Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 481 ลงบ่อพร้อมไม้เท้า

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 481 ลงบ่อพร้อมไม้เท้า
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 481 ลงบ่อพร้อมไม้เท้า

……………

“ผู้น้อยสวี่ชิวเย่ว์ เดิมทีมีรากเหง้าเดียวกับตระกูลหลัก เพียงแต่ห่างเหินกันไปตามกาลเวลา” บัณฑิตแซ่สวี่ผู้นั้นยืนอยู่เบื้องล่าง ลอบมองซ่งโหยวกับแม่นางสามสีคราหนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองผู้อื่นแล้วรีบก้มหน้าลง ค้อมกายคารวะทุกคนอย่างนอบน้อม “ขอคารวะท่านประมุขและผู้อาวุโสทุกท่าน ณ ที่นี้”

“เจ้าก็เป็นคนตระกูลสวี่ของข้าด้วยหรือ” ชายชราเอ่ยถาม

“มิกล้าแอบอ้างความสัมพันธ์กับตระกูลหลักโดยพลการ แต่หากตรวจสอบในลำดับวงศ์ตระกูลย่อมมีปรากฏขอรับ” บัณฑิตแซ่สวี่รีบกล่าว “ผู้อาวุโสทุกท่านอาจจำผู้น้อยไม่ได้แล้ว แต่ในการรวมตัวที่ศาลบรรพชนเมื่อปีก่อน ผู้น้อยเคยพบเห็นผู้อาวุโสหลายท่านอยู่ไกลๆ เพียงแต่ตอนนั้นผู้น้อยตกยาก รู้สึกละอายแก่ใจจนมิกล้าเข้าไปทักทายขอรับ”

“ในเมื่อเป็นคนตระกูลเดียวกัน ย่อมถือเป็นญาติ ไยต้องมาแบ่งแยกเรื่องตกยากหรือละอายใจ” ชายชราผู้นั้นนั่งถือไม้เท้า “หากเป็นคนตระกูลเดียวกันจริง แต่ทางเรากลับมิได้หยิบยื่นความช่วยเหลือ คนที่ควรละอายใจต้องเป็นพวกเราถึงจะถูก”

“ผู้น้อยได้ร่ำเรียนเขียนอ่านมาไม่กี่ปี ก็นับว่าเป็นวาสนาที่ได้รับจากตระกูลหลักแล้วขอรับ”

“เจ้าเคยเรียนหนังสือด้วยหรือ”

“ด้วยพระคุณของตระกูลหลักที่จัดสรรที่ดินเพื่อการศึกษาและตั้งสำนักสงเคราะห์ (อี้จวง) คอยจุนเจือชีวิตและส่งเสริมการศึกษา พวกเราจึงได้เรียนรู้ ผู้น้อยเองก็พอได้ศึกษามาบ้างไม่กี่ปีขอรับ”

“ความรู้เป็นอย่างไรบ้าง”

“มิกล้าแสดงความเขลาต่อหน้าผู้อื่น เพียงแต่ยามว่างมักหยิบยืมตำรามาอ่านอยู่เสมอ พอจะได้ซึมซับหลักคำสอนของเหล่าปราชญ์มาบ้างก็นับว่าพอใจแล้วขอรับ” บัณฑิตแซ่สวี่ตอบอย่างสำรวม

“อืม…”

ชายชราที่นั่งอยู่เบื้องบนพยักหน้า ดูท่าทางจะพึงพอใจยิ่งนัก

แม้ทั้งสองฝ่ายจะเป็นคนตระกูลเดียวกันแต่ก็หาได้สนิทสนม การสนทนาจึงเป็นไปตามมารยาทและเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ทว่าเพียงมารยาทและการพูดจาของคนหนุ่มผู้นี้ ก็ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจมากแล้ว

ในตระกูลใหญ่เช่นนี้ ความสัมพันธ์มักซับซ้อนและพัวพันกันประหนึ่งรากไม้ที่หยั่งลึก ความเป็นเครือญาติเช่นนี้ไม่เพียงแต่พวกเขาจะยอมรับกันเอง แต่สังคมภายนอกก็ให้การยอมรับอย่างกว้างขวาง คนหนุ่มในตระกูลโดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลหลัก หากภายหลังประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การเมือง หรือศิลปะการต่อสู้ ย่อมยากที่จะตัดขาดจากตระกูลหลักได้ และแน่นอนว่าในระหว่างทาง หากเจ้าแสดงความสามารถโดดเด่นออกมา ตระกูลหลักมักจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเสมอ ซึ่งในช่วงแรกมักเป็นการช่วยเหลือฝ่ายเดียว

เพียงแต่ตระกูลสวี่มาตั้งหลักที่นี่นานเกินไป สมาชิกกระจัดกระจายกันออกไปมาก ต่อให้มีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะดูแลได้ทั่วถึงทุกคน

หากคนหนุ่มผู้นี้มีคุณธรรมและใฝ่ดี ทั้งยังเป็นคนตระกูลสวี่ หากแต่ก่อนไม่รู้จักกันก็แล้วไปเถิด แต่ในเมื่อยามนี้ได้รู้จักกันแล้ว ทั้งยังมีวาสนาเกี่ยวพันกันลึกซึ้ง ชายชราก็ไม่เกี่ยงที่จะทุ่มเทฟูมฟักเขา

“ข้าขอถามเจ้า! คืนนี้เจ้าเต็มใจจะลงบ่อ เพื่อพาพี่น้องร่วมตระกูลที่ไม่ได้ความเหล่านั้นออกมาจากรังของปีศาจร้ายจริงๆ หรือ”

“จะพาออกมาได้หรือไม่ผู้น้อยมิกล้ารับปาก แต่ผู้น้อยกล้าลงไปเผชิญหน้าแน่นอน และขอให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะทำอย่างสุดความสามารถขอรับ”

“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้างล่างนั่นมีปีศาจ”

“ในอำเภอฝูเหยาแห่งนี้ มีใครบ้างไม่รู้”

“ดี! ช่างใจกล้านัก!”

“ผู้น้อยมิได้ใจกล้า เพียงแต่ระลึกถึงพระคุณของตระกูลหลัก ได้ยินว่าปีศาจร้ายก่อกวนตระกูลมาตลอดปี ประการแรกผู้น้อยรู้สึกปวดใจที่ตระกูลผู้เมตตาถูกปีศาจข่มเหง ประการที่สองคืออยากแบ่งเบาภาระเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ส่งเสียให้เรียนหนังสือ ทว่าผู้น้อยความสามารถต่ำต้อยจึงมิอาจช่วยอะไรได้” บัณฑิตแซ่สวี่กุมมือคารวะ “วันนี้เข้าเมืองมาคืนตำรา เห็นท่านอาประกาศรางวัลในย่านชุมชนแต่กลับไม่มีใครกล้ารับ งานนี้เร่งด่วนยิ่งนัก อีกทั้งยังได้ยินว่าการลงไปครั้งนี้จะมีของวิเศษจากท่านเซียนคอยคุ้มครอง ปีศาจมิอาจกล้ำกราย ภูตผีมิอาจรบกวน ผู้น้อยจึงคิดว่า แล้วมีอันใดให้ต้องขลาดกลัวเล่า จึงได้มาที่นี่ขอรับ!”

“เจ้าหนุ่มนี่ดีแท้!”

ชายชราเอ่ยชมอีกครั้ง แววตาฉายความชื่นชมมากขึ้น ก่อนจะถามต่อว่า “เช่นนั้นเจ้าบอกข้าที ในย่านชุมชนมีชาวยุทธ์ผู้กล้ามากมาย ล้วนแต่เป็นคนขวัญกล้า เหตุใดจึงไม่มีใครกล้ารับงานนี้”

“หนึ่งคือกลัวปีศาจ สองคือกลัวหลุมลึก และสามคือกลัวคนที่อยู่ปากหลุมขอรับ”

“ดี! ดีจริงๆ!”

ชายชราพยักหน้าซ้ำๆ พลางโบกมือให้บ่าวไพร่ไปเตรียมอาหารค่ำ จากนั้นจึงกล่าวว่า “เจ้าเด็กสามคนในถ้ำนั่นมันทำตัวเสเพล ไม่รักดี ควบคุมช่วงล่างของตนเองไม่ได้ แม้แต่ขาก็ยังคุมไม่ได้ ข้าเห็นว่าต่อให้ไม่มีปีศาจในบ่อน้ำนั่น ชาตินี้พวกมันก็คงไม่มีอนาคตอันใด คืนนี้ข้ามอบหมายให้เจ้า เมื่อลงไปในบ่อร้างแล้ว หากพาออกมาได้ก็พาออกมา หากพาออกมาไม่ได้ ตระกูลสวี่ของข้าก็นับว่าได้คนรุ่นหลังที่ดีเพิ่มมาคนหนึ่ง!”

