ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 473 อำลาหยางตู
บทที่ 473 อำลาหยางตู
………………..
สายพิรุณหยุดโปรย ท้องนภาพลันกระจ่างใส
สายรุ้งทอดตัวยาวค้างอยู่บนนภดลเนิ่นนาน
หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยวันฟ้าใสติดต่อกันอีกหลายครา อากาศร้อนระอุขึ้นทุกวัน เสียงจักจั่นเริ่มดังระงมขึ้นหลังสิ้นฝน แรกเริ่มเพียงประปราย ก่อนจะสอดประสานกันเป็นผืนเดียว ท่ามกลางความอื้ออึงนั้น นครหยางตูทั้งเมืองดูราวกับถูกอาบไล้ด้วยแสงแดดเจิดจ้า สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของฤดูร้อนอย่างเต็มเปี่ยม
ซ่งโหยวนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ชายคาเพียงลำพัง เสียงจักจั่นกลับยิ่งขับเน้นให้รอบกายดูเงียบสงัด แสงแดดที่แผดจ้านำพาความง่วงงุนมาให้ยามบ่าย หยางตูทั้งเมืองดูราวกับกลายเป็นเมืองร้าง มีเพียงเขานั่งนิ่งอยู่ตรงนี้เพียงผู้เดียว
ลานบ้านในยามนี้มิได้รกร้างเหมือนคราแรกที่มาถึงเมื่อปีก่อน
หญ้าแส้วัวและหญ้าหางแมวต่างเติบโตเขียวขจี มะเขือเปรี้ยวเลื้อยพันตามริมกำแพง ออกผลเล็กๆ สีเขียวบ้างแดงบ้างดูคล้ายโคมไฟจิ๋ว มองดูแล้วเจริญตายิ่งนัก ส่วนอีกด้านหนึ่งมีพริกปลูกไว้เป็นแถว ยามนี้กำลังออกดอกเล็กละเอียดสีขาวโพลนประหนึ่งดวงดาวพร่างพราย บนที่ว่างยังมีต้นหอมปลูกไว้ประปราย มีผีเสื้อตัวจ้อยขนาดเท่าเล็บมือบินร่อนไปมาอยู่ท่ามกลางหมู่มวลไม้
เคราะห์ดีที่แม่นางสามสีหอบหิ้วต้นฉบับของนางออกไปอัดเป็นหนังสือข้างนอก หากนางยังอยู่ในลานบ้านนี้ เกรงว่าคงไม่มีผีเสื้อตัวใดรอดพ้นเงื้อมมือนางไปได้
พอนึกถึงตรงนี้ ก็พลันมีเสียงเคลื่อนไหวบางอย่างดังขึ้น
แกรก…
สลักไม้ของประตูบ้านเลื่อนหลุดออกเอง
ตามมาด้วยเสียง เอี๊ยด…ยามประตูรั้วเปิดออก
เด็กหญิงตัวน้อยสะพายย่ามเดินเข้ามาภายใน
ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่าดวงตากลับเป็นประกายสดใส ย่างก้าวดูเบาสบายศีรษะสั่นไหวเล็กน้อยยามเดิน ดูท่าทางจะอารมณ์ดีมิน้อย
นางเหลือบมองนักพรตที่นั่งอยู่ใต้ชายคาด้วยความแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะสะพายย่ามเดินตรงเข้ามาหา
“แม่นางสามสี ราบรื่นดีหรือไม่” นักพรตหนุ่มเงยหน้ามองนาง
“ราบรื่นยิ่งนัก!” เด็กหญิงตอบ “ยินดีกับแม่นางสามสีด้วย!”
