ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 475 ชาวอวี๋โจวนิยมกินงูและหนู ...............
บทที่ 475 ชาวอวี๋โจวนิยมกินงูและหนู
……………
ฟู่…
ลมภูเขาพัดผ่าน พฤกษาในป่าส่งเสียงซัดซ่า
ชั่วขณะที่จิตล่องลอย ฮั่วเอ้อร์หนิวคล้ายกับได้ยินสุ้มเสียงที่เขาเคยฝันถึงในอารามร้างคืนนั้น เป็นน้ำเสียงที่นุ่มนวลอ่อนโยนเช่นเดิม
“ก่อนหน้านี้ตัวท่านมีใจอกุศล ครอบครองของวิเศษที่ไม่ใช่ของตน ใจย่อมไม่อาจเป็นสุข บัดนี้กิเลสหนาถูกขจัดสิ้น ไม้เท้าเล่มนี้ใช้ตีได้เพียงปีศาจและสิ่งชั่วร้าย ไม่อาจทำร้ายมนุษย์ ข้ามอบมันให้แก่ท่าน หวังว่าชาตินี้ท่านจะรักษาปณิธานเดิมให้มั่นคง ใช้มันในทางที่ถูกที่ควร หากวันใดในใจเกิดอกุศลจิตขึ้นมาอีก ไม้เท้าเล่มนี้จะกลับกลายเป็นเพียงไม้ไผ่ธรรมดาตามเดิม”
“…”
ฮั่วเอ้อร์หนิวกำไม้เท้าค้างไว้ที่เดิมด้วยความตะลึง
เขาอ้าปากค้างแต่กลับไม่รู้ว่าควรจะกล่าวคำใด
ยามนี้ในใจเขารู้ซึ้งแล้วว่า แม้ไม้เท้าเล่มนี้ไม่ใช่เล่มเดิม แต่กลับมีอิทธิฤทธิ์เช่นเดียวกัน ทว่าสิ่งที่อัศจรรย์ยิ่งกว่าคือยามที่เขาถือมันไว้ในมือตอนนี้ ความกระวนกระวายใจกลับมลายหายไปจนสิ้น
สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของฮั่วเอ้อร์หนิวคือ
เรื่องราวพวกนั้นเป็นเรื่องโกหกจริงๆ ด้วย
พวกนักเล่านิทานตามโรงน้ำชาและย่านเริงรมย์ต่างบอกว่า หลังจากท่านต้วนผู้นั้นขโมยกระบี่วิเศษของเซียนหลัวไปแล้ว ก็ออกปราบมารผดุงธรรม ไม่เพียงแต่มีวรยุทธ์สูงส่ง แต่ยังมีท่วงท่าสง่าราศีของจอมยุทธ์ชวนให้ผู้คนต่างเคารพเลื่อมใส
ฮั่วเอ้อร์หนิวไม่รู้ว่าบนสวรรค์จะมีเซียนโร่ที่ทำกระบี่หายจริงหรือไม่ เขารู้เพียงอย่างเดียวว่า
จะมีจอมยุทธ์ที่ไหน สร้างชื่อมาจากของที่ขโมยมาได้กันเล่า
ฮั่วเอ้อร์หนิวในวันวานย่อมไม่ใช่
และท่านต้วนในนิทานย่อมไม่ใช่เช่นกัน
ทว่าหลายปีหลังจากนี้ ในหยางโจวอาจจะมีเรื่องเล่าบทใหม่ที่เกิดขึ้นจริง มีความอัศจรรย์และน่าหลงใหลไม่แพ้เรื่องที่ฮั่วเอ้อร์หนิวเคยได้ยินมาเลย
คณะเดินทางของนักพรตพ้นเขตหยางโจวมาแล้ว
ยามนี้ดวงตะวันแผดจ้า ท่ามกลางแสงแดดอันรุนแรง ทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าและเงาของหนึ่งคน หนึ่งแมว หนึ่งม้า ต่างปรากฏชัดเจน
เสียงกีบเท้าและเสียงกระดิ่งม้าดังก้องกังวานไปตามทางเขาลำเนาไพร
“จากหยางโจวเดินขึ้นเหนือไปจะถึงปั๋วโจว ปั๋วโจวผลิตผ้าเนื้อดี เอามาตัดชุดสวยๆ ให้นักพรตได้นะ ชุดดูดีเหมือนของเหวินผิงจื่อเลย” แมวน้อยยังคงเดินเคียงข้างไปกับนักพรต พลางเอียงคอมองไปด้านข้าง แสงแดดแรงกล้าทอดเงาตัวนางลงบนพื้นเป็นก้อนกลมๆ สีดำเล็กๆ ขณะที่นางกำลังท่องจำเนื้อหาที่เพิ่งอ่านเจอในตำราอวี๋ตี้จี้เซิ่งเมื่อเช้านี้ “จากปั๋วโจวเดินไปทางซ้ายก็คืออวี๋โจว”
“แม่นางสามสีกล่าวได้ถูกต้องยิ่ง ความจำล้ำเลิศนัก ทว่าข้ามีเสื้อผ้าสวมใส่แล้ว ทั้งยังใส่สบายตัวดี ไม่จำเป็นต้องตัดใหม่หรอก เสื้อผ้าที่ข้าใส่อยู่นี่แหละคือเสื้อผ้าที่ดี”
“มันเก่ามากแล้วนะ”
“เก่าสิดี ข้าคุ้นเคยกับมัน มันก็คุ้นเคยกับข้า” ซ่งโหยวกล่าวพลางชะงักไปครู่หนึ่ง “อีกอย่างถ้าตัดเพิ่มอีกชุด ม้าจะขนลำบาก เวลาผลัดเปลี่ยนซักล้างก็ยุ่งยากด้วย”
“อืม…”
เจ้าแมวเงยหน้ามองเขาครู่หนึ่ง ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ ไม่รู้ว่านางยอมรับคำอธิบายของเขา หรือว่ามีความคิดตามประสาแมวอยู่ในใจกันแน่ นางเริ่มท่องต่อไปว่า “อวี๋โจวนิยมกินงูและหนู…”
“…”
“คนพวกนั้นจะกินหนูด้วยละ!”
“…”
“แล้วก็กินงูด้วย!”
“…”
“ทำไมเจ้าไม่กินหนูล่ะ”
“ข้าไม่ชอบกินน่ะ”
“คนอวี๋โจวชอบกินกันทุกคนเลยนะ!”
“คนเราย่อมมีความชอบต่างกันไป…”
“พ้นอวี๋โจวไปก็คือลั่วโจว ลั่วโจวเลี้ยงลาเยอะมาก จากลั่วโจวไปทางซ้ายอีกหน่อยก็คือลู่โจว ลู่โจวอยู่ติดกับกวงโจวที่ซูอี้ฝานอยู่ พ้นลู่โจวไปก็กลับถึงฉางจิงแล้ว”
แม่นางสามสียังคงท่องจ้อไม่หยุด
“หือ”
ซ่งโหยวรู้สึกแปลกใจขึ้นมา จึงอดถามไม่ได้ว่า “แม่นางสามสีไม่เรียกเขาว่าผู้แซ่ซูแล้วหรือ”
“แม่นางสามสีรู้แล้วว่าเขาไม่ได้ชื่อผู้แซ่ซู!”
“รู้ได้อย่างไรกัน”
“อ่านมาจากในตำราน่ะสิ” เจ้าแมวกล่าวไปพลางก้าวเท้าสั้นๆ ไม่ยอมหยุด พลางหันหน้ามาจ้องเขาตาเขม็ง “ทำไมเจ้าถึงไม่เคยบอกแม่นางสามสีเลย”
“เพราะมันน่าเอ็นดูดีน่ะ…”
“เมี๊ยว”
“อีกอย่าง แม่นางสามสีย่อมต้องรู้เข้าสักวัน ไม่เห็นต้องรีบบอกให้เร็วขนาดนั้นเลย”
“…”
หนึ่งคน หนึ่งแมว หนึ่งม้า เดินหน้าต่อไป
สองข้างทางเขาเต็มไปด้วยไร่ข้าวโพดที่เติบโตเขียวชอุ่มและสูงใหญ่ เมื่อผ่านช่วงโค้งหรือป่าทึบ คนอื่นก็จะได้ยินเพียงเสียงกระดิ่งม้าและเสียงพูดคุยของนักพรต โดยที่มองไม่เห็นตัวคณะเดินทางเลย
นักพรตเองก็มองไม่เห็นผู้อื่นเช่นกัน
ยามนี้เท้าเหยียบย่างเข้าสู่เขตปั๋วโจว
ปั๋วโจวตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นมาเริ่มมีสิ่งชั่วร้ายปรากฏบ่อยครั้ง ร้ายแรงถึงขั้นกระทบต่อการสัญจรของพ่อค้าวาณิช โชคดีที่ยามนี้ต้าเยี่ยนอยู่ในยุครุ่งเรือง แม้ทหารในภาคกลางจะไม่เข้มแข็งเท่าช่วงตั้งราชวงศ์ใหม่ๆ แต่ก็ยังนับว่าเกรียงไกร หากปีศาจเหล่านี้รบกวนเพียงหมู่บ้านเดียวหรือบ้านหลังเดียวก็ยังพอว่า แต่หากบังอาจขัดขวางถนนทางการ ทางการย่อมส่งทหารหรือเชิญผู้มีวิชามาปราบปราม
ปีศาจส่วนใหญ่ไม่อาจต้านทานกองกำลังทหารที่ช่ำชองการรบได้
ส่วนแม่นางสามสีผู้รักความยุติธรรม ปราบมารขจัดภัย หากมีปีศาจตนใดเล็ดลอดสายตาหรือเป็นวิญญาณชั่วร้ายที่ทหารไม่ถนัดจะรับมือ ตราบใดที่ได้พบกับแม่นางสามสี ก็นับว่าพวกมันโชคร้ายถึงที่สุด
บางครั้งพวกเขาก็ช่วยจัดการไประหว่างทางโดยไม่ทิ้งชื่อไว้ บางครั้งผู้คนก็ล่วงรู้จนกลายเป็นตำนานเล่าขาน ทุกอย่างเป็นไปตามครรลอง ไม่ได้ตั้งมั่นยึดติดในสิ่งใด
ในที่สุดก็เดินทางมาถึงชายขอบของปั๋วโจว
ยามนี้เวลาได้ล่วงเลยไปไม่น้อยแล้ว
บนถนนทางการสายใหญ่ที่มุ่งสู่ฉางจิง ท่ามกลางทิวเขาที่ไม่ทราบนาม ขณะที่เหล่านักพเนจรเดินมาถึงที่นี่ จู่ๆ แมวเหมียวก็หยุดเดินแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า เมื่อมองตามสายตาของนางไป ก็เห็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งท่ามกลางมวลเมฆ
นกนางแอ่นบินร่อนกลับมาแล้ว
ฟึ่บ…
จุดดำบนท้องฟ้าขยายใหญ่ขึ้นและชัดเจนอย่างรวดเร็ว นกนางแอ่นเพียงกางปีกออกโดยไม่ขยับไหว ก็ร่อนลมลงมาอย่างง่ายดายก่อนจะเกาะลงบนหลังม้า
“คุณชาย ข้ากลับมาแล้ว”
“ราบรื่นดีหรือไม่”
“เส้นทางขึ้นเหนือต้องผ่านเหยียนโจวก่อน ข้าจึงแวะไปที่เมืองกุยเฉิงในเหยียนโจวเป็นแห่งแรก” นกนางแอ่นบนหลังม้าหันไปมองแม่นางสามสีที่อยู่ข้างล่างครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมากล่าวกับนักพรตว่า “เหล่าทหารและแม่ทัพผีในเมืองร้างนั่นเก่งกาจยิ่งนัก ได้ยินว่าหลายปีมานี้ นอกจากจะพากันบำเพ็ญตนในเมืองผีแล้ว ยังออกลาดตระเวนรอบเมืองเพื่อช่วยชาวเหยียนโจวขจัดสิ่งชั่วร้าย จนเหล่าขุนพลผีหลายตนเริ่มมีกลิ่นธูปบูชาติดกาย ตอนข้าบินเข้าไปเกือบจะถูกพวกเขาสอยร่วงลงมาเสียแล้ว ดีที่แสดงพลังจิตของคุณชายออกมา ทุกอย่างจึงเรียบร้อยดี”