บัณฑิตแซ่สวี่เพียงแต่ค้อมกายคารวะ มิกล้าเอ่ยคำใด

คนอื่นๆ ต่างพากันจับจ้องมาที่เขา

มีเพียงนักพรตหนุ่มที่ยิ้มมองบัณฑิตผู้นั้น เมื่อเห็นว่าทุกคนเงียบเสียงลงแล้ว เขาจึงคำนับบัณฑิตเบาๆ และเอ่ยว่า “นึกไม่ถึงว่าจะได้พบกันอีก และนึกไม่ถึงว่าจะรวดเร็วเพียงนี้ ยินดีที่ได้พบ”

“ขอบพระคุณท่านเซียน…”

“ควรเป็นพวกเราที่ต้องขอบคุณท่านมากกว่า”

ทุกคนที่ได้ยินต่างรู้สึกงุนงงและประหลาดใจ

“ทุกท่านอาจยังไม่ทราบ เมื่อวานช่วงเที่ยงตอนที่พวกเราผ่านอำเภอฝูเหยา เสบียงแห้งหมดสิ้นแต่กลับไร้ร้านร้า กระหายน้ำเหลือคณาแต่ก็หาลำธารไม่พบ จึงได้ขอน้ำดื่มจากคุณชายท่านนี้ เขาเห็นว่าพวกเราเป็นนักพรต ทั้งยังกังวลเรื่องปีศาจในจวนของทุกท่านและระลึกถึงพระคุณของพวกท่าน จึงได้เชิญพวกเรามาที่อำเภอฝูเหยาเพื่อดูว่าจะพอช่วยอะไรได้บ้าง” ซ่งโหยวยิ้มบางๆ พลางอธิบายให้ทุกคนฟัง

ได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างพากันอัศจรรย์ใจ

เมื่อมองไปยังบัณฑิตแซ่สวี่อีกครั้ง สายตาของพวกเขาก็เปลี่ยนไป

“ท่านต้องระมัดระวังให้ดี ไม้เท้าไผ่ของข้าสามารถคุ้มครองท่านให้พ้นจากอันตรายของปีศาจและมนต์ดำได้ แต่ท่านต้องกำมันไว้ให้มั่น หากตัวท่านเองคุมใจไม่อยู่ ถูกสิ่งภายนอกล่อลวง หรือถูกปีศาจหลอกล่อจนเผลอวางไม้เท้าไผ่ในมือลง เช่นนั้นเกรงว่าลงไปแล้วอาจไม่ได้กลับขึ้นมาอีก” ซ่งโหยวเอ่ยกำชับบัณฑิตแซ่สวี่อีกครั้ง

“ผู้แซ่สวี่เต็มใจจะลองดูขอรับ”

“หลังจากลงไปแล้ว ข้ามีอีกเรื่องอยากจะรบกวนท่าน”

“ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องใดหรือขอรับ”

“หากสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นสามารถสนทนาได้ รบกวนท่านช่วยถามพวกมันแทนข้าที ว่าพวกมันมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อใด และมาที่นี่เพื่อเหตุอันใด”

“พวกมันจะยอมตอบผู้น้อยหรือขอรับ”

“เมื่อท่านลงไปแล้ว ท่านย่อมรู้เองว่าจะทำให้พวกมันตอบได้อย่างไร”

“หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ”

“พูดไปยามนี้ ท่านก็คงมิอาจเชื่อได้” ซ่งโหยวเหลือบมองไม้เท้าไผ่ในมือตนเอง “เมื่อถือไม้เท้าลงไปถึงข้างล่างแล้ว ท่านก็จะเข้าใจเอง”

“ผู้แซ่สวี่จะจำใส่ใจไว้ขอรับ”

บัณฑิตแซ่สวี่พยักหน้าอย่างหนักแน่น

หลังจากนั้น ชายชราจึงสั่งให้บ่าวไพร่จัดที่นั่งให้บัณฑิตแซ่สวี่ และเริ่มรอรับประทานอาหารค่ำ

ระหว่างนั้นทุกคนต่างสนทนากันถึงเรื่องคนแคระในยามค่ำคืน และเรื่องที่ขุดหลุมเขาจำลองในสวนมาทั้งวันจนเจอจิ้งจกไม่รู้กี่ตัวต่อกี่ตัว บุตรชายคนโตของตระกูลสวี่ที่เพิ่งกลับมาถึงเมื่อได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก

บัณฑิตแซ่สวี่เหลือบมองซ่งโหยวอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นซ่งโหยวยังคงมีท่าทางสงบนิ่งไม่เปลี่ยนไปจากเดิม เขาก็เริ่มมีความมั่นใจในคืนนี้มากขึ้นหลายส่วน

คืนนั้นเอง หลังสิ้นสุดงานเลี้ยง

ผืนฟ้ามืดมิดลงเนิ่นนานแล้ว

เป็นดั่งที่คนในตระกูลสวี่กล่าวไว้ พอฟ้ามืดสนิท ภายในบ่อน้ำร้างกลางลานบ้านก็พลันมีเสียงดนตรีบรรเลงและเสียงร่ายรำแว่วมาอย่างแผ่วเบา ทั้งยังแทรกด้วยเสียงหัวเราะต่อกระซิบอย่างออดอ้อนของสตรีชวนให้ผู้คนหลงใหล

สมาชิกตระกูลสวี่ต่างพากันมาห้อมล้อมอยู่หน้าลานบ้าน

ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดย่อมหนีไม่พ้นซ่งโหยว แม่นางสามสี บัณฑิตแซ่สวี่ และชายชราผู้เป็นประมุข

บัณฑิตแซ่สวี่ถือโคมไฟพลางยื่นเข้าไปใกล้ปากบ่อ

ในยามกลางวันบ่อน้ำร้างยังพอมองเห็นก้นบ่อได้ แต่ยามนี้กลับเห็นเพียงแสงไฟวับแวมเลือนลาง ไม่รู้ว่าลึกเพียงใด ผนังบ่อมีรอยบุ๋มเดิมทีใช้สำหรับเหยียบลงไปจนถึงก้นบ่อ ทว่ายามนี้รอยเหล่านั้นกลับดูทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด

บัณฑิตแซ่สวี่อดมิได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึกๆ

ทว่าในขณะที่ใจกำลังสั่นไหวอยู่นั้น เด็กหญิงตัวน้อยที่เดินตามหลังท่านเซียนซ่งและมักไม่ค่อยชอบสนทนากับคนนอก ก็เอียงคอถามเขาว่า “หนูที่แม่นางสามสีให้ท่านเมื่อวาน ท่านกินหรือยัง”

“เอ่อ…เรื่องนี้…”

ใครจะไปนึกว่าจะมีคนถามคำถามเช่นนี้ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน

“ทำไมเจ้าไม่กินล่ะ”

เด็กหญิงยังคงเอียงคอถามเซ้าซี้

“ข้า…ข้ายังไม่มีเวลาจัดการขอรับ” บัณฑิตแซ่สวี่กล่าวอย่างลำบากใจ “อีกอย่างทางบ้านยากจน ขาดแคลนเนื้อหนังมังสา เนื้อที่ท่านเซียนน้อยประทานให้เป็นเนื้อชั้นดี ข้าจึงตั้งใจจะเก็บไว้ค่อยๆ กินในภายหลังขอรับ”

“ไม่เป็นไร เช่นนั้นรอท่านขึ้นมา แม่นางสามสีจะไปจับมาให้ท่านกินอีกตัวหนึ่ง”

“เช่นนั้นก็ขอน้อมรับคำอวยพรของท่านเซียนน้อย…”

“ใครคือเซียนน้อย”

“ก็ท่านอย่างไรเล่า…”

“คำอวยพรอะไร”

“ก็ที่ว่าข้าจะสามารถขึ้นมาได้…”

“อ้อ…” เด็กหญิงตัวน้อยเข้าใจแล้ว ลากเสียงยาวอย่างมีเลศนัย “ท่านไม่ต้องกลัวนะ นักพรตบ้านข้าเก่งมาก เจ้าจับไม้ไผ่ลำนี้ไว้ให้ดี อย่าปล่อยมือ เชื้อร้ายที่เก่งกาจเพียงใดก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้ ถ้าพวกมันไม่ยอมให้เจ้ากลับมา เจ้าก็ใช้ไม้ไผ่ตีพวกมันเลย!”

“ตกลง!”

คำพูดของเด็กเล็กมักทำให้คนเชื่อถือได้ง่ายกว่าเสมอ

ประกอบกับแม่นางสามสีมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก ทั่วร่างสะอาดสะอ้านไร้ราคี ประดุจกุมารบนสรวงสวรรค์ เมื่อวาจาที่ว่านักพรตผู้นั้นเก่งกาจหลุดออกมาจากปากนาง ย่อมทำให้ผู้คนเต็มใจที่จะเชื่อถือ