“ยินดีด้วยนะ แม่นางสามสี”
“ท่านเลี่ยวผู้นั้นบอกว่าแม่นางสามสีเขียนได้ดีมาก…”
“ขอบคุณนักพรตนะ”
“หืม”
เด็กหญิงชะงักไปครู่หนึ่ง เอียงคอมองนักพรต
นางนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยปาก “ขอบคุณนักพรต…”
“มิเป็นไร”
“เจ้า…เจ้า…”
“ท่านเลี่ยวผู้นั้นบอกว่าแม่นางสามสีเขียนได้ดีมาก” ซ่งโหยวนิ่งค้างอยู่ในท่าขัดสมาธิประหนึ่งผู้ทรงศีล เขาเงยหน้ามองเด็กหญิงพลางเอ่ยเรียบๆ “แม่นางสามสีเล่าต่อเถิด”
“ท่านเลี่ยวผู้นั้นบอกว่าแม่นางสามสีเขียนได้ดีมาก น่าสนใจยิ่งนัก อ่านแล้วรู้สึกเบิกบานใจ เขาจึงตกลงจะช่วยพิมพ์ออกมาเพื่อนำไปขายหาเงิน” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยพลางก้มหน้าควานมือเข้าไปในย่าม หยิบเงินก้อนเล็กรูปทรงรังผึ้งสามก้อนออกมาให้นักพรตดู “เขายังให้เงินแม่นางสามสีมาด้วย บอกว่าเป็นค่าต้นฉบับที่ซื้อจากแม่นางสามสี”
“แล้วยาลูกกลอนที่ข้าให้แม่นางสามสีไป ได้มอบให้พวกเขาหรือไม่”
“มอบให้แล้ว พวกเขาฝากขอบคุณเจ้าด้วย”
“รับทราบแล้ว”
ซ่งโหยวพยักหน้าเรียบๆ นั่งนิ่งไม่ไหวติง
ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยก็เก็บเงินเข้าที่เข้าทาง
บันทึกการเดินทางที่แม่นางสามสีเขียนนั้น ซ่งโหยวเคยได้อ่านเพียงหน้าเดียว เป็นหน้าที่แม่นางสามสีตั้งใจคัดมาให้เขาดู ส่วนหน้าอื่นนางมิยอมให้เขาเห็นเลย
เดิมทีการออกสู่ทะเลกว้างเป็นประสบการณ์ที่แม่นางสามสีประสบมาด้วยตนเอง เรื่องราวเหล่านี้มหัศจรรย์และน่าสนใจในตัวมันเองอยู่แล้ว มิต้องอาศัยจินตนาการปรุงแต่ง เพียงเขียนถ่ายทอดออกมาตามจริงก็นับว่าเป็นเรื่องราวที่วิเศษยิ่ง ทว่าเรื่องเดียวกันหากเขียนโดยคนละคนย่อมให้รสชาติต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถและรสนิยมว่าเข้ากันหรือไม่
ในสายตาของเขา แม่นางสามสีเขียนได้ดีมิน้อย แม้สำนวนจะดูไร้เดียงสาแต่แฝงไว้ด้วยความสดใสแบบเด็กๆ
และนอกจากความสดใสแล้ว ยังมีเสน่ห์ที่แปลกใหม่อีกประการหนึ่ง
นั่นคือมุมมองของแมว ซึ่งต่างไปจากมนุษย์ ทั้งจุดที่นางให้ความสนใจและความคิดอ่านที่มักจะทำให้ผู้คนคาดไม่ถึงเสมอว่านางจะเขียนเช่นนี้ หรือจะสนใจในเรื่องนี้ และวิธีคิดที่กระโดดข้ามไปมาอย่างอิสระ
น่าเสียดายที่เขาได้อ่านเพียงหน้าเดียวเท่านั้น
ทว่าต่อให้เรื่องจะดีเพียงใด ในยุคสมัยนี้ การพิมพ์หนังสือขายส่วนใหญ่มักมิได้กำไรนัก
ในกรณีทั่วไป มีเพียงบัณฑิตที่มีชื่อเสียงไม่กี่ท่านที่จะได้รับเชิญให้เขียนบทกวีหรือบทความ ซึ่งผู้อื่นจะมอบค่าพู่กันให้เพื่อเป็นการขอบคุณ นอกจากนั้นน้อยนักที่จะมีใครยึดอาชีพเขียนหนังสือเพื่อเลี้ยงชีพ ผู้รจนาตำรามักทำเพื่อสร้างชื่อเสียง เพื่อสืบทอดความรู้ เพื่ออุดมการณ์ หรือเพียงเพื่อความรื่นเริงส่วนตัวเท่านั้น
คนตระกูลเลี่ยวเหล่านั้นคงจะระลึกถึงพระคุณของแม่นางสามสี จึงได้มอบค่าพู่กันนี้ให้
ที่บอกว่าซื้อต้นฉบับ แท้จริงแล้วจำนวนเงินกลับเท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าปราบปีศาจที่แม่นางสามสีรับมาคราวก่อนพอดิบพอดี ซึ่งก็คือเงินอีกครึ่งที่เหลือนั่นเอง
ซ่งโหยวคาดการณ์เรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงใช้พลังวิญญาณวสันตวิษุวัตหลอมเป็นยาลูกกลอนหนึ่งเม็ด ฝากให้แม่นางสามสีนำไปให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขานำไปละลายน้ำดื่ม ช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตและไอหยางที่ถูกเจ้าคางคกทองคำดูดกลืนไป นับเป็นการชดเชยค่าต้นฉบับที่พวกเขามอบให้แม่นางสามสีอย่างเท่าเทียมกัน มิได้ติดค้างต่อกัน
“เหตุใดแม่นางสามสีถึงไม่ยอมให้ข้าติดตามไปด้วยเล่า” นักพรตแหงนหน้ามองนาง “เหตุใดถึงไม่อยากให้ข้าเห็นว่าแม่นางสามสีเขียนสิ่งใดลงไปนักหนา”
“อือ…”
เด็กหญิงตัวน้อยทำหูทวนลม นางเบือนหน้าหนีไปมองผีเสื้อตัวจ้อยที่บินว่อนอยู่ท่ามกลางกอพริก
ท่าทางเคร่งขรึมนั้น ช่างเหมือนกับแมวที่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงคนพูดด้วยไม่มีผิดเพี้ยน
“ทว่าในเมื่อแม่นางสามสีพิมพ์หนังสือออกมาแล้ว หากหนังสือขายดีจนแพร่หลายไปทั่ว ต่อให้วันหน้าข้าจะไม่ได้มาที่หยางตูอีก ข้าก็น่าจะหาซื้อหนังสือของแม่นางสามสีได้ที่เมืองอี้ตูอยู่ดี”
“เจ้าห้ามซื้อนะ!”
“อย่างไรเสียข้าก็ต้องได้อ่านอยู่ดี”
“เจ้าห้ามอ่าน”
“หรือว่าเป็นเพราะแม่นางสามสีเขียนเรื่องของข้าไว้ในหนังสือมากมาย ถึงได้กลัวข้าเห็นนักหนา”
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยพลันเกิดความระแวดระวังขึ้นมาทันที
คนผู้นี้ช่างร้ายกาจนัก!
“เดาถูกล่ะสิ”
“…”
เด็กหญิงยังคงจ้องมองเขาด้วยความระแวดระวังไม่เลิกรา
“ดูท่าจะใช่จริงๆ”
“…”
เด็กหญิงตัวน้อยกวาดสายตามองไปรอบๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะเก็บเงินกลับเข้าย่าม พึมพำกับตนเองว่าเงินนี่พอใช้ไปได้อีกนาน แล้วก็บอกว่าจะเอาไปเก็บไว้ในถุงย่าม จากนั้นนางก็เมินนักพรตหนุ่ม เดินสะพายย่ามมุ่งหน้าไปยังห้องนอนโดยไม่เหลียวหลังหันกลับมาเลย
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาค่อยๆ ห่างออกไป
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางยกยิ้มบาง เอ่ยตอบโดยมิได้หันกลับไปมองว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม่นางสามสีก็เตรียมเก็บข้าวของเถิด พวกเราจะออกเดินทางกันในวันพรุ่งนี้”
น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบเป็นปกติเช่นทุกวัน
“รู้แล้วน่า…”
เสียงตอบรับแว่วมาจากที่ไกลๆ เบื้องหลัง
ซ่งโหยวนั่งพักต่ออีกครู่หนึ่งจึงลุกขึ้น กลับเข้าไปช่วยแม่นางสามสีเก็บสัมภาระ
ข้าวของส่วนตัวของเขานั้นมีไม่มากนัก ด้วยความที่คุ้นชินกับการรอนแรมในยุทธภพ การจัดเก็บจึงเป็นไปด้วยความชำนาญและรวดเร็ว ทว่าจวนบรรพบุรุษของเยี่ยซินหรงและข้าวของเดิมในบ้านนั้น เขาต้องจัดแจงให้สะอาดสะอ้านและเรียบร้อย โดยเก็บรักษาไว้ด้วยวิธีที่ถนอมของได้ดีที่สุด
แม่นางสามสียังปลีกตัวไปเก็บผลมะเขือขื่นจนหมด ล้างสะอาดและเช็ดจนแห้ง บรรจุลงในหม้อใบเล็กที่นางมักพกติดตัวเป็นประจำ
พริกกำลังออกดอก ซ่งโหยวปล่อยมันไว้เช่นนั้น
เถามะเขือเปรี้ยวเขาก็ไม่ได้ถอนทิ้ง
เยี่ยซินหรงน่าจะกลับมาภายในปีนี้ เมื่อเขากลับมา อาจจะได้เห็นมะเขือเปรี้ยวและพริกในลานบ้าน พืชทั้งสองชนิดนี้ยังไม่แพร่หลายมาถึงเขตหยางโจว อีกทั้งพืชในลานนี้ยังได้รับหยาดน้ำค้างจากวิชาพฤกษาไม้ของเจ้านกนางแอ่นบ่อยครั้ง จึงมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งและดูดซับปราณวิญญาณไว้เต็มเปี่ยม ถือเสียว่าเป็นของขวัญขอบคุณที่ซ่งโหยวทิ้งไว้ให้เขา
อย่างไรก็ตาม หญ้าแส้วัวและหญ้าหางแมวล้วนถูกถอนทำความสะอาดจนหมดสิ้น เพื่อมิให้พวกมันเติบโตกลายเป็นวัชพืชรบกวนไปทั่ว
เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนเตรียมตัวพร้อมแล้ว
ซ่งโหยวยืนพิงไม้พลองอยู่ที่หน้าประตู เบื้องหลังมีม้าขนแดงแบกถุงย่ามพองโต บนนั้นแขวนไว้ด้วยย่ามของแม่นางสามสี คันเบ็ดปลาโคมไฟ และงอบสาน ดูพะรุงพะรังไปบ้างทว่าน้ำหนักกลับมิได้มากมายนัก
ถัดไปคือแมวสามสีที่หันหน้าไปทางประตูแต่คอพับกลับไปมองเบื้องหลัง ส่วนนกนางแอ่นเกาะอยู่บนยอดชายคากันฝนของประตูรั้ว
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวเอ่ยปาก พลางยันไม้พลองเดินออกไป
ม้าขนแดงและแมวสามสีต่างเดินตามหลังเขา ตัวหนึ่งก้าวพ้นประตูใหญ่ด้วยอาการนิ่งสงบ อีกตัวหนึ่งกระโดดข้ามธรณีประตูพลางเหลียวหลังมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เอี๊ยด
ประตูรั้วปิดลงแล้ว
ซ่งโหยวลงกลอนอย่างแน่นหนา ชูถือกุญแจขึ้น เจ้านกนางแอ่นก็บินโฉบลงมาคาบกุญแจบินกลับเข้าไปในลานบ้าน
จากนั้นมีเสียงลากม้านั่งหินดังมาจากข้างใน
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นบินตามออกมาในเวลาอันรวดเร็ว
ยามนี้เวลาไม่เช้าไม่สาย แสงแดดสาดส่องลงมาในแนวเฉย พาดผ่านหลังคากระเบื้องเบื้องหน้า ทิ้งเงาเฉียงไว้บนผนังสีขาว นวลหมอกหนาจากเมื่อคืนทำให้แผ่นหินเขียวดูชุ่มชื้นและมีสีเข้มขึ้นเล็กน้อย
ตรอกนี้เงียบเชียบ ทว่าเมื่อก้าวพ้นตรอกออกไป ก็เข้าสู่ถนนใหญ่ของนครหยางตูที่แสนจะคึกคักในทันที
ซ่งโหยวจูงม้าเดินลัดเลาะไปตามริมแม่น้ำ
เขาเดินผ่านถนนหินเขียวอ กล่าวคำอำลากับเถ้าแก่โรงน้ำชาที่คุ้นเคย เพื่อนบ้านที่รู้จักมักคุ้น และคนตระกูลหลี่ตระกูลเลี่ยวที่บังเอิญพบเจอระหว่างทาง เดินผ่านสะพานหินแกะสลัก และเหยียบย่างลงบนอิฐเทพจี๋เล่อ
นักพรตหนุ่มหยุดฝีเท้าบนสะพาน ทอดสายตามองเรือนับร้อยที่สัญจรไปมาในลำน้ำ กระแสน้ำสีครามไหลริน กิ่งหลิวพริ้วไหว คุณชายในชุดขาวสะบัดพัดชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำอยู่บนหัวเรือ ด้านหลังมีแม่นางดีดผีผารูปโฉมงดงามบรรเลงท่วงทำนองอ่อนช้อย มิพักต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น เพียงภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้ก็นับว่างดงามอย่างที่สุด
ช่างเป็นยุคที่สงบสุขและรุ่งเรืองยิ่งนัก
เหล่านักตกปลาใต้สะพานต่างก็รู้จักซ่งโหยวมานมนาน เมื่อเห็นเขาจูงม้า แบกสัมภาระพะรุงพะรัง แถมยังเสียบคันเบ็ดที่แม่นางตัวน้อยใช้เป็นประจำ ดูท่าทางเตรียมจะจากไปไกล จึงอดไม่ได้ที่จะชะเง้อคอมอง หวังจะกล่าวคำอำลากับแม่นางน้อยที่เคยทำให้พวกเขารู้สึกอับอายในฝีมือ แต่กลับไม่พบเห็นเด็กหญิงคนนั้นเลย
ในขณะที่ทุกคนกำลังฉงนสงสัย เงาร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็กระโดดวับขึ้นไปบนราวสะพานหิน ชะเง้อคอมองเขม็งมาที่พวกเขา
ขนฟูฟ่องสามสีและรูปลักษณ์งดงามนั่น
ช่างเหมือนกับชุดสามสีชุดนั้นไม่มีผิดเพี้ยน
นักพรตหนุ่มยืนอยู่ตรงหัวสะพาน ประสานมือคารวะลา
เจ้าแมวเองก็ยกอุ้งเท้าขึ้นกวักเบาๆ
สายลมโชยเอื่อยพัดพากิ่งเหมยและหลิวไหวเอน เป็นฤดูกาลแห่งการพรากจากในเดือนสี่
เจ้าแมวหมุนกายกระโดดลงไป
นักพรตเริ่มก้าวเดินต่อ
เดินลงจากเชิงสะพาน มุ่งหน้าออกไปนอกเมืองอย่างช้าๆ
ศาลเจ้าโจวเหลยกงก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ควันธูปลอยฟุ้งประหนึ่งหมู่เมฆ
ในช่วงเวลานี้ เหล่าเทพสายฟ้าคงจะยุ่งมิน้อย ทว่ามิได้เหนื่อยเปล่า ยิ่งทำเรื่องราวมาก ควันธูปบูชาก็ยิ่งหนาตา ยิ่งทำงานได้ดีเพียงใด ศรัทธาก็ยิ่งแรงกล้าเพียงนั้น
เรียกได้ว่ากิจการรุ่งเรือง
โจวเหลยกงควรจะขอบคุณเขาจริงๆ
ซ่งโหยวคิดเช่นนั้น ทว่าฝีเท้ายังคงก้าวเดินต่อไป สายตายังคงกวาดมองสิ่งรอบตัวไม่หยุดหย่อน
ด้านซ้าย ขุนนางพุงพลุ้ยนั่งอยู่ในเกี้ยว มือหนึ่งถือถาด มือหนึ่งหยิบขนมกินอย่างระมัดระวัง ด้านขวา กรรกรรับจ้างแบกหามเปลือยท่อนบนจนเห็นซี่โครง แบกกระสอบหนักจนเหงื่อโซมกาย แผ่นหลังไม่รู้ว่าถูกแดดเผาหรือถูกกระสอบเสียดสีจนเนื้อตัวแดงดำเป็นแผลพุพอง
มีทั้งคุณชายน้อยในชุดหรูหราวิ่งเล่นร่าเริงบนท้องถนน และมีทั้งเด็กน้อยเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งขดตัวเงียบเชียบอยู่ตามมุมตึก
นักพรตหนุ่มก้าวเดินผ่านใจกลางถนนเหล่านั้นอย่างเชื่องช้า
ช่างเป็นยุคที่สงบสุขและรุ่งเรืองจริงๆ
………………..