Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 471 เหวินผิงจื่อมาเยือนอีกครา

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 471 เหวินผิงจื่อมาเยือนอีกครา
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 471 เหวินผิงจื่อมาเยือนอีกครา

………………..

ฮั่วเอ้อร์หนิวก้มหน้าลงแต่ลอบเหลือบตาขึ้นมองด้วยความกระวนกระวาย เขาแอบชำเลืองมองเทพเซียนตรงหน้า ทว่ากลับเห็นว่าท่านเซียนดูจะยังไม่มีเจตนาลงทัณฑ์ในทันที ตรงข้ามกลับถามเขาด้วยรอยยิ้มว่า

“ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ ท่านใช้ชีวิตอย่างสำราญดีหรือไม่”

ช่างผิดกับเหตุการณ์ในความฝันหลายครั้งก่อนหน้านี้นัก

ในฝันเหล่านั้น ต่อให้เทพเซียนจะมีเมตตาเพียงใด หลังจากทวงไม้เท้าคืนแล้ว ก็ต้องดุด่าว่ากล่าวให้เขาเข็ดหลามไม่กล้าทำเช่นนี้อีก ส่วนพวกที่อารมณ์ร้ายหน่อยก็ถึงขั้นสาปให้เขาเป็นสุกรเป็นสุนัข ที่น่ากลัวที่สุดคือเมื่อคืนก่อน เทพเซียนองค์นั้นเพียงสะบัดแส้จามรีทีเดียว ก็ฟาดจนดวงวิญญาณเขาแตกซ่าน ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกเลย

ฮั่วเอ้อร์หนิวรู้สึกไม่เข้าใจนัก แต่ก็ตอบไปตามจริง “ผู้น้อยช่วงหลายวันมานี้ได้อาศัยของวิเศษของท่านเซียน ออกไปปราบปรามปีศาจผีสางตามที่ต่างๆ บรรดาชาวบ้านร้านตลาดและท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายต่างก็ต้อนรับผู้น้อยเป็นอย่างดีราวกับเป็นแขกผู้มีเกียรติ…”

“ในเมื่อท่านได้ทั้งของล้ำค่า ได้ทั้งชื่อเสียง ทั้งยังได้ผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำ เรียกได้ว่าได้ทุกสิ่งที่เคยปรารถนาแล้ว เหตุใดในใจจึงยังไม่เป็นสุขเล่า”

“ผู้น้อย…ผู้น้อยเองก็มิทราบได้ขอรับ”

“เช่นนั้นก็ช่างเถิด!”

นักพรตหนุ่มเลิกซักไซ้ในทันที เขาเพียงลูบไล้ไม้เท้าไม้ไผ่เบาๆ พลางเอ่ยว่า “ช่วงเวลาที่ผ่านมาท่านกำจัดปีศาจไปมิน้อย ก็นับว่าได้กระทำความดีอยู่บ้าง ทว่าการลักไม้เท้าไปจากข้าย่อมถือเป็นความผิด ไม้เท้านี้ข้าได้มาเมื่อหลายปีก่อนยามพเนจรผ่านอันชิง ประจวบเหมาะได้พบกับสหายร่วมสำนักท่านหนึ่ง เขาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่ง ก่อนจากมาข้าจึงขอไม้เท้านี้มาเป็นที่ระลึก มันติดตามข้าข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสนไกล ย่อมมีความผูกพันลึกซึ้ง ช่วงที่ท่านลักมันไปนั้น ยามข้าออกไปซื้อกับข้าวหรือไปเที่ยวชมวสันตฤดูนอกเมือง มักจะรู้สึกโหวเหวงในใจอยู่เสมอ”

นักพรตหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขา

“ท่านว่า…ข้าควรทำเช่นไรดี”

“ท่านเซียนจะลงทัณฑ์อย่างไร ผู้น้อยก็น้อมรับขอรับ!”

“ท่านอยากให้รับโทษอย่างไรเล่า จะให้ข้าเป็นผู้ลงทัณฑ์ หรือท่านจะไปรับโทษที่ศาลว่าการเอง”

“…”

ลูกตาของฮั่วเอ้อร์หนิวที่ก้มต่ำอยู่นั้นพลันกลอกไปมา แววตาสั่นไหวพลางครุ่นคิดคำนวณในใจ

หลายวันมานี้เขาได้รู้จักมักคุ้นกับเจ้าเมืองหลายอำเภอแถบหยางตู ต่อให้ยามนี้เขาไม่มีไม้เท้าแล้ว แต่ความดีความชอบที่เขาช่วยกำจัดปีศาจให้ท้องที่นั้นล้วนเป็นเรื่องจริง หากเขาไปมอบตัวที่ที่ว่าการเหล่านั้น เจ้าเมืองย่อมต้องทำเป็นพิธี ลงโทษเพียงเล็กน้อยพอเป็นสังเขป อย่างมากก็แค่โบยไม่กี่ทีพอให้คันๆ

ต่อให้ไม่เกรงใจกัน การลักขโมยไม้เท้าเพียงกิ่งเดียว จะมีโทษหนักหนาเพียงใดเชียว

ฮั่วเอ้อร์หนิวหนังหนาเนื้อแน่น ไม่กลัวเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว

“ผู้น้อย…”

ฮั่วเอ้อร์หนิวอ้าปากเตรียมจะรับคำท้า

ทว่าคำพูดเพิ่งจะถึงลำคอก็ต้องกลืนกลับลงไป

การไปรับโทษที่อำเภอนั้นย่อมดีแน่ ต่อให้ถูกโบยจนก้นแตกยับเยินก็ยังดีกว่าถูกสาปเป็นสุกรเป็นสุนัข ทว่าหากทำเช่นนั้น มิเสียหน้าแย่หรือ และนับจากนี้ไป ชื่อเสียงของจอมยุทธ์ปราบปีศาจฮั่วเอ้อร์หนิวจะยังหลงเหลืออยู่ในโลกนี้อีกหรือ

“ขอท่านเซียนโปรดลงทัณฑ์เถิดขอรับ”

ใครว่าคนบ้าพลังจะคำนวณผลได้ผลเสียไม่เป็น

เพียงแต่เมื่อคำนวณแล้ว เขามักจะไม่เลือกทำตามนั้นก็เท่านั้นเอง

“นี่ท่านเป็นคนพูดเองนะ”

“ขอรับ! ผู้น้อยเป็นคนพูดเอง! ต่อให้ท่านเซียนจะสาปผู้น้อยเป็นสุกรเป็นสุนัข หรือฟาดให้วิญญาณแตกซ่าน ผู้น้อยก็ยอมน้อมรับ!” ฮั่วเอ้อร์หนิวกัดฟันเอ่ย

“ข้าหาใช่เทพเซียน เป็นเพียงนักพรตสันโดษในป่าเขา และข้าก็ไม่มีวิชาอาคมสาปคนให้เป็นสุกรเป็นสุนัขหรอก หากเพียงเพราะท่านมีจิตคิดโลภชั่ววูบจนลักไม้เท้าไปกิ่งหนึ่ง แล้วข้าต้องฟาดท่านให้วิญญาณดับสูญ เช่นนั้นข้าก็คงไม่ต่างจากพวกปีศาจผีสางเหล่านั้นแล้ว” นักพรตกล่าวเรียบๆ “ทว่าในเมื่อท่านบังอาจลักของถึงมือข้า ทั้งยังไม่ยอมไปรับโทษที่ที่ว่าการ เช่นนั้นข้าก็จำต้องลงทัณฑ์ท่านเอง”

“ขอรับ…ขอรับ…”

“เช่นนั้นข้าขอสั่งสอนท่าน…ห้ามท่านกินข้าวปลาอาหารเป็นเวลาสามวัน ให้ดื่มได้เพียงน้ำเท่านั้น หากฝืนกินสิ่งใดเข้าไปย่อมต้องอาเจียนออกมาจนสิ้น ห้ามท่านพูดจาเป็นเวลาหนึ่งเดือน ต่อให้จะอ้าปากก็ไร้ซึ่งสุ้มเสียง และห้ามท่านดื่มสุราเป็นเวลาหนึ่งปี หากดื่มลงไปย่อมต้องปวดมวนในท้องราวกับถูกมีดกรีด…ท่านเห็นว่าเป็นอย่างไร”

“นี่…”

ฮั่วเอ้อร์หนิวถึงกับอึ้งไปอีกครา

นี่นับเป็นโทษทัณฑ์ประเภทใดกัน

จอมยุทธ์พเนจรผู้เบาปัญญา มีเพียงพละกำลังอย่างเขา จะใช้ชีวิตสุขสบายได้สักเท่าใดเชียว

ยามปกติหากมีคนจ้างงาน ย่อมได้อิ่มหนำด้วยเหล้ายาปลาปิ้ง หากไร้คนจ้าง ก็ต้องไปแบกหามอยู่ริมน้ำ กินข้าวต้มหรือแป้งนึ่งประทังชีวิตไปวันๆ หากช่วงไหนงานหายาก งานแบกหามก็ไม่มี คนอื่นอาจจะไปรบกวนสหายร่วมอุดมการณ์เพื่อขอข้าวปลาอาหารประทังชีวิตกันไป แต่ฮั่วเอ้อร์หนิวเป็นคนรักศักดิ์ศรีมักจะทำใจขอใครไม่ได้ ดังนั้นการต้องทนหิวโหยติดต่อกันสองสามวันจึงเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา

การไม่ได้พูดจาสักหนึ่งเดือนอาจจะอึดอัดอยู่บ้าง เพราะเดิมทีเขาเป็นคนเสียงดังฟังชัดและชอบคุยโวโอ้อวด

ทว่าหากมิใช่การบังคับให้เขาต้องปิดปากเงียบด้วยตนเอง แต่เป็นการอ้าปากแล้วไม่มีเสียงออกมา เช่นนั้นก็ยังพอทนได้

ทว่าการไม่ได้ดื่มสุราหนึ่งปีนี่สิที่ทรมานที่สุด

สำหรับคนอาภัพในยุทธภพ ความสุขอย่างเดียวที่มีก็คือรสสุรา

“…”

ฮั่วเอ้อร์หนิวอ้าปากตั้งท่าจะวอนขอให้ท่านเซียนเปลี่ยนบทลงโทษ หรือลดระยะเวลาลงบ้าง ทว่าพอนึกได้ว่าวันนั้นที่ตนทำผิดไปก็เพราะฤทธิ์สุรา เขาจึงกลืนคำพูดนั้นกลับลงไป

“ขอบพระคุณท่านเซียนที่เมตตา!”

นักพรตหนุ่มยิ้มน้อยๆ ก่อนจะกล่าวต่อ “นี่เป็นเพียงการสั่งสอนจากข้า และเป็นโทษเพียงข้อหาที่ท่านลักไม้เท้าไป ทำให้ข้าไม่มีไม้เท้าใช้เท่านั้น”

“…”

ฮั่วเอ้อร์หนิวชะงักไป อ้าปากจะถามต่อ ทว่ากลับพบว่าตนเองเปล่งเสียงไม่ออกเสียแล้ว

“เมื่อท่านรับทัณฑ์นี้ครบถ้วนแล้ว ข้าก็จะไม่เอาความเรื่องลักไม้เท้าอีก และจะไม่มีผู้อื่นมาเอาความกับท่านด้วย ทว่าความผิดย่อมคือความผิด หากในใจท่านยังรู้สึกไม่สงบ หรืออยากจะลบล้างความผิดบาปในใจ ข้าพอจะมีอุบายแนะนำให้ท่านได้บ้าง”

“…”

ฮั่วเอ้อร์หนิวยังคงอ้าปากพยายามจะพูด แต่กลับกลายเป็นใบ้ไปเสียแล้ว

เมื่อไร้สุ้มเสียง เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าหงึกหงักติดต่อกัน

“เรื่องของหัวใจนั้น ความผิดมักชดเชยได้ด้วยการทำดี” นักพรตหนุ่มเอ่ยคล้ายจะปลอบโยน “คืนนี้ฝนตกหนักโหมกระหน่ำ พัดพาเอาแมกไม้นานาพันธุ์บนเขาพังทลายลงมาขวางกั้นเส้นทางสัญจร ทั้งถนนหนทางยังถูกดินโคลนถล่มทับจนเสียหาย หากท่านมีใจอยากไถ่โทษ ก็จงไปซ่อมแซมถนนหนทางเหล่านั้นเสียเถิด”

“…”

“แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องของท่าน จะทำหรือไม่ หรือจะทำอย่างตั้งใจเพียงใด ล้วนขึ้นอยู่กับใจของท่านเอง”

“…”

“ไม้เท้าข้าคงต้องนำกลับไปแล้ว หนทางข้างหน้ายังเหลืออีกหมื่นแสนลี้ ข้ายังต้องพึ่งพามันอยู่”

“…”

นักพรตหนุ่มหยิบไม้เท้าขึ้นมาพลางส่งยิ้มบางให้เขา

ทันใดนั้นเอง ภายในอารามก็มืดสนิทลง

มืดมิดเสียจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตนเอง

เปรี้ยง!

เสียงกัมปนาทกึกก้องจนแสบแก้วหู

ฮั่วเอ้อร์หนิวพลันตระหนักได้ว่า เสียงสรรพสิ่งภายนอกอารามล้วนกลับมาดังเป็นปกติแล้ว ทั้งเสียงลม เสียงฝน เสียงดินโคลนถล่มและไม้หักโค่น ล้วนแว่วเข้าหูทุกหยาดหยด มีเพียงเสียงกองฟืนปะทุเท่านั้นที่หายไป

แสงสายฟ้าฟาดพาดผ่านผืนฟ้าภายนอก แสงแปลบปลาบช่วยเผยให้เห็นบรรยากาศในอาราม

อารามยังคงเป็นอารามหลังเดิม รูปสลักเทพเจ้าปรักหักพัง ชุดคลุมกันลมสีซีดสกปรก แมงมุมชักใยอยู่ที่มุมผนัง ลมพัดพาพิรุณสาดซัดจนใยแมงมุมสั่นไหวไม่หยุด

ทว่าใจกลางอารามมิเคยมีการก่อไฟ

ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของกองขี้เถ้า

ส่วนตัวเขานอนตะแคงอยู่ใต้แท่นบูชา ขดตัวเป็นก้อนกลม เพิ่งจะถูกเสียงฟ้าร้องปลุกจนสะดุ้งตื่นและยันกายลุกขึ้นมา

ฝันไปอีกแล้วหรือ

ฮั่วเอ้อร์หนิวใจหายวาบ รีบเอื้อมมือควานหาไม้เท้าไม้ไผ่สีหยกกิ่งนั้นข้างกาย ทว่าหาเท่าใดก็หาไม่พบอีกแล้ว

“…”

เขาอ้าปากจะพูด ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา

ครืน…ครืน…

เสียงฟ้าร้องจากสายฟ้าเมื่อครู่เพิ่งจะตามมาถึงอย่างเชื่องช้า

ฮั่วเอ้อร์หนิวสะดุ้งโหยง เสียงฟ้าร้องคล้ายจะดังก้องลงไปถึงขั้วหัวใจ และในวินาทีนั้นเองที่เขาเริ่มค่อยๆ ตื่นรู้ขึ้นมาอย่างสมบูรณ์

ณ จวนในนครหยางตู สายฝนยังคงโปรยปราย

นักพรตหนุ่มผลักบานหน้าต่างเปิดออก เขานั่งอยู่บนเตียง จ้องมองมหาพิรุณภายนอกอย่างเงียบเชียบ สัมผัสถึงความชื้นแฉะที่พัดมากระทบใบหน้า

แมวสามสีนอนหมอบอยู่ข้างกาย ส่วนเจ้านกนางแอ่นเกาะอยู่บนขอบหน้าต่าง ต่างจดจ้องออกไปข้างนอกตาไม่กะพริบเช่นกัน

ห่าฝนตกลงกระทบพื้นจนบังเกิดม่านละอองน้ำ อากาศเย็นชื้นแผ่ซ่าน แม้แต่ผ้าห่มบนเตียงก็พลอยชื้นและเย็นเยียบ ยามสัมผัสถูกผิวหนังกลับให้ความรู้สึกสบายอย่างประหลาด แม้จะเย็นสดชื่นเพียงใด ทว่าฝนและสภาพอากาศภายนอกกลับเริ่มมีกลิ่นอายของคิมหันตฤดูแฝงอยู่แล้ว

“เข้าสู่ฤดูร้อนแล้วสินะ…”

ซ่งโหยวพึมพำเสียงเบา

เมื่อได้ยินเสียงเขา เจ้าแมวพลันหันขวับมามองเขาด้วยสายตาสงสัย

ทว่าหางตาของนางกลับไปสะดุดเข้ากับบางอย่างที่ข้างฝา

ที่ตรงนั้นมีไม้เท้าไม้ไผ่สีหยกตั้งพิงอยู่

“เอ๊ะ!”

แมวสามสีไม่อาจละสายตาได้อีก นางถามด้วยความประหลาดใจว่า “ไม้เท้าของเจ้ากลับมาได้อย่างไร”

“ไปเอาคืนมาน่ะ”

“เมื่อไหร่กัน”

“เมื่อคืนนี้”

“ตอนที่แม่นางสามสีกำลังอ่านเขียนอยู่หรือ”

“ไม่ใช่”

“ตอนที่แม่นางสามสีกำลังฝึกวิชาอาคมหรือ”

“ตอนที่แม่นางสามสีกำลังหลับอยู่น่ะ”

“เหตุใดเจ้าถึงไม่เรียกแม่นางสามสี”

“เพราะข้าเองก็ไม่ได้ออกไปไหนเหมือนกัน”

“ฟังไม่รู้เรื่องเลย~”

“บันทึกการเดินทางของแม่นางสามสีปรับแก้เสร็จหรือยังเล่า” ซ่งโหยวยื่นมือไปลูบหลังนาง ยามแรกสัมผัสขนของนางนั้นเย็นเยียบ ทว่าเมื่อกดมือลงไปจึงสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวแมว “เมื่อปรับแก้เสร็จแล้วจะได้นำไปที่จวนตระกูลเลี่ยว ให้พวกเขาช่วยพิมพ์เป็นเล่มให้แม่นางสามสี”

“ใกล้จะเสร็จแล้ว”

“แม่นางสามสีเขียนเสร็จเมื่อไหร่ พวกเราก็ควรจะออกเดินทางกันได้แล้ว”

“เช่นนั้นแม่นางสามสีควรจะรีบทำ หรือค่อยๆ ทำดีเล่า”

“ปล่อยให้เป็นเรื่องของวาสนาเถิด”

“ฟังไม่รู้เรื่องเลยสักนิด~”

“มีแขกมาเยือนที่หน้าประตูแล้ว”

เมี๊ยว

ยามนี้เสียงฝนภายนอกหนาหูอึกทึก ม่านน้ำพร่ามัวบดบังกลิ่นอายจนสิ้น แม้แต่นางเองก็ยังไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีใครมา

ทว่าเมื่อตั้งใจฟัง ในเสียงฝนที่ตกกระทบพื้น กลับมีเสียงบางอย่างแทรกเข้ามาจริงๆ

คล้ายเสียงหยาดฝนกระทบลงบนผืนร่ม

“เจ้ารู้ได้อย่างไร”

“ข้าเดาน่ะ”

“เดาอย่างไร”

“พูดยากน่ะ”

“เจ้านี่ไม่ฉลาดเลย!”

เจ้าแมวหันขวับกลับไป จ้องมองออกไปนอกลานบ้านอย่างจดจ่อ

เสียงหนักทึบนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก…

เสียงเคาะประตูดังขึ้น

มิต้องรอให้นักพรตขยับกาย เจ้าแมวสามสีพลันกระโจนพรวดลงจากเตียง ทิ้งไว้เพียงน้ำเสียงใสเล็กที่เปี่ยมด้วยพลัง “แม่นางสามสีจะไปเปิดประตูเอง!”

เมื่อก้าวเข้าสู่ลานบ้าน นางก็กลายเป็นเด็กหญิงในชุดสามสีสวมงอบสานไปเสียแล้ว

ครืด…

นางดึงบานประตูไม้เปิดออก

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมอง

ผู้ที่ยืนอยู่ข้างนอกคือนักพรตชราท่านหนึ่ง ถือร่มกระดาษน้ำมันสีเหลืองหม่นเก่าๆ ตัวกระดาษหนาและแข็งยามเม็ดฝนตกกระทบเป็นระลอก

“แม่นางสามสี ข้าขอคารวะ”

“เหวินผิงจื่อ แม่นางสามสีขอคารวะ”

“ขออภัยที่มาเยี่ยมเยียนโดยมิได้นัดหมาย…”

“เข้ามาข้างในเร็วเข้า ข้างนอกฝนตกหนัก!”

“ขอบใจยิ่ง…”

เด็กหญิงตัวน้อยแม้จะตัวไม่สูงนัก ทว่ากลับมีท่าทางราวกับเป็นเจ้าบ้านที่ช่ำชอง นางเชิญเหวินผิงจื่อเข้าบ้าน จัดแจงปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย แล้วจึงนำทางเหวินผิงจื่อเดินตัดผ่านลานบ้านตรงไปยังห้องโถง

นักพรตหนุ่มยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว

“เหวินผิงจื่อมาหา!”

แม่นางสามสีตะโกนบอกนักพรตของตน ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อตักน้ำมาล้างเท้า

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 471 เหวินผิงจื่อมาเยือนอีกครา"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย