ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 460 เซียนบำเพ็ญพรต สะเทือนถึงฟ้าดิน
บทที่ 460 เซียนบำเพ็ญพรต สะเทือนถึงฟ้าดิน
“แม่นางสามสี เปิดประตูให้ข้าที”
“ข้างล่างกำแพงมีรูเล็กๆ รูหนึ่ง ก็แปลงกายเป็นคนแคระ แล้วมุดรูนั่นเข้ามาสิ!”
“รีบเปิดประตูให้ข้าเถิด”
เอี๊ยด…
บานประตูเปิดออก เบื้องหลังคือเด็กหญิงตัวน้อยที่ถลกแขนเสื้อขึ้นจนสูง เผยให้เห็นลำแขนขาวผ่องสะอาดสะอ้าน ในมือถือแปรงด้ามหนึ่ง มือทั้งสองข้างยังคงเปียกชุ่ม ดูท่าเมื่อครู่นางคงกำลังทำงานง่วนอยู่เป็นแน่
“เหตุใดเจ้าถึงไม่แปลงเป็นคนแคระเล่า”
“แม่นางสามสีช่างฝังใจเสียจริงนะ” ซ่งโหยวเอ่ยพลางปรายตามองนางนิ่งๆ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นว่า “ช่วงนี้แม่นางสามสีคงไม่ได้กำลังเขียนถึงตอนไปเยือนอาณาจักรคนแคระหรอกนะ”
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยพลันเกิดความระแวดระวังขึ้นมาทันที
“หึๆ…”
ซ่งโหยวหัวเราะแผ่วเบา ก้าวเท้าเข้าไปในลานบ้าน
ม้าขนแดงยืนอยู่กลางลาน อาบไล้ด้วยแสงตะวัน ข้างกายมันมีถังน้ำอุ่นที่ยังมีไอความร้อนลอยกรุ่น มีม้านั่งตัวเล็กหนึ่งตัว และพื้นดินรอบๆ ที่เปียกโชก
เอี๊ยด…
บานประตูเบื้องหลังปิดลงอย่างช้าๆ
ซ่งโหยวเดินกลับเข้าห้องของตน
วันนี้อากาศดี เหมาะแก่การเปิดหน้าต่างนอนงีบสักตื่น
เขาเหลือบมองไปที่ลานบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจ เห็นเด็กหญิงตัวน้อยยืนอยู่บนม้านั่ง ถือแปรงขัดล้างม้าของนางอย่างขะมักเขม้น สีหน้าจดจ่อ การเคลื่อนไหวก็ดูอ่อนโยนยิ่งนัก
แกรก แกรก…
เสียงแปรงขัดผิวหนังม้าดังสะท้อนอยู่ในลานบ้านมิขาดสาย
เดิมทีซ่งโหยวตั้งใจจะนอน ทว่าเห็นภาพนั้นแล้วก็อยากจะนั่งมองต่ออีกสักพัก ยามที่จ้องมองอยู่นั้นเขาก็นึกถึงเรื่องการแปลงกายเป็นคนแคระที่แม่นางสามสีเพิ่งกล่าวไป จึงหยิบเอาดินทั้งสามทิศออกมาวางไว้บนฝ่ามือ
จะกล่าวให้ถูก มันหาใช่ดินไม่
ทว่ามันคือพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินที่ควบแน่นจนกลายเป็นวัตถุอัศจรรย์
ก่อนหน้านี้ พลังวิญญาณสองส่วนที่ราชครูทิ้งไว้ ส่วนหนึ่งมาจากทางเหนือและอีกส่วนจากแดนจงหยวน ก้อนหนึ่งคล้ายโลหะ แข็งแกร่งและสงบนิ่ง อีกก้อนคล้ายดินทราย แผ่ตัวกว้างขวางโอบอุ้มสรรพชีวิต
ส่วนพลังวิญญาณที่ได้มาจากแดนโพ้นทะเลทางตะวันออกเฉียงใต้นั้นเปรียบเสมือนน้ำนิ่งไหลลึก
ทว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงคุณลักษณะที่เด่นชัดและเป็นรูปลักษณ์ภายนอกของพวกมัน อันที่จริงยังมีคุณลักษณะอื่นซ่อนอยู่อีกมากมาย ทั้งเล็กและใหญ่จนนับมิถ้วน พลังวิญญาณแต่ละส่วนล้วนซับซ้อนอย่างยิ่ง ในคุณลักษณะนับหมื่นนับพันข้อนั้น มีทั้งส่วนที่แตกต่างกันสุดขั้ว ส่วนที่ขัดแย้งกัน และส่วนที่ซ้อนทับกัน
บางทีความแตกต่างเหล่านั้นอาจเป็นส่วนที่พวกมันเกื้อกูลกัน ความขัดแย้งอาจเป็นจุดที่พวกมันปะทะจนเกิดการเปลี่ยนแปลง และความซ้อนทับอาจเป็นจุดที่พวกมันหลอมรวมเข้าด้วยกัน
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ซ่งโหยวมักจะทำความเข้าใจความลี้ลับเหล่านี้อยู่เสมอ
สิ่งนี้คือแก่นแท้แห่งพลังวิญญาณฟ้าดิน และกำลังจะควบแน่นกลายเป็น ‘โลกใบเล็ก’ อันเป็นที่สิงสถิตของความลี้ลับแห่งธรรมชาติ
หากจะกล่าวว่ามรรคาดำเนินตามวิถีธรรมชาติ สิ่งนี้ก็คือผลผลิตจากธรรมชาตินั่นเอง
ยมโลกคือวาสนาอันยิ่งใหญ่ของราชครู ของฮ่องเต้ และของเหล่าทพเจ้ามากมาย แม้ซ่งโหยวจะเป็นเพียงผู้ช่วยผลักดันให้มันก่อตัวขึ้นและมีส่วนร่วมในการสร้าง โดยมิได้ตักตวงผลประโยชน์จากมันเลย ทว่ากระบวนการที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้มันปรากฏขึ้นมาในโลกนี้ก็คือ ‘วาสนา’ ของเขา
ซ่งโหยวหาได้ปรารถนาสิ่งเหล่านี้ ทว่าเมื่อมันมาอยู่ในมือ เขาก็หาได้ปล่อยให้หลุดลอยไป
เพราะในความลี้ลับนั้น นอกจากจะได้ปัญญาแล้ว ยังมีความรื่นรมย์แฝงอยู่ด้วย
หากสามารถบรรลุถึงแก่นแท้ของพลังวิญญาณส่วนใดส่วนหนึ่งได้อย่างถ่องแท้ ก็เพียงพอที่จะส่งอิทธิพลต่อฟ้าดินในขอบเขตหนึ่ง เหมือนกับโลกอันพิศวงในต่างแดนแถบชายฝั่งทะเลนั้น และหากบรรลุได้ทั้งหมด เกรงว่าคงจะสร้างโลกของตนเองขึ้นมาได้
เพียงแต่คำว่าถ่องแท้นั้น ช่างยากเข็ญเหลือเกิน
ฟ้าดินไร้ขอบเขต กาลเวลาไร้ที่สิ้นสุด ทว่าอายุขัยและกำลังของมนุษย์ย่อมมีวันหมดสิ้น เพียงเวลาไม่กี่ร้อยปี ต่อให้เป็นอัจฉริยะเพียงใด การจะบรรลุถึงแก่นแท้ของพลังวิญญาณเพียงส่วนเดียวก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ หากจะบรรลุทั้งหมด ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ทว่าการบำเพ็ญตบะและเข้าถึงสัจธรรมก็เหมือนกับการเรียนรู้ แม้หนทางจะมองไม่เห็นจุดจบ แต่มิได้หมายความว่าเราจะเดินไปให้ไกลมิได้ ทุกก้าวที่รุดไปข้างหน้า ย่อมเป็นผลการกระทำของตนเองทั้งสิ้น
เข้าถึงได้เท่าใด ก็นับว่ามีวาสนาเท่านั้น
แม้เพียงเศษเสี้ยว ก็กลายเป็นวิชาอาคมอันมหัศจรรย์ได้แล้ว
และยังมีจุดสำคัญที่สุดประการหนึ่ง
วิมานสวรรค์เหนือเศียรเกล้านั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากสิ่งนี้เช่นกัน
หมู่เมฆบนนภาลอยล่อง กาลเวลาเคลื่อนคล้อย
พลังวิญญาณแผ่ซ่านออกไปด้านนอกอย่างเงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง
ประหนึ่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายวัน ทว่าก็ประหนึ่งเพียงชั่วพริบตาเดียว
ยามที่ซ่งโหยวค่อยๆ ถอนจิตออกจากสมาธิอย่างเชื่องช้า ที่ข้างเตียงก็มีแมวสามสีตัวหนึ่งหมอบนอนหลับปุ๋ยอยู่ก่อนแล้ว ส่วนภายนอกหน้าต่างนั้นเล่าก็เข้าสู่ยามโพล้เพล้เสียแล้ว
เวลาครึ่งค่อนบ่ายเลือนหายไปสิ้น
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวทอดถอนใจ คำว่านอนงีบยามบ่ายพลันมลายกลายเป็นหมอควันไปเสียแล้ว
เขาค่อยๆ เลิกผ้าห่มขึ้น เตรียมจะลุกจากเตียงโดยไม่อยากจะรบกวนเสาหลักของบ้าน ทว่าแมวนั้นมีประสาทสัมผัสไว นางรีบเงยหน้าขึ้นจากอุ้งเท้าทันที ก่อนจะหันมามองเขาทั้งที่ยังสะลืมสะลือ
“นักพรต เจ้าตื่นแล้วรึ”
“ตื่นแล้ว”
“ยินดีด้วยแม่นางสามสี”
“เมื่อครู่ตอนแม่นางสามสีเข้ามาหาเจ้า ดูเหมือนจะเห็นโต๊ะหดเล็กลงไป เล็กกว่าตัวแม่นางสามสีด้วยซ้ำ แล้วก็เห็นม้านั่งขยายใหญ่ขึ้น ปลายสองข้างยันกำแพงไว้เลย แปลกประหลาดแท้ๆ”
“แล้วอย่างไรต่อเล่า”
“แล้วแม่นางสามสีก็รู้สึกมึนๆ หัว จึงกระโดดขึ้นเตียงมานอนฝันต่อ”
“ไม่แน่ว่าเรื่องที่เห็นนั่น ก็อาจจะเป็นความฝันเช่นกัน”
“นั่นสินะ…”
แม่นางสามสีเอ่ยพลางสะบัดหัวไปมา ราวกับเพิ่งนึกเรื่องสำคัญออกจึงรีบตื่นเต็มตาแล้วบอกเขาว่า “จริงด้วย นักพรตชราจากนอกเมืองคนนั้นมาหาเจ้าน่ะ”
“เช่นนั้นหรือ”
“มาตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว! ข้าบอกว่าเจ้ากำลังหลับนอนอยู่ เลยพาเขาไปรอที่ห้องโถงกลางบ้าน ชงน้ำผึ้งร้อนๆ ให้เขาด้วย ป่านนี้ไม่รู้หนีกลับไปหรือยัง!”
“เช่นนั้นก็เสียมารยาทต่อแขกแย่เลย”
ซ่งโหยวรีบสวมเสื้อผ้าและรองเท้า แล้วเดินออกไปทันที
ภายในห้องโถงกลางมีเครื่องเรือนสภาพดีอยู่หลายชิ้น ล้วนเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเยี่ยซินหรง เนื้อไม้ดี ฝีมือประณีต จนถึงบัดนี้ก็ยังคงแข็งแรงมั่นคง
เหวินผิงจื่อนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ เอาแต่ก้มหน้าจ้องเขม็งไปยังถ้วยน้ำผึ้งบนโต๊ะน้ำชาอย่างไม่วางตา
แม้เหวินผิงจื่อจะมีอาคม มีตบะไม่ต่ำต้อย และเชี่ยวชาญการปราบมารกำราบปีศาจ ทว่าแท้จริงแล้วตัวเขาเองหาได้เก่งกาจด้านการประลองอาคมตรงๆ ส่วนใหญ่ล้วนอาศัยการสักการะเทพดาราและอัญเชิญเทพลงมาช่วยเหลือ ก่อนหน้านี้เขาบาดเจ็บเพราะเข้าต่อกรกับเทพจี๋เล่อ ประกอบกับช่วงปีใหม่มีภารกิจอื่นต้องจัดการ จึงไม่ได้มาขอบคุณซ่งโหยวในทันที บัดนี้เมื่อพ้นช่วงปีใหม่ไปและร่างกายเริ่มฟื้นตัวแล้ว จึงรีบเดินทางมาหา
เมื่อมาถึงบ้าน ได้ยินว่าซ่งโหยวกำลังนอนพักผ่อน ย่อมมิกล้ารบกวน เดิมทีควรจะรออยู่หน้าเรือน โชคดีที่แม่นางสามสีมีน้ำใจเอ่ยชวนให้เข้ามาข้างใน ทั้งยังชงเครื่องดื่มและจุดเตาผิงให้ด้วย
เขารออยู่อย่างนั้นตลอดทั้งบ่าย
ทว่าใครจะไปคาดคิด ว่าช่วงเวลาบ่ายวันนี้…จะมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้
ประการแรกคือ น้ำผึ้งในถ้วยนั้นไฉนจึงดื่มเท่าใดก็ไม่หมด มิใช่ว่าดื่มหมดแล้วรินเติมเองใหม่ ทว่าหยาดน้ำในถ้วยกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
เหวินผิงจื่อย่อมรู้ดีว่ามีวิชาอาคมที่คล้ายคลึงกันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเสกเหล้าใส่จอกเปล่า ดื่มเท่าใดเหล้าก็ยังเต็มปรี่ ล้วนแต่เป็นวิชาเคลื่อนย้ายสิ่งของ เขาเคยเห็นนักพรตในเมืองฉางจิงแสดงอาคมพวกนี้มาก่อน อาศัยชั้นเชิงการสบตาและวาทศิลป์หลอกล่อ จนขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่ว่าหูไวตาไวก็ยังต้องเสียรู้ ทว่าในสายตาของเขา สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อดื่มน้ำเข้าไปมากเข้า ย่อมหนีไม่พ้นที่จะอยากเข้าห้องสุขา
เหวินผิงจื่อเคยมากินมื้อเที่ยงที่นี่ครั้งหนึ่ง จึงยังพอจำทางไปห้องสุขาได้
ทว่าห้องสุขาที่มองเห็นอยู่ตรงหน้านั้นเอง เส้นทางสายสั้นๆ กลับคล้ายยืดยาวออกไปนับพันเท่า ทัศนียภาพของเรือนพักทั้งสองฝั่งบ้างก็ยังเหมือนเดิม บ้างก็ดูบิดเบี้ยวสมมาตรผิดเพี้ยน เขาเดินอยู่อย่างน้อยหนึ่งชั่วยาม กลับก้าวไปได้เพียงครึ่งทางจากห้องโถงถึงห้องสุขาเท่านั้น ทว่าอีกครึ่งทางที่เหลือจู่ๆ ทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงจุดหมาย
หากไม่ใช่เพราะรู้ซึ้งถึงตัวตนของท่านเซียนผู้นี้ และรู้ถึงความสามารถของแม่นางสามสี เขาคงนึกว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งเข้าเสียแล้ว
ยามเดินกลับมาถึงกลางลานบ้าน รอยน้ำบนแผ่นหินที่แม่นางสามสีทิ้งไว้จากการล้างตัวเจ้าม้ายังไม่ทันแห้งสนิท ยามเดินผ่านและเผลอชายตาไปมองแวบหนึ่ง กลับเห็นแอ่งน้ำเล็กๆ นั้นกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำราวกับไร้ก้นบึ้ง เมื่อก้มลงมองก็เห็นฝูงปลานับไม่ถ้วนแหวกว่าย มีกอประการังเรียงราย และฉลามยักษ์กำลังล่าเหยื่อ เป็นทัศนียภาพแห่งท้องทะเลลึกที่เขาไม่เคยพบเห็นมาตลอดทั้งชีวิต
เหวินผิงจื่อเกือบจะพลัดตกลงไปในแอ่งน้ำนั้นเสียแล้ว
เมื่อทรงตัวได้และแหงนหน้าขึ้นมอง เห็นห้องพักห้องหนึ่งเบื้องหน้ามีพลังวิญญาณพุ่งทะยานสู่ฟ้า ความลี้ลับอัศจรรย์นั้นหาที่สิ้นสุดมิได้ เหวินผิงจื่อเบิกตากว้างอึ้งงันไปชั่วครู่ มีหรือที่เขาจะคิดไม่ออก
ไฉนเลยจะเป็นการนอนงีบยามบ่าย แท้จริงแล้วเป็นการบำเพ็ญพรตเข้าถึงสัจธรรมโดยแท้ กลิ่นอายแห่งมรรคาแผ่ซ่านออกมาจากกาย ส่งอิทธิพลต่อฟ้าดินโดยธรรมชาติ จนก่อเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงอันลึกล้ำพิสดารถึงเพียงนี้
เหวินผิงจื่อไม่กล้ารบกวน ทว่าก็ไม่อยากจากไป จึงรีบกลับไปยังห้องโถง นั่งรอสงบจิตใจต่อไป
หากจะกล่าวว่าให้เขาทำความเข้าใจสัจธรรมจากสิ่งนี้โดยไร้ผู้ชี้แนะ เขาย่อมไร้หนทางมืดแปดด้าน ทว่าในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรที่มุ่งเน้นการบรรลุในสิ่งเร้นลับผ่านความกลมกลืนกับฟ้าดิน เพียงแค่ได้นั่งอยู่ที่นี่ เขาก็รู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลแล้ว
เขาจึงนั่งดื่มน้ำต่อไป ไม่กล้าขยับเขยื้อนซี้ซั้ว
จนกระทั่งน้ำผึ้งในถ้วยเหือดแห้งลง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าท่านเซียนตื่นจากการบำเพ็ญแล้ว
รออีกครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกห้อง เขาจึงรีบลุกขึ้นยืน ครั้นซ่งโหยวเดินมาถึงเบื้องหน้า เขาก็รีบประสานมือคารวะทันที
“สหายบำเพ็ญซ่ง คราวนี้ข้ามาเพื่ออวยพรปีใหม่แลพขอบคุณท่าน” เหวินผิงจื่อมีท่าททีนอบน้อมต่อซ่งโหยวมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัวนัก “ต้องขอบคุณท่านจริงๆ ข้าถึงกำจัดเทพจี๋เล่อได้ นับว่าไม่เสียแรงที่รับปากชาวหยางโจวและคำสั่งของราชครูไว้”
“สหายบำเพ็ญยังมีอาการบาดเจ็บอยู่ ไฉนจึงเดินทางมาด้วยตนเองเล่า”
“อาการบาดเจ็บมิได้หนักหนา บัดนี้หายดีแล้ว”
“ถึงอย่างไรก็ควรพักผ่อนให้มากเสียหน่อย”
“ข้าเพียงหวังว่าคงมิได้รบกวนการบำเพ็ญของท่าน”
“สหายบำเพ็ญกล่าวเกินไปแล้ว…”
ซ่งโหยวเชิญเขาให้นั่งลง แล้วร่วมสนทนากันอย่างอบอุ่น
มีทั้งการพูดถึงเรื่องเทพจี๋เล่อ และสถานการณ์ในราชสำนัก
ทั้งชื่นชมทัศนียภาพของหยางโจว และปรึกษาเรื่องช่องทางการตีพิมพ์ตำรา
ได้ยินว่าขุนนางในเมืองหยางตูจำนวนมากต่างก็สงสัยในตัวซ่งโหยว และคอยมาสอบถามจากเหวินผิงจื่อ เหวินผิงจื่อมิกล้าวิจารณ์ส่งเดช จึงต้องมาถามไถ่ความสมัครใจจากซ่งโหยวโดยตรง
“ข้าเป็นเพียงนักพรตพเนจรคนหนึ่ง รอให้ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน อากาศอบอุ่นขึ้นอีกนิด นกคืนรังบุปผาเริ่มเบ่งบาน ข้าก็ต้องจากไปแล้ว ไฉนเลยจะต้องวุ่นวายอยู่ที่นี่ต่อ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
“แล้วสหายบำเพ็ญเล่า มีแผนการอย่างไรต่อ”
“ข้าร่อนเร่มาครึ่งค่อนชีวิต ถึงเวลาที่ควรจะลงหลักปักฐานเสียที หยางตูรุ่งเรือง ชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่ายผ่อนคลาย นับเป็นสถานที่ดีสำหรับการใช้ชีวิตบั้นปลาย บรรดาสหายบำเพ็ญในอารามเทียนซิงนอกเมืองต่างก็มีน้ำใจไมตรี เพียรพยายามชวนให้ข้าอยู่ต่อ ข้าเองก็คัดเลือกศิษย์ที่มีพรสวรรค์และเฉลียวฉลาดจากอารามเทียนซิงไว้สองคนเพื่อสืบทอดวิชา” เหวินผิงจื่อกล่าว “จากนี้ไปคงจะพำนักอยู่ในหยางตูแห่งนี้เป็นหลักแล้ว”
“นับเป็นวาสนาของชาวเมืองหยางตูโดยแท้”
ซ่งโหยวยิ้มพลางกล่าวตอบด้วยใจจริง
ทั้งสองสนทนากันอยู่นาน ซ่งโหยวจึงรั้งเขาไว้กินมื้อค่ำและค้างคืนที่นี่หนึ่งคืน จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นจึงเดินไปส่งเขาที่หน้าประตู
เหวินผิงจื่อกล่าวขอบคุณมิขาดปาก ทว่าท่าทางดูลังเลใจเล็กน้อย
เมื่อเดินถึงประตู เขาเหลียวกลับมามองครั้งแล้วครั้งเล่า ลังเลอยู่นานจึงตัดสินใจเอ่ยปากว่า “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอถามท่าน…”
“กล่าวมาได้เลยมิต้องเกรงใจ”
“ไม่ทราบว่ายามนี้ท่านราชครู…”
“เขาตายแล้ว”
คำตอบของนักพรตหนุ่มนั้นสั้นกระชับและราบเรียบยิ่งนัก
ทว่าดวงตาของเหวินผิงจื่อกลับหดวูบลง แม้ในใจจะเคยคาดการณ์ไว้บ้างแล้ว ทว่าเมื่อได้ยินความจริงก็ยังคงบังเกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำอยู่ในอก ถึงกระนั้นเขาก็รีบประสานมืออำลาและจากไปทันที