ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 477 หญิงชรา บ่อน้ำแห้งเหือด และคนแคระ
บทที่ 477 หญิงชรา บ่อน้ำแห้งเหือด และคนแคระ
……………
“เจ้าคนถ่อย!”
เมื่อสิ้นคำกล่าวของเขา ทุกคนในที่นั้นต่างพากันตระหนกและโกรธาเป็นล้นพ้น
เหล่าผู้เป็นพ่อและพี่ชายต่างถลึงตาจ้องเขม็งพลางพ่นคำด่าทอ ส่วนพวกน้องๆ หรือผู้น้อยต่างมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาดและไม่อยากจะเชื่อ ทว่ากลับมีคนหนุ่มบางส่วนที่แอบพยักหน้าเห็นพ้องอยู่ในใจ
“เจ้าพังอนาคตอันสดใสของหลานๆ ไปหมดแล้วรู้ตัวบ้างหรือไม่! ตอนนี้ยังมีอีกสามคนที่ยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร!”
“จิตใจเจ้าช่างเปราะบางสิ้นดี! เสียทีที่เกิดเป็นผู้ใหญ่!”
“เจ้าคนเกียจคร้านสันหลังยาว! หากมิใช่เพราะมีปีศาจร้ายจริงๆ และหากมิใช่เพราะเจ้าเองก็เหลือเวลาชีวิตอีกไม่กี่ปี พ่อคงขับเจ้าออกจากตระกูล ให้ไปผจญยถากรรมตามยถากรรมแล้ว!”
“เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ประเดี๋ยวคุณชายจะหัวเราะเยาะเอา”
คำกล่าวเพียงประโยคเดียวของชายชราทำให้ทุกคนสงบปากสงบคำลง
ซ่งโหยวลอบสังเกตท่าทางของพวกเขา ความสับสนวุ่นวายในครอบครัวและกิเลสตัณหาของมนุษย์เช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเขายิ่งนัก
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านจะกังวลเรื่องเจ้าเด็กพวกนั้นไปทำไม ป่านนี้พวกเขากำลังเสวยสุขอยู่ข้างล่างนั่นจนลืมวันลืมคืนแล้ว!” บุตรคนที่สี่ของบ้านสวี่กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน “พวกท่านก็แค่ใจไม่กล้าพอที่จะลงไปเท่านั้น หากได้ลองลงไปสักครา ได้สัมผัสกับแดนสุขาวดีเช่นนั้น ป่านนี้พวกท่านเองก็คงไม่อยากกลับขึ้นมาเหมือนกัน…”
“เจ้าลูกเนรคุณ! หุบปาก!”
โทสะของชายชราทำให้เขาตกใจจนต้องรีบปิดปากเงียบ ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
“คุณชาย ข้าน้อยทำให้ท่านต้องมาเห็นเรื่องน่าอายเสียแล้ว”
“มิเป็นไร มิเป็นไร” ซ่งโหยวตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังชายวัยกลางคนคนอื่นๆ “ทุกท่านไม่เคยลงไปข้างล่างนั่นเลยจริงๆ หรือ”
“สถานที่อัปมงคลเช่นนั้น ใครจะกล้าลงไปสุ่มสี่สุ่มห้า”
“นั่นมันคือการตัดอายุขัยเชียวนะ!”
“ลงไปเพียงหนึ่งวัน อายุขัยสั้นลงหนึ่งเดือน พวกเรามีบ้านมีเรือน มีลูกมีเมีย แถมอายุก็ปูนนี้แล้ว จะทนแรงยั่วยวนอันเลื่อนลอยของพวกภูตผีปีศาจไม่ได้เชียวหรือ จะมีก็แต่พวกคนหนุ่มที่ไม่ประสีประสา รู้จักแต่การเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมานั่นแหละที่ไร้ตบะ ถึงขนาดที่รู้ทั้งรู้ว่ามีปีศาจ ยังถูกเจ้าสี่เป่าหูจนหลงเชื่อและเต็มใจเข้าไปเอง!”
บุตรคนที่สี่ของตระกูลสวี่ได้ยินดังนั้นริมฝีปากก็ขยับขยุกขยิก แต่ด้วยเกรงกลัวอำนาจของบิดา สุดท้ายจึงมิได้เถียงคำใดออกมา
อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ต่างกันนัก
หากมิใช่เพราะเขาพลัดตกลงไป และหากรู้ล่วงหน้าว่าข้างในมีปีศาจที่พรากอายุขัย ต่อให้ใครจะบอกว่าข้างในนั้นมีความสุขปานวิมานเพียงใด คนวัยอย่างเขาหรือจะยอมลงไปโดยง่าย
แต่เขาก็เชื่อมั่นเช่นกันว่า ต่อให้บรรดาพี่ชายของเขาจะทำตัวนิ่งสงบดั่งขุนเขาในยามนี้ แต่นั่นก็เป็นเพราะพวเขาไม่เคยสัมผัสความหฤหรรษ์นั่นด้วยตัวเอง หากได้ลองลงไปสักครั้ง พวกเขาถึงจะรู้ว่าตนเองจะต้านทานได้จริงหรือไม่
ซ่งโหยวได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวชมตามมารยาท
“ทุกท่านมีจิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้า นับว่าน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ตระกูลสวี่สืบทอดมาได้ยาวนานเพียงนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลจริงๆ”
จากนั้นเขาก็หันไปกล่าวกับบุตรคนที่สี่ของตระกูลสวี่ว่า
“ส่วนท่านผู้สืบสกุล แม้จะได้สัมผัสกับแรงดึงดูดอันมหาศาลเช่นนั้นมาแล้ว แต่ยังสามารถถอนตัวออกมาได้ เจตจำนงเช่นนี้ก็น่ายกย่องยิ่งกว่า”
สิ้นคำกล่าว บ่าวก็ยกน้ำและอาหารเข้ามาพอดี
มีทั้งน้ำข้าวหมากที่หมักใหม่ปีนี้ ต้มใส่ไข่หวานและน้ำตาลแดงร้อนๆ มีไก่ต้มสุกที่หั่นเป็นชิ้นโต หมูสามชั้นรมควันฝานบาง และจานผลไม้ ส่วนข้าวเป็นข้าวสวยขัดขาวผสมธัญพืช
แม่นางสามสีสนใจเรื่องอาหารการกินในเมืองอวี๋โจวเป็นพิเศษ นางยืดคอขึ้นมองแวบหนึ่ง ก่อนจะผิดหวังที่ไม่มีเนื้อหนู ทว่ากลับตื่นเต้นยินดีที่เห็นน้ำข้าวหมาก
นางจึงหันไปมองค้อนใส่นักพรตหนุ่ม
คราวนี้เขารอดตัวไปได้อีกแล้ว
“แขกผู้มีเกียรติ เชิญรับประทานอาหารเถิด!”
“ขอบพระคุณ”
“ขอบใจนะ!”
แม้คนในจวนสวี่จะรับประทานมื้อค่ำไปแล้ว แต่พวกเขาก็มิได้จัดเตรียมจานชามไว้เพียงสำหรับซ่งโหยวและแม่นางสามสีเท่านั้น ทว่ายังเพิ่มมาอีกหลายที่
ไม่มีธรรมเนียมให้แขกนั่งทานเพียงลำพังแล้วเจ้าบ้านนั่งจ้อง ชายชราและชายวัยกลางคนคนอื่นๆ จึงหยิบตะเกียบขึ้นมานั่งเป็นเพื่อนตามมารยาท พร้อมกับเอ่ยถามซ่งโหยวไปด้วย
“คุณชาย พอจะมีวิธีจัดการหรือไม่”
“ข้าขอถามทุกท่านหน่อย บ่อน้ำแห้งนั่นมีเสียงร่ายรำขับขานทุกคืนเลยหรือ”
“ทุกคืนไม่เคยขาด”
“แล้วพวกท่านเคยใช้วิธีใดรับมือมาบ้าง”
“เราเคยลองถมบ่อนั่นแล้ว แต่ไม่ว่าจะใช้ดินหรือใช้อิฐก็ไม่เป็นผล หากใช้ดิน ดินเหล่านั้นก็จะหายวับไปกับตา หากใช้อิฐ พอรุ่งสางอิฐเหล่านั้นก็จะมากองสุมกันอยู่ในลานบ้าน ส่วนบ่อน้ำก็ยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง” บุตรชายคนโตของตระกูลสวี่เป็นผู้ตอบ “ต่อมาได้รับคำชี้แนะจากผู้วิเศษท่านหนึ่ง ให้จุดไฟแล้วเผาบ่อทั้งกลางวันและกลางคืน”
“ได้ผลหรือไม่”
“ก็พอได้ผลอยู่บ้าง” บุตรคนโตกล่าวต่อ “คืนนั้น ทุกคนในจวนต่างฝันเห็นเหล่านางรำและนักดนตรีในสภาพหน้าตามอมแมมพากันก่นด่าว่าพวกเราใจคออำมหิต หลังจากนั้นไม่กี่วัน พอทั้งสามคนลงไป ก็ไม่เคยได้ออกมาอีกเลย”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
“คุณชายคิดเห็นอย่างไร”
“ข้าคิดว่า…” ซ่งโหยววางตะเกียบลง “เรื่องประหลาดในจวนนี้มีไม่น้อย คงต้องจัดการไปทีละอย่าง ในเมื่อแขกผู้นี้มาเยือนทุกค่ำคืน เช่นนั้นเราก็เริ่มจากที่นี่ก่อนเถิด”
“ดูเหมือนคุณชายจะมั่นใจในตัวเองมาก”
ทุกคนในห้องต่างจับจ้องไปที่ซ่งโหยวเป็นตาเดียว
ส่วนใหญ่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง ทว่าก็มีบางส่วนที่ดูเสียดาย หรือกระทั่งไม่ค่อยเต็มใจนัก
“พวกเราเก่งมากนะ!”
เป็นแม่นางน้อยที่ตอบกลับท่ามกลางความวุ่นวาย
หลังจากตอบเสร็จ นางก็ก้มหน้าก้มตาซดน้ำข้าวหมากต่อไปจนเกิดเสียงดังซูดซาด ดูไม่สำรวมเอาเสียเลย
“คุณชายจะกำจัดมันอย่างไร”
“ฟังดูแล้วก็มิใช่ปีศาจร้ายที่น่ากลัวอะไรนัก ไม่แน่ว่าจะเก่งกาจกว่ามนุษย์ หากพวกท่านใจแข็งกว่านี้อีกสักหน่อยและละทิ้งความเมตตาตั้งแต่ตอนที่พบพวกมันครั้งแรก ป่านนี้ต่อให้กำจัดพวกมันไม่ได้ พวกมันก็คงไม่กล้ามาอาละวาดในจวนนี้อีก” ซ่งโหยวหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “เพียงแต่ตอนนี้ยังมีคุณชายอีกสามท่านติดอยู่ในบ่อ ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ต้องช่วยเหลือพวกออกมาให้ได้ก่อน”
“กล่าวได้ถูกต้องที่สุด!”
“คุณชายมีวิธีอันวิเศษแจ้งใจหรือไม่”
“บ่อนั่นยามกลางวันดูเหมือนบ่อร้างทั่วไป ยามค่ำคืนจึงจะเกิดความเปลี่ยนแปลง แสดงว่าภายในต้องมีมิติอื่นซ่อนอยู่ จำเป็นต้องมีคนเข้าไปในยามวิกาล เพื่อพาทุกคนออกมา”
“เช่นนั้นใครจะเป็นผู้ลงไปพาตัวออกมาเล่า”
“ได้รับความเมตตาจากทุกท่านคอยต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ความจริงตัวข้าควรจะเป็นผู้ลงไปเอง แต่ติดตรงที่ตบะของข้านั้นสูงส่งเกินไป หากสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป หนึ่งคือเกรงว่าจะทำให้พวกมันตื่นตกใจ สองคือเกรงว่าตัวข้าจะเข้าเข้าไปไม่ได้” ซ่งโหยวเอ่ยขึ้น “ข้ามีศิษย์น้อยอยู่คนหนึ่ง เชี่ยวชาญการปราบปีศาจ ทั้งยังมีผู้ช่วยนำทางอีกท่านซึ่งเป็นสืบเชื้อสายมาจากเซียน แต่น่าเสียดายที่ศิษย์ของข้ายังเยาว์นัก จิตใจยังไม่แกร่งกล้าพอ เกรงว่าหากเข้าไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นจะเป็นการทำให้ดวงตาอันบริสุทธิ์นั้นมัวหมอง ส่วนท่านผู้นำทางนั้นก็มีนิสัยเหนียมอาย ชอบอยู่เพียงลำพัง ป่านนี้คงยังอยู่บนหลังคา ไม่ถนัดเรื่องราวเช่นนี้ ข้าจึงจำต้องมองหาหนทางอื่น”
“แล้วควรทำอย่างไรดี”
ทุกคนในที่นั้นพลันเกิดความโกลาหล ต่างฝ่ายต่างหันไปมองหน้ากัน
แม้แต่บ่าวไพร่ในจวนยังพากันก้มหน้าหลบตา
ฝ่ายเด็กหญิงที่มัวแต่ตั้งอกตั้งใจซดน้ำข้าวหมาก เมื่อได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหันขวับมาจ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยความแปลกใจ
โชคดีที่มีอาหารเลิศรสวางอยู่ตรงหน้า นางจึงมิได้เอ่ยขัดคอสิ่งใดออกมา
“ฮ่าๆๆ…”
เสียงหัวเราะดังมาจากบุตรคนที่สี่ของตระกูลสวี่
“หากจะให้ข้าพูดนะ เรื่องนี้มันก็เป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย เหตุใดต้องไปกำจัดเขาด้วยเล่า มิสู้เก็บเอาไว้แล้วเรียกให้คนข้างนอกเข้ามาเที่ยวเล่น เก็บเงินค่าเข้าคนละไม่กี่ตำลึง มิเป็นเรื่องน่ายินดีกว่าหรือ”
“เอามันออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”
ชายชราสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง บ่าวรับใช้จึงปรี่เข้ามาเชิญตัวคุณชายสี่ออกไปอย่างนอบน้อม
ชายผู้นั้นก็นับว่าแปลกคน เขาลุกขึ้นเดินออกไปพลางหัวเราะร่าไปพลาง
ซ่งโหยวดึงสายตากลับมา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “อย่างไรเสีย ก็ควรพาทั้งสามท่านกลับมาให้ได้ก่อน”
“เชิญคุณชายกล่าวมาได้เลย”
“ข้ามีไม้เท้าไผ่ที่ติดตามข้ามานานปีจนเริ่มมีจิตวิญญาณสถิต ผู้ที่ถือไม้เท้านี้สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย หากพบเจอผีร้ายก็สามารถใช้ไม้เท้านี้ฟาดให้ดับสูญได้ในทีเดียว” ซ่งโหยวชะงักไปเล็กน้อย “ขอให้ท่านเลือกผู้ที่มีจิตใจมั่นคง ไม่ถูกล่อลวงได้ง่ายลงไปสักคน ก็จะสามารถพาคนออกมาได้ แต่โปรดรับรู้ไว้ว่า ไม้เท้านี้ช่วยเพียงต้านทานมนตร์มายาของปีศาจเท่านั้น หากผู้ที่เข้าไปเห็นการร่ายรำอันรื่นรมย์ เห็นนางรำผู้งดงามเย้ายวนแล้วเกิดควบคุมใจตนเองไม่ได้ ไม้เท้านี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นต้องเป็นผู้ที่มีใจเด็ดเดี่ยวและมีความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับสิ่งอัปมงคล มิเช่นนั้นเกรงว่าจะเข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมาอีก”
“คุณชายกล่าวจริงแท้แน่นอนหรือ”
“ไม้เท้าของข้ากิ่งนี้กำจัดสิ่งชั่วร้ายมานักต่อนักแล้ว ข้ามิบังอาจโป้ปดต่อท่านเจ้าบ้าน”
“แล้วใครจะอาสาไป”
ชายชราเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองทุกคนทันที
ทว่าไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นกลางหรือคนรุ่นหนุ่ม ต่างพากันหลบสายตาเขากันถ้วนหน้า
“พวกเจ้านี่มันเศษสวะสิ้นดี!”
ชายชราโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม
“ท่านพ่อ มิใช่ว่าพวกข้ากลัวจะทนแรงเย้ายวนไม่ได้ แต่ที่นั่นเป็นรังปีศาจ ใครจะรู้ว่าพวกมันมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพียงใด”
“ลูกเองก็ขาแข้งไม่ค่อยดี ปากบ่อนั่นก็เล็กนัก…”
“หลานเองก็ร่างกายขี้โรค…”
“ในเมืองมีพวกนักรบผู้กล้าหาญอยู่ไม่น้อย ใจคอเด็ดเดี่ยว มิสู้พรุ่งนี้ลองปิดประกาศให้รางวัลดู บอกข้อดีข้อเสียให้ชัดแจ้ง ดูเสียว่าใครจะกล้าอาสามาบ้าง!”
“ความคิดนี้ดียิ่งนัก…”
“ตกลงตามนี้เถิด!”
ต่างคนต่างออกความเห็นจนได้ข้อสรุป
ซ่งโหยวเพียงก้มหน้ายิ้มน้อยๆ คีบกับข้าวรับประทานต่อไป
เขานั่งอยู่ตรงนี้ พวกเขาย่อมยังมีคำพูดที่กล่าวออกมาไม่หมด เกรงว่าคงกังวลว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นจะเป็นจริงเท็จประการใด และไม่แน่ใจว่าไม้เท้าไม้ไผ่กิ่งนั้นจะได้ผลจริงหรือไม่
นับเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์
การที่พวกเขาไม่พูดออกมาต่อหน้าก็นับว่ามีคุณธรรมน้ำใจมากแล้ว
“เช่นนั้นก็เอาตามที่ว่าเถิด” ซ่งโหยวรับประทานจนเกือบอิ่ม ข้าวหนึ่งชามกับเนื้ออีกมากโขทำให้อิ่มท้องยิ่งนัก เขาวางตะเกียบลงแล้วเหลือบมองเด็กหญิงข้างกายที่อุ้มชามจ้องตาละห้อยแต่ไม่กล้าพูด สุดท้ายเขาจึงต้องยอมเอ่ยปากอย่างหน้าทนว่า “เด็กรับใช้ของข้าชอบดื่มน้ำข้าวหมากนัก ไม่ทราบว่าท่านเจ้าบ้านจะช่วยเติมให้อีกสักชามได้หรือไม่”
“ย่อมได้ มีให้เหลือเฟือ!”
“เพิ่มน้ำตาลให้ด้วยนะ”
ซ่งโหยวมองดูเด็กรับใช้ของตนอย่างจนใจ
ฝ่ายเด็กหญิงที่ถือชามอยู่ก็หันมาจ้องมองเขาเขม็งอย่างเลิ่กลั่ก
หลังจากมื้อค่ำสิ้นสุดลง ตระกูลสวี่ได้จัดเตรียมห้องพักรับรองไว้ให้ซ่งโหยว ชายชราค้ำไม้เท้าเดินไปส่งเขาด้วยตนเอง พร้อมกำชับว่า “คุณชายโปรดระวัง คืนนี้ในจวนอาจจะมี ‘เจ้าตัวเล็ก’ ออกมาก่อกวน แม้เจ้าพวกตัวเล็กนี้จะไม่เหมือนกับหญิงชราหรือปีศาจในบ่อที่คอยสูบไอหยางและรอนอายุขัย แต่นับว่าเป็นภาพที่น่าตกใจสำหรับผู้ที่พบเห็นครั้งแรก ทั้งยังส่งเสียงหนวกหูน่ารำคาญยิ่งนัก”
“โอ้ ตัวเล็กหรือ”
ซ่งโหยวเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ฝ่ายเด็กหญิงถึงกับหันขวับมาจ้องชายชราทันที
“เป็นมนุษย์ตัวเล็กๆ สูงเพียงครึ่งฉื่อ” ชายชราถอนหายใจอีกครา “มักจะมาทำลายความฝันของผู้คนเสมอ”
“เคยทำร้ายคนหรือไม่”
“เรื่องนี้ยากจะบอกได้ แม้เจ้าปีศาจพวกนี้จะไม่ได้ทำร้ายคนอย่างชัดเจน เอาแต่ส่งเสียงดังวุ่นวาย แต่ขึ้นชื่อว่าปีศาจและออกอาละวาดเฉพาะยามค่ำคืน ตลอดครึ่งปีมานี้แม้พวกเราจะเริ่มเคยชิน แต่การถูกพวกมันกวนใจก็ทำให้อายุขัยสั้นลงไปหลายปี หากเป็นเด็กหนุ่มที่ต้องอ่านหนังสือสอบก็คงจะอ่านไม่รู้เรื่องเป็นแน่”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
“ถึงห้องของคุณชายแล้ว คือห้องนี้เอง”
“ขอบพระคุณยิ่ง”
ซ่งโหยวพยักหน้า ก่อนจะพาเด็กหญิงทำความเคารพชายชรา “ขอบพระคุณสำหรับการต้อนรับ คืนนี้ข้ายังมิอาจสะสางเรื่องบ่อน้ำแห้งให้ท่านได้ นับว่ารู้สึกเกรงใจยิ่งนัก หากคืนนี้เจ้าพวกตัวเล็กเหล่านั้นมาหาพวกเรา ข้าจะถือโอกาสช่วยท่านเจ้าบ้านเจรจาขับไล่พวกมันไปเอง ถือเป็นการตอบแทนที่ท่านให้การรับรองพวกเราในคืนนี้”
“เช่นนั้นก็ต้องขอบพระคุณคุณชายอย่างยิ่ง”
เมื่อชายชราได้ยินน้ำเสียงอันราบเรียบและอ่อนโยนของเขา ก็รู้ได้ทันทีว่ามิใช่คำกล่าวอ้างเกินจริง จึงรีบประสานมือคำนับตอบ
“มิเป็นไร”
ซ่งโหยวเดินเข้าไปในห้องพักรับรอง
ห้องนั้นขนาดกำลังพอดี ภายในจุดตะเกียงรอไว้ก่อนแล้ว แสงเทียนสลัวส่องสว่างพอเห็นทั่วห้อง สัมภาระถูกวางไว้เรียบร้อย แม้แต่น้ำสำหรับล้างหน้าล้างตาก็เตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ นับว่าใส่ใจอย่างยิ่ง
……………