“แล้วยามนี้พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“พวกเขาเคารพและเชื่อมั่นในตัวคุณชายยิ่งนัก ตอนที่ข้าออกจากเมืองกุยเฉิงมา พวกเขาก็ออกเดินทางกันกลางดึกทันที ป่านนี้คงใกล้จะถึงเฟิงโจวแล้ว” นกนางแอ่นกล่าวเสริมอีกประโยค “ด้วยความสามารถของพวกเขา เกรงว่าพวกผีร้ายหรือพรายที่เพิ่งกำเนิดใหม่คงยากจะต่อกรได้”
“เช่นนั้นก็ดี”
ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อ “แล้วแม่ทัพเฉินเล่า”
“ราบรื่นดีเช่นกัน ข้านำยาเม็ดไปมอบให้แม่ทัพเฉินตามที่คุณชายสั่ง พร้อมอธิบายสรรพคุณและวิธีใช้ หลังจากเขารับไปก็นิ่งเงียบอยู่นานทีเดียวก่อนจะไปส่งข้า”
“…”
ซ่งโหยวได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไปพักใหญ่เช่นกัน
หากลองตรองดูในมุมของอีกฝ่าย
แม่ทัพเฉินเดิมทีก็ถูกอดีตฮ่องเต้ระแวง กว่าจะหนีตายจากฉางจิงกลับมาทางเหนือได้ก็แสนยากลำบาก ยามนี้เขาประจำการอยู่ที่ชายแดนภาคเหนือ มีบารมีสูงส่งจนคนในพื้นที่เคารพยำเกรง ส่วนคนนอกด่านก็หวาดกลัวเขาดุจเสือร้าย ใช้ชีวิตราวกับเป็นฮ่องเต้น้อยแห่งภาคเหนือ แต่จู่ๆ วันหนึ่งกลับได้รับยาวิเศษที่ช่วยให้ฟื้นคืนชีพจากนักพรตผู้หนึ่ง เป็นใครย่อมต้องคิดมากเป็นธรรมดา
“ลำบากเจ้าแล้ว”
“เล็กน้อยนัก ไม่ลำบากเลย”
นักพรตพยักหน้าแล้วออกเดินต่อไป
นกนางแอ่นยังคงเกาะอยู่บนหลังม้า ส่วนแม่นางสามสีที่อยู่บนพื้นจ้องมองมันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นถึงขีดสุด
“เจ้าบินไปถึงชายแดนเลยหรือ”
“ใช่แล้ว”
“แล้วเจ้าก็ไปเมืองกุยเฉิงนั่นมาด้วยหรือ”
“ถูกต้อง”
“ทำไมกลับมาเร็วนักเล่า!”
“ขอเพียงระหว่างทางไม่เถลไถล ปกติแล้วนกนางแอ่นก็บินกลับมาเร็วเช่นนี้ได้ นับประสาอะไรกับข้าที่บินเร็วกว่านกทั่วไป”
“มีปีกนี่ดีจังเลยนะ! ทำไมแมวถึงไม่มีปีกบ้างล่ะ” แม่นางสามสีอดบ่นพึมพำไม่ได้ “พวกเราเดินมาจากทางเหนือนั่น ตั้งนานแน่ะกว่าจะถึง”
“การจาริกแสวงบุญกับการเร่งเดินทางมันต่างกัน…”
ในที่สุดแม่นางสามสีก็เลิกซักไซ้ซ่งโหยว
ปีศาจน้อยสองตนส่งเสียงเจื้อยแจ้วคุยกันอยู่ข้างหลัง
หากเทียบกับเมื่อแปดปีก่อนที่เมืองอันชิง ดูเหมือนว่าทั้งสองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย
จนกระทั่งข้ามยอดเขาเตี้ยๆ ลูกนี้ไป เบื้องหน้าข้างถนนทางการก็ปรากฏที่ว่างผืนหนึ่ง คล้ายถูกผู้คนเหยียบย่ำจนโล้นเตียน ตรงกลางที่ว่างนั้นมีแผ่นหินจารึกตั้งอยู่
พอเห็นหินจารึก แม่นางสามสีก็เลิกสนใจนกนางแอ่นทันที นางหยุดพูดแล้ววิ่งเหยาะๆ นำหน้าไปที่หลังแผ่นศิลา เงยหน้าอ่านอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวิ่งกลับมาบอกนักพรตว่า
“แคว้นอวี๋โจว! ถึงอวี๋โจวแล้ว!”
“นั่นสินะ…”
ตอนที่ซ่งโหยวพยักหน้าขานรับ ภาพที่ผุดขึ้นมาในมโนนึกกลับเป็นแคว้นสวี่โจวเมื่อหลายปีก่อน และภาพแมวสามสีตัวหนึ่งที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกยืนอยู่หน้าหลักเขต
แม่นางสามสีเองก็ก้าวหน้าไปไม่น้อยจริงๆ
“ข้างหน้ามีบ้านคนด้วย” นกนางแอ่นบินขึ้นไปมองแล้วบอก
“ข้างหน้ามีบ้านคนหรือ พอดีเลย เสบียงของนักพรตหมดพอดี ต้องหาซื้อเพิ่มเอาไว้กินระหว่างทาง” ดวงตาของเจ้าแมวเป็นประกาย นางสาวเท้าก้าวสั้นๆ พยายามชะเง้อมองไปข้างหน้า ทว่าไร่ข้าวโพดบนเขานั้นขึ้นหนาทึบเกินไป ตัวนางก็เล็กนิดเดียวจึงมองไม่เห็นอะไรเลย “บนถนนสายนี้ไม่มีร้านค้า แม่นางสามสีจะไปใช้เงินซื้อของกินมาให้นักพรตเองนะ”
“ไม่เป็นไร ข้าไปเองก็ได้”
ให้”แม่นางสามสีไปแทนเจ้าเถอะนะ”
กล่าวจบแม่นางสามสีก็คืนร่างเป็นมนุษย์ทันที
“ขอบใจในน้ำใจของแม่นางสามสีนะ”
ซ่งโหยวเหลือบมองดวงตาที่วาววับของนาง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแล้วเดินนำไป
เดินไปได้ประมาณสองลี้ ก็พบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ในหมู่บ้านมีคนแบกเครื่องมือเกษตรเดินไปมา บ้างก็รวมกลุ่มนั่งพักผ่อนพูดคุยกัน และยังมีบัณฑิตคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้นอยู่หน้าบ้าน พอเห็นคณะของซ่งโหยวเดินมา ทุกคนต่างก็หันมามองด้วยความสนใจ
ซ่งโหยวเดินเข้าไปหาบัณฑิตที่นั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าบ้าน ประสานมือคำนับแล้วถามว่า “ข้าน้อยแซ่ซ่งนามโหยว เป็นนักพรตพเนจร มิทราบว่าที่นี่คืออำเภอใดเขตใดหรือ”
บัณฑิตผู้นั้นรีบวางหนังสือลงแล้วคำนับตอบทันที
“ผู้น้อยแซ่สวี่ นามชิวเยวี่ย เรียนคุณชาย ที่นี่คืออำเภอฝูเหยา เขตเค่อจวิ้น แคว้นอวี๋โจว ติดกับชายแดนแคว้นปั๋วโจว ท่านมาจากที่ใด และจะไปที่ใดหรือ”
“ข้ามาจากหยางโจวและปั๋วโจว พเนจรไปทั่วหล้า ตั้งใจจะมุ่งหน้าไปฉางจิง” ซ่งโหยวกล่าว “เดินทางมาถึงที่นี่ น้ำในกระบอกก็แห้ง เสบียงก็หมดสิ้น รู้สึกหิวโหยนัก มิทราบว่าพอจะขอน้ำและเสบียงจากท่านได้หรือไม่ หากไม่มีเสบียงแห้ง จะขอแลกเป็นข้าวสารหรือแป้งก็ได้”
“น้ำน่ะได้อยู่…”
บัณฑิตแซ่สวี่เผยสีหน้าลำบากใจ “ทว่าอย่าว่าแต่เสบียงพกพาเลย แม้แต่ข้าวสารหรือแป้ง ในบ้านของผู้แซ่สวี่ก็ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่แล้ว ยามนี้ทำได้เพียงรอให้ข้าวนางแอ่นในนาสุกพอดีถึงจะรอดตายได้”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอขอบพระคุณสำหรับน้ำใจ”
“มิเป็นไร มิเป็นไร…”
บัณฑิตรีบม้วนหนังสือแล้วนำเขาเข้าบ้าน
ในบ้านมีโอ่งใบหนึ่งซึ่งน้ำในนั้นแทบจะเหลืออยู่เพียงก้นโอ่งแล้ว เมื่อบัณฑิตใช้กระบวยตักน้ำเติมให้ซ่งโหยวจนเต็ม น้ำในโอ่งก็แทบจะหมดเกลี้ยงจริงๆ
“ขอคุณชายอย่าได้หัวเราะเยาะเลย”
“น้ำใสรสหวานเย็นชื่นใจ ทั้งยังเป็นน้ำที่ท่านตรากตรำหามา ข้ามิกล้าหัวเราะเยาะ ได้แต่ขอบพระคุณจากใจจริง”
“ปีนี้เป็นปีแห่งภูตผี ดวงชะตาไม่ดีนัก ที่ไหนๆ ก็ไม่สงบสุข ไม่โจรป่าออกอาละวาดก็มีสิ่งชั่วร้ายปรากฏ โดยเฉพาะที่อำเภอของเรานี่แลที่หนักที่สุด ทุกบ้านต่างใช้ชีวิตกันอย่างขัดสน เพิงน้ำชาตามทางก็เปิดต่อไปไม่ไหว หากคุณชายอยากแลกเสบียงข้าวปลา เกรงว่าต้องเข้าเมืองไปเสียแล้ว”
“ไม่ทราบว่ายังอีกไกลไหมกว่าจะถึงตัวเมือง”
“จากที่นี่ไปก็เป็นระยะทางสักสี่ห้าสิบลี้”
บัณฑิตแซ่สวี่กล่าวพลางชะงักไป เขาอดไม่ได้ที่จะสำรวจคณะเดินทางของซ่งโหยวตั้งแต่หัวจรดเท้า
นักพรตผู้นี้ดูอายุน้อยแต่กิริยาวาจาสุขุม ในมือถือไม้เท้าไผ่เขียวดุจหยก เบื้องหลังมีม้าขนแดงไร้สายบังเหียน ทั้งยังมีนกนางแอ่นและเด็กหญิงติดตามมาด้วย ช่างเป็นภาพที่แปลกตานัก
เด็กหญิงผู้นั้นงดงามราวกับไม่ใช่มนุษย์ ร่างกายสะอาดสะอ้านไม่เหมือนคนที่เดินทางไกลมาเลย ยามนี้นางกำลังแหงนหน้า จ้องมองหนูรมควันที่เขาแขวนไว้บนขื่อบ้านตาไม่กะพริบ
นักพเนจรกลุ่มนี้ดูไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
บัณฑิตฉุกคิดขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามว่า
“คุณชายพอจะมีวิชาปราบปีศาจบ้างหรือไม่”
นักพรตยังไม่ทันอ้าปาก เด็กหญิงก็ละสายตาจากขื่อบ้านและชิงตอบก่อนว่า “นักพรตของข้าเก่งเรื่องปราบปีศาจที่สุดเลย!”
“จริงหรือ”
บัณฑิตยังคงจ้องมองไปที่นักพรต
“เรียนตามตรง เดิมทีข้าก็พอจะมีวิชาปราบปีศาจอยู่บ้าง ทว่ายามนี้เมื่อมีแม่นางสามสีแล้ว ข้าก็คงเป็นอันดับสองรองจากนางในเรื่องปราบปีศาจ” ซ่งโหยวตอบตามความจริง
“หากเป็นเช่นนั้น ผู้แซ่สวี่พอจะชี้แนะหนทางให้ท่านได้”
บัณฑิตมองซ่งโหยวและเด็กหญิงพลางครุ่นคิด
“ผู้แซ่สวี่มีญาติห่างๆ อยู่ในเมือง เป็นตระกูลใหญ่ในอำเภอฝูเหยา ได้ยินว่าตั้งแต่ต้นปีมานี้ ในจวนเกิดเรื่องอาถรรพ์ขึ้นมากมาย เชิญหมอผีพื้นบ้านมาดูหลายคนแล้ว แต่ไม่เพียงไม่ได้ผล เรื่องประหลาดกลับยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ จนคนในจวนอยู่ไม่เป็นสุข ผู้แซ่สวี่เป็นเพียงญาติห่างๆ ที่แทบจะนับญาติกันไม่ได้ แต่ก็ได้รับความเมตตาจากพวกเขาสนับสนุนให้เล่าเรียน จึงรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณยิ่งนัก เมื่อได้ยินว่าผู้มีพระคุณต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ ผู้แซ่สวี่ก็ร้อนใจแต่กลับช่วยอะไรไม่ได้ วันนี้ได้พบคุณชายก็นับว่าเป็นวาสนา หากท่านมีวิชาปราบปีศาจจริง ก็ลองไปเสี่ยงโชคที่จวนตระกูลสวี่ดูเถิด ด้วยอุปนิสัยของตระกูลสวี่แห่งฝูเหยา ต่อให้ท่านปราบปีศาจไม่สำเร็จ พวกเขาก็คงจะจัดหาเสบียงอาหารชั้นดีให้ท่านพกติดตัวไป ช่วยท่านประหยัดเงินทองได้ไม่น้อย”
“ตระกูลสวี่แห่งฝูเหยา เรื่องอาถรรพ์เช่นนั้นหรือ”
“หากท่านมีความสามารถจริง เมื่อเข้าเมืองไปแล้วลองถามร้านค้าแถวนั้นดูว่าจวนตระกูลสวี่อยู่ที่ไหน ย่อมไม่มีใครไม่รู้จัก ถึงตอนนั้นเรื่องอาถรรพ์ที่ว่าคืออะไร ท่านก็จะทราบเอง”
“เช่นนั้นพวกเราจะไปดูเสียหน่อย” ซ่งโหยวยิ้มพลางประสานมือคำนับ “ขอบพระคุณท่านมาก ท่านเป็นผู้ใฝ่เรียนทั้งยังกตัญญูรู้คุณ ขอให้ท่านสอบได้ลำดับต้นๆ ในเร็ววัน ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน”
“ขอให้คุณชายเดินทางโดยสวัสดิภาพเช่นกัน”
ซ่งโหยวจึงกระตุกชายเสื้อแม่นางสามสีของเขา เพื่อบอกให้นางละสายตาและออกเดินทางได้แล้ว แต่ใครจะคิดว่าเด็กหญิงจะเดินไปที่ข้างตัวม้า ล้วงเอาหนูแห้งตัวหนึ่งออกมาจากย่ามม้า แล้ววิ่งกลับไปส่งให้บัณฑิตผู้นั้น พร้อมบอกว่านี่คือของตอบแทนสำหรับค่าน้ำ
บัณฑิตรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก
ส่วนเด็กหญิงก็ดูจะพึงพอใจเป็นพิเศษ
จนกระทั่งเดินทางต่อไปหลังจากนั้น ไม่ว่านางจะอยู่ในร่างแมวหรือร่างคน นางก็มักจะเหลือบมองนักพรตด้วยสายตาเจ้าเล่ห์อยู่บ่อยครั้ง แม้จะเป็นใบหน้าของแมว แต่แววตานั้นกลับสื่อสารได้ราวกับจะพูดออกมาจริงๆ
เดินต่อไปอีกครึ่งวัน ก็ถึงอำเภอฝูเหยา
ทันทีที่นักพรตมาถึงที่นี่ เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
มันคือสัมผัสที่อธิบายไม่ได้
เหมือนเมื่อตอนปลายฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ตอนที่เขาเดินออกจากเมืองหยางตู เมื่อไร้ซึ่งไอพลุกพล่านของเมืองใหญ่กดทับไว้ เขาก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ลึกลับซับซ้อนในฟ้าดินทันที หลังจากออกจากหยางโจวมา ความรู้สึกนั้นก็มีอยู่ตลอดจนเขาเริ่มจะคุ้นชินและไม่รู้สึกถึงความประหลาดอีกต่อไป
ทว่าเมื่อมาถึงที่นี่ ความรู้สึกนั้นกลับชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง
แสดงว่าความผิดแผกไม่ธรรมดาของที่นี่นั้นเข้มข้นยิ่งกว่าที่อื่นเสียอีก
……………