Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 472 ความเป็นไปของใต้หล้า

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 472 ความเป็นไปของใต้หล้า
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 472 ความเป็นไปของใต้หล้า

………………..

“เหตุใดสหายบำเพ็ญถึงฝ่าฝนมาเยือนเล่า”

“วันนี้พอดีมีผู้ศรัทธาท่านหนึ่งเชิญให้ผู้น้อยไปดูเรื่องแปลกประหลาดในบ้านในตัวเมือง ผู้ศรัทธาท่านนั้นร้อนใจนัก ผู้น้อยก็มิอาจรั้งรอได้ จึงได้ฝ่าฝนเข้าเมืองมา” เหวินผิงจื่อเอ่ย “พอนึกได้ว่าอยู่ไม่ไกลจากจวนของท่าน และนับจากครั้งก่อนที่อำลากันก็ล่วงเลยมาพักใหญ่แล้ว จึงถือวิสาสะมาเยี่ยมเยียนโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า”

“ผู้บำเพ็ญมรรควิถี ควรเป็นไปตามธรรมชาติและเรียบง่ายเช่นนี้เอง สหายบำเพ็ญมิเห็นต้องเกรงใจ” ซ่งโหยวรินน้ำชา “ข้างนอกอากาศหนาวนัก เชิญท่านดื่มชาร้อนสักถ้วยเพื่อขับไล่ไอเย็นเถิด”

“ขอบพระคุณ”

เหวินผิงจื่อประคองถ้วยชาด้วยสองมือแล้วจิบทีละนิด

น้ำชามีสีแดงสว่างใส พรั่งพรูไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อไม้ที่เข้มข้น

“ชาดี! ช่างเป็นชาที่ดีจริงๆ!”

“ชาหลงถวนถวายบรรณาการเป็นของที่สหายเก่าท่านหนึ่งได้รับพระราชทานจากองค์จักรพรรดิยามข้ายังอยู่ที่ฉางจิง แล้วเขาก็มอบให้พวกเรามา กล่าวกันว่ายิ่งบ่มไว้นานยิ่งหอมหวล ทิ้งไว้สักสามห้าปีจะดีที่สุด ข้าไม่ค่อยได้หยิบมาดื่มนัก บัดนี้เหลืออยู่ครึ่งก้อน คาดว่ารสชาติน่าจะถึงจุดที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว” ซ่งโหยวยกถ้วยชาขึ้นมาจรดปลายจมูก สูดดมกลิ่นหอมก่อนจะละเลียดรสชาติ

ชาที่เขาต้มเองมิได้ใส่เครื่องเทศมากมาย แม้ว่าชาหลงถวนนี้หากใส่บ๊วยแห้งลงไปบ้างก็นับว่าไม่เลว ทว่าเขาก็ใส่น้อยยิ่งนัก เพื่อรักษาความหอมของชาไว้ให้มากที่สุด

ครั้งแรกที่นำชาหลงถวนนี้ออกมาต้ม เขาก็รู้ว่าเป็นชาชั้นเลิศ ทว่ายามนั้นกลิ่นหอมยังมีความฉุนเล็กน้อย เมื่อลิ้มรสอย่างละเอียดก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอับของห้องเก็บชา ซึ่งเกิดจากเชื้อราและฝุ่นผงที่คนทั่วไปยากจะแยกออก บัดนี้กลิ่นแปลกปลอมเหล่านั้นล้วนจางหายไปตามกาลเวลาและสายลมระหว่างการเดินทาง กลิ่นหอมจึงใสกระจ่างขึ้น เป็นกลิ่นไม้ที่ทั้งซับซ้อนและบริสุทธิ์ นับว่ายกระดับขึ้นไปอีกขั้นจริงๆ

“สหายบำเพ็ญต้มชาได้ยอดเยี่ยมเช่นกัน”

เหวินผิงจื่อลิ้มรสอีกสองคำ พลางกุมถ้วยชาไว้ในมือ สัมผัสถึงความอุ่นที่ส่งผ่านผนังถ้วยมาสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายที่เพิ่งผ่านพายุฝนมา ทว่าเขากลับเอ่ยด้วยความกังวลว่า

“นับตั้งแต่เริ่มปีนี้มา สิ่งไร้ชีวิตใต้หล้าต่างกลายเป็นพรายผุดพ้นดินปรากฏสู่โลก ปีศาจร้ายอุบัติขึ้นถี่นัก เพียงแค่ที่ผู้น้อยรู้เห็นและเคยไปขับไล่มาก็มีหลายแห่งแล้ว นี่มิใช่ลางสังหรณ์ที่ดีเลย”

“นั่นสินะ”

ซ่งโหยววางถ้วยชาลงเช่นกัน

เมื่อรู้ว่าเหวินผิงจื่อฝ่าฝนมาหา เขาก็เดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงมาเพื่อสนทนาเรื่องเหล่านี้

“สหายบำเพ็ญคิดว่า…” เหวินผิงจื่อจ้องมองซ่งโหยว

“หากพินิจดูตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ใต้หล้าล้วนมีช่วงรุ่งเรืองและตกต่ำสลับกันไปไม่สิ้นสุด ทุกคราที่บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข ปีศาจร้ายย่อมเก็บเนื้อเก็บตัว ทว่าหากกลียุคใกล้จะมาถึง ปีศาจร้ายก็จะพากันผุดขึ้นมาถี่นัก ทุกไม่กี่ร้อยปีล้วนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ มิเคยเปลี่ยนแปร ดูเหมือนพวกมันจะรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของใต้หล้าได้ดีกว่ามนุษย์เราเสียอีก” ซ่งโหยวพยักหน้า “นี่มิใช่ลางดีจริงๆ”

“เป็นเช่นนั้นจริงด้วย…”

เหวินผิงจื่อเองก็คงคาดเดาไว้บ้างแล้ว ทว่าเมื่อได้รับการยืนยันจากซ่งโหยว ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง พลางพึมพำกับตนเอง “แต่ยามนี้…คือยุคที่รุ่งเรืองที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนมิใช่หรือ…”

“นั่นน่ะสิ”

“ยามนี้ วิญญาณพยาบาทเริ่มมากขึ้น หากกลียุคมาถึงจริง ศพเกลื่อนกลาดเต็มพสุธา มิใช่ว่าจะมีภูตผีอยู่ทุกหย่อมหญ้าหรอกหรือ” เหวินผิงจื่อเอ่ยด้วยความห่วงใย

“อีกไม่กี่วันข้าก็จะออกเดินทางจากหยางตู เพื่อหาทางแก้ไขเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” ซ่งโหยวมีสีหน้าเรียบเฉย เขาชะงักไปครู่หนึ่ง “ทว่าก่อนหน้านั้น หากมีปีศาจอาละวาดหรือผีร้ายทำร้ายคน คงต้องรบกวนผู้บำเพ็ญเพียรเช่นท่านและสหายบำเพ็ญท่านอื่นๆ ให้ตรากตรำลำบาก ช่วยกันค้ำจุนบ้านเมืองและกวาดล้างสิ่งอัปมงคล”

“นั่นเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว!”

“การให้ปลา สู้สอนวิธีตกปลาไม่ได้ สหายบำเพ็ญมีความสามารถสูง ทว่าการตรากตรำเดินทางไปทั่วเช่นนี้ ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย วิชาอัญเชิญเทพเจ้านั้นเรียนรู้ได้มิยาก หากท่านสามารถถ่ายทอดสืบต่อไปให้กว้างขวางได้ ย่อมเป็นการดียิ่ง”

“หากกลียุคมาถึงจริง ผู้น้อยมีหรือจะตระหนี่วิชาไว้เพียงผู้เดียว”

“จริยวัตรของท่าน ข้านับถือนัก!”

“ท่านซ่งมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง พลังปาฏิหาริย์ไร้ขอบเขต พอจะมีวิธีหยุดยั้งมิให้กลียุคนี้มาถึงหรือไม่” เหวินผิงจื่อถาม

ซ่งโหยวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ทำได้เพียงประวิงเวลา ทำได้เพียงพยายามให้ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทว่านี่คือกระแสธารใหญ่ของใต้หล้า ยากนักที่จะหยุดยั้งได้”

“แม้แต่ท่าน…ก็ทำไม่ได้หรือ”

“ทำไม่ได้”

เหวินผิงจื่อเงียบไป สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิด

เขาจิบชาอีกสองสามคำ ลอบมองไปรอบๆ โดยสัญชาตญาณ ทว่าเห็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งยองๆ คอยเติมฟืนใส่เตาต้มน้ำ และนกนางแอ่นที่หดตัวอยู่ใต้ชายคา เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า

“สหายบำเพ็ญได้ยินข่าวหรือไม่ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้แต่งตั้งรัชทายาทแล้ว”

“โอ้” ซ่งโหยวหันไปมองเขา

ในที่สุดก็แต่งตั้งรัชทายาทแล้วสินะ…

ดูเหมือนฮ่องเต้เฒ่าผู้นั้นคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว

“เพิ่งจะเป็นเรื่องเมื่อต้นเดือนนี้เอง ราวสิบกว่าวันก่อน สองวันก่อนมีผู้ศรัทธาท่านหนึ่งเดินทางมาจากฉางจิงมาไหว้พระที่อารามเทียนซิง ผู้น้อยจึงเพิ่งได้ยินมา อีกไม่กี่วันข่าวคงจะแพร่มาถึงที่นี่”

“ใช่พระโอรสสายตรงหรือไม่”

“ท่านรู้ได้อย่างไร”

“ข้าเดาน่ะ”

“เป็นองค์ชายรองหลินซื่อ” เหวินผิงจื่อหรี่ตาพลางกล่าว “ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ฉางจิง ผู้น้อยเคยได้พบพระองค์อยู่บ้าง เป็นโอรสสายตรง มีความชอบธรรม ทั้งยังสุภาพอ่อนโยน เหล่าขุนนางและตระกูลใหญ่ในราชสำนักต่างก็หวังให้ฝ่าบาทสถาปนาพระองค์เป็นรัชทายาท เช่นนี้แล้วจะนำไปสู่ความวุ่นวายของใต้หล้าได้อย่างไร”

“ข้าจากฉางจิงมานาน ย่อมไม่อาจทราบได้”

ซ่งโหยวใช้ปลายนิ้วคลึงถ้วยชา แววตาเหม่อลอยไปชั่วขณะ

แม้เขาจะไม่มีวิชาดั่งนักพรตเทียนซ่วน ทว่าในความเหม่อลอยนั้น คล้ายกับเขาจะได้เห็นเหตุการณ์ในภายภาคหน้าลางๆ

หากมิใช่รัชทายาทสิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควร ก็คงเป็นเพราะฮ่องเต้เฒ่าผู้นี้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาช้าเกินไป

“เฮ้อ…เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านแล้ว”

“รบกวนท่านเช่นกัน”

นักพรตทั้งสองต่างทำความเคารพซึ่งกันและกัน

เด็กหญิงตัวน้อยยังคงนั่งยองๆ ตั้งอกตั้งใจสุมไฟต้มน้ำต่อไป…

ฝนห่าใหญ่ตกต่อเนื่องกันถึงสามวันเต็มถึงได้หยุดลง

เป็นเวลาสามวันพอดี

ภายนอกอารามฝนตกหนักจนไม่มีผู้ใดผ่านมาได้ ยิ่งกว่านั้นยังได้ยินว่าถนนหนทางข้างนอกถูกตัดขาด แม่น้ำหยางเจียงเอ่อล้นรุนแรงจนกลายเป็นน้ำหลากเชี่ยวกราก ตลอดสามวันนี้ นอกจากตอนที่กระหายน้ำแล้วเดินไปรองน้ำฝนใต้ชายคามาดื่ม ฮั่วเอ้อร์หนิวก็ไม่ได้กินสิ่งใดและไม่อาจกินสิ่งใดได้ ทั้งยังไม่มีใครให้พูดคุยด้วย ทำได้เพียงฟังเสียงฝนในแต่ละวัน

เสียงฝนอื้ออึง ทว่ากลับมีเพียงเสียงฝนเท่านั้น

ไร้ซึ่งสุ้มเสียงอื่นใดแทรกแซง

นับตั้งแต่เกิดมา ดูเหมือนโลกของเขาจะไม่เคยเงียบเหงาเนิ่นนานเพียงนี้มาก่อน

ไม่มีใครพูดกับเขา และเขาก็เปล่งเสียงไม่ออก จะพูดกับตนเองยังทำไม่ได้ แรกเริ่มเขายังพอจะขยับกายทำเสียงโครมครามเพื่อคลายความเบื่อหน่าย ทว่าต่อมาความหิวโหยทำให้สิ้นเรี่ยวแรง ทำได้เพียงขดตัวอยู่ตามมุม เข้าสู่ช่วงเวลาที่เงียบงันที่สุดในชีวิต

ทว่าในความเงียบงันหลายวันนี้ ฮั่วเอ้อร์หนิวกลับมักจะใช้ความคิด คิดถึงเรื่องสัพเพเหระและเรื่องราวที่เขาไม่เคยฉุกคิดมาก่อนในอดีต

สิ่งที่โลดแล่นอยู่ในห้วงความคิดของเขา คือภาพของตัวเขาเองในหลากหลายมุมมอง

ตัวเขาที่เป็น ‘ฮั่วเอ้อร์หนิว’ ผู้รับเงินเพื่อขจัดปัดเป่าภัยให้ผู้อื่น

ฮั่วเอ้อร์หนิวผู้ยอมไปนอนเฝ้าหลุมศพเพียงเพื่อแลกกับเงินหนึ่งร้อยเหวิน

ฮั่วเอ้อร์หนิวผู้ที่ถูกคนรอบข้างรุมล้อเลียนว่าโง่เขลา

ฮั่วเอ้อร์หนิวผู้ที่กำลังอดมื้อกินมื้อขดตัวอยู่ในบ้านเฉกเช่นตอนนี้

ฮั่วเอ้อร์หนิวเกือบจะหนาวตายในยามเหมันตฤดู

ฮั่วเอ้อร์หนิวผู้หน้ามืดตามัวเพราะฤทธิ์สุราและความฮึกเหิมตามนิทาน จนยอมขโมยของวิเศษจากเทพเซียนวิ่งหนีออกจากเมืองไปด้วยความตื่นเต้น

ฮั่วเอ้อร์หนิวผู้ได้รับความปราณีจากขุนนางในอำเภอ

ฮั่วเอ้อร์หนิวผู้ได้รับความเอ็นดูจากชาวบ้าน ทั้งจัดเลี้ยงอาหารและคะยั้นคะยอให้ดื่มสุรา

และฮั่วเอ้อร์หนิวผู้เงียบงันและหิวโหยในยามนี้…

ยิ่งร่างกายอ่อนแรงลง จิตใจกลับยิ่งโลดแล่น

เขาหลับใหลไปท่ามกลางความสะลึมสะลือ

ในฝันก็ยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย

ดูเหมือนฮั่วเอ้อร์หนิวจะค่อยๆ กระจ่างใจถึงเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมตัวเขาถึงยังคงกระวนกระวายใจ แม้จะได้ทั้งของวิเศษ ได้ทั้งชื่อเสียงและทรัพย์สินมาครอบครอง ทว่าเขากลับอธิบายมันออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

เพราะเขาเป็นคนพูดไม่เก่ง อีกทั้งเหตุผลนี้ก็ไม่ได้มาจากตำราหรือถ้อยคำของผู้อื่น แต่มันคือแสงสว่างที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติในชั่วขณะหนึ่ง เป็นความเข้าใจที่ตกผลึกขึ้นมาด้วยตัวเขาเอง มีเพียงผู้ที่เก่งกาจด้านวาทศิลป์และการสรุปความเท่านั้น จึงจะสามารถเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดเพื่อสื่อสารแก่ผู้อื่นได้

ทว่าฮั่วเอ้อร์หนิวไม่มีความสามารถนั้น

และเขาก็ไม่มีกะจิตกะใจที่จะมาขบคิดเรื่องเหล่านี้ด้วย

ในเมื่อตอนนี้เขาเป็นใบ้ ต้องกลายเป็นใบ้ไปตั้งหนึ่งเดือน ต่อให้จะพูดออกมาก็พูดไม่ได้ อีกทั้งยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดคือความหิวโหยในท้อง ยามตื่นจากฝัน สามวันผ่านไปแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเติมเต็มท้องให้อิ่ม

หมั่นโถวที่ฮั่วเอ้อร์หนิวพกมาบูดเสียแล้ว ทว่าเขาก็ยังกัดฟันกลืนมันลงท้อง ไม่ผิดคาด หมั่นโถวบูดไม่อาจทำอะไรกระเพาะเหล็กของเขาได้ หลังจากพักหายใจอยู่ครู่หนึ่งจนพอมีเรี่ยวแรง เขาจึงเดินออกจากอารามร้างที่เกือบจะพังทลายลงเพราะพายุฝน พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ

โลกหลังฝนช่างสะอาดตานัก ไม่รู้ว่าเป็นมวลเมฆหรือม่านหมอกที่ลอยนิ่งอยู่บนหุบเขาและเหนือลำน้ำหยางเจียงเบื้องล่าง ช่วยเติมเต็มความสดชื่นให้แก่โลกใบนี้อีกครั้ง

พื้นดินถูกน้ำจนอ่อนนุ่ม ทว่ากลับไร้รอยเท้า

ฮั่วเอ้อร์หนิวก้าวเดินไปข้างหน้า ทุกย่างก้าวล้วนจมลึกลงไปในโคลนตม

เส้นทางบนเขาด้านหน้าขาดสะบั้นลงจริงดังคาด

ภูเขาที่ถล่มลงมาทำลายเส้นทาง ทั้งต้นไม้ที่หักโค่นยังลงมาปิดตายหนทาง

ฮั่วเอ้อร์หนิวใช้ความพยายามอย่างมหาศาลกว่าจะลงไปถึงตีนเขา เขาตั้งใจจะบอกกล่าวกับชาวบ้านว่าผีร้ายบนเขานั้นถูกเขาจัดการจนสิ้นซากแล้ว ทว่าเขากลับพูดจาไม่ได้

เคราะห์ดีที่ชาวบ้านเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามเขาเสียก่อน

“ผีร้ายถูกกำจัดแล้วหรือ”

ฮั่วเอ้อร์หนิวทำได้เพียงพยักหน้าถี่ๆ

เสียงของผู้คนที่แว่วเข้าหู ทำให้เขารู้สึกตื้นตันใจอย่างประหลาด

“ดีเหลือเกิน!”

“ในที่สุดก็กำจัดมันได้สักที!”

“พวกเราจะได้อยู่อย่างสงบสุขเสียที!”

“แต่จอมยุทธ์ฮั่วต้องอยู่บนเขาตั้งหลายวัน ผีร้ายนั่นคงรับมือยากน่าดู ขอบคุณจริงๆ ที่เหน็ดเหนื่อย…”

“จอมยุทธ์ฮั่ว ไยท่านถึงไม่พูดจาเล่า”

“เอ๊ะ”

ฮั่วเอ้อร์หนิวไม่อาจโต้ตอบพวกเขาได้ แม้กระทั่งรอยยิ้มที่ควรจะแสดงออกมาพร้อมกับคนอื่นเขาก็ทำไม่ได้

เมื่อไม่ต้องเสียพลังงานไปกับการพูดจา พลังงานเหล่านั้นจึงถูกเปลี่ยนทิศทาง ทำให้เขาสังเกตเห็นความยินดีและความซาบซึ้งของชาวบ้านได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

สิ่งนี้ทำให้คนที่อดข้าวมาสามวันอย่างเขา รู้สึกเบิกบานใจไม่น้อย

และก็เป็นไปตามคาด เขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้านอีกครั้ง ทั้งเครื่องดื่มร้อน อาหารเลิศรส กับข้าวกับปลามากมาย ทั้งยังต้มน้ำร้อนให้เขาอาบชำระกาย ส่วนเงินรางวัลที่เคยตกลงกันไว้ก็มอบให้เขาครบถ้วนไม่มีขาดตกบกพร่อง

เพียงแต่ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ถามเขาว่าทำไมจู่ๆ ถึงพูดจาไม่ได้ ซึ่งแต่ละคนก็คาดเดากันไปต่างๆ นานา เขาทำได้เพียงนิ่งเฉยเพราะไม่อาจตอบโต้หรือรู้ว่าจะตอบอย่างไร นอกจากนี้ยังมีคนสังเกตเห็นว่าไม้ไผ่วิเศษนั้นหายไป จึงพากันสอบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นและตั้งข้อสงสัยไม่หยุดหย่อน เขายังคงไร้คำตอบและไม่มีหน้าจะตอบ

จนกระทั่งเดินออกไปจากหมู่บ้าน ในมือกลับว่างเปล่า ไร้ซึ่งไม้พลองก็ไร้ซึ่งวิชาปราบผี ใจของเขาจึงบังเกิดความโหวงเหวงอย่างประหลาด

เขาแหงนหน้ามองขึ้นไปบนภูเขาแล้วนิ่งเงียบอยู่นาน

ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ เขาจึงหมุนตัวกลับเข้าหมู่บ้าน ทำไม้ทำมือยืมจอบและขวานจากชาวบ้าน แล้วจึงมุ่งหน้ากลับขึ้นไปบนเขาอีกครั้ง

ถนนก็ต้องซ่อม

ซ่อมก็ซ่อม มันจะเหนื่อยสักแค่ไหนเชียว

ช่วงหลายวันมานี้ข้าหาเงินมาได้ตั้งเยอะ ทั้งเงินทอง สุราอาหาร และชื่อเสียง ซึ่งต่อให้ซ่อมถนนสิบสายก็หามาได้ไม่เท่านี้ ซ่อมอีกสักสายถือว่าเป็นการลงแรงทำความดีสักครั้งก็แล้วกัน

ฮั่วเอ้อร์หนิวมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ ซ่อมถนนแค่สายเดียวจะไปหมดแรงได้อย่างไร

การซ่อมถนนจะยากกว่าการปราบผีได้อย่างไร

‘ข้ามาแล้ว…’

ชายชาวยุทธ์ผู้อิ่มหนำสำราญเดินขึ้นเขาไป ในหัวพลางพึมพำกับตัวเองเพื่อหาความบันเทิงใจ ไม่เอ่ยปากกับผู้ใด มุ่งมั่นก้มหน้าก้มตาเคลียร์สิ่งกีดขวาง ขุดตักหินผา และซ่อมแซมหนทางให้กลับมาดีดังเดิม

ชาวบ้านตีนเขาต่างมองด้วยความประหลาดใจ ต่างพากันตั้งข้อสังเกตและคาดเดากันไปต่างๆ นานาไม่หยุดหย่อน

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 472 ความเป็นไปของใต้หล้า"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย