ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 461 เรื่องเล่าปีศาจที่หัวมุมถนน
บทที่ 461 เรื่องเล่าปีศาจที่หัวมุมถนน
………………..
ใต้สะพานฮว่าสือ ริมฝั่งแม่น้ำหยางเจียง
กลุ่มนักตกปลาสวมหมวกโต่วลี่ นั่งสงบนิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเล็กริมน้ำ คันไม้ไผ่ทอดสายลงสู่ลำน้ำ ทุ่นลอยขยับไหวไปตามระลอกคลื่น
เด็กหญิงตัวน้อยสวมชุดสามสี สวมหมวกโต่วลี่บังแดดไว้เช่นกัน นางนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวจิ๋วที่ขนาดใหญ่กว่าแผ่นอิฐไม่เท่าใดนัก มือถือคันเบ็ดเล็กๆ สายเบ็ดทอดจมลงในแม่น้ำ จดจ้องสายน้ำด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังตาไม่กะพริบเลยแม้สักนิด
เบื้องหลังนางมีนักพรตผู้หนึ่งนั่งอ่านตำราอยู่
“แม่นางสามสีกลายเป็นนักตกปลาไปเสียแล้วหรือนี่”
“ชู่ว…”
เด็กหญิงตัวน้อยมีท่าทางนิ่งสงบดั่งพระชราเข้าฌาน สายตาจับจ้องผิวน้ำประหนึ่งสามารถมองทะลุสายน้ำสีมรกตอันลุ่มลึกไปถึงฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่เบื้องล่าง นางกล่าวโดยไม่หันกลับมามองว่า “มีปลาอยากกินหนอนของข้าแล้ว!”
สิ้นคำ สายเบ็ดก็จมดิ่งลง
เด็กหญิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางลุกขึ้นยืนพลางสะบัดคันเบ็ดทันที
ซ่า…ซ่า…
เงาสีเงินยวงกระโจนพ้นผิวน้ำตามแรงดึง ดิ้นรนขัดขืนไม่หยุดหย่อน
เหล่านักตกปลาเฒ่ารอบข้างต่างอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองมา
เด็กหญิงตัวน้อยมีสีหน้าปั้นยาก มือหนึ่งชูคันเบ็ดสูง อีกมือนึงเอื้อมไปคว้า เพียงฝ่ามือเดียวก็ตะปบปลาตัวนั้นไว้ได้มั่น หมุนมือถอดขอเบ็ดอย่างชำนาญก่อนจะโยนมันลงไปในถังข้างกาย
แปะ แปะ แปะ…
ปลาดิ้นพล่านอยู่ในถัง
ในถังนั้นมีปลาตัวน้อยใหญ่อยู่ก่อนแล้วนับสิบตัว
แม่นางสามสีเหลือบมองขอเบ็ด เมื่อเห็นว่าเหยื่อยังไม่เสียหายเท่าใดนัก นางก็ไม่รีรอ ก้มมองผิวน้ำแวบหนึ่งเพื่อหาทิศทางที่แม่นยำ แล้วจึงสะบัดสายเบ็ดออกไปอีกครั้ง
ท่วงท่าทั้งหมดนั้นคล่องแคล่วลื่นไหลนัก
“สามสีน้อย เจ้าตกได้อีกตัวแล้วหรือ” เสียงของชายชราข้างๆ ดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาระคนเลื่อมใส
“ใช่แล้ว!”
เด็กหญิงตอบอย่างเคร่งขรึม สายตายังคงจับจ้องเบื้องหน้า
ใช่แล้ว นางมีสหายตกปลาแล้ว
เพียงแต่สหายเหล่านี้ยามอยู่ต่อหน้านาง มักจะเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาและรู้สึกต่ำต้อยอยู่เสมอ
“สามสีน้อย ทำเลของเจ้านั้นดีกว่าหรืออย่างไรกัน เหตุใดเจ้าเพิ่งมาครู่เดียวถึงได้ปลามากมายเพียงนี้ พวกเรานั่งกันมาครึ่งค่อนวัน ข้ายังพอว่าที่ได้เริ่มเปิดถังบ้าง แต่ท่านหลัวนี่ยังไม่ได้สักตัวเลยนะ”
“ใช่แล้ว! ตรงนี้ทำเลดีกว่า!”
เด็กหญิงตัวน้อยตอบคำถามพวกเขาอย่างสั้นกระชับพลางหันหน้ามา กวาดสายตามองนักพรตของตนด้วยท่าทีเรียบเฉย ทว่าแววตานั้นกลับคล้ายจะเอ่ยว่า
เจ้าดูสิ ข้าเก่งกาจหรือไม่!
ซ่งโหยวมองแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า ไม่เอ่ยคำใด
ใจหนึ่งอยากจะบอกว่านางใช้กลโกงหาปลา แต่เมื่อนึกได้ว่ายามนี้ค่ากินค่าอยู่ของตนล้วนต้องพึ่งพานางที่ตกปลาไปขายหาเงิน จึงได้แต่ปิดปากเงียบ
สำหรับนางแล้ว การตกปลาดูเหมือนทดแทนการหาของทะเลได้ แม้สิ่งที่ได้รับจะหลากหลายเท่า แต่การขายปลาในเมืองหลวงหยางตูนั้นได้ราคาดีกว่าการขายอาหารทะเลแถบชายฝั่งล่างโจว อีกทั้งยังมีความสุขจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ต่างกัน ยิ่งนานวันเข้า ความรื่นรมย์ในการตกปลาก็เริ่มไม่ด้อยไปกว่าการหาของทะเลเท่าใดนัก
จะเป็นรองก็เพียงแต่การจับหนูยามค่ำคืนเท่านั้น
เพราะหนูนั้นวิ่งหนีได้ ย่อมต้องสนุกกว่าเป็นธรรมดา
ซ่า…
เพียงชั่วครู่ เด็กหญิงตัวน้อยก็ตกปลาใหญ่ได้อีกตัว
เหล่านักตกปลารอบกาย ไม่ว่าจะหนุ่มสาวหรือแก่ชรา ไม่ว่าจะฝั่งนี้หรือฝั่งตรงข้าม ต่างก็อดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองมาด้วยความอิจฉาจับใจ
แปะ แปะ…
ปลาตัวนี้มีแรงมากนัก มันกระโดดพุ่งออกจากถังไม้ หมายจะกลับคืนสู่แม่น้ำ
ทว่าน่าเสียดายที่เจ้าแมวนั้นว่องไวกว่า
แม่นางสามสีคว้าหมับเข้าให้กลางอากาศ ต่อให้มันจะลื่นไหลเพียงใดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากฝ่ามือนาง นางฟาดมันลงกับพื้นเบาๆ ก่อนจะโยนกลับเข้าถังไป
“พอเท่านี้ดีกว่า”
เด็กหญิงตัวน้อยก้มมองผลงานพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดูเป็นผู้ใหญ่
จากนั้นนางก็ไม่รอคำตอบจากนักพรต ลุกขึ้นยืนแหงนหน้ามองกิ่งหลิวที่ห้อยย้อยลงมานับพันสาย เลือกเด็ดมากิ่งหนึ่ง แล้วจึงร้อยปลาตะเพียนขาวกับปลาช่อนตัวใหญ่เข้าด้วยกัน
“สองตัวนี้พวกเราเก็บไว้กินวันนี้ มีปลาช่อนที่เจ้าชอบด้วย ส่วนแม่นางสามสีกินปลาตัวเล็กก็พอแล้ว”
เด็กหญิงผิวขาวสะอาดยื่นปลาร้อยกิ่งหลิวให้นักพรต
นักพรตยื่นมือไปรับ ทว่าดวงตากลับกะพริบไหว
ในมโนสำนึกเกิดภาพพร่าเลือนขึ้นอย่างน่าประหลาด
คล้ายกับได้ย้อนกลับไปยังวันลี่ชิวในรัชศกหมิงเต๋อปีที่หนึ่ง ณ หมู่บ้านนิรนามใต้ผาโส่วผาในอี้โจว ครานั้นตนได้ขอปลาสองตัวจากนักตกปลาริมน้ำ แล้วมอบให้นางโดยใช้กิ่งหลิวร้อยมาเช่นนี้
“นักพรต เหตุใดเจ้าจึงนิ่งไปเสียเล่า”
เสียงเล็กเจื้อยแจ้วดึงเขาออกจากภวังค์
เบื้องหน้ายังคงเป็นเด็กหญิงในชุดสามสี มือหนึ่งถือปลาน้อยใหญ่ร้อยกิ่งหลิว อีกมือหนึ่งหิ้วถังไม้ นางยื่นกิ่งหลิวใส่มือนักพรตพลางเอียงคอจ้องมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่มีอะไร…”
นักพรตเกี่ยวปลาร้อยกิ่งหลิวมา
“ข้านึกว่าเจ้ากลายเป็นคนทึ่มทื่อไปเสียแล้ว”
“ข้าไม่ได้ทึ่มทื่อ”
“เจ้ากลับไปทำอาหารเถิด! แม่นางสามสีจะไปขายปลาที่เหลือให้ร้านอาหารในตลาดก่อน!” เด็กหญิงกำชับหนักแน่น ทั้งยังล้วงกุญแจออกมาส่งให้เขา ท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยเสียจริง
“ต้องให้ข้าไปกับแม่นางสามสีหรือไม่”
“เจ้ากลับไปทำกับข้าว!”