บัณฑิตแซ่สวี่ครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นึกไม่ออกจริงๆ ว่าพวกเขามีเหตุผลใดที่ต้องมาหลอกลวงตน ความกล้าหาญจึงผุดขึ้นในใจ ขจัดความหวั่นวิตกไปจนสิ้น เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันหันกลับไปกล่าวว่า “รอคอยไปก็ไร้ประโยชน์ มิสู้ลงไปแต่เนิ่นๆ เพื่อพาพี่น้องร่วมตระกูลขึ้นมา และเพื่อให้ท่านเจ้าบ้านได้กำจัดปีศาจโดยเร็ว”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาสั่งเสียว่า

“หาก…หากผู้น้อยมีอันเป็นไป ผู้อาวุโสในบ้านก็ล่วงลับไปหมดแล้ว มิได้มีสิ่งใดให้ต้องห่วงกังวล จะมีก็เพียงบุตรสาวของคนขายเนื้อตระกูลหลิวในหมู่บ้านเดียวกันที่เคยหมั้นหมายกันไว้ รอเพียงถึงวัยที่เหมาะสมก็จะตบแต่งกัน คงต้องรบกวนตระกูลหลักช่วยไปแจ้งนางเสียหน่อยว่าให้ยกเลิกสัญญาหมั้นหมาย อย่าได้ประวิงเวลาการออกเรือนของนางเลย หากตระกูลหลักจะช่วยหาครอบครัวที่ดีให้นางได้ก็นับว่าดียิ่งนักขอรับ”

“หลานชาย…”

“หลานชายอย่าได้กล่าววาจาเช่นนี้! ลงไปแล้วขอให้รักษาชีวิตเป็นสำคัญ! ขอเพียงเจ้าขึ้นมาได้ พวกข้าจะดูแลเจ้าประดุจบุตรในอุทร!”

“พ่อหนุ่ม ระวังตัวด้วย!”

คนตระกูลสวี่ต่างพากันตื้นตันใจยิ่งนัก

แม้แต่ซ่งโหยวก็ยังเผยรอยยิ้มออกมา

บัณฑิตแซ่สวี่ไม่ลังเลอีกต่อไป ในมือถือไม้เท้าไผ่ ปากคาบโคมไฟไว้ แล้วจึงปีนขึ้นขอบบ่อ หย่อนเท้าลงไปเหยียบรอยบุ๋มบนผนังบ่อ สองมือยันผนังค่อยๆ ไต่ลงไปทีละนิด

พอลงไปได้ครึ่งทาง เห็นว่าโคมไฟไม่สะดวกต่อการเคลื่อนไหว จึงตัดสินใจโยนโคมไฟทิ้งไป แล้วคลำทางลงไปท่ามกลางความมืดมิดเพียงลำพัง

ทุกคนต่างตกตะลึงในความกล้าหาญของเขา

ท่านเจ้าบ้านตระกูลสวี่หันมองซ้ายแลขวา กวาดสายตามองลูกหลานในบ้านตนเอง โดยเฉพาะคนหนุ่มรุ่นเยาว์ จนหลายคนต้องก้มหน้าหลบตา มีอีกหลายคนที่ดื้อรั้นไม่ยอมรับในใจแต่ก็มิกล้าปริปากส่งเสียง

แม่นางสามสีอดมิได้ที่จะหมอบลงข้างปากบ่อ เบิกตาโตด้วยความอยากรู้อยากเห็น มองลึกลงไปเบื้องล่าง

บ่อน้ำร้างนั้นกลับกลายเป็นลึกสุดหยั่งเสียจริง

ทั้งมืดมิดและลึกลับ เบื้องล่างมีแสงวับแวมปรากฏขึ้นเป็นพักๆ เคล้าไปกับเสียงดนตรีร่ายรำและเสียงหัวเราะคิกคักของสตรี ให้ความรู้สึกขนพองสยองเกล้าอย่างประหลาด

ร่างของบัณฑิตแซ่สวี่ค่อยๆ ลึกลงไป ขนาดตัวเล็กลงเรื่อยๆ

มีเสียงเท้าลื่นไถลดังขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับเสียงอุทานเบาๆ จนกระทั่งเกิดการลื่นไถลครั้งใหญ่ที่มิอาจกู้คืนได้ เขาร่วงหล่นลงไปทันที ทุกคนต่างได้ยินเสียงร้องอุทานที่ดูเหมือนจะดังมาจากที่ไกลแสนไกล

เงาร่างของบัณฑิตถูกความมืดมิดกลืนกินไปในพริบตา

“มองไม่เห็นแล้ว…”

เด็กหญิงตัวน้อยหันกลับมาบอกนักพรตของนาง

“อืม…”

ซ่งโหยวยังมีสีหน้าสงบราบเรียบเช่นเดิม

……………

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 481 ลงบ่อพร้อมไม้เท้า"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย