ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 478 ด้านหลังท่านมีแมว
บทที่ 478 ด้านหลังท่านมีแมว
……………
เจ้าแมวยังคงอุปนิสัยเดิมที่ทำจนเคยชินมานานหลายปีไว้ เมื่อไปถึงสถานที่แปลกถิ่น นางจะต้องเดินสำรวจให้ทั่วหนึ่งรอบ คอยดมกลิ่นไปเสียทุกที่ กระทั่งรูหนูในห้องมีกี่รูนางก็ต้องรู้ให้กระจ่างเพื่อความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม
นางใช้เวลาอยู่นานทีเดียว กว่าจะเริ่มสงบจิตสงบใจลงได้บ้าง
ฝ่ายซ่งโหยวยืนอยู่ในห้อง ค่อยๆ ล้างหน้าล้างตาอย่างไม่รีบร้อน
ซ่า…
ขาตั้งอ่างล้างหน้าทำจากไม้ สูงประมาณครึ่งตัวคน โอบอุ้มอ่างทองแดงไว้ได้อย่างพอดี ผ้าเช็ดหน้าที่เพิ่งซื้อใหม่จากเมืองหยางตูก็ยังหนานุ่ม ซึมซับน้ำได้ดีเยี่ยม ตรงมุมขวาล่างยังปักเป็นรูปดอกไม้ดอกเล็กๆ เอาไว้
ซ่งโหยวบรรจงเช็ดหน้าตนเองจนสะอาดหมดจด
พลันมีเสียงแมวเหมียวดังมาจากเบื้องหลัง เสียงที่ดังแทรกมากับน้ำเปี่ยมไปด้วยความสงสัย “ทำไมเมื่อค่ำพวกเขาถึงไม่เอาหนูให้พวกเรากิน”
“…” ซ่งโหยวมิได้หยุดมือที่กำลังเช็ดหน้า นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงตอบว่า “เขาเป็นเจ้าบ้าน พวกเราเป็นแขก ย่อมต้องทานตามที่เขาจัดหาให้ มิอาจเลือกที่รักมักที่ชังได้”
“แล้วทำไมเขาถึงไม่ให้พวกเรากินหนูล่ะ”
“…”
ซ่งโหยวเช็ดหน้าจนสะอาด แล้วจึงนำผ้าไปซักในอ่างน้ำ ก่อนจะเอ่ยว่า “ต่อให้เขาเอาหนูมาให้เราจริงๆ แม่นางสามสีก็กินไปคนเดียวเถิด อย่ามาชวนข้าเลย”
“!”
แมวสามสีพลันชะงักงัน สีหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
สมกับเป็นนักพรต! ช่างเฉลียวฉลาดนัก!
“มา ล้างหน้าได้แล้ว”
นักพรตหนุ่มถือผ้าเช็ดหน้าเดินเข้ามาหา
แมวสามสีชะงักไปอีกครา คราวนี้ระวังตัวยิ่งกว่าเดิม “แม่นางสามสีล้างหน้าเองเรียบร้อยแล้ว!”
ทว่านักพรตมิได้หยุดฝีเท้า
มือขวาถือผ้ากางออก มือซ้ายกางนิ้วทั้งห้า สีหน้าเรียบเฉยประหนึ่งไม่มีสิ่งใดขวางกั้นเขาได้
และก็เป็นไปตามคาด
นิ้วทั้งห้าที่กางออกของมือซ้ายกดลงบนหลังหัวของแมวสามสี ผ้าในมือขวาก็โปะลงบนหน้าแมวทันที ตามมาด้วยการขยี้ถูไปมาอย่างไม่เป็นระเบียบ เจ้าแมวมิอาจถอยหนีไปไหนได้เลย ทำได้เพียงหรี่ตาและกลั้นหายใจ ยอมจำนนต่อสภาวะอึดอัดที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่นี้
“อือ…”
แมวสามสีกลับมาหายใจได้อีกครั้ง นางลืมตาขึ้นมองนักพรต ประโยคแรกที่เอ่ยออกมาคือ “คนอื่นเขาก็ขยี้กันแบบนี้ ท่านทำไมไม่…”
“ยังไม่สะอาด ล้างอีกรอบ”
“เหมียววว…”
การถูขยี้อันวุ่นวายและชวนอึดอัดเกิดขึ้นอีกรอบ
ในที่สุดนักพรตก็ถือผ้าเดินจากไป ทิ้งให้แมวสามสีนั่งตัวตรงอยู่ริมหน้าต่าง หางม้วนรอบเท้าปุยๆ จ้องมองนักพรตหนุ่มตาค้าง
นางรู้สึกว่าเขาแกล้งชัดๆ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก
ส่วนนักพรตยังคงมีสีหน้าสงบเยือกเย็น เขาหยิบไม้ขัดฟันออกมาแปรงฟันอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นจึงดับเทียนบนโต๊ะ ค่อยๆ คลำทางขึ้นเตียงเตรียมตัวเข้านอน
ด้านนอกมีดวงจันทร์นวลผ่อง แสงจันทร์สาดส่องลอดหน้าต่างเข้ามา
เพิ่งล้มตัวลงนอนได้ไม่นาน พลันได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน
“…”
เสียงนั้นแผ่วเบายิ่งนัก ราวกับเสียงหนูร้อง
หากไม่ตั้งใจฟังย่อมไม่ได้ยินถนัดถนี่ รู้สึกว่ากำลังตะโกนเรียกซ่งโหยวอยู่ร่ำไร
เดิมทีซ่งโหยวใกล้จะหลับเต็มที แต่ยามนี้ก็ต้องลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาหันไปมองตามต้นเสียง
ท่ามกลางแสงจันทร์ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่มีร่างคนยืนอยู่ตรงริมขอบเตียง
ร่างนั้นเล็กจิ๋ว ประมุขตระกูลสวี่บอกว่าสูงครึ่งฉื่อ แต่ในสายตาซ่งโหยวดูจะเตี้ยกว่านั้นเสียอีก ดูจะเล็กกว่าชาวเมืองคนแคระที่อยู่โพ้นทะเลเสียด้วยซ้ำ น่าจะสูงประมาณครึ่งฝ่ามือเท่านั้น เป็นชายหนุ่ม สวมชุดผ้ากระสอบเลียนแบบสมัยราชวงศ์ก่อน โพกผ้าบนศีรษะ เขากำลังจ้องมองซ่งโหยวอยู่
คนแคระดูเหมือนจะรู้ว่าซ่งโหยวได้ยินคำพูดของเขาไม่ชัด จึงเดินเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าวแล้วทวนประโยคเดิม
คราวนี้ซ่งโหยวได้ยินชัดเจนแล้ว
คนแคระผู้นี้ถามเขาว่า “ท่านเป็นใคร เหตุใดข้าถึงไม่เคยเห็นท่านในบ้านหลังนี้มาก่อน”
“…”
ซ่งโหยวเพียงเปิดตาจ้องมองเขา ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความแปลกใหม่หรือเพราะความง่วงยังไม่จางหาย เขาจึงยังมิได้ตอบในทันที
เมื่อเห็นดังนั้น คนแคระคิดว่าเขาคงยังได้ยินไม่ชัด จึงรวบรวมความกล้าเดินเข้ามาอีกสองก้าว ขณะที่เตรียมจะถามซ้ำอีกรอบ ในที่สุดซ่งโหยวก็ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ก้มมองเขาแล้วตอบว่า
“ตัวข้าแซ่ซ่งนามโหยว เดิมเป็นชาวอี้โจว ท่องเที่ยวพเนจรมาถึงที่นี่ ได้รับความเมตตาจากตระกูลสวี่ให้มาพำนักพักพิงชั่วคราว”
คนแคระได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป
“อี้โจวอยู่ที่ไหนหรือ”
ซ่งโหยวมิได้ดูแคลนว่าเขาตัวเล็กแล้วจะพูดจาเหน็บแนมว่าเป็นสถานที่ที่ทั้งชีวิตของคนแคระอย่างเขาไม่มีวันไปถึงได้ แต่กลับอธิบายอย่างละเอียดว่า “อี้โจวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของต้าเยี่ยน ต้าเยี่ยนที่ท่านเหยียบอยู่นี้ท่านคงจักรู้จักกระมัง เป็นยุคสมัยของมนุษย์ในปัจจุบัน จากอี้โจวมาถึงที่นี่ อย่างน้อยก็ต้องเดินทางเป็นระยะทางหลายพันหลายหมื่นลี้”
“…”
คนแคระฟังแล้วก็อึ้งไปอีกครู่ ก่อนจะส่ายหน้าเลิกสนใจเรื่องนั้น แล้วถามต่อว่า “เหตุใดท่านเห็นพวกเราแล้วไม่กลัว หรือว่าคนตระกูลสวี่นั่นเล่าเรื่องพวกเราให้ท่านฟังแล้ว”
“เล่าแล้ว”
“มิน่าเล่าถึงไม่กลัว!” คนแคระพยักหน้า เส้นเสียงนั้นเล็กจิ๋ว เขายังคงแหงนหน้าสบตากับคนบนเตียง จึงค่อยเอ่ยถึงจุดประสงค์ที่มา “เหตุใดจึงรีบนอนนัก จะนอนไปทำไมกัน อีกอย่างท่านเป็นคนต่างถิ่นนอนคนเดียวคงอ้างว้างแย่ มิสู้มาสนุกสนานกับพวกเราดีกว่า!”
“ร้องรำทำเพลง อะไรก็ได้ทั้งนั้น”
“ตัวข้าชื่นชมเสียงเพลงไม่เป็น และไม่เคยร่ายรำมาก่อน” ซ่งโหยวนั่งส่ายหน้าอยู่บนเตียง
“พวกเราสอนท่านได้!”
“…” ซ่งโหยวยังคงส่ายหน้า “ยามนี้ใกล้ดึกดื่น เป็นเวลาที่มนุษย์ต้องพักผ่อนแล้ว ตัวข้าเองก็ง่วงงัน เพียงอยากนอนหลับให้เต็มอิ่มสักตื่น ไม่อยากเล่นอะไรหรอก”
“เฮ้ ท่านเป็นคนอย่างไรกัน”
คนแคระพลันเลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงเริ่มหนักแน่นเป็นการตำหนิ “พวกเราหวังดี เห็นค่ำคืนนี้ท่านดูโดดเดี่ยว จึงมาชวนไปร้องรำทำเพลงให้สำราญใจ ท่านที่เป็นคนต่างถิ่น เหตุใดจึงเสียมารยาทเช่นนี้”
“ท่านรบกวนคนในจวนเช่นนี้เสมอเลยหรือ”
“ท่านนี่! หมายความว่าอย่างไร”
“เฮ้อ ข้าจะบอกว่า ต่อให้พวกท่านไม่ทำร้ายใคร เพียงแค่เล่นสนุกด้วยเจตนาดี แต่มันก็ดูจะเป็นการกระทำที่ไร้เหตุผลและไม่รู้จักกาลเทศะเกินไปหน่อย” ซ่งโหยวง่วงเต็มทน เขาจึงกล่าวอย่างจนใจว่า “พึงรู้ไว้ว่ามนุษย์กับภูตผีปีศาจนั้นต่างกัน ตกกลางคืนต้องนอน ยิ่งตอนกลางวันยังมีภาระหน้าที่ต้องทำ การที่ท่านมารบกวนเช่นนี้ทุกคืน ต่อให้ไม่คิดทำร้าย ก็มิต่างอะไรจากการทำร้ายคนเลย ตอนนี้คนในจวนต่างพากันโอดครวญไปทั่วแล้ว”
“พูดจาอันใดฟังไม่รู้ความ! รีบลุกขึ้นมา แล้วตามพวกเราไปเต้นรำเริงร่าเสียดีๆ!”
เจ้าตัวเล็กหาได้ฟังคำทัดทานไม่ มิหนำซ้ำเมื่อเห็นว่านักพรตหนุ่มมีท่าทีอ่อนโยน มิได้ดุร้ายเหมือนคนทั่วไป ก็ยิ่งได้ใจ คืบคลานเข้าใกล้หมายจะฉุดรั้งเสื้อผ้าของเขา
“…”
ซ่งโหยวนั่งนิ่งไม่ไหวติง ทว่าในใจกลับรู้สึกระอาอย่างยิ่ง
แม้เจ้าตัวน้อยนี้จะสูงเพียงครึ่งฝ่ามือ ต่อให้เขาใช้แค่นิ้วดีดเพียงครั้งเดียวก็คงกระเด็นกระดอน หรือหากโบกฝ่ามือใส่ทีเดียวก็คงปลิวลิ่วไปไกล หากแม้ใช้ไม้เท้าไม้ไผ่ฟาดเข้าใส่ กระดูกกระเดี้ยวคงแหลกละเอียดเป็นผุยผง ทว่าเขาก็หาได้คิดจะถือสาหาความไม่ เพียงแต่ชี้นิ้วไปที่เบื้องหลังของคนแคระผู้นั้น แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า
“ท่านโปรดมองไปข้างหลังเถิด”
คนแคระที่กำลังฉุดเสื้อเขาอยู่ถึงกับชะงักงัน รีบเงยหน้าขึ้นมองนักพรตหนุ่มก่อน เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางที่ดูจริงจังมิได้ล้อเล่น จึงค่อยๆ หันหลังกลับไปมอง
ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ไม่รู้ว่ามีปีศาจร้ายขนยาวสามสีตัวมหึมา แม้อยู่ในท่าทางนอนหมอบก็ยังสูงกว่าเขากว่าสองมายืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังตั้งแต่เมื่อใด ดวงตาของมันสะท้อนแสงจันทร์วาวโรจน์ประดุจโคมไฟสีเขียวสองดวงที่แขวนอยู่กลางอากาศ มันอ้าปากออกเล็กน้อย เผยให้เห็นเขี้ยวขาวแหลมคมที่พร้อมจะงับร่างเขาให้ทะลุได้ในคำเดียว
“อ๊าก!”
คนแคระขวัญหนีดีฝ่อจนล้มคะมำก้นกระแทกพื้น
จากนั้นก็ลุกขึ้นคลานพลางวิ่งหนีไปไกลแสนไกล ปากก็พลางตะโกนก้อง นิ้วก็ชี้สลับไปมาระหว่างอสูรร้ายกับซ่งโหยว
“แมว! มีแมว!
“เจ้าคนต่างถิ่นใจดำ! ข้าอุตส่าห์หวังดีมาชวนไปสำราญใจ ท่านกลับปล่อยแมวมาทำร้ายข้า!
“ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
ซ่งโหยวนั่งอยู่บนเตียง มองตามร่างนั้นไปอย่างสงบ
ฝ่ายเจ้าแมวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จ้องมองคนแคระด้วยความฉงนสงสัย เมื่อเห็นเขาตะโกนเสียเสียงดังลั่น นางจึงลองก้าวเท้าแสร้งวิ่งไล่ตามไปไม่กี่ก้าว ทำเอาคนแคระผู้นั้นวิ่งหนีสุดชีวิตด้วยความลนลาน
ที่ริมกำแพงมีรูอยู่รูหนึ่ง ยามนี้เปรียบเสมือนประตูบานเล็ก เพียงพริบตาเดียวคนแคระก็ปีนขึ้นเตียงแล้วมุดหายเข้าไปในประตูนั้นทันที
“ดูท่าจะเป็นพวกจิ้งจกนะ!”
เจ้าแมวละสายตากลับมา แล้วหันไปกล่าวกับนักพรต
“ควรจะเป็นเช่นนั้น”
นักพรตตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พวกมันกำลังเอะอะโวยวายกันอยู่ในรูเชียว!”
“ข้าได้ยินแล้ว”
ยามนี้แม้คนแคระจะจากไปแล้ว แต่ภายในห้องยังคงมีเสียงดนตรีร่ายรำแว่วมาอย่างแผ่วเบา เสียงนั้นแผ่วเบายิ่งนัก หากพูดคุยกันอยู่ย่อมไม่ได้ยิน หากไม่ตั้งใจฟังย่อมไม่ได้ยิน หรือแม้แต่ลมหายใจที่หนักหน่วงเกินไปก็อาจกลบเสียงนั้นได้ จำต้องผ่อนลมหายใจให้แผ่วเบาและรวบรวมสมาธิเท่านั้นจึงจะได้ยินเสียงที่ลอดออกมาจากประตูเล็กๆ เหล่านั้น
“นักพรต ทำไมเจ้าไม่แปลงกายเป็นคนแคระแล้วลงไปเล่นสนุกกับพวกเขาเล่า” แม่นางสามสีเอ่ยขึ้น “แม่นางสามสีจะคอยปกป้องเจ้าเอง”
“ข้าไม่ได้สนใจน่ะสิ”
“ตอนนี้พวกมันหนีหายไปหมดแล้ว!”
“เดี๋ยวพวกเขาก็กลับมาอีก”
“พวกเขาหรือ”
แมวสามสีนึกสงสัยในใจ แต่นางก็นั่งลง จ้องมองไปยังประตูเล็กตรงริมกำแพงเขม็ง พลางหันไปมองประตูบานอื่นๆ เป็นระยะ
ในที่สุดก็มิอาจต้านทานความสอดรู้สอดเห็นได้ นางเยื้องกรายด้วยท่วงท่าอันสง่างามไปที่ขอบเตียง กระโดดลงไปแล้วเดินตรงไปยังประตูจิ๋วเหล่านั้น บางครั้งก็เอียงคอแนบหูฟังที่หน้าประตูอย่างตั้งใจ บางครั้งก็หมอบตัวลงชะโงกหน้าเข้าไปสำรวจข้างในด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงถอยห่างออกมาแล้วกระโดดขึ้นไปบนขอบหน้าต่าง พุ่งตัวออกไปข้างนอกครู่หนึ่งก่อนจะกลับเข้ามา แล้วรายงานนักพรต
“พวกมันเหมือนกับหนูเลย อาศัยอยู่ในรู แต่รูของพวกมันใหญ่มาก ที่ลึกที่สุดอยู่ใต้ภูเขาในลานบ้าน”
“เขาเรียกภูเขาจำลอง”
“เขาจำลอง!”
“แม่นางสามสีช่วยได้มากจริงๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณแม่นางสามสีด้วย”
“ขอบใจนะ แม่นางสามสี”
“ไม่เป็นไร” แมวสามสีเอียงคอมองเขา “ถ้าพรุ่งนี้จับเจ้าพวกจิ้งจกพวกนี้ได้หมด ประมุขสวี่จะเอาหนูให้พวกเรากินไหม”
“…”
ในตอนนั้นเอง เสียงดนตรีในรูก็เงียบหายไป ครู่ต่อมาพลันมีเสียงกลองรัวสนั่น ตามมาด้วยเสียงสวบสาบวุ่นวาย
เสียงกลองดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนชัดเจนขึ้น
ท่ามกลางแสงจันทร์นวลตา ปรากฏขบวนคนแคระสวมชุดสีแดงเขียวสดใสเดินเรียงรายออกมาจากประตูที่คนแคระคนแรกหนีเข้าไป บ้างก็หามกลอง บ้างก็ถือฆ้อง เดินไปพลางเคาะจังหวะไปพลาง เสียงฆ้องกลองที่ซ่งโหยวนั้นได้ยิน หนวกหูยิ่งกว่าเสียงแมลงวันหรือยุงบินว่อนเสียอีก
คนแคระคนแรกและพวกพ้องที่แต่งกายผิดแผกไปจากเดิม เดินตามหลังขบวนฆ้องกลองออกมาจากรูไม้ เดินพลางชี้นิ้วมาที่ซ่งโหยวและเจ้าแมวพลางกระซิบกระซาบกัน
หลังจากนั้น ก็มีขบวนนักรบสวมชุดเกราะเดินดาหน้าออกมาจากประตูเล็กอีกหลายบาน ขบวนนั้นยาวเหยียดประหนึ่งไม่มีวันสิ้นสุด ทยอยตบเท้าเข้ามาในห้องพัก
‘เจ้าพวกตัวจ้อยนี่ช่างก่อเรื่องวุ่นวายเก่งเสียจริง!’
ยามนี้ซ่งโหยวนั่งอยู่ริมเตียง แผ่นหลังพิงหน้าต่าง หันหน้าเผชิญกับพวกเขาทั้งหมด พลางส่ายหน้าอยู่ในใจ
มิน่าเล่า แม้เจ้าพวกคนแคระเหล่านี้จะมิได้มีนิสัยดุร้าย แต่ตระกูลสวี่กลับระอาและจงเกลียดจงชังนักหนา การถูกรบกวนด้วยเสียงอึกทึกเช่นนี้วันสองวันยังพอทน หากเนิ่นนานไป ใครเล่าจะทนไหว
……………