Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 466 วอนขอประลองอีกครา

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 466 วอนขอประลองอีกครา
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 466 วอนขอประลองอีกครา

………………..

“นับว่าโชคดียิ่งที่พวกเราออกมาเที่ยวชมวสันตฤดูในยามนี้ หากช้ากว่านี้ไปอีกไม่กี่วัน ก็คงเข้าสู่คิมหันตฤดูแล้ว”

ทุ่งหญ้าริมฝั่งน้ำเขียวขจีขจีราวกับปูด้วยพรมขนสัตว์ มีมวลบุปผาป่านานาพรรณเบ่งบานแทรกสลับ ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับทุ่งหญ้ากว้างที่เหยียนโจว ทว่ายอดหญ้ากลับไม่สูงชันเท่า บนพื้นด้านหลังมีผืนผ้าที่ตัดเย็บอย่างไม่เป็นระเบียบวางแผ่ไว้ บนนั้นมีจานกระเบื้องหยาบวางเรียงราย บรรจุทั้งเนื้อต้ม หมั่นโถว ขนมกินเล่นและผลไม้ป่าที่เก็บได้ตามทาง

นักพรตหนุ่มยืนอยู่ด้านข้าง พลางเอ่ยสมทบกับเจ้าแมว

“อื้อ”

เด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่บนโขดหินริมน้ำ สวมงอบสานในมือถือคันเบ็ด นิ่งสงบราวกับพระชราเข้าฌาน สายตาจดจ้องไปยังผิวน้ำ ตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ามามอง

“…”

ซ่งโหยวส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไป

เขาก้าวเดินพลางสูดลมหายใจลึก สัมผัสถึงไอขนานระหว่างฟ้าดิน

ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกประหลาดอย่างเลือนราง

ทว่าเมื่อตั้งจิตสัมผัสอย่างละเอียด กลับไม่พบสิ่งใด

ความรู้สึกนี้ช่างลึกลับอัศจรรย์และยากจะหยั่งถึงยิ่งนัก

นับแต่ช่วงปลายปีที่แล้วที่เขาเดินทางมาถึงหยางตู ช่วงครึ่งแรกนั้นอากาศหนาวเหน็บจนผืนดินกลายเป็นน้ำแข็ง อีกทั้งยังมีเรื่องราวของเทพจี๋เล่อ เขาจึงไม่ไปจากหยางตู ต่อมาแม้ความสดใสของวสันตฤดูจะเริ่มเข้มข้นขึ้น ทว่าความรุ่งเรืองของหยางตูก็แผ่ขยายขจรไปไกลนัก เพียงแค่ในตัวเมืองแห่งเดียวก็เพียงพอให้ซ่งโหยวเดินเที่ยวชมอย่างเอื่อยเฉื่อยได้เป็นเวลานาน ซ้ำแล้วเขายังต้องนอนหลับพักผ่อนบำเพ็ญตนอยู่ในบ้าน ทำอาหาร อ่านตำราและคอยหยอกล้อแม่นางสามสีไปวันๆ จึงยิ่งไม่ได้ไปจากเมืองนี้เสียที

หยางตูนั้นรุ่งโรจน์ สงบสุข และมีไอแห่งชีวิตของผู้คนพลุกพล่าน ยามที่อาศัยอยู่ภายในจึงมิอาจสัมผัสถึงสิ่งผิดปกติใดๆ ได้เลย

ทว่ายามนี้เมื่อก้าวออกมาด้านนอก กลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่เข้าที่เข้าทางเสียแล้ว

“…”

ด้านหลังเขามีพงหญ้าคาและต้นอ้อที่เพิ่งผลิใบใหม่ มีเส้นทางเล็กๆ สายหนึ่งทอดขนานไปกับลำน้ำ ข้างทางมีต้นไทรใหญ่ตั้งตระหง่าน ใต้ต้นไม่ไกลนักมีหลุมดินหลุมหนึ่ง

ซ่งโหยวเดินไปที่ริมหลุมดิน ก้มหน้าลงมอง

มันเป็นเพียงหลุมดินธรรมดา ไม่มีแผ่นหินสลักอักขระอาคม ไม่มีเศษไม้ผุพัง หรือร่องรอยของการทำลายผนึกอย่างที่จินตนาการไว้ มีเพียงปราณหยินและปราณปีศาจอันเข้มข้นเท่านั้น

ที่นี่คือจุดที่ปีศาจร้ายตนนั้นมุดออกมาจากดิน

และเป็นจุดที่ท่านอาและบิดาของชายแซ่หลี่เดินสัญจรในยามค่ำคืน แล้วบังเอิญไปเตะมันให้ตื่นจากห้วงนิทรา

หากพิจารณาจากสภาพนี้ ดูเหมือนปีศาจตนนั้นจะไม่ได้ถูกผู้ใดผนึกไว้ที่นี่ แล้วผนึกเสื่อมคลายลงตามกาลเวลาจนถูกปลุกขึ้นมา หากแต่มันจงใจหลับเองแต่แรก ไม่ว่าจะตั้งใจหลับใหล หลบซ่อนจากบางสิ่ง หรือหลบเลี่ยงจากความรุ่งเรืองของบ้านเมืองในอดีตก็ตามที ทว่ายามนี้เมื่อฟ้าดินเปลี่ยนแปลงไป มันย่อมตื่นขึ้นมาเองตามธรรมชาติ

สิ่งไร้ชีวิตกลายเป็นพราย อสุรกายปรากฏกายให้เห็น

นี่ไม่ใช่ลางนิมิตที่ดีเลย

ในภายภาคหน้า เรื่องราวเช่นนี้อาจจะทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

“ยุครุ่งเรือง…”

ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางละสายตากลับมา เขามองไปยังริมฝั่งน้ำ เห็นเด็กหญิงตัวน้อยเอี้ยวตัวหันกลับมามองเขาอยู่พอดี เมื่อนางเห็นว่าเขาไม่ได้เดินไปไกลจึงวางใจ แล้วหันกลับไปตั้งใจตกปลาต่อ

ส่วนซ่งโหยวก็เดินกลับไปนั่งลงบนผืนผ้า หยิบเนื้อต้มเข้าปาก แล้วกินหมั่นโถวตามไป

“แม่นางสามสีจะกินสักหน่อยไหม”

“แม่นางสามสีค่อยกินทีหลัง”

“ให้ข้าเอาไปวางให้ถึงที่ไหม”

“แม่นางสามสีกินแน่นอน!”

“…”

ซ่งโหยวจึงยกจานเนื้อต้มไปวางให้นางถึงที่ ก่อนจะกลับมานั่งลงที่เดิม ครุ่นคิดไปพลางกินหมั่นโถวและขนมไปพลาง บางครั้งก็คว้าผลไม้ป่าขึ้นมากิน

เจ้าม้าก็เล็มหญ้าอยู่ข้างกาย โดยเลือกกินแต่ดอกไม้ป่า

ซ่งโหยวคิดไปคิดมาจนเริ่มคร้านจะคิดต่อ จึงทิ้งตัวลงนอนหงายไปบนผืนผ้า

เบื้องหน้าเต็มไปด้วยผืนฟ้าครามและมวลเมฆขาว จมูกอวลด้วยกลิ่นหอมสะอาดของยอดหญ้า

มีเสียงน้ำกระเซ็นดังขึ้นเป็นระยะ ตามด้วยเสียงปลาร่วงลงในถังไม้ เสียงดิ้นรนปะทะกับขอบถังไม้ดังถี่รัว

สถานที่แห่งนี้ช่างเหมาะแก่การตกปลายิ่งนัก

เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แม่นางสามสีก็วางคันเบ็ดลงแล้ว นางนั่งกอดเข่าอยู่นิ่งๆ ริมแม่น้ำ ดูราวกับกำลังครุ่นคิดถึงวิถีชีวิตของแมว

เขาเดินเข้าไปดูจึงได้รู้ว่า ปลาในถังไม้นั้นล้นปรี่เสียแล้ว

“กลับกันเถิด”

ซ่งโหยวเอ่ยขึ้นพลางเริ่มเก็บข้าวของ

เด็กหญิงตัวน้อยรีบหิ้วถังน้ำลุกขึ้นยืนตามทันที

ร่างสองร่าง หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก พร้อมกับม้าสีแดงหนึ่งตัว พากันมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองไปอย่างเชื่องช้า

ระหว่างทางได้พบกลุ่มชาวยุทธ์รวมตัวกันอยู่ มีสองคนในนั้นที่แลดูคุ้นตา คล้ายกับเคยพบกันเมื่อคืนก่อน ซ่งโหยวตั้งใจจะเข้าไปสอบถาม ทว่ายังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ ทั้งสองเมื่อเห็นซ่งโหยวก็รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับด้วยความเคารพนบนอบเพื่อทำความเคารพและถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ซ่งโหยวจึงได้โอกาสถามถึงเรื่องของฮั่วเอ้อร์หนิว

ทั้งสองคนนับว่าคุ้นเคยกับฮั่วเอ้อร์หนิวไม่น้อย เมื่อพูดถึงประวัติความเป็นมา ต่างก็พากันบอกว่าเขาเป็นพวกหัวแข็ง ดุด่าว่าเขาโง่เขลาเป็นพักๆ ที่บังอาจขโมยของวิเศษของท่านเซียน

ซ่งโหยวทำเพียงยิ้มตอบและร่ำลาพวกเขาไป

ทว่าเขายังไม่ได้กลับบ้านในทันที แต่กลับพาแม่นางสามสีตระเวนไปยังเหลาอาหารและร้านค้าหลายแห่งเพื่อขายปลา บางร้านก็รับซื้อ บางร้านก็ไม่ บางร้านรับมาก บางร้านรับน้อย แต่เขายังคงเหลือปลาไว้สองตัวเช่นเคยเพื่อนำกลับไปปรุงอาหารเอง

ครั้นเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน กลับพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งยืนล้อมหน้าล้อมหลังอยู่

พวกเขามีท่าทางเหมือนกลุ่มคนเมื่อวานไม่มีผิดเพี้ยน คอยชะเง้อมองซ้ายแลขวา เดินวนไปมาด้วยความร้อนใจ ทว่าก็ยังไม่กล้าเคาะประตูโดยพลการ

ในจังหวะที่ซ่งโหยวเห็นพวกเขา พวกเขาก็สังเกตเห็นซ่งโหยวเช่นกัน และแสดงอาการดีใจออกมาทันที

“กลับมาแล้ว! กลับมาแล้ว!”

แต่ละคนก้าวเดินตรงมาหาซ่งโหยวด้วยสีหน้าตื่นเต้น

“…”

ซ่งโหยวหันไปสบตากับแม่นางสามสีแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าแล้วเอ่ยถาม “พวกท่านมีเรื่องอันใดหรือ”

“ได้ยินมาว่าท่านเซียนมีอาคมแกร่งกล้า มีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง ขอท่านเซียนได้โปรดช่วยปราบปีศาจด้วยเถิด!”

คนกลุ่มนั้นต่างประสานมือโน้มตัวลงคำนับ พลางร้องตะโกนออกมา น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความกระวนกระวายใจอย่างปิดไม่มิด

เด็กหญิงตัวน้อยได้ยินดังนั้น สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมลง มือที่หิ้วถังน้ำและถือคันเบ็ดเผลอกำแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด

“ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เล่ามา”

“เรื่องมันเป็นเช่นนี้ขอรับ”

บุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวออกมาประสานมือ “ผู้น้อยแซ่เลี่ยว ที่บ้านเปิดร้านขายตำราอยู่ทางเมืองฝั่งตะวันออก ก่อนหน้านี้กิจการค้าขายไม่สู้ดีนัก ทั้งยังมักมีอุปสรรคถาโถม หลังจากผ่านพ้นปีใหม่มา ไม่รู้ด้วยเหตุใด ท่านพ่อได้ฝันเห็นต้นไม้เก่าแก่กิ่งคดเคี้ยวในสวนหลังบ้านมาพูดคุยด้วยในยามค่ำคืน บอกว่าจะนำพาโชคลาภมาให้พวกเรา ไม่คาดคิดเลยว่า…แท้จริงแล้วจะเป็นปีศาจร้าย”

“เรื่องราวเป็นมาอย่างไรหรือ” ซ่งโหยวเอ่ยถาม

“เรื่องราวเป็นมาอย่างไรหรือ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามตาม

“…” ชายแซ่เลี่ยวมองดูเด็กหญิงทีหนึ่ง มองซ่งโหยวอีกทีหนึ่ง ก่อนจะประสานมือเล่าต่อ “คราแรกท่านก็ไม่เชื่อหรอก ทว่ากลับฝันเช่นเดิมติดต่อกันหลายคืน ในความฝันนั้น บนต้นไม้เก่าแก่จะปรากฏใบหน้าอ้วนฉอเลาะหน้าเดิมออกมาสนทนากับท่านถึงเรื่องต่างๆ คล้ายเป็นการพูดคุยสัพเพเหระ เมื่อผ่านไปหลายวัน ท่านเริ่มเกิดความสงสัย จึงสั่งให้พวกเราขุดโคนต้นไม้เพื่อตรวจสอบดู”

“เล่าต่อสิ”

“เล่าต่อสิ!”

“ขุดลงไปได้สองฉื่อก็พบแผ่นอิฐ พอขุดแผ่นอิฐออกแล้วขุดลงไปอีกหนึ่งฉื่อ ก็พบรากไม้ และใต้รากไม้นั้นก็พบหีบใบหนึ่ง ซึ่งแปลกนักที่มันไม่ผุพังตามกาลเวลา เมื่อเปิดออกดู ภายในกลับเป็นรูปสลักคางคกทองคำ” ชายแซ่เลี่ยวหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง พลางเลียริมฝั่งปาก “ใครๆ ก็ว่าคางคกทองคำนำโชค ประกอบกับนึกถึงความฝัน ท่านพ่อจึงอัญเชิญมันเข้าบ้านในวันนั้นและกราบไหว้บูชาอย่างดี ตกกลางคืนท่านก็ฝันอีก ในฝันมีบุรุษร่างอ้วนพุงพลุ้ยมาขอบคุณท่าน พร้อมทั้งบอกเคล็ดลับการบูชา พวกเราทั้งบ้านต่างทำตามอย่างเคร่งครัด แล้วก็เป็นจริงดังคาด ตั้งแต่เดือนแรกของปี การค้าก็รุ่งเรืองขึ้นมาก ราวกับโชคลาภวิ่งเข้าหาจริงๆ”

“แล้วความจริงเล่า”

“แล้วความจริงเล่า” เด็กหญิงตัวน้อยยังคงเลียนแบบคำพูด ทว่าคราวนี้นางดูจะสนใจหัวข้อนี้เป็นพิเศษ จึงถามเสริมด้วยน้ำเสียงใสเล็ก “มีโชคลาภจริงๆ หรือ”

“ตอนนั้นพวกเราคิดว่าได้ของล้ำค่า มีวาสนาทางทรัพย์ แต่ภายหลังจึงได้รู้ว่า เป็นเพราะร้านตำราร้านอื่นเจออุปสรรคต่างหาก” ชายแซ่เลี่ยวเอ่ยด้วยความละอาย “นั่นเป็นเรื่องที่มารู้ภายหลังขอรับ…อย่างไรเสียตอนนั้นพวกเราทุกคนต่างจมอยู่ในความปิติยินดีที่ธุรกิจรุ่งเรืองขึ้น มันขอสิ่งของบูชาสิ่งใด พวกเราก็นำมาให้ มันสั่งให้บูชาอย่างไร พวกเราก็ทำตาม จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ คนในครอบครัวต่างเริ่มซูบผอมอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จึงเพิ่งรู้ตัวว่าผิดปกติ แท้จริงแล้วสิ่งนั้นกำลังสูบเอาพลังวิญญาณของพวกเราไป”

“สิ่งอัปมงคล”

“สิ่งอัปมงคล!”

“คงจะเป็นเช่นนั้นกระมังขอรับ” ชายแซ่เลี่ยวยิ้มขื่น “พอรู้ว่าพวกเราดูมันออกแล้ว มันก็ไม่เสแสร้งอีกต่อไป ยามนี้จะเชิญออกก็ไม่ยอมไป จะกำจัดก็กำจัดไม่ได้ ต่อให้หนีออกไปนอกเมืองก็ไร้ผล”

“มันเป็นเพียงคางคกทองคำตัวเดียวหรือ” ซ่งโหยวถาม

“คางคกทองคำตัวเดียวขอรับ สีเหลืองอร่าม ขนาดเท่าฝ่ามือ” ชายแซ่เลี่ยวทำมือประกอบ “หน้าตาอัปลักษณ์ยิ่งนัก”

“ท่านไม่ได้ลองหาวิธีอื่นจัดการมันบ้างหรือ” ซ่งโหยวเลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงฟังดูผ่อนคลาย “เช่น… โยนมันลงหลุมส้วม หลอมมันทิ้งเสีย หรือไม่ก็นำมันไปวางไว้ในวัดวาอาราม ให้มันไปนั่งประจันหน้ากับองค์พระหรือเทพเจ้าเสียเลย”

“เรื่องนั้น…”

ชายแซ่เลี่ยวถึงกับอึ้งไป

คนอื่นๆ ที่มาด้วยกันก็พากันชะงักงัน

แม้แต่แม่นางสามสีก็เบิกตากว้าง หันไปจ้องมองนักพรตของตนด้วยแววตาพินิจพิจารณา

วิธีการแต่ละอย่างช่างร้ายกาจนัก

นี่คือสิ่งที่นักพรตคิดออกมาจริงๆ หรือ

“วิธีที่คุณชายเอ่ยมา พวกข้าคาดไม่ถึงจริงๆ ขอรับ” สีหน้าของชายแซ่เลี่ยวดูสับสนปนเป “ทว่าท่านพ่อเคยชี้หน้าด่าทอมันไปรอบหนึ่ง บอกว่าจะทุบมันให้แหลกคามือและข่มขู่มัน แต่ในคืนนั้นมันก็หายตัวไป ทว่ายังคงมาปรากฏในความฝันเพื่อทวงของบูชา หากไม่ถวายให้ หรือคิดจะหนีออกไปจากหยางตู มันก็จะพ่นน้ำสีดำออกมา ทำให้รู้สึกเจ็บปวดเจียนตายขอรับ”

“น่าเสียดาย…”

ซ่งโหยวได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจพลางส่ายหน้า “หากมนุษย์ไร้ซึ่งความอาลัย ไม่เหลือทางถอยให้ตนเอง ในโลกนี้ก็น้อยนักจะมีสิ่งใดต่อกรกับมนุษย์ได้ ท่านมีใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ทว่ายังขาดความโหดเหี้ยมไปสักนิด”

“คุณชายพอจะมีวิธีหรือไม่”

ชายแซ่เลี่ยวและกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังต่างมองมาที่ซ่งโหยว

เด็กหญิงตัวน้อยก็หันมามองเขาเช่นกัน

“แล้วพวกท่านหาที่พักของข้าพบได้อย่างไร” นักพรตหนุ่มกลับถามย้อนไปเสียอย่างนั้น

“ข้ามีญาติห่างๆ คนหนึ่งรับราชการอยู่ในที่ว่าการเมือง วันนี้บังเอิญพบกันกลางถนนจึงได้สนทนากันเล็กน้อย ได้ยินเขาพูดถึงเรื่องประหลาดเมื่อคืน พอดีกับที่ข้ากำลังกลัดกลุ้มเรื่องนี้อยู่ จึงถามหาที่อยู่ของท่านเซียนมา เมื่อลากับเขาในช่วงบ่ายจึงรีบมาหาท่านทันทีขอรับ” ชายแซ่เลี่ยวกล่าว “ไม่คาดคิดว่าท่านเซียนจะไม่อยู่บ้าน จึงได้แต่รออยู่ที่นี่”

“ที่แท้ก็เป็นคุณชายใหญ่ตระกูลเลี่ยวท่านนั้นเอง”

“เป็นเช่นนั้นขอรับ!”

“เช่นนั้นท่านคงเคยได้ยินมาบ้างกระมังว่า เมื่อคืนพวกเพื่อนบ้านเหล่านั้นกำจัดปีศาจร้ายกันอย่างไร”

“พ…พอจะได้ยินมาบ้างขอรับ”

ชายแซ่เลี่ยวเริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาทันที

ทว่ากลับเห็นนักพรตหนุ่มผู้นั้นยิ้มตาหยีแล้วเอ่ยว่า

“กำลังของปุถุชนอย่างไรเสียก็มิอาจเทียบเคียงกับปีศาจร้าย ข้ามิบังอาจให้พวกท่านไปเสี่ยงอันตราย แต่ข้าสามารถหยิบยื่นความสะดวกให้ได้บ้าง ช่วยออกอุบายให้พวกท่านหาตัวปีศาจตนนั้นจนพบ เพื่อจะได้ต่อสู้และกำจัดมันเสีย ทว่าพวกท่านต้องมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเหมือนอย่างท่านผู้เฒ่าเลี่ยวที่กล้าข่มขู่สิ่งอัปมงคล และกล้าที่จะลุกขึ้นสู้กับมันด้วยตนเอง”

“รบกวนคุณชายไปกับพวกเราสักรอบได้หรือไม่ขอรับ”

“ข้ายังต้องกลับไปทำกับข้าว”

“ไม่ทราบว่าคุณชายต้องการค่าตอบแทนเท่าใด”

“…”

ซ่งโหยวเพียงแต่ยิ้มแล้วส่ายหน้า

วิถีแห่งโลกามีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงไป ในภายภาคหน้าปีศาจเช่นนี้คงจะปรากฏกายมากขึ้นเรื่อยๆ จอมมารหรือผีร้ายอาจจะไม่ปรากฏบ่อยนัก หรือหากปรากฏก็ยังมีทวยเทพคอยดูแลเป็นพิเศษ ทว่าพวกปีศาจชั้นต่ำเหล่านี้กลับสร้างความรำคาญให้กับผู้คนได้มากที่สุด ต่อให้ซ่งโหยวมีวิชาแบ่งภาคเนรมิตร่างได้ ก็คงมิอาจกำจัดพวกมันให้หมดสิ้นไปได้

ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็คงจะอยู่ที่หยางตูอีกไม่กี่วัน

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 466 วอนขอประลองอีกครา"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย