ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 482 เหล็กหลอมเพียงไม่กี่เตาก็เพียงพอแล้ว
บทที่ 482 เหล็กหลอมเพียงไม่กี่เตาก็เพียงพอแล้ว
……………
แสงจันทร์กระจ่างใส อาบไล้กลุ่มคนที่ห้อมล้อมอยู่ในลานบ้าน
หลายคนมีสีหน้ากระวนกระวายใจ คอยชะเง้อมองลงไปในบ่อน้ำเป็นพักๆ คนเหล่านี้คงเป็นบิดามารดาของสามหนุ่มที่ติดอยู่เบื้องล่าง
ทว่าชายชราผู้เป็นเจ้าบ้านกลับดูไม่ลนลาน คล้ายเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าไม้เท้าไผ่ของนักพรตผู้นี้จะสามารถต้านทานมนต์ดำปีศาจได้ และเชื่อว่าบัณฑิตหนุ่มผู้เป็นญาติห่างๆ ที่เขาจำชื่อไม่ได้ผู้นั้นจะทนต่อสิ่งล่อลวงได้ เขาหันไปค้อมกายกุมมือถามซ่งโหยวว่า “เรียนถามท่านเซียน หลังจากที่หลานชายผู้นั้นขึ้นมาแล้ว ท่านมีวิชาอาคมอันใดที่จะใช้กำจัดปีศาจหรือขอรับ”
“หามีวิชาอาคมอันใดไม่ มีเพียงแผนการหนึ่งเท่านั้น”
“ไม่ทราบว่าเป็นแผนการเช่นไร”
“ข้าขอถามท่านเจ้าบ้านหน่อยเถิด เมื่อกลางวันจิ้งเหลนเหล่านั้นตายได้อย่างไร”
“ท่านเซียนหมายความว่า…พวกเราต้องลงมือกันเองหรือ”
“ก่อนหน้านี้ข้าได้กล่าวไปแล้ว หากยามที่ท่านเจ้าบ้านพบเจอพวกมัน ท่านลดความเมตตาลงสักนิด เพิ่มความเด็ดขาดลงไปสักหน่อย ต่อให้กำจัดปีศาจไม่ได้ พวกมันก็คงมิกล้ามาก่อกวนในจวนของท่านอีก ในสายตาข้า เมื่อครานั้นที่ท่านสั่งให้ใช้ฟืนเผาพวกมัน จนพวกมันเนื้อตัวมอมแมมและขวัญหนีดีฝ่อไปไม่น้อย ย่อมแสดงว่าพวกมันมิได้มีกายอมตะหรืออยู่ยงคงกระพันต่อศาสตราและไฟ พวกมันยังคงเกรงกลัวหากท่านเจ้าบ้านจะใช้สุ่มเสี่ยงหรือวิธีการที่อำมหิตกว่าเดิมมาจัดการ” ซ่งโหยวกล่าว “มิเช่นนั้นแล้ว พวกมันคงไม่จับตัวคุณชายทั้งหลายไว้เป็นตัวประกันหรอก”
“ท่านกล่าวได้มีเหตุผลยิ่งนัก”
“เช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านเจ้าบ้านจะจัดการอย่างไรแล้ว”
“ตระกูลสวี่ของข้ามีร้านตีเหล็กอยู่ในเมืองสองแห่ง…” ชายชราครุ่นคิดครู่หนึ่งพลางหรี่ตาลง “เรียนถามท่านเซียน หากข้าหลอมเหล็กกล้าหลายถังใหญ่แล้วเทราดลงไปทั้งหมด ปีศาจนั่นจะยังรอดชีวิตได้หรือไม่”
“ข้าคาดว่า…ไม่รอด”
“ดี!”
ชายชราหันไปสั่งคนข้างกายทันที “ไปเชิญช่างเหล็กจากร้านทั้งสองแห่งมา ขนอุปกรณ์ที่จะต้องใช้มาให้หมด บอกว่าข้าต้องการหลอมเหล็กกล้า!”
“รับบัญชาขอรับ!”
ใครคนหนึ่งรับคำแล้วรีบผละไป
บางคนมีสีหน้าเสียดายและอาลัยปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง
ขณะที่บางคนยกเก้าอี้และม้านั่งมาให้ชายชรา เหล่าผู้อาวุโสวัยกลางคน ซ่งโหยว และแม่นางสามสีได้นั่งลง
ท่ามกลางค่ำคืนฤดูร้อน นับเป็นเวลาพักผ่อนรับลมเย็นที่ประจวบเหมาะพอดี
ภายในบ่อน้ำมีแสงไฟวับแวม แว่วเสียงดนตรีบรรเลงมาตามลม
ทันใดนั้น เสียงดนตรีพลันเงียบสงบลง
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ มิกล้าส่งเสียงรบกวน
ทว่าเบื้องล่างกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ส่งขึ้นมาอีกเลย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดไม่ทราบได้ ช่างเหล็กตระกูลสวี่ขนเตาหลอมมาถึง และเริ่มจุดไฟหลอมเหล็กกันกลางลานบ้านจนเหล็กกลายเป็นของเหลวสีแดงเพลิง
บรรยากาศในลานบ้านเริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ
ทุกคนต่างเฝ้ารอด้วยความร้อนรุ่มใจ
รอคอยอยู่นานโข จนราตรีเริ่มดึกสงัด คาดว่าผ่านไปราวสองชั่วยามหลังจากบัณฑิตแซ่สวี่ลงไป ในที่สุดก็มีเสียงคนดังแว่วออกมาจากบ่อน้ำ
“ข้างบนมีคนอยู่ไหม”
นั่นคือเสียงของบัณฑิตแซ่สวี่ไม่ผิดแน่
“มีคนอยู่!”
บุตรชายคนโตของตระกูลสวี่ได้ยินดังนั้นก็รีบโผเข้าไปชะโงกดูในบ่อ แต่กลับมองไม่เห็นสิ่งใด จึงขานรับไปว่า
“ได้ยินแล้ว!”
“โยนเชือกลงมาที!”
เสียงแว่วดังขึ้นมาจากเบื้องล่าง สะท้อนก้องไปมาไม่ขาดสาย
บุตรชายคนโตมิรอช้า สั่งให้ลูกน้องเตรียมเชือกแล้วเริ่มหย่อนลงไปในบ่อทันที
เรื่องประหลาดก็คือ บ่อน้ำร้างที่เดิมทีลึกเพียงสองจั้ง ทว่ายามนี้เชือกยาวสิบจั้งหย่อนลงไปจนสุดแล้วก็ยังไม่ถึงก้นบ่อ บัณฑิตแซ่สวี่ที่อยู่เบื้องล่างยังคงตะโกนเรียกให้หย่อนเชือกลงไปอีก
ไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องนำเชือกอีกขดมาผูกต่อกันแล้วหย่อนลงไปใหม่
แต่ก็ยังไม่ถึงก้นบ่อเสียที
จนต้องไปขอยืมเชือกจากบ้านใกล้เรือนเคียงมาอีกขดหนึ่ง
คราวนี้ในที่สุดก็ได้ยินคนข้างล่างบอกว่าเห็นเชือกแล้ว
สิ้นเสียง “ดึงขึ้นไปได้เลย” บรรดาบ่าวไพร่ต่างช่วยกันออกแรง ดึงเชือกเส้นนั้นขึ้นมาอย่างช้าๆ
ที่ปลายเชือกด้านล่าง มีชายหนุ่มในสภาพสติเลื่อนลอยถูกมัดติดมาด้วย
“ดึงขึ้นมาได้แล้ว!”
บ่าวไพร่ต่างพากันดีใจ
เมื่อวางชายหนุ่มลงบนพื้น ทุกคนพลันได้กลิ่นหอมประหลาดโชยมาจากตัวเขา กลิ่นนั้นหอมขจรขจายจนทำให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มและมึนงงไปชั่วขณะ จากนั้นจึงรีบยกโคมไฟและคบเพลิงเข้ามาใกล้เพื่อดูโฉมหน้าของเขาให้ชัดเจน
สมาชิกตระกูลสวี่จำนวนมากก้มลงมอง แล้วต่างก็ต้องตกใจสุดขีด
ชายหนุ่มผู้นี้ยังคงสวมเสื้อผ้าชุดเดิม ทว่าเส้นผมกลับหลุดร่วงจนเหลือเพียงไม่กี่เส้น ฟันก็ร่วงโกร๋นเกือบหมดสิ้น ใบหน้าซูบตอบเหมือนซากศพแห้ง เมื่อถูกดึงขึ้นมาเขาก็ไร้เรี่ยวแรงจะยืน ทำได้เพียงนอนพึมพำวาจาไร้สาระอยู่บนพื้น ไม่มีใครฟังออกเลยว่าเขาพูดว่าอะไร
“ลูกแม่!”
หญิงนางหนึ่งโผเข้าไปกอดร่างนั้นทันที
“เจ้าอวิ๋นเอ๋ย!”
“ท่านพี่!”
เสียงร้องไห้ระงมดังขึ้นจนสะเทือนเลื่อนลั่น
ชายชราเห็นภาพนั้นก็ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความสะเทือนใจ ทั้งโกรธแค้น ทั้งเวทนา และเสียใจสุดซึ้ง ทว่าเขายังคงโบกมือสั่งบ่าวให้แก้เชือกออกแล้วหย่อนลงไปใหม่
เหตุการณ์เดิมวนซ้ำอีกครั้ง
ชายหนุ่มอีกสองคนถูกดึงขึ้นมา คนหนึ่งมีสภาพซูบเซียวเหมือนซากศพไม่ต่างจากคนแรก ส่วนอีกคนนั้นสิ้นลมหายใจไปเสียแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเสียงร่ำไห้คร่ำครวญได้ดังระงมขึ้นอีกระลอกใหญ่
มีคนหันไปมองซ่งโหยวที่ยืนอยู่ข้างๆ “ท่านเซียนพอจะมีวิธีช่วยพวกเขาบ้างหรือไม่ขอรับ”
“ไม่มีวิธีแล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยตอบอย่างจริงใจ “ในบรรดาสามคนนี้ คนหนึ่งสิ้นใจมานานแล้วจนท้องเริ่มโป่งพอง อีกสองคนแม้ยังมีลมหายใจ ทว่าปราณหยางและพลังชีวิตกลับสลายสิ้นไปหมดแล้ว ขวัญทั้งสามวิญญาณทั้งเจ็ดหลุดลอยไปกึ่งหนึ่ง กลายเป็นคนโง่งมเบาปัญญา…ไม่มีพละกำลังจะเหนี่ยวรั้งไว้ได้อีก”
เสียงร่ำไห้พลันโหยหวนรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
เหล่าบ่าวยังคงช่วยกันดึงเชือกเป็นครั้งที่สี่ และคราวนี้ผู้ที่ถูกดึงขึ้นมาก็คือบัณฑิตแซ่สวี่
ในยามนี้ ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ
เสียงร้องไห้ระงมดังสนั่นไปทั่วจวนตระกูลสวี่
เมื่อบัณฑิตแซ่สวี่ปีนขึ้นมาได้ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ คราหนึ่งก็ทราบทันทีว่าเหตุใดทุกคนจึงโศกเศร้าปานนั้น ใบหน้าเขาฉายแววสลดก่อนจะก้าวไปข้างหน้า ประคองไม้เท้าไผ่ด้วยสองมือ ยื่นคืนให้ซ่งโหยวด้วยความเคารพสูงสุด
“ขอบพระคุณท่านเซียนที่เมตตาให้หยิบยืมของวิเศษขอรับ”
ตลอดสองชั่วยามในบ่อน้ำนั้น ไม่มีใครรู้ซึ้งถึงอานุภาพของไม้เท้าไผ่ลำนี้ดีไปกว่าเขาอีกแล้ว
“มิต้องเกรงใจ”
ซ่งโหยวยิ้มพลางพยักหน้าให้เขา
บัณฑิตแซ่สวี่จึงหันไปกุมมือคารวะผู้อื่น กล่าวด้วยความละอายใจว่า “ผู้น้อยโชคดีที่มิทำให้ภารกิจล้มเหลว พาพี่ชายร่วมตระกูลทั้งสามกลับมาได้ ทว่าน่าเสียดายที่…”
“ช่างเถิด…”
ชายชราดูราวกับแก่ชราลงไปอีกหลายปี เขาโบกมืออย่างอ่อนแรงแต่ยังคงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เจ้าลงไปข้างล่าง ได้พบเจออันตรายบ้างหรือไม่”
“มิได้นับเป็นอันตรายอันใดขอรับ เพียงแต่พี่ชายทั้งหลาย…ยามที่ผู้น้อยไปพบพวกเขานั้น…”
“เจ้าพวกไม่ได้ความ! บอกกี่ครั้งกี่หนว่าห้ามเข้าลานนี้ยามค่ำคืน ห้ามใครลงไปเด็ดขาด แต่พวกมันก็ยังห้ามใจตัวเองไม่ได้ ตายไปเสียได้ก็สมควรแล้ว! พวกเจ้าที่เป็นมารดาเลิกคร่ำครวญเสียที หากจะร้องไห้ก็จงลากก้อนเนื้อเหล่านั้นกลับเรือนไปร้องให้พอ อย่ามาทำให้ข้าปวดหูที่นี่!” ชายชราขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทว่าดวงตากลับแดงก่ำ เขายันไม้เท้าลุกขึ้นเดินไปยังปากบ่อร้างด้วยตนเอง ก่อนจะสั่งคนข้างหลังว่า “พวกเจ้าทั้งหมดมานี่! เอาเหล็กหลอมพวกนี้เทลงไปให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่หยดเดียว!”
“รับบัญชา!”
เหล่าช่างเหล็กและศิษย์รีบเข้ามาทันที พวกเขาหิ้วเตาหลอมที่เต็มไปด้วยของเหลวสีแดงเพลิงเทราดลงไปในบ่อ
เรื่องอัศจรรย์พลันบังเกิดขึ้นอีกครั้ง
บ่อน้ำร้างที่เคยต้องใช้เชือกถึงสามขดจึงจะถึงก้นบ่อ ทว่ายามนี้เพียงเทเหล็กหลอมแดงโรจน์ลงไปหม้อเดียว เดิมทีนึกว่าต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะมีปฏิกิริยา แต่พอกระแสเหล็กไหลลงไป กลับได้ยินเสียงกระทบพื้นดัง ตุบ อย่างหนักแน่น พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่บาดแก้วหู
“อ๊ากกกก!!”
เสียงแหลมสูงนั้นมิใช่เสียงของมนุษย์
ท่ามกลางเสียงกรีดร้อง ยังมีเสียงดิ้นรนทุรนทุราย เสียงระเบิด และเสียงกระแทกผนังบ่อดังสนั่น พร้อมกับเปลวเพลิงที่พวยพุ่งขึ้นมาและควันสีขาวพุ่งโขมง ส่งกลิ่นเหม็นคาวรุนแรงจนน่าสะอิดสะเอียน
ซ่าาา…
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ…
ผู้คนมิอาจรู้ได้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างในคืออะไร หรือเบื้องล่างมีสภาพเช่นไร ทว่าต่อให้เป็นผู้ที่ใจกล้าที่สุดก็มิกล้าชะโงกหน้าลงไปดู แม้แต่ช่างเหล็กที่เทเหล็กหลอมลงไปก็ยังต้องเบือนหน้าหนี หรี่ตาลงด้วยความขยาดหวาดกลัวควันพิษนั้น
จะมีก็เพียงแม่นางสามสีที่ความอยากรู้อยากเห็นล้นปรี่ พยายามจะมุดเข้าไปดูให้ได้
ทว่าน่าเสียดายที่มือข้างหนึ่งซึ่งคว้าคอเสื้อด้านหลังของนางไว้ได้จำกัดขอบเขตการเคลื่อนไหว ทำให้นางได้แต่ซอยเท้าถี่ๆ ตัวเอนไปข้างหน้าแต่กลับเดินวนอยู่ที่เดิม ต่อให้พยายามชะเง้อคอเพียงใดก็มิอาจเห็นทัศนียภาพในบ่อได้
แมวตัวนี้ก็นับว่าแปลกประหลาดนัก
แม้จะถูกนักพรตดึงรั้งไว้ แต่นางกลับมิได้ขัดขืนสะบัดมือเขาออก และก็มิได้ละทิ้งความตั้งใจที่จะมุ่งหน้าไปปากบ่อ ทำได้เพียงยอมให้เขาดึงไว้เช่นนั้น ส่วนตนเองก็ซอยเท้าถี่วนไปมาอยู่กับที่อย่างดื้อรั้นและดูโง่งม
“เทลงไปอีก!”
ชายชรายันไม้เท้าพลางตะโกนสั่ง
หม้อแรกหมดไป หม้อที่สองตามมา
เสียงกรีดร้องแหลมสูงเบื้องล่างอยู่ได้ไม่นานก็ค่อยๆ แผ่วลงไป เหลือเพียงเปลวเพลิงที่พุ่งสวนขึ้นมาเป็นระยะและควันสีขาวที่พุ่งขึ้นมาต่อเนื่อง ลอยวนเวียนไม่ยอมกระจัดกระจาย ส่งกลิ่นชวนอาเจียนไปทั่วบริเวณ
หลังเทเหล็กหลอมลงไปติดต่อกันหลายหม้อ เบื้องล่างก็ไร้ซึ้งสุ้มเสียงใดๆ อีก
ยามนี้ภายในบ่อเต็มไปด้วยความร้อนแรงและเปลวไฟ แม้แต่ปากบ่อก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ได้โดยง่าย
เหล็กหลอมยังไม่แข็งตัว มันยังคงส่องประกายสีแดงโรจน์
“ตายหมดแล้ว”
ซ่งโหยวปล่อยมือจากเด็กหญิงตัวน้อย ก่อนจะหันไปกล่าวกับชายชรา “มิต้องสิ้นเปลืองเหล็กหลอมไปมากกว่านี้แล้ว”
ฟึ่บ!
เมื่อไร้พันธนาการ เด็กหญิงก็ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เพียงปราดเดียวนางก็พุ่งไปถึงขอบบ่อ เกาะปากบ่อชะโงกหน้ามองลงไปทันที
ทว่าสิ่งที่นางเห็นมีเพียงแสงสีแดงและเปลวไฟ กระแสเหล็กหลอมที่ยังไหลเวียนอยู่ประดุจเตาหลอมเพลิงที่ปะทุขึ้นเป็นพักๆ พร้อมสะเก็ดไฟที่กระเด็นออกมา ความร้อนระอุมาพร้อมกับควันสีขาวและกลิ่นเหม็นไหม้
นางอดมิได้ที่จะรู้สึกสงสัย หันกลับมาจ้องหน้านักพรตของนางตาเขม็ง
เห็นเพียงนักพรตหนุ่มโบกมือเบาๆ ไปในอากาศ
ฟิ้ว…
พลันบังเกิดสายลมเย็นพัดผ่านลานบ้าน หอบเอาควันสีขาวที่จับกลุ่มหนาแน่นและกลิ่นเหม็นเน่าให้สลายไปจนสิ้น
“เฮ้อ…”
ชายชราทอดถอนใจยาว ราวกับเหนื่อยล้าจนถึงที่สุด
“ข้าขอขอบพระคุณท่านเซียนซ่ง และขอบใจเจ้ามากนะหลานชาย” ชายชรายันไม้เท้า พลางหันไปมองเหล่าสตรีที่นอนร้องไห้ฟูมฟาย “ปล่อยให้พวกนางร้องไห้อยู่ที่นี่เถิด อย่างไรเสียพวกนางก็สั่งสอนบุตรชายตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว…เชิญทุกท่านไปกับข้า เปลี่ยนที่พักผ่อนสักหน่อย ให้ข้าได้กล่าวคำขอบคุณอย่างเป็นทางการด้วยเถิด”
กล่าวจบเขาก็ยันไม้เท้าเดินนำไปยังเรือนโถงใหญ่
บัณฑิตแซ่สวี่รีบเดินตามไปเบื้องหลังทันที
ส่วนบุตรชายคนโตและคนรองของตระกูลสวี่กลับมิได้ทำใจได้ง่ายๆ เหมือนบิดา ในบรรดาชายหนุ่มสามคนที่นอนอยู่บนพื้น สองคนในนั้นคือบุตรของพวกเขา ยามนี้จึงต้องอยู่จัดการเรื่องราวที่ค้างคา ทั้งสั่งเสีย ดูแล ปลอบโยน และปูนบำเหน็จ รวมถึงต้องเริ่มเตรียมงานศพตั้งแต่นคืนนี้เป็นต้นไป
ซ่งโหยวหยุดยืนอยู่ที่เดิม หันมองเด็กหญิงของตน
“…”
ในที่สุดเด็กหญิงก็เดินกลับมา ดวงตาใสแจ๋ว
ความทุกข์โศกของแมวหาได้เหมือนมนุษย์ไม่ นางมิได้รู้สึกอันใดกับชายสามคนนั้น เพียงแต่เคืองที่นักพรตดึงรั้งนางไว้ จนทำให้นางมองไม่เห็นว่าสิ่งที่อยู่ในบ่อนั้นแท้จริงแล้วมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
เพียงแต่นางก็มิอาจตำหนินักพรตได้เช่นกัน
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวพานางเดินตามชายชราไป
ภายในโถงใหญ่จุดตะเกียงน้ำมันและเทียนไขสว่างไสว เตรียมน้ำชาสาลีหิมะไว้รอก่อนแล้ว แม้ราตรีจะล่วงเลยไปกึ่งหนึ่ง ทว่าทั่วทั้งจวนตระกูลสวี่กลับหามีผู้ใดข่มตาหลับได้ลงไม่
……………