Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 462 ร่วมใจกันสู้ศึกเถิด

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 462 ร่วมใจกันสู้ศึกเถิด
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 462 ร่วมใจกันสู้ศึกเถิด

………………..

ซ่งโหยวเดินตรงไปยังห้องครัว ใช้กระบวยตักน้ำใส่กะละมังจนเต็มแล้วหย่อนปลาสองตัวนั้นลงไปเลี้ยงไว้ จากนั้นจึงเช็ดมือพลางเดินกลับออกมา เอ่ยถามกลุ่มคนเหล่านั้นว่า “ทุกท่านทราบหรือไม่ว่ายามนี้คนผู้นั้นอยู่ที่ใด”

“อยู่ที่ใดนั้นข้าไม่อาจทราบ แต่ทุกค่ำคืนครั้นตะวันตกดิน มันจะมาวนเวียนอยู่แถวนี้ พอตกดึกก็จะมาปรากฏตัวที่หน้าบ้านข้า”

“โอ้ เช่นนั้นก็นับว่าใจกล้าไม่เบา”

“เกรงว่ามันคงมาเพื่อสูบเอาปราณหยางของพวกเราไป…”

“พวกท่านเคยลองรับมือกับมันบ้างหรือไม่”

“ย่อมเคยลองมาหมดแล้ว สารพัดวิธีก็ว่าได้” ชายแซ่หลี่กล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น “ไปจุดธูปขอจี้หยกที่ศาลเจ้า ไปขอผ้ายันต์ที่อาราม เชิญร่างทรงหมอผีมาทำพิธี หรือแม้แต่แจ้งทางการก็ทำมาแล้ว”

“ได้ผลหรือไม่”

“บางอย่างก็ได้ผลบ้าง บางอย่างก็ไร้ผล แต่ถึงจะได้ผลก็ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงนัก”

“เป็นเช่นนี้เอง” ซ่งโหยวพยักหน้า พลางครุ่นคิด “แล้วทางทางการจัดการอย่างไรเล่า”

“ทางการส่งมือปราบมาหมายจะจับกุม แต่นึกไม่ถึงว่าเจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะวิ่งได้รวดเร็วนัก ทั้งยังปีนกำแพงไต่หลังคาได้คล่องแคล่ว เพียงข้ามกำแพงไปก็ไร้ร่องรอย มือปราบทั่วไปมิอาจตามมันทันเลย แม้จะใช้ไม้พลองหรือไม้บรรทัดเหล็กฟาดลงบนตัวมัน มันก็ดูไม่เจ็บไม่คันประหนึ่งไม่ใช่มนุษย์”

“ฟังดูแล้ว นอกจากจะมีอาคมทำให้ปวดท้องกับใช้แผ่นสมุนไพรนี้แล้ว เจ้าคนผู้นี้ก็ดูท่าจะไม่มีความสามารถอื่นใดมากนัก…”

“คุณชายพอจะมีหนทางหรือไม่”

“อย่าได้ใจร้อนไป”

ซ่งโหยวนั่งลงที่ม้านั่งหินในลานบ้าน นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าถามพวกเขาว่า “คนที่ต้องคุณไสยอยู่ที่นี่หมดทุกคนแล้วหรือ”

“ยังมีผู้อาวุโสอีกจำนวนหนึ่งที่แข้งขาไม่อำนวยจึงยังพักอยู่ที่บ้าน และมีเพื่อนบ้านอีกบางส่วนที่มิได้ตามมาด้วย นอกจากนี้ยังมีเพื่อนบ้านอีกหลายคนที่พอได้ยินเรื่องของพวกเรา ก็ยอมทนปวดท้องแต่ไม่ยอมแปะแผ่นสมุนไพรนี้ขอรับ”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”

ซ่งโหยวครุ่นคิดอีกครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “โบราณว่าไว้ ผูกกระดิ่งไว้ที่ใดก็ต้องให้ผู้ผูกมาแก้เอง อีกทั้งคุณไสยนี้ยังเชื่อมโยงกับดวงตาของทุกท่าน เกี่ยวพันกับการมองเห็น จักวู่วามทำการใดโดยพลการมิได้เด็ดขาด”

“แล้วพวกเราควรทำอย่างไรเล่าขอรับ”

“ข้าพอจะมีวิธีทำให้มนต์ดำจากแผ่นสมุนไพรนั้นไม่อาจทำอันตรายทุกท่านได้ เพื่อให้ทุกท่านเบาใจลง ทว่าหากจะถอนคุณไสยนี้ออก ก็จำเป็นต้องจับตัวมันมาเพื่อเค้นเอาวิธีแก้” ซ่งโหยวเอ่ยพลางเงยหน้ามองสำรวจพวกเขาทีละคน “ทว่ามิรู้ว่าทุกท่านพอจะมีพละกำลังและใจสู้พอจะประลองกับปีศาจร้ายตนนี้หรือไม่”

“หา”

ทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็ตกตะลึง พากันหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“นี่มัน…”

“เรื่องนี้…”

“สู้กับปีศาจหรือ”

“นั่นมันเป็นถึงปีศาจร้าย พวกเราเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา ทั้งยังไร้อาคม จะไปสู้กับปีศาจได้อย่างไรกัน”

ทุกคนต่างตื่นตระหนกและหวาดกลัว

“พวกท่านกล่าวเช่นนี้ก็ผิดนัก ปิศาจร้ายมิได้หมายความว่าจะต้องเก่งกาจกว่ามนุษย์เสมอไป ผีร้ายเองก็ยังเกรงกลัวคนใจกล้า บางคราที่ปีศาจหรือผีร้ายมีชัยเหนือคน ก็เพียงเพราะมันใช้เล่ห์กล ใช้จุดแข็งของตนจู่โจมจุดอ่อนของมนุษย์ และเพราะมนต์นั้นทำให้คนไม่กล้าขัดขืนต่างหาก” ซ่งโหยวมองทุกคนด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อต่อหน้ามือปราบ ปีศาจตนนั้นยังทำได้เพียงวิ่งหนี นั่นย่อมแสดงว่ามันก็มีฝีมือเพียงเท่านี้ หากทุกท่านรวบรวมความกล้า ระดมชายฉกรรจ์ เชิญชาวยุทธ์ใจกล้ามาช่วยกันวางแผนดักซุ่มในเส้นทางที่มันต้องผ่าน ก็ใช่ว่าจะจับตัวมันไม่ได้”

“แต่นี่…หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน…”

“ก็เพียงแค่กลัวว่าปีศาจตนนั้นจะใช้อาคมผ่านแผ่นสมุนไพรบนศีรษะทำร้ายทุกท่าน ทว่าขอเพียงตัดขาดการเชื่อมโยงนั้นเสีย แล้วยังมีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัวอีกเล่า”

“คุณชายไม่อาจออกโรงด้วยตนเองหรือขอรับ”

“ยามค่ำคืนผู้น้อยยังต้องทำอาหารน่ะสิ” ซ่งโหยวหัวเราะเบาๆ “โลกใบนี้อย่างไรเสียก็เป็นโลกของมนุษย์ เหตุที่มนุษย์สามารถครองแผ่นดินได้ ก็มิใช่เพราะพึ่งพาแต่เทพเซียนบนสวรรค์หรือผู้นักพรตบนดินไปเสียทั้งหมด พวกท่านเองก็มิได้ด้อยไปกว่ามือปราบของทางการ ต่อให้ลงมือพลาด อย่างมากที่สุดก็เพียงปล่อยให้มันหนีไปได้เท่านั้น เมืองหยางตูคงสงบสุขมานานเกินไปเสียแล้ว หากเป็นที่อื่นที่ชาวเมืองมีความกล้าหาญชาญชัย ปีศาจเช่นนี้คงถูกทุบตีจนตายไปนานแล้ว”

“…”

ทุกคนหันมองหน้ากันอีกครั้ง

ผู้ที่มาหาซ่งโหยวในวันนี้ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มที่มีเลือดร้อน แม้คำพูดของซ่งโหยวจะดูราบเรียบ ทว่ากลับปลุกเร้าความฮึกเหิมขึ้นในใจ แววตาของพวกเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นมั่นคงและดุดัน

“เช่นนั้นข้าก็ยินดีจะสู้กับมันสักตั้ง!”

ชายแซ่หลี่ผู้นั้นนับว่ามีแรงใจกล้าหาญที่สุด เขาเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาประสานมือกล่าว จากนั้นจึงถามต่อว่า “ทว่าวันนั้นพวกเราเห็นกับตา มือปราบใช้ไม้พลองและแท่งเหล็กฟาดใส่มัน กลับเหมือนฟาดลงบนกระสอบข้าว นอกจากมันจะไม่บาดเจ็บแล้วยังไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย คุณชายพอจะมีเคล็ดลับต่อกรกับมันให้พวกเราหรือไม่”

“ไม้พลองตีไม่ตาย ไม่ได้หมายความว่าดาบกระบี่จะฟันไม่เข้า” ซ่งโหยวยิ้มบางๆ สายตายังคงกวาดมองทุกคน ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ข้ายังสามารถให้พวกท่านหยิบยืมสิ่งของใช้กำจัดปีศาจตนนี้ได้ด้วย”

“สิ่งใดหรือขอรับ”

ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ซ่งโหยวเป็นตาเดียว

เห็นเพียงนักพรตผู้นั้นยื่นมือออกไปกวักเรียกเบาๆ

วู้ว…วู้ว…วู้ว…

พลันเกิดเสียงลมฉีกขาดดังแหวกอากาศมา

ฟังดูคล้ายเสียงไม้พลองที่ถูกควงอย่างรวดเร็วจนแหวกม่านอากาศ

ทุกคนหันไปมองตามเสียง เห็นเพียงไม้พลองเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากห้องโถงด้านใน หมุนคว้างกลางอากาศแล้วร่อนลงสู่ลานบ้านอย่างรวดเร็ว

แปะ…

ไม้พลองนั้นลอยเข้ามาอยู่ในมือของนักพรตพอดี

ทุกคนต่างเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน

เพียงได้ฟังวาจาของนักพรตเมื่อครู่ ก็พอจะรู้ว่าเขาคือผู้วิเศษจริงๆ ยามนี้ได้เห็นวิชาเรียกของในพริบตา ย่อมรู้ซึ้งแล้วว่ามิได้ตามหาคนผิด!

ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะไปวิงวอนเทพเจ้าตามวัดอาราม หรือไปพบผู้ทรงวิชาท่านใด บางคนก็ทำพิธีเสียหรูหราอลังการแต่ไร้แก่นสาร บางคนก็เล่นกลเผายันต์พ่นไฟกระดาษบินว่อน หรือบางคนก็เอาแต่ขู่ให้ขวัญเสีย ทว่าจะมีสิ่งใดที่ดูเรียบง่ายแต่น่าเกรงขามเท่าการยื่นมือเรียกไม้พลองออกมาจากห้องได้เช่นนี้เล่า

เมื่อก้มลงมองจึงพบว่าหามิใช่ไม้พลองไม่ ทว่าเป็นไม้เท้าไผ่

ไม้เท้าไม้ไผ่เล่มนี้สูงกว่าครึ่งตัวคนเล็กน้อย ข้อไผ่เรียงตัวเป็นระเบียบสม่ำเสมอ พื้นผิวเรียบเนียนเป็นมันวาว มีสีเขียวดุจดั่งหยก มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดาสามัญ

“นี่คือไม้เท้าที่ข้าใช้ยามเดินทางไปทั่วหล้า สามารถใช้ฟาดฟันภูตผีปิศาจและสิ่งชั่วร้ายได้ พวกท่านจงรับไป มอบให้แก่ผู้ที่มีความกล้าหาญและมีวรยุทธแก่กล้า เมื่อพบปีศาจตนนั้น ให้ใช้ไม้เท้านี้ฟาดลงไป รับรองว่าเพียงครั้งเดียวมันต้องล้มพับไปแน่นอน หากพวกท่านไม่อาจจับกุมมันได้ อย่างน้อยมีไม้เท้านี้ไว้คุ้มกาย ก็ย่อมรับรองความปลอดภัยได้ไร้กังวล”

“คุณชายกล้ายืนยันหรือไม่”

ใครคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความไม่แน่ใจและระแวดระวัง

“ฮ่าๆ…”

ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะเบาๆ จากนักพรตเพื่อปลอบประโลมให้พวกเขาเบาใจ ก่อนจะยื่นส่งไม้เท้าไผ่มาให้

ชายแซ่หลี่รีบรับมาอย่างนอบน้อม

ยามนี้แม้ในใจจะยังมีความประหม่าอยู่บ้าง แต่กับคำกล่าวของนักพรตผู้นี้ พวกเขาไม่มีความคลางแคลงใจเหลืออยู่แล้ว ทุกคนหันไปสบตากับคนรอบข้างอีกครั้ง แรงใจเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาแทนที่

“ข้าพอจะรู้จักยอดฝีมืออยู่บ้าง!”

“ข้าเองก็รู้จักอยู่คนหนึ่ง!”

“ต้องทุบมันให้ตาย!”

“…”

ทุกคนต่างกัดฟันกรอด ปรึกษาหารือกันไม่หยุดหย่อน

ทว่ากลับเห็นนักพรตลุกขึ้นอีกครั้ง เดินเข้าไปตักน้ำในครัวมาหนึ่งถัง ก่อนจะชี้นิ้วลงไป พลันปรากฏแสงเรืองรองโปรยปรายลงไป ช่างเป็นวิธีการที่แตกต่างจากพวกที่เผายันต์ละลายน้ำ สวดมนต์ร่ายรำทรงเจ้าอย่างสิ้นเชิง

“พวกท่านจงดื่มน้ำนี่เสีย ให้ดื่มเพียงคนละหนึ่งอึกเท่านั้น หากดื่มมากไปจะเป็นภัย ส่วนที่เหลือให้นำกลับไปแบ่งปันให้คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านที่แปะแผ่นสมุนไพร จะถอนคุณไสยได้ ส่วนผู้ที่ยังมิได้แปะก็จะไม่มีอาการปวดท้อง” ซ่งโหยวยื่นน้ำส่งให้ชายแซ่หลี่ “ฝากท่านจัดการด้วย”

“…”

ชายแซ่หลี่รีบรับมาอย่างระมัดระวัง ความรู้สึกที่ได้รับความไว้วางใจและคำชื่นชมเอ่อล้นขึ้นมาในใจ “คุณชายโปรดวางใจ มอบหมายให้ข้าเถิด!”

“จะรอฟังข่าวดี”

“พวกเราขอลา!”

ชายแซ่หลี่ประคองถังน้ำอย่างระแวดระวัง เขาเริ่มดื่มก่อนเป็นคนแรก รสชาตินั้นหวานล้ำเย็นชื่นใจเป็นพิเศษหาได้มีรสอื่นปนไม่ จากนั้นจึงส่งต่อให้คนอื่นดื่ม เมื่อระดับน้ำลดลงจนไม่หกเรี่ยราดง่ายแล้ว จึงค่อยๆ ประคองเดินจากไป

ทว่าเขายังคงก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ ขยับฝีเท้าไปทีละนิด

“…”

ซ่งโหยวมองตามพลางส่ายหน้า ครั้นเงยหน้าขึ้นมองเห็นนกนางแอ่นบนหลังคาจึงเอ่ยว่า

“รบกวนช่วยไปดูให้ที”

พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…

นกนางแอ่นขยับปีกบินพุ่งออกไปทันที

“อืม…”

ซ่งโหยวจึงค่อยๆ เดินเข้าครัวไปอย่างไม่รีบร้อน หยิบปลาสองตัวออกมาจากถัง ตามด้วยมีดทำครัวออกมาตบเบาๆ สองทีจนปลาแน่นิ่งไป ขูดเกล็ดจนสะอาดหมดจด ผ่าท้องควักไส้ออกมา

แสงตะวันเริ่มหม่นแสงลงทุกที

เอี๊ยด…

แม่นางสามสีผู้เป็นเสาหลักของบ้านหิ้วถังเปล่ากลับมาแล้ว

“หืม…”

เจ้าแมวสูดจมูก กวาดสายตามองซ้ายขวา ก่อนจะหิ้วถังตรงไปยังห้องครัว ยืนอยู่ที่หน้าประตูมองดูนักพรตที่กำลังจัดการกับปลาอยู่ข้างใน นางถามด้วยความสงสัยว่า

“นักพรต เหตุใดเจ้ายังทำกับข้าวไม่เสร็จอีก หรือว่าแอบนอนหลับไปอีกแล้ว”

“มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ”

“ทำไมในบ้านถึงมีกลิ่นของคนอื่นอยู่ด้วยเล่า”

“เมื่อครู่มีคนมาหา เลยล่าช้าไปบ้าง” มือของซ่งโหยวยังคงขยับไม่หยุดพลางหันไปมองเด็กหญิง “แม่นางสามสีขายปลาหมดไวจริง”

“พวกเถ้าแก่ร้านอาหารเห็นว่าแม่นางสามสีเป็นเด็กน้อย ทั้งปลาที่ตกได้ยังมีคุณภาพดี จึงชอบซื้อปลาของแม่นางสามสี”

“ต้องเป็นเพราะปลาที่แม่นางสามสีตกได้รสชาติอร่อยกว่าเป็นแน่”

“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ!”

เด็กหญิงตัวน้อยอดไม่ได้ที่จะมองเขาด้วยความเป็นห่วง คล้ายกับรู้สึกว่านักพรตของตนเริ่มจะเซ่อซ่าขึ้นทุกวันเสียแล้ว

“ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นเพราะแม่นางสามสีน่ารักกว่าน่ะสิ”

“อืม…”

“ในเมื่อแม่นางสามสีกลับมาแล้ว รบกวนช่วยไปเด็ดมะเขือเปรี้ยวในสวนมาให้ข้าสักกำหนึ่ง พริกอีกสองสามเม็ด แล้วก็เด็ดต้นหอมมาด้วยนะ”

“ได้เลย!”

เด็กหญิงก้าวเข้าห้องครัว วางถังลงแล้วเดินออกไปข้างนอกทันที

ส่วนซ่งโหยวก็บรรจงแล่ปลาช่อนเป็นแผ่นบาง พยายามให้ทุกชิ้นมีความหนาและขนาดเท่ากัน จากนั้นจึงนำไปคลุกแป้งหมักไว้ ส่วนก้างปลาก็สับเป็นท่อนสั้นๆ

เมื่อไฟเริ่มลุกโชน เขาจึงใช้มันหมูผัดมะเขือส้มจนเปื่อยเละ ใส่ขิงเพียงเล็กน้อยเพื่อดับคาว เติมก้างปลาลงไปเคี่ยวอย่างช้าๆ จนได้น้ำซุปข้นขลักรสเลิศที่มีสีแดงทองชวนมอง ปรุงรสตามใจชอบ แล้วจึงค่อยๆ หย่อนชิ้นปลาลงไปทีละชิ้น เพียงให้ผ่านน้ำจนสุกเป็นสีขาวโพลน โรยต้นหอมเล็กน้อย ก็จะได้ปลาช่อนแล่ในน้ำซุปส้มรสแซ่บเรียกน้ำย่อยหนึ่งหม้อ

ส่วนปลาตะเพียนตัวน้อยของแม่นางสามสีที่มีขนาดกว้างเพียงสองนิ้ว ซ่งโหยวก็หาได้ละเลยไม่

เขาขูดเกล็ดควักไส้ออก ใส่ต้นหอมและขิงต้มจนสุก จากนั้นจึงวางต้นหอมซอยและเครื่องปรุงอื่นๆ ทับลงไป แล้วใช้ตะหลิวเหล็กตักน้ำมันร้อนๆ ส่งให้แม่นางสามสีผู้กำลังเติมฟืน รบกวนให้นางจ่อเข้าไปในเตาเพื่อให้ร้อนจัด

ซู่…

น้ำมันร้อนจัดราดลงบนหน้าปลา ควันสีขาวพุ่งกระจาย

กลิ่นหอมหวลฟุ้งกระจายออกมาทันที

กลายเป็นปลาตะเพียนราดน้ำมันต้นหอม

เด็กหญิงตัวน้อยถือไม้เขี่ยฟืนอยู่ในมือ ทว่ากลับยืนนิ่งอยู่หน้าเตา แหงนหน้าจ้องมองทุกท่วงท่าของเขาตาไม่กะพริบ

“ผู้คนเปรียบอาหารเป็นดั่งสรวงสวรรค์ การกินดื่มก็คือการใช้ชีวิต ไร้จุดเริ่มต้น ไร้จุดจบ วิถีแห่งอาหารนี้ย่อมไร้ที่สิ้นสุด”

“แมวก็เหมือนกัน!”

“ดับไฟเถิด…”

ฟู่!

เด็กหญิงเป่าลมใส่เตาเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าเปลวไฟจะลุกโชนเพียงใด ก็พลันมอดดับลงทันที กระทั่งประกายไฟแม้เพียงนิดก็ไม่หลงเหลือ

เงาร่างเล็กใหญ่ประคองจานกับข้าวคนละจาน เดินออกไปยังลานกว้าง ท้องฟ้ามืดลงนานแล้ว นักพรตไปตักข้าวเย็นที่เหลือจากมื้อเที่ยง ส่วนเด็กน้อยนักบำเพ็ญก็ไปหยิบตะเกียงมาจุดให้แสงสว่าง

ความมืดมิดรอบกายทำให้แม่นางสามสีนึกเป็นห่วงว่านักพรตจะมองไม่เห็นกับข้าว แม้จะมีตะเกียงคอยให้แสงสว่าง แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับยามกลางวัน ในใจนางอดพึมพำไม่ได้ว่า นักพรตผู้นี้ขี้เกียจทำกับข้าวขึ้นทุกที ไม่รู้ว่าวันนี้มีเรื่องอันใดถึงต้องเสียเวลาไป คงเอาแต่นั่งเหม่อลอย ไม่ก็นอนหลับ หรือไม่ก็ต้องเสียเงินเสียทองเป็นแน่

………………..

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 462 ร่วมใจกันสู้ศึกเถิด"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย