ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 465 ท้ายที่สุดนักพรตก็ยังสำคัญกว่า
บทที่ 465 ท้ายที่สุดนักพรตก็ยังสำคัญกว่า
………………..
กลุ่มคนต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ทว่าความเคลื่อนไหวขนานใหญ่ในยามวิกาลเช่นนี้ยังคงดึงดูดความสนใจจากเพื่อนบ้านละแวกนั้น หลายคนแอบแง้มประตูข้าง ลอบมองมาทางนี้อย่างเงียบๆ
เอี๊ยด…
แม่นางสามสีปิดประตูลง นางเดินกลับมาที่ม้านั่งหินพร้อมอ้อมอกพองโตและหนักอึ้ง
บนโต๊ะยังมีชามและตะเกียบวางค้างไว้ แสงตะเกียงไหววับจับจ้องผิวม้านั่งและพื้นที่รอบๆ เป็นวงแคบ
ทว่ายามนี้นางยังไม่มีแก่ใจจะไปจัดการชามเหล่านั้น นางล้วงเอาเงินออกมาจากอ้อมอกทีละกำ วางลงบนโต๊ะจนหมด พลางหันเข้าหาแสงไฟจ้องมองและนับอย่างตั้งใจ
“เงินเยอะเลย!”
“ใช่แล้ว…”
ในกองมีก้อนเงินสิบเหลี่ยงที่สองก้อน และยังมีที่ถูกตัดแบ่งครึ่งอีกสองก้อน ดูท่าแล้วรวมกันก็น่าจะได้เกินหนึ่งก้อนใหญ่ เมื่อนำมารวมกับเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ แล้ว ดูคร่าวๆ แล้วก็น่าจะมีราวสามสิบกว่าเหลี่ยง ส่วนเหรียญทองแดงที่แม่นางสามสีเคยทะนุถนอมประดุจสมบัติล้ำค่านั้น ยามนี้แทบจะถูกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง
และนี่คือผลจากการที่ซ่งโหยวยอมรับไว้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
สมแล้วที่เป็นเมืองหยางตู สมแล้วที่เป็นเขตเมืองตะวันออก
“ทำไมเจ้ารับมาแค่ครึ่งเดียว”
“ตอนนั้นข้าอยากได้เพียงครึ่งเดียวน่ะสิ”
“มันเยอะมากเลยนะ! แม่นางสามสีต้องตกปลามาขายตั้งหลายตัวถึงจะหาเงินได้เยอะขนาดนี้!” เด็กหญิงตัวน้อยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “หากเจ้ารับมาทั้งหมด ก็จะมีเพิ่มขึ้นอีกตั้งเท่านี้แน่ะ…”
“แม่นางสามสีเองก็ไม่ได้คัดค้านมิใช่หรือ”
“อืม…”
เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กหญิงก็ตอบกลับมาโดยไม่ต้องคิดพร้อมกับโคลงศีรษะไปมา “แม่นางสามสีก็เป็นแค่แมวของเจ้านี่นา…”
“แม่นางสามสีเป็นสหายร่วมเดินทางของข้าต่างหาก…”
“แต่แม่นางสามสีเชื่อฟังเจ้า!”
“นั่นเป็นเพราะแม่นางสามสียังเยาว์วัยนัก ประจวบกับข้าเกิดก่อนแม่นางสามสีหลายปี และแม่นางสามสีก็เป็นแมวที่เฉลียวฉลาดรู้จักฟังคำตักเตือน ยามนี้จึงมักจะเชื่อฟังข้าเป็นธรรมดา” ซ่งโยวกล่าวกับเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ซื่อตรง “บางครั้งข้าก็เชื่อฟังแม่นางสามสีมิใช่หรือ”
“จริงด้วย…”
“และแม่นางสามสีไม่สังเกตบ้างหรือ ยิ่งแม่นางเติบโตขึ้น หมั่นศึกษาเล่าเรียน และรู้จักพิจารณาไตร่ตรอง จำนวนครั้งที่ข้าเชื่อฟังคำของแม่นางสามสีก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”
“ก็จริง…”
เด็กหญิงตัวน้อยหวนคิดดูครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
นางถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง บังเกิดความรู้สึกประหลาดที่เอ่อล้นขึ้นมาในใจ
อันที่จริง ยามที่ตนเอ่ยสิ่งใดแล้วนักพรตยอมทำตาม ในใจนางก็มีความรู้สึกภาคภูมิใจอยู่แล้ว ทว่ายามนี้เมื่อนำภาพเหตุการณ์ต่างๆ มาร้อยเรียงเข้าด้วยกันแล้วใคร่ครวญดู โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับแมวสามสีที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในวันแรก ก็รู้สึกว่ามันช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ความน่าอัศจรรย์ใจนั้นอยู่ที่ว่า แมวสามสีตัวน้อยในวันวานกลับเก่งกาจขึ้นมาจริงๆ และกระบวนการไปสู่ความเก่งกาจนั้นล้วนบรรจุอยู่ในสมองของตนในยามนี้ สามารถเรียกออกมาดูซ้ำเมื่อใดก็ได้
แมวสามสีที่เคยไม่รู้ความ ต้องคอยเชื่อฟังและเลียนแบบนักพรตไปเสียทุกอย่าง กลับมีวันที่นักพรตเป็นฝ่ายยอมเชื่อฟังมันบ้างในบางครา แมวตัวหนึ่งถึงกับสามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้เสียแล้ว
ทว่าสิ่งที่วิเศษที่สุดคือการที่นางได้รับคำยืนยันจากปากของนักพรตด้วยตนเอง
ย่อมแตกต่างจากการที่ผู้อื่นเป็นคนกล่าวอย่างแน่นอน
“สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากตัวแม่นางสามสีเองทั้งสิ้น เดิมทีแม่นางก็เฉลียวฉลาดปัญญาเป็นเลิศอยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังขยันเรียนรู้และชอบครุ่นคิด ย่อมเติบโตเร็วเป็นธรรมดา” เสียงเนิบนาบของนักพรตแว่วเข้าหูนางอีกครั้ง “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นาน เรื่องน้อยใหญ่ทั้งหลายก็คงให้แม่นางสามสีเป็นผู้ตัดสินใจได้ทั้งหมดแล้ว”
“!”
เด็กหญิงถึงกับลมหายใจสะดุด
มือข้างที่ปล่อยลงข้างตัวลอบกำหมัดแน่นอย่างเงียบๆ
ดูท่าต้องพยายามให้มากขึ้นไปอีก
“จริงสิ!”
เด็กหญิงตัวน้อยหันขวับกลับมาจ้องมองเขา “แล้วยามท่านหาเงิน เหตุใดจึงไม่เรียกแม่นางสามสีด้วยเล่า ยามนี้แม่นางสามสีเก่งกาจมากแล้วนะ”
“เพราะตอนนั้นแม่นางสามสียังขายปลาอยู่ข้างนอกยังไม่กลับมา อีกทั้งข้าก็ไม่ได้ออกไปปราบปีศาจที่ไหน เพียงแค่ให้ยืมไม้เท้าไผ่และช่วยออกอุบายให้พวกเขาเท่านั้นเอง” ซ่งโยวบุ้ยปากไปทางชามและตะเกียบที่วางอยู่บนม้านั่งหิน “ข้าก็ทำอาหารรออยู่ที่บ้านตลอดมิใช่หรือ”
“แล้วเหตุใดพวกเขาถึงได้เคารพยำเกรงเจ้านัก”
“เมื่อก่อนตอนแม่นางสามสียังเป็นเทพเทพแมว ผู้คนแถบนั้นไม่ได้เคารพยำเกรงแม่นางสามสีมากหรอกหรือ” นักพรตยิ้ม “มันก็คือการใช้ความจริงใจแลกความจริงใจเท่านั้นเอง”
“อืม…”
เด็กหญิงตัวน้อยครุ่นคิดตาม
ทว่าพอนึกไปนึกมา ไม่รู้ว่านึกถึงเรื่องใด สีหน้าของนางก็พลันเคร่งขรึมลง นางหันมาจ้องนักพรตตาเขม็ง “แต่ไม้เท้าของเจ้าถูกคนอื่นขโมยไปแล้วนะ”
“จิตใจมนุษย์นั้นซับซ้อน ความโลภเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ”
“แม่นางสามสีจะไปตามหาให้เจ้าเอง!”
“ไม่ต้องรีบร้อนไป”
“เจ้าไม่เอาคืนแล้วหรือ” เด็กหญิงเบิกตาโตจ้องมองเขา
“ต้องเอาคืนอยู่แล้ว” ซ่งโยวหาได้ร้อนใจไม่ “เพียงแต่ยังไม่ต้องรีบไปเอาคืนในตอนนี้ ขอดูท่าทีไปก่อนเถิด อย่างไรเสียของสิ่งนั้นก็ไม่มีวันสูญหายไปไหนได้หรอก”
“เฮ้อ…”
เด็กหญิงจึงค่อยโล่งอกขึ้นมาได้
แม่นางสามสีนั้นยึดติดกับของเก่า
ชุดสามสีที่ทอขึ้นในอำเภอหนานฮว่าเมื่อแปดปีก่อน แม้ยามนี้จะใช้อาคมแปลงกายได้ และร่างกายก็เติบโตขึ้นแล้ว ทว่าชุดก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิม ก้อนหญ้าปาเหมาที่ถักขึ้นตอนออกจากอันชิง ก็นำมาเล่นจนพังยับเยินถึงได้ยอมทิ้งทั้งยังอาลัยอาวรณ์ มิหนำซ้ำยังขุดหลุมฝังให้อีกด้วย ก้อนผ้าสามสีที่ทำตอนไปเยือนฉางจิง ยามนี้ก็ยังอยู่ในย่ามของนาง ย่ามใบนี้ก็มาจากอันชิง ใช้มาหลายปีแล้ว ยิ่งนานวันนางก็ยิ่งรักมันมากขึ้น
ความระลึกถึงความหลังเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสัญชาตญาณ แต่อีกส่วนหนึ่งก็มาจากนักพรต นางจึงทึกทักเอาเองว่านักพรตก็เป็นคนระลึกถึงความหลังเช่นกัน และคงคิดเหมือนกับนาง
ไม้เท้าที่ใช้มาตั้งหลายปีถูกขโมยไป คงต้องปวดใจมากแน่ๆ
“ข้าไปล้างจานแล้วนะ”
“รบกวนแม่นางสามสีด้วย”
“เจ้าเก็บเงินไว้ให้ดีๆ ล่ะ!”
“แน่นอน”
เด็กหญิงตัวน้อยจึงโอบกองชามเดินมุ่งหน้าไปทางห้องครัว
นักพรตถอนสายตากลับมาพลางเก็บรวบเงินทองเข้าที่
“ฮั่วเอ้อร์หนิว…”
ซ่งโยวพึมพำชื่อนี้เบาๆ
เรื่องราวเช่นนี้เขาก็เพิ่งเคยประสบเป็นครั้งแรก และเพราะไม่เคยพบเจอมาก่อน จึงอดรู้สึกว่ามันน่าสนใจเป็นพิเศษไม่ได้
ในยุคสมัยนี้ ในแวดวงของผู้คนมักมีตำนานแปลกประหลาดมากมาย ซึ่งในทางหนึ่ง มันก็สะท้อนถึงการรับรู้ของมนุษย์ที่มีต่อโลกใบนี้ ต่อเทพเซียน อาคมและเรื่องราวพิสดารทั้งหลายนั่นเอง
หากจะกล่าวถึงเรื่องราวที่ใกล้ตัวซ่งโหยวเข้ามาหน่อย ก็คงเป็นตำนานของตระกูลเจิ้งแห่งอำเภอเจิ้งซีกับดาบสะบั้นวารี บรรพชนตระกูลเจิ้งยึดดาบสะบั้นวารีมาไว้กับตน เพียงแค่ถือดาบหนีไปให้ไกลจากแม่น้ำอิ่นเจียง เทพวารีผู้เกรียงไกรกลับหาตัวเขาไม่พบ และไม่อาจทำอะไรเขาได้เลย
เรื่องเล่านี้ยังพอนับว่ามีเหตุมีผลอยู่บ้าง
ทว่ายังมีเรื่องที่เหลวไหลยิ่งกว่า
มีตำนานในท้องถิ่นหนึ่งเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยมี ‘ผู้เฒ่าสวรรค์’ หรือองค์จักรพรรดิผู้เป็นเจ้าแห่งวิมานสวรรค์ เดิมทีท่านเป็นเพียงมนุษย์เดินดิน แต่เพราะท่านมีคุณธรรมอันโดดเด่นและมีความกล้าหาญยิ่งนัก องค์จักรพรรดิผู้ปกครองเหล่าเซียนในยามนั้นบังเกิดความริษยา จึงส่งเทพบริวารมาทำร้ายหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไร้ผล จนต้องเสด็จลงมาตรวจสอบด้วยพระองค์เอง ทว่ามนุษย์ผู้นั้นกลับหาโอกาสขโมยราชรถมังกรขององค์จักรพรรดิ ควบขับขึ้นสู่สรวงสวรรค์ สั่งปลดเหล่าทวยเทพและคัดเลือกขุนนางสวรรค์ขึ้นใหม่ จนได้กลายเป็นจักรพรรดิแห่งสรวงสวรรค์องค์ใหม่ในที่สุด
เรื่องเล่าจากอำเภอเล็กๆ แพร่สะพัดไปไกลแสนไกล บรรดาชาวนาและผู้ยากไร้จำนวนมากต่างพากันเชื่อสนิทใจ
แน่นอนว่า ตำนานส่วนใหญ่มักขาดตกบกพร่องและไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
ทว่าต่อให้เจ้าฮั่วเอ้อร์หนิวผู้นี้จะได้รับอิทธิพลจากเรื่องเล่าเหล่านี้มากเพียงใด เขาก็ยังคงเป็นคนใจกล้าบ้าบิ่นคนหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด มนุษย์สามัญทั่วไปย่อมไม่อาจกระทำการเช่นนี้ได้
ซ่งโหยวหาได้รีบร้อนไม่ เพียงกลับเข้าห้องนอนหลับพักผ่อนตามปกติ
เช้าตรู่วันถัดมา
ซ่งโหยวยังคงสะลึมสะลืออยู่ในห้วงนิทรา พลันได้ยินเสียงเจ้าแมวมาถามไถ่ว่า วันนี้จะออกไปตามหาไม้เท้าไผ่หรือไม่ เขาทำเพียงตอบกลับไปคำเดียวว่า ‘ไม่ต้องรีบร้อน’ แล้วมุดหัวนอนต่อ
จากนั้นก็มีเสียงดังขึ้นภายในห้อง
ครั้นเขาลืมตาตื่นขึ้นมา แม่นางสามสีก็ต้มข้าวต้มเตรียมไว้ให้เขาเสร็จสรรพแล้ว นางถือคันเบ็ดไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งหิ้วถังไม้ สะพายหมวกโต่วลี่ไว้กับหลัง เตรียมก้าวเดินออกไปข้างนอก
ทว่ายามนี้ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่างเท่านั้น
“แม่นางสามสีจะไปที่ใด”
“แม่นางสามสีจะออกไปตกปลา~”
“แต่ฟ้ายังไม่ทันสางเลยนะ”
“ช่วงเวลานี้ตกปลาง่าย” เด็กหญิงตัวน้อยหยุดชะงักพลางหันมามองเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แม่นางสามสีต้มข้าวต้มไว้ให้เจ้าแล้ว ตื่นแล้วอย่าลืมกินล่ะ”
กล่าวจบก็เตรียมจะก้าวเดินต่อ
“ทว่า…”
“หืม!”
เด็กหญิงตัวน้อยหยุดเดินอีกครั้ง หันมามองเขา “ทว่าอะไร”
“ทว่าเมื่อวานพวกเราเพิ่งจะได้เงินก้อนโตมา” ซ่งโหยวไม่ได้เอ่ยว่า ‘เพิ่งได้เงินมาจึงไม่จำเป็นต้องรีบใช้เงิน’ เพราะเขารู้ดีถึงความยึดมั่นในการหาเงินและตกปลาของเจ้าแมว มิเช่นนั้นแม่นางสามสีคงมิวายจะย้อนกลับมาว่า เงินก้อนนั้นเขจ้าเป็นคนหาใช่ข้าไม่ หรือไม่ก็คงบอกว่าต่อให้เงินมีมากเพียงใดหากเอาแต่กินใช้ก็ย่อมหมดไปสักวัน ซ้ำยังจะอธิบายหลักการเสียยืดยาว เขาจึงเปลี่ยนคำพูดบ้าง “ได้เงินมาแล้ว พวกเราควรจะหาของดีๆ กินกันมิใช่หรือ”
“หาของดีๆ กิน”
“อีกทั้งช่วงนี้อากาศกำลังดี วสันต์กำลังเบ่งบาน ข้ายังอยากจะออกไปท่องชมความงดงามในยามนี้เสียหน่อย…”
“ท่องวสันต์!”
“แม่นางสามสีเห็นเป็นอย่างไร”
“อืม…”
เด็กหญิงตัวน้อยมือหนึ่งหิ้วถัง มือหนึ่งถือคันเบ็ด เอียงคอจ้องมองเขา แววตาสั่นไหว ลังเลใจอยู่นาน ในที่สุดนางก็เดินกลับมา วางถังไม้และคันเบ็ดลง
“ก็ได้”
“นับเป็นเกียรติของข้ายิ่งนักที่แม่นางสามสียอมสละเวลาตกปลามาท่องวสันต์เป็นเพื่อนข้า แต่แม่นางสามสีพลาดไปเรื่องหนึ่งน่ะ” ซ่งโหยวกล่าว “แม่น้ำหยางเจียงไหลจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกผ่านตัวเมือง นอกเมืองตกปลาได้ง่ายกว่าในเมืองอีกนะ”
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยคว้าถังไม้และคันเบ็ดขึ้นมาในทันที นางแหงนหน้าขึ้น สีหน้าเรียบเฉย ไม่ปริปากเอ่ยคำใด ทำเพียงจ้องมองเขาเขม็ง
“ต้องรอให้ข้ากินข้าวเช้าเสร็จก่อนนะ”
“ได้เลย!”
ซ่งโหยวจึงค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างเนิบนาบ
แม่นางสามสียังคงจ้องเขาพร้อมกับหิ้วถังและคันเบ็ดในมือไว้อย่างนั้น
ซ่งโหยวค่อยๆ ล้างหน้าบ้วนปาก
แม่นางสามสีก็ถือสัมภาระเดินตามติด
ซ่งโหยวตักข้าวต้มปอกไข่ กินข้าวแล้วล้างชาม
แม่นางสามสีก็ยังไม่ยอมวางของในมือลง นางเดินตามเขาทุกย่างก้าวประหนึ่งเงาตามตัว
ในที่สุดซ่งโหยวก็กินเสร็จและเดินออกจากบ้านไป
เด็กหญิงตัวน้อยยังคงเดินตามมาอย่างกระชั้นชิด
ม้าขนแดงไร้บังเหียนเดินตามหลัง นกนางแอ่นบินว่อนอยู่บนน่านฟ้า ตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน เพื่อนบ้านละแวกนั้นต่างพากันมองดูพวกเขาด้วยสายตาที่แปลกใจระคนสงสัย
ทว่าซ่งโหยวหาได้รีบร้อนไม่ เขายังแวะเวียนไปยังบ้านตระกูลหลี่ เพื่อเยี่ยมเยียนอารองของชายแซ่หลี่ที่ยามนี้ตาบอดสนิทไปแล้ว เมื่อเห็นว่าไร้ทางรักษาจริงๆ เขาจึงสอบถามถึงนิสัยใจคอของฮั่วเอ้อร์หนิวผู้นั้น รวมถึงสถานที่ที่พ่อและอาของชายแซ่หลี่ไปเดินไปเจอะเจอกับชั่วร้ายเข้า จากนั้นเขาจึงไปซื้อเนื้อเค็ม ซาลาเปาและขนมติดมือ ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนอยู่ในสายตาของแม่นางสามสี แล้วจึงเดินออกนอกประตูเมืองไปตามลำน้ำ ทอดน่องไปบนผืนหญ้า มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก
แสงวสันต์นอกเมืองเจิดจรัส มวลบุปผาป่าผลิบานละลานตา เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิต ทว่าลึกๆ ก็มีความร้อนระอุแทรกซึมเข้ามาบ้างแล้ว
………………..