึ่งที่แต่งกายดูมีฐานะได้ยินซ่งโหยวพึมพำจึงบอกเล่าให้ฟัง
“จิ้งจอกมากมายขนาดนี้มาจากที่ใดกัน”
“วิ่งมาจากในป่าน่ะสิขอรับ เรื่องแปลกประหลาดมีได้ทุกปี แต่ปีนี้กลับมีมากเป็นพิเศษ เกรงว่าในท้องที่นี้อาจจะมีภัยพิบัติอะไรบางอย่างเกิดขึ้นเป็นแน่…”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ซ่งโหยวถอนสายตากลับมาและเดินต่อไป
ช่างเป็นยุคที่รุ่งเรืองเสียจริง
หากเปลี่ยนเป็นช่วงปลายราชวงศ์ที่กำลังเสื่อมถอยเต็มทน คงมิต้องกล่าวถึงเรื่องประหลาดที่พรั่งพรูออกมาเช่นนี้หรอก เพียงแค่เกิดเรื่องพร้อมกันสักสองสามเรื่อง ผู้คนก็คงเล่าลือกันไปแล้วว่าราชวงศ์สิ้นวาสนา เป็นลางบอกเหตุแห่งกลียุค หรือต่อให้ไม่มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น ก็คงต้องกุเรื่องขึ้นมาเองเสียด้วยซ้ำ
ยามนี้เรื่องประหลาดมากมายมารวมตัวกันที่นี่ ทว่าคนในท้องที่กลับเลือกที่จะเชื่อว่าตนเองกำลังจะประสบภัยพิบัติ มากกว่าจะฉุกคิดไปว่าใต้หล้ากำลังจะวุ่นวาย
เขาเดินเล่นไปตามทางเรื่อยๆ
เห็นทั้งคนยากจนจับจิ้งจอกไปแลกเงินค่าเหล้า เห็นทั้งคนมั่งมีพาสุนัขล่าเนื้อมาวิ่งไล่จิ้งจอกเพื่อความสนุกสนาน ทั้งยังเห็นจิ้งจอกแอบขโมยเนื้อชาวบ้านกินจนโดนเขียงเนื้อด่าทอไล่หลัง สุนัขไล่จิ้งจอก จิ้งจอกไล่แมว ทั้งยังได้ยินข่าวว่าทางตะวันตกของเมืองมีจิ้งจอกรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่โตถึงขั้นไม่เกรงกลัวมนุษย์ จนพรุ่งนี้ต้องเกณฑ์ทหารไปกวาดล้าง
อำเภอฝูเหยาทั้งเมืองจึงดูวุ่นวายสับสนไปหมด
แม่นางสามสีกลับมีความสุขยิ่งนัก มีสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยวิ่งผ่านหน้าไปมากมาย นางมักจะอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปหวังจะแหย่พวกมันสักหน่อย สิ่งที่น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวของนางในวันนี้ คือนางไม่ได้มาเยือนด้วยร่างแมว
ร่างมนุษย์นี้…ดูจะส่งผลกระทบต่อการสำแดงฝีมือของนางอยู่บ้างจริงๆ
……………