“น้อมรับบัญชาแม่นางสามสี…”
นักพรตส่ายหน้าอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า เขาออกเดินมุ่งข้างหน้า พลางก้มลงมองปลาตัวใหญ่หนึ่งตัวเล็กหนึ่งตัวที่ร้อยอยู่กับกิ่งหลิวเป็นระยะ
ยามนี้นึกย้อนไป ปลาสองตัวในวันนั้นช่างคุ้มค่าเสียจริง
เด็กหญิงหิ้วถังไม้เดินเคียงข้างเขาไป ทว่านางกลับคอยเอียงคอจ้องมองเขาด้วยความฉงนสงสัยอยู่ตลอดเวลา
ทั้งสองเดินมาถึงใต้สะพาน แล้วจึงก้าวขึ้นบันไดไป
คนตัวโตและคนตัวเล็กแยกทางกัน
นักพรตเดินข้ามสะพานไปทางทิศตะวันออกเพื่อกลับบ้าน
ส่วนเด็กหญิงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเพื่อนำปลาไปขายที่ร้านอาหาร
ครั้นเดินขึ้นมาบนสะพาน นักพรตจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า แผ่นอิฐหินที่เคยขาดหายไปเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ได้ถูกซ่อมแซมจนสมบูรณ์แล้ว
สะพานแห่งนี้ไม่รู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานกี่ปี ร่องรอยการกัดเซาะของลมฝนปรากฏให้เห็นทุกอณู ทว่ากลับมีการนำอิฐก้อนใหม่มาอุดไว้ บนอิฐก้อนนั้นยังสลักตัวอักษรบันทึกเรื่องราวไว้ว่า เมื่อปลายรัชศกหมิงเต๋อปี่ที่เก้า เทพจี๋เล่อได้แปลงกายเป็นอิฐหินซ่อนเร้น ณ ที่แห่งนี้ นักพรตนามเหวินผิงจื่อได้เชิญเทพสายฟ้าโจวเหลยกงมาประหารมันเสีย และได้ทำการบูรณะสะพานสืบต่อมา ทั้งวันเวลาที่ซ่อมแซมและรายนามขุนนางในขณะนั้น ล้วนถูกจารึกไว้อย่างชัดเจน
ไม่รู้ว่าอิฐก้อนนี้จะคงอยู่ไปได้อีกกี่ปี
และไม่รู้ว่าคนรุ่นหลังที่ได้มาพบเห็นจะบังเกิดความหมายใจเช่นไร
พอนึกดูแล้ว ในบรรดาเทพปฐพีทั้งห้าแห่งหยางโจว มีเพียงเทพอันอี้เท่านั้นที่รู้จักประมาณตนและสำรวมตน จึงได้พบจุดจบอันดี ส่วนเทพเสี่ยงเล่อก็นับว่าโชคดีไปกึ่งหนึ่ง
คนที่ราชครูคัดเลือกมานั้นนับว่าไม่เลว จะมีก็เพียงพระภิกษุสูงส่งที่รับผิดชอบการปราบเทพอันเล่อเท่านั้นที่ถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง มิหนำซ้ำยังต้องสังเวยด้วยชีวิต เทพผิงอันก็ถูกกำจัดสิ้นซาก ส่วนเทพเสี่ยงเล่อและเทพอันอี้นั้นถือว่าคนของราชครูได้ใช้อำนาจตามที่ได้รับมอบมา พิจารณาตามความประพฤติแล้วยอมละเว้นพวกมันไป ส่วนเทพจี๋เล่อองค์นี้ ก่อนที่ซ่งโหยวจะมาถึง อาจกล่าวได้ว่าเรื่องราวยังคงดำเนินอยู่ ไม่นับว่าสำเร็จ แต่ก็ยังไม่ล้มเหลว
“ท้ายที่สุด คนเราย่อมต้องหมั่นสร้างกุศล…”
นักพรตทอดถอนใจในอก เขาก้มลงเหยียบอิฐหินก้อนนั้นขึ้นมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ยืนอยู่บนสะพานแล้วมองลงไปเบื้องล่าง
ไม่ทันไรก็ล่วงเข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเสียแล้ว ต้นเหมยและต้นหลิวริมสองฝั่งน้ำเริ่มผลัดใบเขียวขจีขึ้นถนัดตา ผู้คนเริ่มสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อบางลง กลิ่นอายแห่งชีวิตอบอวลเข้มข้น ในลำน้ำยังคงมีเรือสัญจรไปมาไม่ขาดสาย ทว่าริมตลิ่งกลับมีนักตกปลาไม่กี่คนกำลังส่งเสียงทะเลาะวิวาทเพื่อแย่งชิงทำเลกันเสียแล้ว
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางออกเดินกลับไป
เมื่อเดินเข้าสู่ตรอกเล็กๆ หมายจะกลับเข้าบ้าน กลับเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนล้อมอยู่หน้าประตูบ้าน บ้างก็ชะเง้อคอมองซ้ายมองขวา บ้างก็เดินวนเวียนไปมาไม่หยุดหย่อน ดูท่าทางกระวนกระวายใจยิ่งนัก
พอเห็นซ่งโหยวเดินมา ใครคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นทันที
“กลับมาแล้ว!”
“รีบไปถามเร็วเข้า!”
คนกลุ่มนั้นกรูเข้าไปหาซ่งโหยวทันควัน
บนใบหน้าของพวกเขาทุกคนล้วนแปะแผ่นสมุนไพรขนาดเล็กไว้ชิ้นหนึ่ง แปะตรงช่วงหางตาไปจนถึงขมับทั้งสองข้าง ส่งกลิ่นสมุนไพรฉุนกะทัดรัดปนกับกลิ่นประหลาดบางอย่าง ทุกคนดูซูบผอมเหลืองซีด ขอบตาลึกโหล ราวกับผู้ที่หมกมุ่นในกามราคะจนเกินพอดี
แม้ซ่งโหยวจะนึกสงสัยอยู่ในใจ แต่ฝีเท้าก็หาได้หยุดชะงักไม่ เขายิ้มพลางหิ้วปลาน้อยใหญ่สองตัวเดินเข้าไปหา แล้วเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“ข้าจะเป็นคนเล่าเอง!”
บุรุษในชุดสีเขียวที่ดูซูบผอมยิ่งนักก้าวออกมาคำนับพลางกล่าวว่า “ผู้น้อยนามว่าหลี่เหอซี คารวะคุณชาย”
“ท่านมีเรื่องอันใด โปรดกล่าวมาตามตรงเถิด”
“ไม่ทราบว่าคุณชายพอจะรู้วิชาอาคมใดบ้างหรือไม่” ชายแซ่หลี่ถามอย่างตรงไปตรงมา
“พอรู้อยู่บ้าง”
“โอ้ แล้วพอจะรู้วิธีขับไล่ปีศาจหรือไม่”
“ท่านเข้าเรื่องเลยดีกว่า”
ชายแซ่หลี่หันไปสบตากับคนรอบข้าง ก่อนจะเริ่มเล่ารายละเอียดให้ฟัง
“ผู้แซ่หลี่อาศัยอยู่ทางตะวันออกของเมือง ไม่ไกลจากที่นี่นัก ในบ้านมีสมาชิกรวมกันสิบสองชีวิต เมื่อไม่นานมานี้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ท่านพ่อและอาคนรองเริ่มมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงสุดจะทนทาน ไม่ว่าจะเที่ยวเสาะหาหมอหรือยาดีเพียงใดก็ไร้ผล”
“หลังจากพวกเราสอบถามดูแล้ว จึงพบว่าเรื่องนี้เริ่มขึ้นหลังจากพวกเขาไปดื่มเหล้านอกเมืองแล้วเดินกลับบ้านในยามวิกาล จนบังเอิญไปพบกับนกยักษ์เข้าตัวหนึ่ง ยามนั้นท่านหมอที่ร้านยากล่าวว่า นี่ไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บ แต่เป็นเพราะต้องคุณไสย”
“นับจากนั้นพวกเราก็ไปกราบไหว้เทพจี๋เล่อ ไหว้พระไหว้เจ้า ทั้งยังเชิญผู้มากวิชาในเมืองมาหลายท่าน แต่ก็ล้วนไร้ผล มิหนำซ้ำโรคนี้ยังดูเหมือนจะติดต่อกันได้ ทีแรกมีเพียงท่านพ่อและอาคนรองที่ล้มป่วยปวดท้อง ต่อมาทุกคนในบ้านล้วนล้มป่วยด้วยอาการเดียวกันหมด จนกระทั่งต่อมา แม้แต่เพื่อนบ้านในละแวกนั้นก็พลอยโดนไปด้วย”
“ผ่านไปได้ไม่นาน จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งท่าทางเหมือนขอทาน มาเดินขายแผ่นสมุนไพรตามบ้าน บอกว่าหากแปะไว้ที่ศีรษะจะรักษาอาการปวดท้องได้ ทีแรกพวกเราไม่เชื่อ แต่พอแปะลงไปแล้ว กลับได้ผลเสียอย่างนั้น!”
เมื่อซ่งโหยวฟังมาถึงตรงนี้ก็พอจะเข้าใจเรื่องราวแจ่มแจ้งแล้ว เขาเงยหน้ามองแผ่นสมุนไพรบนศีรษะของคนเหล่านั้น
“แปะแล้วก็มิอาจแกะออกได้ มิหนำซ้ำร่างกายยังนับวันจะซูบผอมอ่อนแรงลงไปทุกที”
“ถูกต้องแล้ว!”
ทุกคนเมื่อได้ยินว่าเขาคาดเดาผลลัพธ์ได้ถูกต้องในทันที ต่างก็พากันดีใจจนเนื้อเต้น
“นับแต่นั้นแม้พวกเราจะไม่มีอาการปวดท้องอีก แต่ร่างกายกลับผอมแห้งแรงน้อยลงเรื่อยๆ ไปหาหมอ หมอก็ได้แต่บอกว่าปราณหยางของพวกเราอ่อนแรง ใกล้จะหมดอายุขัยเต็มที ไปหาผู้หมอผี เขาก็ว่าพวกเรามีปราณหยินหนาแน่น กลิ่นอายปีศาจพุ่งพล่าน แต่ขอทานผู้นั้นกลับบอกว่าแผ่นสมุนไพรต้องแปะให้ครบสี่สิบเก้าวัน” ชายแซ่หลี่กล่าวต่อ “อาคนรองของข้าบันดาลโทสะหมายจะกระชากแผ่นสมุนไพรออก ทว่าพอแกะออกมาแล้ว กลับพบว่ามีเส้นสายหนึ่งเหนียวแน่นเหมือนเส้นผมมนุษย์ ดึงรั้งออกมาจากเนื้อตรงหางตา ยิ่งดึงดวงตาก็ยิ่งมืดมิด พอออกแรงกระชากจนขาดสะบั้น ดวงตาก็พลันบอดสนิททันที ท่านหมอในเมืองบอกว่า นั่นเขากระชากเส้นเอ็นลูกตาหลุดออกมาด้วย”
“ช่างอำมหิตนัก…”
ซ่งโหยวฟังจบก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
มันใช้แผ่นสมุนไพรเพื่อสูบกินพลังชีวิตและใช้ดวงตาเป็นตัวประกัน หากฝืนกระชากออกก็ต้องตาบอด หากไม่กระชากออกก็ต้องกลายเป็นเตาหลอมพลังชีวิตให้มัน
ทว่าซ่งโหยวกลับมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง
เมืองหยางตูเพิ่งจะมีเทพสายฟ้าจุติมาปราบเทพจี๋เล่อไปเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ยามนี้ทั่วเมืองก็กำลังตั้งศาลเทพสายฟ้า วิหารสักการะเทพสายฟ้าก็สร้างไปได้เกือบครึ่งแล้ว เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน กลับมีปีศาจโผล่มาสร้างความวุ่นวายแล้วหรือ
“แล้วพวกท่านหาตัวข้าเจอได้อย่างไรกัน”
“ไม่กล้าปิดบังท่าน ช่วงเวลานี้พวกเราได้ตระเวนหาผู้ทรงวิชา ร่างทรง หรือหมอผีทั่วบริเวณนี้จนหมดสิ้นแล้ว ทว่าไม่มีใครช่วยได้เลย พวกเราเห็นท่านเข้าออกแถวนี้บ่อยครั้ง ทราบมาว่าเรือนหลังนี้เดิมทีเป็นของยักษาตนนั้น ยักษาตนนั้นไม่เกรงกลัวฟ้าดิน เมื่อก่อนยังเคยด่าทอเทพจี๋เล่อกลางถนน ทั้งไม่ยอมปล่อยให้ใครเช่าเรือน แต่กลับยอมให้ท่านเข้ามาพักอาศัย ท่านย่อมต้องเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้าเป็นแน่ บัดนี้พวกเราไม่มีหนทางอื่นแล้วจริงๆ จึงจำต้องบากหน้ามาอ้อนวอนท่าน”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
“คุณชายพอจะมีหนทางช่วยหรือไม่ พวกเรามีรางวัลตอบแทนอย่างงามแน่นอน!”
“มี!”
นักพรตคลี่ยิ้มบางๆ หิ้วปลาเดินนำไปข้างหน้า เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปในบ้าน