ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 470 ไยจึงขโมยไม้เท้าข้า
บทที่ 470 ไยจึงขโมยไม้เท้าข้า
………………..
ยามราตรีในอารามร้างกลางหมู่บ้านขุนเขา ประจวบเหมาะกับวสันตพิรุณเริ่มโปรยปราย
ช่วงนี้แถบนี้ไม่สงบสุขนัก ด้วยมีผีร้ายออกอาละวาด มันรบกวนทั้งเส้นทางสัญจรบนภูเขาและเส้นทางน้ำในแม่น้ำหยางเจียงที่อยู่เบื้องล่าง
เส้นทางบนเขายังนับว่าพอทำใจ เพราะเดิมทีก็ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรยามค่ำคืนอยู่แล้ว เมื่อมีข่าวผีหลอกผู้คนยิ่งบางตา อย่างมากก็เพียงพ่อค้าต่างถิ่นที่ไม่รู้ความจนเดินทางล่าช้า หรือพวกที่หวังจะเร่งรุดไปพักแรมที่ย่านร้านค้าสิบลี้นอกเมืองหยางตู ครั้นเดินทางผ่านที่นี่จึงถูกมันปองร้าย ทว่าก็ใช่จะสำเร็จทุกคราไป ย่อมต้องอาศัยโชคช่วยด้วยส่วนหนึ่ง
ทว่าทางน้ำนั้นกลับมีเรือสินค้าสัญจรยามราตรีอยู่เป็นนิจ
หากเส้นทางบกและทางน้ำล้วนไร้เหยื่อให้ล่า มันก็จะเลือกหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด แอบไปด้อมๆ มองๆ ตามหน้าต่างบ้านเรือน จนชาวบ้านต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อ
ได้ยินมาว่ายอดฝีมือปราบปีศาจท่านอื่นก่อนจะลงมือกำจัดผีร้าย มักจะสอบถามถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของพวกมันให้ชัดเจนเสียก่อน แม้แต่เจ้าของเดิมของของวิเศษในมือเขาที่พำนักอยู่ในเมืองหยางตูยามนี้ก็ทำเช่นนั้น ฮั่วเอ้อร์หนิวจึงทำตามอย่างเขาบ้าง ก่อนจะมาที่นี่เขาจึงได้สอบถามที่มาที่ไปของผีร้ายตนนี้มาแล้วรอบหนึ่ง
ชาวบ้านละแวกนั้นต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ยามถึงวันจิงเจ๋อ พวกเขามักได้ยินเสียงผีคร่ำครวญเป็นครั้งแรกที่ใต้เชิงเขา
ราวกับเสียงฟ้าร้องแห่งวสันตฤดูได้ปลุกให้มันตื่นจากการหลับใหล
ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด สวรรค์กลับละเว้นไม่พรากชีวิตมันไป เมื่อมันรอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้ก็นิ่งสงบอยู่เพียงไม่กี่วัน ก่อนจะเริ่มออกอาละวาดก่อกวนผู้คน
เจ้าสิ่งนี้ดุร้ายอำมหิตยิ่งนัก
ทั้งทางที่ว่าการเมือง ชาวบ้านผู้มั่งคั่งใต้เชิงเขา หรือแม้แต่ขุนนางที่เกษียณกลับบ้านเกิด ต่างก็เคยเชิญยอดฝีมือปราบผีมาแล้วหลายท่าน ทว่ากลับไม่มีผู้ใดจัดการมันได้ ต่อให้เป็นผู้ที่มีวิชาความรู้จริง ก็ทำได้เพียงรักษาชีวิตตนเองให้รอดกลับไปเท่านั้น
ฮั่วเอ้อร์หนิวไม่ค่อยได้พบเจอผีที่ดุร้ายเพียงนี้ ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะกระวนกระวาย ทว่าข้าวก็กินไปแล้ว สุราก็ดื่มไปแล้ว คำสรรเสริญของผู้อื่นเขาก็รับไว้แล้ว ทั้งยังคุยโวโอ้อวดออกไปเสียใหญ่โต แม้จะยังไม่ได้ตกลงราคาค่างวดกันให้แน่ชัด แต่คนอย่างเขาย่อมไม่มีทางขี้ขลาดถดถอยหนีไปกลางคัน ดังนั้นจึงรวบรวมความกล้าเดินทางมาที่นี่
และยามนี้ เรื่องราวทุกอย่างก็จบสิ้นลงแล้ว
เจ้าผีร้ายนั่น รูปร่างหน้าตาช่างดุดันนัก ทั้งยังใจกล้าไม่เบา เมื่อเห็นว่าเขาเป็นบุรุษร่างกำยำเลือดลมร้อนแรงกลับไม่เกรงกลัว ตรงข้ามกลับพุ่งเข้าใส่ ทว่าเพียงใช้ไม้เท้าไผ่ฟาดลงไปทีเดียว ร่างของมันก็ล้มลงส่งเสียงดังสนั่น
ฟาดทีแรกล้มลงร้องครวญคราง ฟาดทีที่สองวิญญาณก็แตกซ่านหายไป
ไม่ต่างจากพวกปีศาจผีสางที่เขาเคยเจอมาก่อนหน้านี้เลยสักนิด
ฮั่วเอ้อร์หนิวนึกอยากจะตั้งชื่อให้มันเสียจริง
เรียกว่า ‘เจ้าสองที’ ก็น่าจะดี
นั่นเพราะนับตั้งแต่วันที่เขาได้ไม้เท้าไผ่มา ไม่ว่าปีศาจหรือผีสางตนใดที่เขาพานพบ ล้วนทานทนอยู่ใต้ไม้เท้าของเขาได้เพียงสองทีเท่านั้น
ไม่ว่าอ่อนแอหรือแข็งแกร่ง ทีแรกต้องล้มลงทว่ายังไม่ตาย
และทีที่สองย่อมต้องมอดม้วยอย่างแน่นอน
บัดนี้ผีร้ายดับสูญ ของวิเศษก็อยู่ข้างกาย ฮั่วเอ้อร์หนิวนั่งหลบฝนอยู่เพียงลำพังในอารามร้างกลางป่าเขา ตามหลักแล้วความกล้าของเขาควรจะทวีคูณยิ่งขึ้น ทว่าเขากลับรู้สึกกระวนกระวายใจมากกว่าเดิม
สิ่งที่ทำให้เขากังวลใจย่อมไม่ใช่ป่าร้างหรืออารามเปลี่ยวในยามวิกาล อย่าว่าแต่นามนี้เลย แม้เป็นเมื่อก่อนยามที่ยังไม่มีของวิเศษคุ้มกาย ฮั่วเอ้อร์หนิวก็เคยนอนค้างแรมตามป่าช้าหรือบ้านร้างผีสิงมาแล้วโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาว้าวุ่นใจในยามนี้ กลับเป็นของวิเศษที่เขาขโมยมานั่นเอง
ไม้เท้านี้ยิ่งมีฤทธิ์มากเท่าใด เขาก็ยิ่งไม่เป็นสุขเท่านั้น
เขาบอกว่ามันเป็นเพียงไม้ไผ่ที่ใช้ยันกายเดิน ซึ่งก็คือไม้เท้าธรรมดากิ่งหนึ่ง ไม้เท้ากิ่งหนึ่งยังร้ายกาจถึงเพียงนี้ แล้วเทพเซียนผู้นั้นจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ขนาดไหนกันเล่า
ตัวเขาที่ขโมยมันมาเช่นนี้ จะครอบครองไว้ได้นานสักเพียงใด
ฮั่วเอ้อร์หนิวข่มตานอนไม่หลับติดกันมาหลายคืน ในฝันมักจะเห็นเทพเซียนมาทวงไม้เท้าคืนอยู่เสมอ
ทว่าหากคิดในทางที่แย่ที่สุด ต่อให้เรื่องราวเป็นเหมือนดังในนิทานที่เทพเซียนไม่ถือสา และยกไม้เท้านี้ให้เขาไปแล้วจริงๆ แต่เขาจะรักษาครอบครองมันไว้ได้ตลอดชีวิตเชียวหรือ
ที่เขาสามารถปราบผีปราบปีศาจได้ ที่เขามีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาในหมู่บ้านแถบนี้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ล้วนเป็นเพราะไม้เท้ากิ่งนี้ทั้งสิ้น ทว่าขนาดอยู่ในมือเขาคนอย่างเขามันยังร้ายกาจถึงเพียงนี้ หากเปลี่ยนไปอยู่ในมือผู้อื่น เล่าว่าผีร้ายเหล่านั้นจะไม่ม้วยไปเหมือนกันหรือ? หากคนอื่นรู้เข้าว่าความเก่งกาจของเขามาจากไม้เท้าเพียงอย่างเดียว พวกเขาจะไม่คิดช่วงชิงไปหรอกหรือ
ในช่วงวันแรกๆ เขายังไม่ทันได้ฉุกคิด มัวแต่ดีใจและเพลิดเพลินกับชีวิตที่อิสระเสรี ทว่าเรื่องเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนซื่อทื่อเบาปัญญาเพียงใด สุดท้ายย่อมต้องบังเกิดความกังวลใจเป็นธรรมดา
ครืน…
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นขึ้นเหนือฟากฟ้า
ฮั่วเอ้อร์หนิวถึงกับสะดุ้งโหยง
เขารีบหันไปมองข้างนอกอารามร้าง เห็นเพียงแสงสายฟ้าที่แลบวูบวาบ จากนั้นก็หันกลับมามองรูปเคารพเทพเจ้าปรักหักพังด้านหลังด้วยความระแวง เกรงว่าจะมีนักพรตมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง
โชคดีที่ยังไม่มีใคร
ฮั่วเอ้อร์หนิวพบว่าตนเองกลายเป็นคนขี้ขลาดไปเสียแล้ว
ความขี้ขลาดนี้มีต้นตอมาจากความละอายใจ
มาจากความกระวนกระวายและไม่เป็นสุข
มาจากอกุศลจิตที่บังเกิดขึ่นเพียงชั่ววูบในใจ
ดังนั้นแม้จะมีเทพศาสตราอยู่ในมือ แม้เขาจะกำจัดสิ่งอัปมงคลไปได้มากมาย จนดูเหมือนว่าเก่งกาจขึ้นและเป็นที่นับถือของชาวบ้าน ทว่าเขากลับไม่อาจลบเลือนความรู้สึกนี้ได้ ตรงข้ามเขากลับยิ่งกลายเป็นคนขลาดเขลามากขึ้นทุกที
“ช่วงหลายวันมานี้ข้ากำจัดปีศาจไปไม่น้อย ก็นับว่าเป็นการขจัดภัยให้ราษฎร ทำความดีความชอบมาบ้างล่ะนะ”
ฮั่วเอ้อร์หนิวได้แต่กำไม้เท้าในมือแน่นขึ้น พลางพึมพำกับตนเองเพื่อเป็นการปลอบประโลมใจ คล้ายกับว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้เขารู้สึกมั่นคงขึ้นมาได้บ้าง
“ช่วงนี้ก็นับว่าข้าได้สร้างชื่อเสียงจนโด่งดังแล้ว ต่อให้ต้องตายในชาตินี้ ก็ถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว”
ในที่สุดเขาก็คล้ายจะโน้มน้าวใจตนเองได้สำเร็จ ความกังวลจึงทุเลาลงเล็กน้อย
“เปรี้ยง!”
เสียงอัสนีบาตดังขึ้นอีกครา
หยาดฝนภายนอกโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่แสงสายฟ้าสาดจ้าไปทั่วหล้า หยาดน้ำฝนก็ดูราวมกับม่านไข่มุกที่ทิ้งตัวลงมาอย่างหนาตา อารามร้างท่ามกลางพายุฝนเช่นนี้ ช่างน่าเกรงขรึมนักจนกลัวว่ามันจะพังทลายลงมาในทันที
ดูเหมือนว่าวสันตฤดูจะกำลังเบ่งบานเต็มที่ แม้ในช่วงวันสองวันนี้อากาศจะแปรปรวนจนอุณหภูมิลดต่ำลงบ้าง ทว่าฮั่วเอ้อร์หนิวรู้ดีว่า หลังจากฝนห่าใหญ่ผ่านพ้นไป และท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกไม่กี่วัน ก็คงจะเข้าสู่คิมหันตฤดูแล้ว
ครืน!
โครม…
ภายนอกพลันเกิดเสียงฟ้าร้องอีกระลอก คล้ายกับมันระเบิดดังลั่นอยู่เหนือหลังคาอารามพอดี จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงพังทลายและหักโค่นของบางอย่าง ดูราวกับผืนป่าถูกโคลนและสายฝนทำลายย่อยยับ
ฮั่วเอ้อร์หนิวตกใจจนหน้าถอดสี เขารีบใช้ไม้เท้ายันกายลุกขึ้นยืน หวังจะมองลอดช่องโหว่ของผนังอารามออกไปดูเหตุการณ์ภายนอกด้วยแสงจากสายฟ้า ว่าภูเขาถล่มลงมาหรือไม่ หากดินโคลนถล่มมาทับ ไม้เท้าในมือของเขาที่ใช้ปราบได้เพียงปีศาจแต่ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์ป้องกันดินถล่ม ย่อมไม่อาจช่วยให้เขารอดพ้นจากการถูกฝังทั้งเป็นได้
ทว่าเรื่องประหลาดก็บังเกิดขึ้น
ในยามที่เขาใช้ไม้เท้ายันกายลุกขึ้นนั้น ปลายด้านหนึ่งของไม้เท้าจรดลงบนพื้น อีกด้านชี้ขึ้นสู่ฟ้า ทว่าเมื่อเขาพยายามจะยกมันขึ้นมา กลับพบว่ามันคล้ายกับงอกรากลงไปในผืนดินเสียแล้ว ไม่ว่าจะออกแรงเพียงใดก็ไม่เขยื้อนแม้แต่นิดเดียว
“หืม”
ฮั่วเอ้อร์หนิวกำไม้เท้าแล้วออกแรงดึงอย่างสุดกำลัง
ไม้เท้ากลับปักนิ่งอยู่กับพื้น ไม่ขยับเขยื้อนแม้เพียงกระผีกริ้น
เปรี้ยง!
เสียงอัสนีบาตดังขึ้นอีกครา แสงแปลบปลาบสาดจ้าให้เห็นรูปสลักเทพเจ้าในอารามร้าง
ฮั่วเอ้อร์หนิวพลันตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
ไม้เท้ากิ่งนี้ไม่เพียงแต่ยกไม่ขึ้น ทว่ามันยังตั้งตรงแน่วอยู่บนพื้น ราวกับงอกรากหยั่งลึกลงไปในธรณีอย่างไรอย่างนั้น
“นี่มัน…”
ในยามที่ฮั่วเอ้อร์หนิวกำลังขวัญเสีย พลันบังเกิดสายฟ้าฟาดผ่านหน้าอาราม แสงนั้นส่องกระทบไม้เท้าไม้ไผ่จนดูราวกับหยกเขียวล้ำค่า เห็นอารามปรักหักพังรอบกาย ป่าเขานอกวิหารทอดตัวเป็นพืด และแม่น้ำหยางเจียงที่ไหลพาดผ่าน
ทว่าหลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง เขากลับไม่ได้ยินเสียงกัมปนาทตามมา
ไม่เพียงแต่ไร้เสียงฟ้าร้อง แม้แต่เสียงลมพัดหอบฝน หรือเสียงดินโคลนถล่มไม้หักโค่นภายนอก ก็คล้ายจะถอยห่างจากตัวเขาออกไปอย่างไม่รู้ตัว ภายในอารามพลันกลับกลายเป็นความเงียบสงัดอย่างประหลาด
แต่ก็มิใช่ความเงียบที่สมบูรณ์เสียทีเดียว
ยังมีเสียงแผ่วเบาที่ฟังแล้วชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
มันคือเสียงไม้ฟืนกำลังลุกไหม้
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ราวกับเขามิได้ทันสังเกตเห็นเลยว่า ภายในอารามมีความสว่างไสวจากเปลวไฟโชติช่วงขึ้นมา
แสงไฟนี้ช่างมหัศจรรย์นัก มิทราบว่าก่อขึ้นเมื่อใด ก่อนจะทันสังเกตเห็น เขามิได้สัมผัสถึงมันเลยสักนิด รู้สึกเพียงว่าอารามยังคงมืดมิด ทว่าครั้นเมื่อรู้ตัวอีกที แสงไฟก็อาบไล้ไปทั่วทั้งวิหารแล้ว ทุกสิ่งที่ต้องแสงไฟนั้นกลับดูอบอุ่นสบายตาอย่างยิ่ง
ประหนึ่งว่าเขาถูกย้ายมายังอีกสถานที่หนึ่งในชั่วพริบตาโดยไม่รู้ตัว
ทว่าอารามก็ยังคงเป็นอารามหลังเดิม รูปสลักเทพเจ้าที่ปรักหักพังและชุดคลุมลมที่เปรอะเปื้อนยังคงวางอยู่ที่เดิม แมงมุมในซอกมุมยังคงถักใยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และมิทราบว่าจะทนทานแรงลมพายุได้อีกกี่มากน้อย
“…”
ฮั่วเอ้อร์หนิวเบิกตากว้าง ค่อยๆ หันกายกลับไป
เห็นเพียงกองฟืนที่จุดไฟลุกโชนอยู่เบื้องหลัง ปมไม้แตกตัวส่งเสียงดังเปรี๊ยะเป็นระยะ มีนักพรตหนุ่มผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างกองไฟ เขากำลังเงยหน้ามองมาที่เขาด้วยสายตาเรียบเฉย
ฮั่วเอ้อร์หนิวกำไม้เท้าในมือแน่นขึ้นกว่าเดิม
หากผู้มาเยือนเป็นปีศาจและมีฤทธิ์เดชถึงเพียงนี้ ที่พึ่งเดียวในการรักษาชีวิตของเขาก็คือไม้เท้ากิ่งนี้แล้ว
ทว่าหากมิใช่ปีศาจ เช่นนั้นส่วนใหญ่ก็คงจะเป็น…
เห็นเพียงนักพรตผู้นั้นโบกมือเบาๆ
พรึ่บ!
ไม้เท้าไม้ไผ่พลันสั่นสะท้านสะบัดหลุดจากมือของเขา แล้วพุ่งทะยานเข้าไปอยู่ในมือนักพรตผู้นั้นในชั่วพริบตา
“…”
ฮั่วเอ้อร์หนิวถึงกับยืนบื้อ
ที่เขาสามารถเดาได้ว่าคนผู้นี้คือใคร ก็เพราะฉากเหตุการณ์เช่นนี้เขาได้เฝ้าจินตนาการถึงอยู่หลายครั้งหลายคราในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้าเข้าจริงๆ เขากลับทำตัวไม่ถูก
รอบกายเงียบสงัด มีเพียงเสียงฟืนไฟปะทุ
ได้ยินเพียงนักพรตผู้นั้นเอ่ยปากถามเขาว่า “ไยท่านถึงขโมยไม้เท้าข้าไปเล่า”
“…”
ฮั่วเอ้อร์หนิวยังคงยืนอึ้ง จ้องมองเขาตาค้าง
ในเมื่อช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาเคยคิดถึงยามที่เทพเซียนผู้นี้มาทวงไม้เท้าคืน และอาจจะต้องรับโทษทัณฑ์ ย่อมเคยคิดถึงคำตอบไว้แล้วเช่นกัน
เคยคิดว่าจะทรุดกายลงคุกเข่าอ้อนวอนขอขมา เคยคิดว่าจะพูดความจริงและยอมรับการลงทัณฑ์ทุกประการ หรือแม้แต่เคยคิดจะรวบรวมความกล้า บอกเล่าความจริงว่าภายนอกเมืองยามนี้วุ่นวายเพียงใด และตนที่ถือไม้เท้ากิ่งนี้ไปก็มิเคยกระทำเรื่องชั่วช้า มีแต่ช่วยปราบปีศาจขจัดภัย เพื่อหวังให้ท่านเซียนไม่เอาความ
ทว่ายามนี้ ลำคอกลับตีบตัน ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
“หึ…”
นักพรตส่ายหน้าพลางยิ้มบางๆ เขาถือไม้เท้าไว้ในมือ ลูบคลำสำรวจอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยถามต่อว่า “ช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่านใช้มันกำจัดปีศาจไปเท่าใดแล้ว”
“หกแห่ง…รวมวันนี้ด้วยเป็นเจ็ดแห่งขอรับ”
คำถามนี้ตอบได้ง่ายนัก และเขาก็มิได้หลงลืม
“กำจัดไปแห่งหนึ่ง ผู้น้อยก็ดื่มสุรามื้อหนึ่ง จำได้แม่นยำนัก ยามนี้ปีศาจละแวกนี้แทบจะถูกกำจัดไปจนหมดสิ้นแล้ว”
“ท่านนับว่าเก่งกาจมิเบา” ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา นี่นับว่ามากกว่าจำนวนปีศาจที่เขากำจัดในเมืองเสียอีก เห็นทีต้องเป็นตอนที่เขาและแม่นางสามสีรอนแรมไปทั่วหล้าเท่านั้นถึงจะมีประสิทธิภาพเช่นนี้ “ในเมื่อท่านได้ของล้ำค่ามา เหตุใดจึงไม่เอาไปทำอย่างอื่นเล่า”
“ท…ทำอย่างอื่น สิ่งใดหรือขอรับ”
“ไม่เคยฉุกคิดเลยหรือ หรือท่านคิดว่ามันใช้ได้เพียงปราบปีศาจทุบตีผีร้ายเท่านั้น ต่อให้มันจะใช้ได้ หากนำไปขายให้พวกเศรษฐีผู้ดี ก็คงแลกเป็นเงินทองให้ท่านได้ใช้ไปตลอดชีพแล้ว”
“ม…ไม่เคยคิดขอรับ…”
ซ่งโหยวเงยหน้าสบตากับเขา
ชายผู้นี้ตอบเพียงสั้นๆ ทว่าเขากลับมองเห็นความคิดจากแววตานั้นได้อย่างชัดเจน
“ท่านปราบปีศาจได้เก่งกาจนัก”
“ล…ล้วนเป็นเพราะของวิเศษของท่านเซียนร้ายกาจขอรับ พวกปีศาจผีสางมิได้กลัวผู้น้อยเลย พอพวกมันพุ่งเข้าใส่ ผู้น้อยก็ฟาดไปสองทีพวกมันก็ตายตกตามกันไปหมด”
“ก็นับว่าท่านใจกล้าด้วยส่วนหนึ่ง”
“…”
“ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเหตุใดถึงขโมยไม้เท้าข้าไป”
“ข้า…ผู้น้อย…เมื่อก่อนเคยได้ยินที่โรงน้ำชาเล่าว่า เมื่อก่อนในหยางตูมีคุณชายแซ่ต้วนผู้หนึ่ง เชี่ยวชาญการปราบปีศาจขจัดภัยนัก ทว่าแท้จริงเขาเป็นเพียงนักต้มตุ๋น มีอยู่คราหนึ่ง ระหว่างเดินเท้าเขาได้พบกับเทพเซียนที่กำลังนั่งพักผ่อนรับลม เขาจึงอาศัยจังหวะที่เทพเซียนงีบหลับกลางวันลักเอาอาวุธล้ำค่าของเทพเซียนมา นับแต่นั้นเขาก็สามารถปราบปีศาจจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว” ฮั่วเอ้อร์หนิวกล่าว “เทพเซียนองค์นั้นมีนามว่า ‘เซียนกระบี่วิเศษหลัว’ ขอรับ”
“แล้วอย่างไรต่อเล่า”
ซ่งโหยวมองเขาด้วยสายตานึกสนุก
“หลังจากนั้น…หลังจากนั้นก็เป็นเช่นนั้นขอรับ ไม่เคยได้ยินว่าท่านเซียนหลัวมาตามหาตัวเขา…”
“ที่แท้ท่านก็กำลังทำตามอย่างคนในเรื่องเล่า”
“ผู้น้อย…หน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ…”
“เรื่องเล่าส่วนใหญ่คงเป็นเรื่องเท็จ ข้าไม่เคยได้ยินนามเซียนกระบี่วิเศษหลัวมาก่อนเลย” ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางยิ้ม จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ “ทว่าสิ่งที่ท่านกระทำนั้นเป็นเรื่องจริง”
“วันนั้นผู้น้อยดื่มสุราเข้าไป…”
แท้จริงแล้วฮั่วเอ้อร์หนิวแยกไม่ออกเลยว่ายามนี้คือความจริงหรือความเท็จ เป็นฝันหรือความจริง วันนั้นเขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของซ่งโหยวอย่างชัดเจน ในห้วงฝันช่วงหลายวันที่ผ่านมา นักพรตที่เขาฝันเห็นก็หน้าตาเปลี่ยนไปทุกครั้ง วันนี้ก็เพียงแค่เปลี่ยนไปอีกโฉมหน้าหนึ่งเท่านั้น ทว่าเขาก็ไม่มีเวลามานั่งแยกแยะ อย่างไรเสียก็เป็นความผิดของตน ต่อให้ในฝันก็ควรยอมรับผิดและขอขมา เขาจึงได้แต่ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาด้วย
………………..