Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 483 ดินแดนอันเปี่ยมด้วยฮวงจุ้ยดีเลิศและวาสนาค้ำจุน

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 483 ดินแดนอันเปี่ยมด้วยฮวงจุ้ยดีเลิศและวาสนาค้ำจุน
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 483 ดินแดนอันเปี่ยมด้วยฮวงจุ้ยดีเลิศและวาสนาค้ำจุน

……………

ชายชรายกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางทอดถอนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บัณฑิตแซ่สวี่ที่นั่งอยู่เบื้องล่างมีท่าทีสำรวมระวังอยู่บ้าง

ส่วนซ่งโหยวและเด็กหญิงของเขาต่างก็นั่งอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ประคองถ้วยชาสาลีหิมะไว้ในมือ ลิ้มรสชาติหวานละมุน จังหวะการก้มลงจิบชานั้นแทบจะถอดแบบกันมา จนไม่รู้ว่าใครตั้งใจเลียนแบบใคร

ในที่สุด ชายชราก็เงยหน้าขึ้น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงโรยแรง

“เจ้าชื่อว่า…”

“อ้อ” บัณฑิตแซ่สวี่รีบเงยหน้า ตอบอย่างนอบน้อม “ผู้น้อยสวี่ชิวเย่ว์ขอรับ”

“ตั้งชื่อเสียเหมือนสตรี…”

“ใครต่อใครก็พูดเช่นนั้นขอรับ”

“เจ้าลงไปข้างล่างเห็นสิ่งใดบ้าง ประสบพบเจอเรื่องราวใด ลองเล่าให้ฟังที” ชายชราวางถ้วยชาลง น้ำเสียงยังคงอ่อนล้า “ข้าล่ะอยากรู้นักว่าแดนสุขาวดีบนโลกมนุษย์แบบไหนกัน ที่ล่อลวงบุตรหลานตระกูลสวี่ของข้าจนหลงระเริงไม่รักตัวกลัวตายเช่นนี้”

“เรื่องนี้…”

บัณฑิตแซ่สวี่ชะงักไปครู่หนึ่งอย่างไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

เขาหันไปมองนักพรตหนุ่มที่อยู่ข้างกาย ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จึงก้มหน้าเล่าความจริงออกมา

“อาจเป็นเพราะของวิเศษของท่านเซียนมีอานุภาพกล้าแกร่ง มีปราณเซียนแผ่ซ่านคอยสยบเหล่าปีศาจและขจัดมนต์ดำที่ลุ่มหลงมัวเมา ผู้น้อยถือไม้เท้าลงไป แม้จะพบเห็นนารีแช่มช้อยประดุจโฉมงามในหล้า ทั้งยังได้ยินเสียงดนตรีขับขาน เห็นพวกนางระบำ ซึ่งล้วน…ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้น้อยไม่เคยพบเห็นมาตลอดชีวิต แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องเอาชีวิตไปทิ้งขอรับ”

“เล่าให้ละเอียดกว่านี้”

“ข้างในนั้นประหนึ่งเหลาสุราหรูหรา มีคานสลักลาย ม่านมุ้งบางเบา จอกหยกบรรจุเหล้า ประกายอำพันเรืองรอง แสงเทียนวับแวมสลัวลาง อิสตรีสวมอาภรณ์หมิ่นเหม่ร่ายรำไปมา กลิ่นหอมอบอวล ผู้น้อยจดจำคำสั่งสอนและคำกำชับของท่านเซียนและท่านเซียนน้อยได้แม่นยำ ยามที่เสียหลักร่วงลงไปก็กำไม้เท้าไผ่ไว้แน่น แม้จะรู้สึกว่าร่วงลงไปลึกมากแต่พอถึงพื้นกลับไม่เจ็บปวด พอพวกนางเห็นผู้น้อยก็พากันกรูเข้ามาโอบล้อมขอรับ”

บัณฑิตแซ่สวี่เล่าไปพลางนึกย้อนไปพลาง ใบหน้าฉายแววทอดถอนใจให้กับฉากทัศน์อันพิสดารนั้น

เด็กหญิงข้างกายนักพรตใช้สองมือประคองถ้วยชา แม้จะจิบช้าแสนช้า ทว่าริมฝีปากกลับไม่เคยละจากขอบถ้วยเลย แทบจะฝังใบหน้าครึ่งหนึ่งลงไปในถ้วยนั้น พอได้ยินเขากล่าวถึงตนเอง นางก็เหลือบตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหรี่ตาลงจ้องมองเงาน้ำในถ้วยต่อ

ภายในห้องที่มืดสลัว เงาใบหน้าของนางสะท้อนอยู่ในน้ำสาลีหิมะเลือนลาง

น้ำสาลีหิมะนี้หวานล้ำ นางจิบเพียงทีละนิดเพื่อให้รสหวานนั้นติดอยู่ที่ริมฝีปากตลอดเวลา หากเริ่มจางหายก็นับจะจิบเพิ่มเข้าไปอีกนิด

แม่นางสามสีรู้สึกว่าการทำเช่นนี้ช่างสนุกนัก

“หากมิใช่เพราะรู้ล่วงหน้าว่าพวกนางคือปีศาจร้าย ผู้น้อย…ผู้น้อยก็เกรงว่าจะต้านทานไว้ไม่อยู่เหมือนกันขอรับ แต่เพราะรู้ล่วงหน้าว่าพวกนางคือปีศาจที่จะมาทำร้ายคน กอปรกับมีไม้เท้าของท่านเซียนคอยคุ้มกาย ผู้น้อยจึงมิได้หวั่นไหว ส่วนพวกนางก็มิกล้าเข้าใกล้ผู้น้อยเลยแม้แต่น้อย คนที่เข้าใกล้ที่สุดแทบจะแนบชิดกาย ทว่าพอผู้น้อยขยับตัว พวกนางก็รีบถอยกรูดออกไป มิกล้าสัมผัสถูกตัวผู้น้อยเลย คงจะเป็นเพราะอานุภาพไม้เท้าของท่านเซียนเป็นแน่ขอรับ

“จากนั้นพวกนางก็พยายามทุกวิถีทาง ทั้งหลอกล่อ ทั้งหว่านล้อม ทั้งเอาใจและข่มขู่ วาจาไพเราะปานน้ำผึ้ง หวังจะให้ผู้น้อยวางไม้เท้าไผ่ลง ชะรอยว่าหากผู้น้อยวางไม้เท้าลงเมื่อใด ก็คงจะถูกพวกนางมอมเมาได้อย่างสมบูรณ์

“ทีแรกผู้น้อยก็มีความหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่พอเริ่มมองเห็นตัวตนที่แท้จริงแล้วก็เลิกกลัว และเริ่มตามหาพี่ชายร่วมตระกูลทั้งหลาย

“จนกระทั่งพบตัวพวกเขา…”

บัณฑิตแซ่สวี่กระชับความเพียงไม่กี่ประโยค ข้ามผ่านความระทึกขวัญเบื้องล่างไป และยกความชอบทั้งหมดให้แก่ไม้เท้าของซ่งโหยว

ถึงขนาดที่ฟังดูแล้วเหมือนไม่มีอันตรายอันใดเลย

ทว่าปีศาจที่ช่ำชองการล่อลวงเช่นนี้มักเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก หากพลั้งเผลอเพียงนิด ถูกมนต์สะกดจนมือคลายออกเพียงชั่วขณะ เกรงว่าเขาก็คงไม่มีโอกาสกลับขึ้นมาเช่นกัน

“เมื่อพวกนางเห็นว่าผู้น้อยไม่ลุ่มหลงตาม และยังพบตัวพี่ชายทั้งหลายเพื่อจะพาออกไป พวกนางก็คล้ายจะรู้ตัวว่าถึงคราวเคราะห์แล้ว จึงเริ่มใช้วาจาอ่อนหวาน ยอมอ่อนข้อหวังจะเรียกความสงสารจากผู้น้อย แต่ละนางดูน่าเวทนายิ่งนัก ปั้นเรื่องราวชีวิตที่น่ารันทดขึ้นมาสารพัด แต่พอเห็นว่าผู้น้อยยังคงเฉยเมย พวกนางก็พุ่งเข้าใส่ขอรับ” บัณฑิตแซ่สวี่กล่าว “โชคดีที่มีไม้เท้าของท่านเซียนคุ้มครองอย่างรอบด้าน”

ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ วางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ “เรื่องที่ข้าไหว้วานท่าน ท่านได้ถามพวกนางหรือไม่”

“มิกล้าลืมเลือนขอรับ!”

บัณฑิตแซ่สวี่รีบหันกาย จากเดิมที่หันหน้าหาชายชราเปลี่ยนมาหันหาซ่งโหยว พร้อมกับกล่าวด้วยความละอายว่า “ปีศาจในบ่อนั้นช่างงดงามเหลือเกินจริงๆ ขอรับ แต่ละนางล้วนมีรูปโฉมงามล่มเมือง ยามแรกที่เข้าไปเห็นพวกนางบ้างก็ดีดพิณ บ้างก็วาดภาพ บ้างก็แต่งกวี ล้วนมีความสามารถและรูปโฉมเป็นเลิศ หากมิใช่เพราะพวกนางเผยธาตุแท้ออกมาในตอนท้าย สวี่ผู้นี้…สวี่ผู้นี้ก็คงไม่กล้าข่มขู่คั้นถามพวกนางจริงๆ ขอรับ”

“ใจที่รักความงามเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ การเวทนาผู้มีรูปโฉมงดงามก็เป็นเรื่องธรรมดา” ซ่งโหยวนิ่งไปครู่หนึ่ง “โฉมสะคราญคือซากศพแห้งกรัง อาภรณ์แดงคือโบตั๋นร่วงโรย ปีศาจเหล่านี้รู้ซึ้งถึงจุดนี้ดี จึงใช้มายาแปลงกายใช้ประโยชน์จากมันมาทำร้ายคน ท่านต้องแยกแยะให้ถ่องแท้”

“ท่านเซียนสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วขอรับ…”

บัณฑิตแซ่สวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าแปลกประหลาดพลางส่ายหัว “เป็นจริงดั่งที่ท่านเซียนกล่าวไว้ พอผู้น้อยถือไม้เท้าลงไปแล้ว ก็รู้ได้เองว่าจะคั้นถามพวกนางอย่างไร”

“ถามได้ความว่าอย่างไรบ้าง”

“ทีแรกพวกนางยังไม่ยอมพรรณนาออกมา ผู้น้อยจึงทำท่าจะใช้ไม้เท้าฟาด ฟาดถูกสตรีไปสองนาง ทั้งสองก็กลายเป็นงูและแมงป่องเลื้อยคลานอยู่บนพื้น ทำเอาที่เหลือตกใจกลัวจนยอมปริปากออกมาขอรับ” บัณฑิตแซ่สวี่กล่าว “พวกนางบอกว่าเดิมทีอาศัยอยู่ในบ่อน้ำของวังหลวงราชวงศ์เฉิน เป็นทั้งปีศาจงูแมงป่องในบ่อและวิญญาณนางกำนัลที่กระโดดน้ำตายหลอมรวมกัน เริ่มมีความรู้สึกนึกคิดก็ตั้งแต่ช่วงปลายราชวงศ์เฉินแล้ว หลังจากนั้นก็ก่อกรรมทำเข็ญในวังไว้ไม่น้อย ตอนนั้นแม้ใต้หล้าจะวุ่นวาย แต่ในวังราชวงศ์เฉินก็ยังเชิญผู้มีวิชามาผนึกพวกนางไว้ ต่อมาราชวงศ์เฉินล่มสลาย บ่อน้ำร้างถูกกลบ พวกนางจึงหลบหนีออกมาสู่แดนปุถุชนขอรับ”

บัณฑิตแซ่สวี่เลียริมฝีปาก

ชายชราส่งสัญญาณให้เขาจิบชา เมื่อเขาเห็นดังนั้นจึงยกชาขึ้นดื่มอย่างมีมารยาท

ครู่ต่อมา สีหน้าของบัณฑิตสวี่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“พวกนางเล่าว่า พอยามที่พวกนางตื่นขึ้นมาเป็นครั้งที่สอง ก็เข้าสู่ช่วงปลายของราชวงศ์ก่อนแล้ว คราวนี้นางมิได้ถูกจำกัดอยู่ในบ่อน้ำในวังอีกต่อไป ทั้งตบะแก่กล้าขึ้นมาก สามารถไปมาหาสู่ในบ่อน้ำตามที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ เพียงแต่การย้ายถิ่นฐานต้องใช้เวลาและพลังงานบ้าง ตอนนั้นไม่มีใครปราบพวกนางได้ คงจะทำร้ายผู้คนไปมิใช่น้อย ทว่าต่อมายุคเข็ญสิ้นสุดลง ปฐมจักรพรรดิแห่งต้าเยี่ยนรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง เปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยใหม่ ภายใต้ความรุ่งเรืองของแผ่นดิน พวกนางมิกล้าก่อกวนและไม่มีเรี่ยวแรงจะก่อกวน จึงตกอยู่ในอาการสะลึมสะลือแล้วหลับใหลไป”

“ทว่ายามนี้…ยามนี้…”

“ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด พวกนางถึงได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งขอรับ”

ชายชราที่นั่งอยู่เบื้องบนได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เขารีบกวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีบ่าวไพร่คนอื่นอยู่ปรนนิบัติที่นี่มากนักจึงค่อยเบาใจลง

เรื่องนี้หากแพร่งพรายออกไป ย่อมมิใช่เรื่องเล็กน้อย

“ยามนี้เป็นยุคสมัยที่รุ่งเรืองยิ่งแท้ๆ…”

“ผู้น้อยก็คิดเช่นนั้นขอรับ”

หนึ่งชราหนึ่งเยาว์ ทั้งสองอดมิได้ที่จะหันไปมองซ่งโหยว

ทว่านักพรตหนุ่มกลับเพียงเอียงคอ มองดูเด็กหญิงของตนที่กำลังกึ่งดื่มกึ่งเล่นน้ำชาสาลีหิมะถ้วยนั้น โดยมิได้เอ่ยคำตอบประการใด

ชายชราเห็นดังนั้นจึงรีบเรียกบ่าวไพร่หน้าประตู สั่งให้ไปยกน้ำชามาเพิ่มอีกถ้วยเพื่ออาศัยจังหวะไล่พวกเขาออกไป จากนั้นจึงลดเสียงต่ำลงพลางถามว่า “เช่นนั้น เหตุใดปีศาจร้ายเหล่านี้จึงจงใจมาที่ตระกูลสวี่ของข้าเล่า”

“ผู้น้อยก็ถามมาแล้วขอรับ พวกนางบอกว่าหลังจากตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกว่าที่พำนักเดิมนั้นไม่ดีพอ คิดอยากจะย้ายบ้าน ในความพร่ามัวเลือนลางนั้น เห็นว่าทางฝั่งนี้มีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดา…” บัณฑิตแซ่สวี่กดเสียงต่ำเช่นกัน ทั้งยังเลือกใช้ถ้อยคำที่กำกวมและสำรวมโดยสัญชาตญาณ “จึงค่อยๆ ย้ายมายังอำเภอฝูเหยา พอเข้าเมืองมาแล้ว ก็เห็นว่าที่นี่มีความไม่ธรรมดาที่สุด จึงได้ย้ายเข้ามาพำนัก ณ ที่แห่งนี้ขอรับ”

“เรื่องนี้…”

ชายชราถึงกับอึ้งตะลึงไปทันที

สิ่งแรกที่เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ คือบรรดาปีศาจและภูตผีที่ดาหน้ากันเข้ามาในจวนอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

หรือว่า…พวกมันทั้งหมดจะมาด้วยเหตุผลนี้

“ไม่ธรรมดา…”

ยิ่งเมื่อคำนึงถึงว่ากลียุคอาจกำลังจะมาถึง ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนชีวิต เรื่องราวเล่าขานที่เคยได้ยินจากชาวบ้าน หรือที่เคยอ่านผ่านตาในตำราโบราณและพงศาวดารต่างๆ พลันผุดขึ้นมาในหัว

ไม่ว่าจะเป็นตำนานพื้นบ้านหรือบันทึกที่เป็นทางการล้วนมีจารึกไว้ว่า บุคคลสำคัญผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นขุนพลผู้เกรียงไกร เสนาบดีผู้ปรีชา หรือแม้แต่ศาสดาผู้ก่อตั้งลัทธิแขนงต่างๆ หรือกระทั่งเป็นเพียงจอหงวนหรืออัครเสนาบดีธรรมดา ตำนานและตำราโบราณมักจะบันทึกถึงความไม่ธรรมดาของพวกเขาไว้เสมอ

หากมิใช่ถือกำเนิดมาไม่ธรรมดา ก็ต้องเป็นสถานที่เกิดนั่นเองที่ไม่ธรรมดา

ราวกับเป็นนิมิตหมายบางอย่าง หรือที่เรียกกันว่าเรื่องของ “วาสนาบารมี”

ยิ่งไปกว่านั้น มิได้มีเพียงขุนนางหรือขุนพลเท่านั้น…

เพียงแต่เรื่องนั้นเขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยออกมา

ชายชรายืนนิ่งขึงอยู่กับที่ จนรู้สึกหนังศีรษะชาหนึบ

ถึงขั้นทำตัวไม่ถูก

ตระกูลสวี่แม้จะเคยรุ่งโรจน์เพียงใด ทว่ายามที่รุ่งเรืองที่สุดก็เป็นเพียงขุนนางระดับสองในราชสำนัก ผ่านไปพันปีก็ใช่ว่าจะมีผู้ใดจำชื่อบรรพชนท่านนั้นได้ ยามนี้ตระกูลก็เสื่อมถอยลง ต่อให้ยิ่งใหญ่เพียงใดในฝูเหยา ก็เป็นเพียงตระกูลใหญ่ประจำอำเภอหรือประจำจังหวัดเท่านั้น

เรื่องราวเหล่านั้นช่างห่างไกลจากตัวเขาเหลือกเกิน

ในยามที่มืดแปดด้าน ชายชราจึงหันไปมองนักพรตที่อยู่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ เพื่อขอความมั่นใจจากบุคคลที่เขาสามภักดีและเลื่อมใสที่สุดในยามนี้

“ท่านประมุขโปรดใจเย็นก่อน บางทีอาจเป็นเพียงเพราะจวนของท่านบังเอิญตั้งอยู่ในชัยภูมิฮวงจุ้ยที่ดีเลิศเท่านั้น ทว่าไม่ว่าจะเป็นชัยภูมิฮวงจุ้ยหรือที่รวมวาสนาบารมี ในภายหน้าเรื่องราวประหลาดของปีศาจคงจะมีมาไม่ขาดสายเป็นแน่” ซ่งโหยวกล่าวกับชายชราพลางครุ่นคิด “ต่อให้จวนของท่านจะได้รับอานิสงส์จากฮวงจุ้ย หรือสืบทอดวาสนาบารมี แต่ก็ต้องรักษาที่แห่งนี้ไว้ให้มั่นถึงจะรับไว้ได้”

แววตาของชายชราสั่นไหว ฉายแววครุ่นคิด

ใจของเขาค่อยๆ สงบลง

มันเป็นสัจธรรมเช่นนั้นเอง

ดินแดนที่รวมกระแสฮวงจุ้ยและวาสนา ย่อมให้กำเนิดยอดคน ทว่าสถานที่เช่นนี้ยอดคนชมชอบ เหล่าปีศาจและภูตผีก็ชมชอบไม่แพ้กัน

ชายชราสงบใจลง เริ่มพิจารณาบุตรหลานในบ้านตนเอง

แม้ปกติจะรู้สึกว่าบุตรหลานก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร อย่างน้อยการอบรมสั่งสอนก็เข้มงวด ในบ้านไม่มีพวกเสเพล ส่วนใหญ่ตั้งใจเล่าเรียนหนังสือ พอมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง แม้จะมีบุตรหลานบางคนที่มิอาจรักษาจิตใจให้มั่นคงต่อหน้าปีศาจได้ แต่ก็โทษพวกเขาไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้ก็นับว่าเหนือกว่าคนทั่วไป หรือแม้แต่บุตรหลานตระกูลใหญ่ส่วนมากแล้ว

ทว่าหากจะยกระดับมาตรฐานไปถึงขั้นนั้น…

อย่าว่าแต่ขุนนางหรืออ๋องเลย แม้แต่พรสวรรค์ระดับจอหงวน คนหนุ่มในบ้านไม่กี่คนนี้ก็ยังห่างไกลนัก

และยามนี้ปีศาจมาชุมนุมกัน ยังไม่ถึงครึ่งปีจวนตระกูลสวี่ก็วุ่นวายจนไก่บินหมาโดด (โกลาหล) ถึงเพียงนี้ หากภายหน้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นอีกเท่าใด

บ่าวไพร่ยกน้ำชาสาลีหิมะเข้ามา

ชายชราสั่งให้เขาส่งถ้วยชาให้เด็กหญิงตัวน้อย แล้วจึงไล่ออกไป จากนั้นจึงหันไปหาซ่งโหยว

“ขอท่านเซียนโปรดชี้แนะ…”

“ข้าหามีคำชี้แนะอันใดไม่ แม้จะมีเรื่องที่ควรบอกกล่าวแก่ทุกท่าน ในช่วงสองวันนี้ข้าก็ได้กล่าวไปจนสิ้นแล้ว” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “ตั้งแต่โบราณกาลมา มิพักต้องกล่าวถึงที่อื่น เฉพาะในสำนักของข้า เหล่าผู้อาวุโสในสำนักต่างก็มีทัศนคติต่อเรื่องชัยภูมิฮวงจุ้ยและวาสนาบารมีที่แตกต่างกันไป บ้างก็เห็นว่าฮวงจุ้ยและวาสนานั้นส่งเสริมให้เกิดยอดคน บ้างก็เห็นว่าเพราะมียอดคนถือกำเนิดขึ้น ดินแดนนั้นจึงอุดมไปด้วยพลังวิญญาณ บ้างก็เห็นว่าทั้งสองสิ่งส่งเสริมซึ่งกันและกัน มิอาจแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเป็นหลักสิ่งใดเป็นรอง หรือบางทีสถานะหลักและรองก็มักจะสลับสับเปลี่ยนกันอยู่เสมอ ท่านประมุขโปรดทำตามแต่ใจเถิด พึงใช้ความพยายามไขว่คว้า ทว่ามิอาจฝืนโชคชะตา”

“พึงพยายามทว่ามิอาจฝืน…”

ชายชราได้ยินเขาว่าเช่นนั้น ก็ทราบทันทีว่านักพรตผู้นี้เองก็ยอมรับในแนวคิดที่ว่า “สถานที่แห่งนี้ไม่ธรรมดา” เช่นกัน

นี่ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากยิ่งนัก

ชายชราครุ่นคิดจนดวงตาเริ่มแห้งผาก

“เช่นนั้นก็ไว้ค่อยว่ากันพรุ่งนี้เถิด” ชายชราหันไปมองบัณฑิตแซ่สวี่ที่อยู่ข้างกาย “ในเมื่อบิดามารดาของเจ้าล่วงลับไปแล้ว ทั้งเจ้ายังเป็นคนตระกูลสวี่ นับจากนี้ไป ตระกูลสวี่ก็คือบ้านของเจ้า เจ้ากลับไปเก็บข้าวของเสีย แล้วย้ายเข้ามาอยู่ในจวนเถิด จะได้ลดละเรื่องจุกจิกทางกสิกรรม ทั้งยังอยู่ใกล้สำนักศึกษาของตระกูล ในบ้านยังมีร้านตำรา เจ้าจะได้มีสมาธิกับการเล่าเรียน เมื่อเจ้าถึงวัยที่เหมาะสม หรือสอบได้เกียรติยศชื่อเสียง ข้าจะไปสู่ขอแม่นางผู้นั้นให้เจ้าเอง”

“ขอน้อมรับด้วยความซาบซึ้งขอรับ…”

บัณฑิตแซ่สวี่รีบรับคำทันที

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการเล่าเรียนเขียนอ่าน หรือเพื่อการเปลี่ยนชะตาชีวิต นี่คือนัดหมายและโอกาสอันล้ำเลิศที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ลง

“ไม่ทราบว่าท่านเซียน…”

ชายชราหันไปมองซ่งโหยวอีกครั้ง

“คืนนี้ดึกมากแล้ว ท่านประมุขชราภาพมากแล้ว ควรจะพักผ่อนแต่หัวค่ำ” ซ่งโหยวยันไม้เท้าไผ่ลุกขึ้นยืน “ข้าเองก็ควรกลับไปพักผ่อนเช่นกัน”

“ข้าจะไปส่งท่านที่ห้อง”

“มิเป็นไร…”

“เดินเพียงไม่กี่ก้าว มิได้ลำบากอันใด”

ซ่งโหยวเริ่มก้าวเดิน เด็กหญิงข้างกายยังคงประคองถ้วยชาไว้ประหนึ่งมันงอกออกมาจากใบหน้า นางเดินตามเขาไปอย่างกระชั้นชิด

ชายชรายันไม้เท้าไม้เท้าเดินไปส่งพวกเขาที่ห้องพัก

ระหว่างทาง เขาคอยเลียบเคียงถามถึงนัยยะสำคัญต่างๆ

ทว่าซ่งโหยวหาใช่นักพรตเทียนซ่วนทั้งตัวเขาเองก็มิได้เชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงนี้ จึงไม่มีสิ่งใดจะเตือนเขาได้มากนัก

“ในสายตาของข้า ตระกูลสวี่มีความขยาดหวาดกลัวต่อปีศาจและภูตผีลดน้อยลงมากแล้ว หากต้องการจะรักษาจวนบรรพชนไว้และอาศัยอยู่ที่นี่ทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมต้องไม่หวาดเกรงต่อปีศาจ และห้ามก้มหัวยอมสยบให้พวกมันเด็ดขาด ในทางกลับกัน ต้องมีความกล้าหาญและจิตใจที่เด็ดเดี่ยวพอที่จะต่อกรกับพวกมัน ซึ่งในยามนี้ตระกูลสวี่มีสิ่งนั้นแล้ว” ซ่งโหยวกล่าว “หากท่านประมุขไม่อยากจากไป และมีใจที่คิดจะสู้กับพวกปีศาจ ข้าก็พอจะช่วยเหลือได้บ้าง”

“เรียนท่านตามตรง ก่อนที่ท่านเซียนจะมาถึง ข้าก็เคยมีความคิดที่จะย้ายบ้านอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ตระกูลสวี่นั้นใหญ่โตเกินไป ผู้คนมากมายนัก ยามกะทันหันจึงหาคฤหาสน์ที่เหมาะสมไม่ได้ ทั้งการโยกย้ายก็วุ่นวายยิ่ง ประกอบกับอาลัยอาวรณ์ในจวนบรรพชนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน อาลัยในเกียรติยศของบรรพชน จึงได้ประวิงเวลาเรื่อยมาจนถึงป่านนี้ขอรับ”

“พึงรู้ไว้ว่าปีศาจมิใช่สิ่งที่ยากจะต่อกร คนธรรมดาหากมีความกล้าและรู้จักตรึกตรอง ต่อให้ไม่มีของวิเศษ บ่อยครั้งก็สามารถกำจัดพวกมันได้”

“ที่ท่านเซียนบอกว่าจะช่วยเหลือ คือ…”

“พรุ่งนี้ให้ท่านประมุขเตรียมกระดาษเหลืองมา ข้าจะทิ้งยันต์ขับไล่ปีศาจและป้องกันสิ่งชั่วร้ายไว้ให้สักสองสามแผ่น เพื่อให้ผู้ที่พกติดตัวไม่ถูกทำร้ายด้วยมนต์ดำของปีศาจ” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “ทว่านับจากนี้ไป เรื่องประหลาดของปีศาจในจวนคงจะมีมาไม่น้อย หากต้องการขับไล่ปีศาจและคืนความสงบสุขให้แก่จวน ท่านต้องหาหนทางด้วยตนเองให้มากขึ้น”

“ท่านเซียนกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก…”

“พรุ่งนี้คือวันขึ้นสิบห้า หญิงชราผู้นั้นควรจะมาแล้ว” ซ่งโหยวเดินผ่านเรือนหลายชั้นจนมาถึงหน้าห้องพัก เขาหยุดฝีเท้าแล้วเงยหน้ามองดวงจันทร์ “พรุ่งนี้กลางวันข้าจะเขียนยันต์ให้เสร็จ ส่วนเรื่องในยามค่ำคืนข้าจะไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง ท่านประมุขลองคิดหาวิธีดูเถิดว่าจะรั้งนางไว้ได้อย่างไร ถือเสียว่าให้พวกข้าได้ฝึกมือที่จวนของท่านเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจากไป”

“ขอบพระคุณท่านเซียน!”

ชายชรากล่าวด้วยความเคารพอย่างยิ่งพลางค้อมกายคารวะ

“เชิญท่านกลับไปเถิด”

“ขอท่านเซียนพักผ่อนให้สำราญ…”

ชายชรายันไม้เท้าเดินจากไปอย่างช้าๆ

ซ่งโหยวหยุดยืนอยู่ที่เดิม บางคราก็เงยหน้ามองดวงจันทร์กระจ่าง บางครั้งก็ก้มมองจวนตระกูลสวี่ ภายใต้แสงจันทร์ลานบ้านช่างดูเงียบเหงาและเยือกเย็น นอกจากเสียงร่ำไห้ที่แว่วมาไกลๆ แล้ว ทุกอย่างแทบจะตกอยู่ในความเงียบงัน

ซ่งโหยวไม่มีวิชาหยั่งรู้ชะตาฟ้าดินของปรมาจารย์เทียนซ่วนและเขาก็ไม่เชี่ยวชาญด้านนี้จริง ทว่าเมื่อตบะแก่กล้าขึ้น ได้สัมผัสกับวิถีแห่งสวรรค์มากเข้า ก็พอจะสัมผัสได้ลางๆ

สถานที่แห่งนี้…ไม่ธรรมดาจริงๆ

และบัณฑิตแซ่สวี่ผู้นั้นก็หาใช่คนธรรมดาไม่

ทว่ามันยังห่างไกลจาก ‘จุดนั้น’ อีกมากนัก

ไม่อาจรู้ได้เลยว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร

……………

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 483 ดินแดนอันเปี่ยมด้วยฮวงจุ้ยดีเลิศและวาสนาค้ำจุน"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย