ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 479 จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ แม่นางสามสี
บทที่ 479 จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ แม่นางสามสี
……………
ขบวนนักรบสวมเกราะที่เดินกระแทกเท้าออกมาจากประตูจิ๋วสิ้นสุดลงเสียที พวกเขายืนเรียงรายอยู่เต็มห้องพัก แม้จะเป็นเพียงมนุษย์ตัวจ้อยสูงไม่ถึงครึ่งฉอก แต่เมื่อมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากเช่นนี้ก็นับว่ามีสง่าราศีและดูเกรงขามไม่น้อย
จากนั้นฝูงชนพลันขยับเขยื้อนหลีกทาง ปรากฏหญิงกลุ่มหนึ่งเดินออกมา มีทั้งหญิงชราที่ดูแล้วอายุอานามราวห้าสิบหกสิบปีไปจนถึงหญิงอายุสามสิบเศษ รูปร่างสูงต่ำดำขาวแตกต่างกันไป ทันทีที่ก้าวออกมา พวกนางก็ยืนประจันหน้าอยู่แถวหน้าสุด มือหนึ่งเท้าสะเอว อีกมือนิ้วตรงดิ่งมาชี้หน้าต่อว่าซ่งโหยว
“เจ้าช่างเป็นคนป่าเถื่อนเหลือเกิน!”
“พวกเราเพียงชอบความครึกครื้น เห็นท่านนอนคนเดียวเปลี่ยวเหงาจึงได้มาเชิญชวนไปสนุกด้วยกัน ท่านนอกจากจะไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแล้ว ยังปล่อยแมวมาขู่กัดคนอื่นอีก ช่างเป็นคนที่ไร้การสั่งสอนจริงๆ!”
“ไร้มารยาท! สามหาวนัก!”
“ยังไม่รีบขอขมาคุณชายอีกหรือ หากเจ้าสำนึกผิดอย่างจริงใจ พวกเรายังจะเมตตาเชิญเจ้าไปร้องรำทำเพลงด้วยกันจนถึงรุ่งสาง แต่หากยังขัดขืนดื้อรั้น ก็อย่าหาว่าพวกเราใจคออำมหิต!”
“เร็วเข้า! รีบขอขมาเสีย!”
“…”
หญิงเหล่านั้นแต่งกายด้วยชุดย้อนยุคเช่นกัน ภายใต้แสงจันทร์พวกนางทอดเงาเล็กจิ๋วลงบนพื้น แม้จะมีความสูงไล่เลี่ยกับคนแคระคนแรก แต่พลังเสียงและอำนาจการทะลุทะลวงของเสียงนั้นกลับเหนือชั้นกว่ามากนัก
พวกนางก่นด่าไปพลางชี้นิ้วไปพลาง พร้อมทั้งขยับก้าวเดินและตบมือประกอบท่าทาง
ประหนึ่งนางจิ้งจอกปากตลาดที่กำลังยืนด่าทอกลางถนนไม่มีผิดเพี้ยน
“…”
ซ่งโหยวจนปัญญาได้แต่ใช้นิ้วแคะหูแก้รำคาญ
ส่วนเจ้าแมวสามสีที่นั่งอยู่ริมขอบเตียงเบื้องหน้า ขยับสายตาจ้องมองตามลำดับการพูดของหญิงเหล่านั้น มองคนโน้นทีคนนี้ที บางครั้งก็ทำท่าตกตะลึงกับคำพูดอันเผ็ดร้อนไร้มารยาทหรือท่าทางประหลาดๆ ราวกับกำลังร่ายเวทมนตร์ของพวกนาง นางจ้องมองตาปริบๆ ศีรษะผงะไปข้างหลังเป็นระยะด้วยความประหลาดใจ
จนกระทั่งนางหันกลับมามองนักพรตของตน
และได้เห็นสีหน้าท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความเบื่อหน่ายของเขา
เมื่อเห็นดังนั้น แม่นางสามสีก็ไม่คิดจะไว้หน้าพวกนางอีกต่อไป พอนางหันกลับไปจ้องมองคนแคระเหล่านั้นอีกครั้ง สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
นางย่อตัวลงต่ำ เคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงลำคอ หากมองด้วยภาพช้าจะเห็นท่วงท่าการขยับร่างกายที่สละสลวยดั่งระลอกคลื่น เส้นขนทุกเส้นพลิ้วไหวไปตามจังหวะราวกับลอยอยู่ในน้ำ ก่อนจะปล่อยตัวลงสู่พื้นดินอย่างแผ่วเบา
เหล่าหญิงจอมปากร้ายพลันปิดปากเงียบทันที สีหน้าปรากฏแววตระหนก
พวกนางถึงกับก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
ต่อให้จะปากกล้าเพียงใด แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจอมมารที่สามารถกัดพวกนางให้ตายได้ในคราเดียวเช่นนี้ ก็มิอาจหาญกล้าทำตัวกร่างได้อีก
ทว่าพอหันไปเห็นเหล่านักรบที่อยู่เบื้องหลัง ใจก็ชื้นขึ้นมาบ้าง
“เจ้าจะทำอะไร”
“คุมแมวของเจ้าให้ดีนะ!”
“มิเช่นนั้นข้าจะยิงมันให้ตาย!”
“พวกท่าน…”
ซ่งโหยวถอนหายใจอย่างอ่อนใจ เขายังคงนั่งอยู่บนเตียง แผ่นหลังพิงหน้าต่าง มองดูเจ้าตัวจ้อยเหล่านั้น “ตัวข้าเพียงต้องการจะนอน จึงได้ปฏิเสธคำชวนของคุณชายท่านนั้นไป แต่เขาเป็นฝ่ายเข้ามาฉุดกระชากข้าก่อน ในห้องข้ามีแมวอยู่แล้ว เขาต่างหากที่ตื่นตระหนกไปเอง หาได้มีการปล่อยแมวไปกัดใครแต่อย่างใด”
“โกหก!”
“เหลวไหลทั้งเพ!”
“แล้วตอนนี้เจ้ากำลังทำอะไรอยู่”
“ยังไม่รีบอุ้มแมวของเจ้ากลับไป แล้วขอขมาพวกเรา จากนั้นก็ตามไปเล่นสนุกด้วยกันเดี๋ยวนี้!”
หญิงเหล่านั้นยังคงไม่เลิกรา แผดเสียงแหลมสูงดังก้อง
“ยามนี้เป็นเพราะพวกท่านกล่าววาจาได้ระคายหูยิ่งนัก แมวของข้ามีนามว่าแม่นางสามสี อดีตเคยเป็นเทพแมวแห่งศาลาริมทางกิมยั๊งในมณฑลอี้โจว มีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า ตบะสูงส่ง ฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง ทั้งยังเคยเขียนตำราสืบไว้ให้ชนรุ่นหลัง พวกท่านนอกจากจะมารบกวนความฝันกลางดึกแล้ว ยังไร้เหตุผลและวาจาสามหาว แม่นางสามสีได้ยินเข้า ย่อมต้องไม่พอใจเป็นธรรมดา”
ซ่งโหยวเอ่ยเรียบๆ ขณะนั่งอยู่บนเตียง
ฝ่ายเจ้าแมวก็มิได้หยุดฝีเท้าแม้แต่น้อย
สวบสาบ…
นักรบสวมเกราะนับสิบนายพลันวิ่งกรูออกมาเบื้องหน้า ยืนบังเหล่าหญิงเหล่านั้นไว้ จ้องมองแม่นางสามสีที่เยื้องกรายเข้ามาใกล้ด้วยความระแวดระวัง
ภายใต้แสงจันทร์ แมวสามสีทอดเงาดำทะมึนทับถมลงมา เงานั้นขยับเข้าใกล้จนปกคลุมฝ่าเท้าของพวกเขาก่อนจะค่อยๆ กลืนกินร่างของบางคนเข้าไป ยามนี้เจ้าแมวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว เหนือศีรษะที่สูงกว่าตัวคนแคระขึ้นไป มีดวงตาแวววาวสีเขียวสองดวงประดุจโคมไฟแขวนเด่นอยู่กลางอากาศ
ต่อให้เป็นนักรบสวมเกราะ แต่ในใจย่อมรู้สึกสั่นสะท้าน
พลันมีคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มที่ยืนอยู่กับคนแคระคนแรก คนผู้นี้แต่งกายหรูหรา ดูท่าทางจะมีอำนาจวาสนาในหมู่คนแคระ แต่ก็ไร้มารยาทไม่แพ้กัน เขาเปิดฉากตวาดใส่ซ่งโหยวว่า
“เจ้านี่! ยังไม่รีบจับแมวของเจ้ากลับไปอีก แล้วก็ตามพวกเราไปเล่นสนุกด้วยกันทั้งคืนเสีย!”
“ไม่ต้องขอขมาแล้วหรือ”
“หากเจ้าไปเล่นสนุกกับพวกเรา แก้เหงาให้พวกเราได้ก็นับว่าเป็นสหายกัน ในเมื่อเป็นสหาย ให้อภัยสักครั้งจะเป็นไรไป”
“ท่านช่างใจกว้างเสียจริง” ซ่งโหยวส่ายหน้ายิ้ม “แต่ถ้าข้าไม่อยากไปเล่า ท่านจะส่งเสียงดังรบกวนอยู่ที่นี่ทั้งคืน ไม่ยอมให้พวกเรานอนอย่างนั้นหรือ”
“หน็อย! พวกเราอุตส่าห์เชิญชวนอย่างเต็มใจ พูดจาหว่านล้อมด้วยดี เจ้าไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่ไป! อีกทั้งเจ้ายังเสียมารยาทเพียงนี้!” คนแคระผู้นั้นเลิกคิ้วสูง ก่อนจะหันไปมองเจ้าแมวเบื้องหน้า “หากเจ้าไม่ไป เราจะฆ่าแมวที่เจ้าเลี้ยงไว้ตัวนี้เสียก่อน ถ้ายังไม่ยอมไปอีก เราจะทิ่มตาเจ้าให้บอด! แล้วตัดหูเจ้าทิ้งเสีย!”
แมวสามสีเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านักรบและกลุ่มหญิงเหล่านั้นนานแล้ว เพียงแต่เมื่อนางได้เสียงคนแคระแว่วมาอีก จึงหันกลับไปมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อเห็นนักพรตโต้ตอบ นางจึงหันกลับมามองนักพรตอีกครั้ง
นางจึงเบิกตากว้างยื่นหน้าเข้าไปใกล้กลุ่มนักรบตัวจ้อย สังเกตดูอย่างละเอียดพลางสูดจมูกดมกลิ่นด้วยความแปลกใจยิ่ง
ทว่าในขณะที่กำลังสำรวจด้วยความสนใจอยู่นั้น นางกลับได้ยินคนแคระผู้นั้นกล่าววาจาโอหัง นอกจากจะบอกว่าจะยิงนางให้ตายแล้ว ยังจะทิ่มตาและตัดหูนักพรตของนางอีก เช่นนี้แล้วนางจะทนได้อย่างไร
ต่อให้แม่นางสามสีจะมีอุปนิสัยดีเพียงใด และต่อให้ตอนแรกนางจะมองว่าเป็นการเล่นสนุกที่น่าขำขันเพียงไหน แต่ยามนี้นางก็ถึงกับชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนที่ขนจะเริ่มลุกตั้งด้วยโทสะ
“พวกเจ้าตัวจ้อยเหล่านี้นี่ ขนาดตัวยังเล็กกว่าคนในเมืองคนแคระเสียอีก แถมยังเป็นแค่พวกจิ้งจกสี่เท้า แม่นางสามสีไม่กินพวกเจ้าก็นับว่าเมตตามากแล้ว! ยังกล้ามาพูดจาเช่นนี้กับพวกเราอีก!”
สิ้นเสียงของนาง เหล่าคนแคระต่างพากันอึ้งงันไป
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า แมวตัวนี้จะพูดภาษามนุษย์ได้จริงๆ
นักรบสวมเกราะคนหนึ่งด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด กลับเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน เขาชักดาบยาวที่เอวออกมา ชูขึ้นเหนือหัวแล้วฟาดฟันเข้าใส่แม่นางสามสีตรงหน้าทันที
ขวับ…
อย่าได้ดูแคลนนักรบตัวจิ๋วเลย ดาบนั้นฟาดฟันออกมาอย่างรวดเร็วยิ่งนัก
เกรงว่ามนุษย์ทั่วไปคงไม่อาจฟาดดาบได้เร็วถึงเพียงนี้
ทว่าแม่นางสามสีแม้จะมิได้จ้องมองเขา แต่นางกำลังหันไปมองคนแคระที่พูดจาอวดดีก่อนหน้า ทันทีที่คมดาบใกล้จะถึงตัว นางก็หดหัวหลบไปข้างหลังในเสี้ยววินาทีอย่างแม่นยำ ระยะหลบช่างพอเหมาะพอเจาะจนดาบนั้นฟันถูกเพียงธาตุอากาศ
จากนั้นนางก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย ตวัดอุ้งเท้าชกเข้าใส่ทันที
ปึ้ก!
เสียงกระแทกดังขึ้น
นักรบสวมเกราะผู้นั้นถูกตบจนปลิวละลิ่ว กระแทกเข้ากับเหล่านักรบเบื้องหลังจนล้มระเนระนาด มีนักรบอย่างน้อยสามนายที่สลายกลายเป็นควันขาวหายวับไปในอากาศทันทีจากการโจมตีเพียงครั้งเดียวนี้
“เจ้าบังอาจ!”
“ฆ่าคนแล้ว! ฆ่าคนแล้ว!”
“แมววิปลาสฆ่าคนแล้ว!”
“ฆ่ามัน! ฆ่าเจ้าแมวนั่นเสีย!”
เหล่าหญิงจอมปากร้ายต่างพากันกรีดร้องพลางล่าถอยไปด้านหลัง
นักรบสวมเกราะนับสิบคนที่อยู่ใกล้พวกนางที่สุดต่างพากันชักดาบยาว หรือไม่ก็ยกหอกขึ้นเตรียมพร้อม พวกเขาพุ่งตัวเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย แม้ด้านหลังจะยังเหลือเหล่านักรบที่ยืนกันเป็นกองทัพแน่นหนาก็ตาม
อย่าได้ดูแคลนว่าคนเหล่านี้ตัวเล็ก เพราะจำนวนของคนแคระนั้นมีมหาศาล และดาบยาวในมือของนั้นก็ยาวกว่าหนึ่งนิ้ว หากเทียบกันแล้วถือว่ายาวกว่าเล็บและเขี้ยวของเจ้าแมวเสียอีก ทั้งยังคมกริบ ส่วนหอกนั้นสูงกว่าตัวคนแคระเสียด้วยซ้ำ ยาวราวครึ่งฝ่ามือของมนุษย์ ปลายหอกแหลมคมน่าเกรงขาม
ดาบยาวหลายเล่มฟันเข้าใส่แม่นางสามสีในทันใด
พร้อมๆ กับหอกอีกหลายเล่มที่ทิ่มแทงเข้าใส่เช่นกัน
ทว่าแม่นางสามสีราวกับมีดวงตางอกอยู่รอบตัว นางรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวทุกกระเบียดนิ้วรอบทิศทาง จึงย่อตัวหลบหลีกอย่างปราดเปรียว ก่อนจะตวัดอุ้งเท้าโต้กลับ
แม่นางสามสีและเหล่านักรบตะลุมบอนกันอุตลุด
ฝ่ายนักพรตยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง จ้องมองภาพเบื้องล่างด้วยสายตานิ่งเฉย
“เดิมทีข้าคิดว่าแม้พวกท่านจะส่งเสียงหนวกหูและไร้มารยาท ก่อกวนชีวิตปกติของตระกูลสวี่ แต่ในเมื่อยังไม่เคยทำร้ายผู้ใด ข้าจึงเพียงตั้งใจจะมาเกลี้ยกล่อมให้พวกท่านย้ายออกไปเสีย แต่ดูท่าแล้ว พวกท่านมิใช่ไม่มีจิตคิดทำร้ายผู้อื่น หากแต่เพียงเพราะตัวเล็กแรงน้อยและยำเกรงคนตระกูลสวี่เท่านั้น แท้จริงแล้วพวกท่านต่างก็มีจิตใจชั่วช้าคิดปองร้ายผู้อื่นอยู่มิใช่น้อย”
น้ำเสียงราบเรียบก้องกังวานอยู่ในห้อง
ทว่าภาพเบื้องล่างกลับเป็นการปะทะกันอย่างดุเดือด
ปึ้ก…
แม่นางสามสีตบอุ้งเท้าลงไปเพียงครั้งเดียว นักรบกลุ่มหนึ่งก็กลายเป็นควันขาวหายไปในอากาศ
นางหมุนตัวตวัดหางเพียงครั้งเดียว นักรบอีกกลุ่มก็ล้มระเนระนาด บางส่วนถูกกวาดจนปลิวไปกระแทกเพื่อนร่วมขบวนจนล้มกันไปเป็นแถบ
ส่วนดาบยาวและหอกเหล่านั้น อย่าว่าแต่จะทำให้เจ้าแมวได้รับบาดเจ็บเลย แม้แต่ปลายขนก็ยังไม่อาจแตะต้องตัวนางได้
ยามนี้แม่นางสามสีเปรียบดั่งไร้คู่ต่อสู้
ด้วยสัญชาตญาณความปราดเปรียวและเทคนิคการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม เมื่อปราศจากกฎเกณฑ์มารยาทมากั้นกลาง นางจึงดูราวกับยมทูตในคราบแมวงดงาม เริงรำอยู่ท่ามกลางกองทัพคนแคระอย่างสนุกสนานประหนึ่งกำลังหยอกเย้ากับของเล่น
ปัง ปัง ปัง…
ร่างของคนแคระค่อยๆ สลายกลายเป็นควันขาวทีละกลุ่มสองกลุ่ม มีบ้างที่ส่งเสียงโหยหวนก่อนจะสลายไป
ผสานกับเสียงตะโกนสั่งการ เสียงด่าทอ และเสียงรบราฆ่าฟัน ทำให้ภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงแหลมเล็กนับไม่ถ้วนดังระงมไม่ขาดสาย
ซู่…
เสียงเสียดสีแผ่วเบาดังมาจากเบื้องหลัง
ปรากฏว่าเหล่านักรบสวมเกราะกลุ่มใหญ่ตั้งแถวกระดานเรียงหน้ากระดาน พวกเขาทุกคนง้างคันธนูเล็งเป้ามาที่แม่นางสามสี
อย่าได้ดูแคลนคันธนูเหล่านี้ ลูกธนูยาวเพียงนิ้วก้อยทว่าแหลมคมยิ่งนัก ยิ่งดูจังหวะที่พวกมันง้างคันธนู พละกำลังของมันก็นับว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน
ฟึ่บ!
แม่นางสามสีกระโดดถอยหลังทันควัน ทิ้งระยะห่างจากแนวหน้านักรบสวมเกราะ แล้วเงยหน้ามองเหล่าคนแคระที่อยู่เบื้องหลัง
จากนั้นนางก็ส่ายหัวไปมาอย่างไม่รีบร้อน
นางอ้าปากสูดลมหายใจ แล้วพ่นออกไปอย่างแรง
“ฟู่ว…”
เปลวไฟพวยพุ่งราวกับมังกร เผาผลาญพื้นห้องจนราบคาบ
เปลวเพลิงนี้เปี่ยมไปด้วยทั้งความร้อนและพลังวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นนักรบหรือหญิงปากร้าย เพียงถูกเปลวไฟเฉียดผ่านไปแม้เพียงนิดเดียว ทุกคนต่างก็กลายเป็นควันขาวหายวับไปจากห้องทันที
เหล่านักธนูเหล่านั้นยังไม่ทันได้ปล่อยลูกธนูออกมาก็สิ้นชีพเสียก่อน หรือต่อให้ปล่อยออกมาได้ ท่ามกลางเปลวไฟเหล่านั้น ลูกธนูทั้งหมดก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
แม่นางสามสีหันศีรษะจากซ้ายไปขวา
ลำแสงเพลิงก็กวาดไปจากซ้ายไปขวาเช่นกัน เผาไหม้ไปตามพื้นดิน ทิ้งให้ห้องเต็มไปด้วยควันขาวที่โขมงออกมาจากกองเพลิง
ภายในห้องถูกอาบด้วยแสงสว่างจ้า
ผ่านไปครู่หนึ่ง แสงไฟจึงดับลง
ทว่าอุณหภูมิภายในห้องยังคงสูงกว่าเมื่อครู่มากนัก
แสงจันทร์สาดส่องลงบนพื้น จากเดิมที่เคยมีคนแคระแน่นขนัด ยามนี้เหลือเพียงไม่กี่รายที่กำลังตะเกียกตะกายวิ่งหนีไปทางประตูเล็กอย่างบ้าคลั่ง
แม่นางสามสีเริ่มเบื่อหน่าย ดวงตาของนางยิ่งฉายแววขี้เล่นมากขึ้น นางนั่งลงพลางเลียอุ้งเท้าอย่างใจเย็น สายตาก็เหลือบมองคนแคระเหล่านั้นเป็นระยะ รอจนกระทั่งพวกเขาวิ่งมาใกล้ถึงประตู นางจึงลุกขึ้นกระโจนปราดเดียวไปขวางหน้าประตูบานเล็กไว้ พลางก้มหน้ามองพวกมันอย่างถือดี
……………