Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 460 เซียนบำเพ็ญพรต สะเทือนถึงฟ้าดิน

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 460 เซียนบำเพ็ญพรต สะเทือนถึงฟ้าดิน
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 460 เซียนบำเพ็ญพรต สะเทือนถึงฟ้าดิน

“แม่นางสามสี เปิดประตูให้ข้าที”

“ข้างล่างกำแพงมีรูเล็กๆ รูหนึ่ง ก็แปลงกายเป็นคนแคระ แล้วมุดรูนั่นเข้ามาสิ!”

“รีบเปิดประตูให้ข้าเถิด”

เอี๊ยด…

บานประตูเปิดออก เบื้องหลังคือเด็กหญิงตัวน้อยที่ถลกแขนเสื้อขึ้นจนสูง เผยให้เห็นลำแขนขาวผ่องสะอาดสะอ้าน ในมือถือแปรงด้ามหนึ่ง มือทั้งสองข้างยังคงเปียกชุ่ม ดูท่าเมื่อครู่นางคงกำลังทำงานง่วนอยู่เป็นแน่

“เหตุใดเจ้าถึงไม่แปลงเป็นคนแคระเล่า”

“แม่นางสามสีช่างฝังใจเสียจริงนะ” ซ่งโหยวเอ่ยพลางปรายตามองนางนิ่งๆ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นว่า “ช่วงนี้แม่นางสามสีคงไม่ได้กำลังเขียนถึงตอนไปเยือนอาณาจักรคนแคระหรอกนะ”

“!”

เด็กหญิงตัวน้อยพลันเกิดความระแวดระวังขึ้นมาทันที

“หึๆ…”

ซ่งโหยวหัวเราะแผ่วเบา ก้าวเท้าเข้าไปในลานบ้าน

ม้าขนแดงยืนอยู่กลางลาน อาบไล้ด้วยแสงตะวัน ข้างกายมันมีถังน้ำอุ่นที่ยังมีไอความร้อนลอยกรุ่น มีม้านั่งตัวเล็กหนึ่งตัว และพื้นดินรอบๆ ที่เปียกโชก

เอี๊ยด…

บานประตูเบื้องหลังปิดลงอย่างช้าๆ

ซ่งโหยวเดินกลับเข้าห้องของตน

วันนี้อากาศดี เหมาะแก่การเปิดหน้าต่างนอนงีบสักตื่น

เขาเหลือบมองไปที่ลานบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจ เห็นเด็กหญิงตัวน้อยยืนอยู่บนม้านั่ง ถือแปรงขัดล้างม้าของนางอย่างขะมักเขม้น สีหน้าจดจ่อ การเคลื่อนไหวก็ดูอ่อนโยนยิ่งนัก

แกรก แกรก…

เสียงแปรงขัดผิวหนังม้าดังสะท้อนอยู่ในลานบ้านมิขาดสาย

เดิมทีซ่งโหยวตั้งใจจะนอน ทว่าเห็นภาพนั้นแล้วก็อยากจะนั่งมองต่ออีกสักพัก ยามที่จ้องมองอยู่นั้นเขาก็นึกถึงเรื่องการแปลงกายเป็นคนแคระที่แม่นางสามสีเพิ่งกล่าวไป จึงหยิบเอาดินทั้งสามทิศออกมาวางไว้บนฝ่ามือ

จะกล่าวให้ถูก มันหาใช่ดินไม่

ทว่ามันคือพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินที่ควบแน่นจนกลายเป็นวัตถุอัศจรรย์

ก่อนหน้านี้ พลังวิญญาณสองส่วนที่ราชครูทิ้งไว้ ส่วนหนึ่งมาจากทางเหนือและอีกส่วนจากแดนจงหยวน ก้อนหนึ่งคล้ายโลหะ แข็งแกร่งและสงบนิ่ง อีกก้อนคล้ายดินทราย แผ่ตัวกว้างขวางโอบอุ้มสรรพชีวิต

ส่วนพลังวิญญาณที่ได้มาจากแดนโพ้นทะเลทางตะวันออกเฉียงใต้นั้นเปรียบเสมือนน้ำนิ่งไหลลึก

ทว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงคุณลักษณะที่เด่นชัดและเป็นรูปลักษณ์ภายนอกของพวกมัน อันที่จริงยังมีคุณลักษณะอื่นซ่อนอยู่อีกมากมาย ทั้งเล็กและใหญ่จนนับมิถ้วน พลังวิญญาณแต่ละส่วนล้วนซับซ้อนอย่างยิ่ง ในคุณลักษณะนับหมื่นนับพันข้อนั้น มีทั้งส่วนที่แตกต่างกันสุดขั้ว ส่วนที่ขัดแย้งกัน และส่วนที่ซ้อนทับกัน

บางทีความแตกต่างเหล่านั้นอาจเป็นส่วนที่พวกมันเกื้อกูลกัน ความขัดแย้งอาจเป็นจุดที่พวกมันปะทะจนเกิดการเปลี่ยนแปลง และความซ้อนทับอาจเป็นจุดที่พวกมันหลอมรวมเข้าด้วยกัน

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ซ่งโหยวมักจะทำความเข้าใจความลี้ลับเหล่านี้อยู่เสมอ

สิ่งนี้คือแก่นแท้แห่งพลังวิญญาณฟ้าดิน และกำลังจะควบแน่นกลายเป็น ‘โลกใบเล็ก’ อันเป็นที่สิงสถิตของความลี้ลับแห่งธรรมชาติ

หากจะกล่าวว่ามรรคาดำเนินตามวิถีธรรมชาติ สิ่งนี้ก็คือผลผลิตจากธรรมชาตินั่นเอง

ยมโลกคือวาสนาอันยิ่งใหญ่ของราชครู ของฮ่องเต้ และของเหล่าทพเจ้ามากมาย แม้ซ่งโหยวจะเป็นเพียงผู้ช่วยผลักดันให้มันก่อตัวขึ้นและมีส่วนร่วมในการสร้าง โดยมิได้ตักตวงผลประโยชน์จากมันเลย ทว่ากระบวนการที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้มันปรากฏขึ้นมาในโลกนี้ก็คือ ‘วาสนา’ ของเขา

ซ่งโหยวหาได้ปรารถนาสิ่งเหล่านี้ ทว่าเมื่อมันมาอยู่ในมือ เขาก็หาได้ปล่อยให้หลุดลอยไป

เพราะในความลี้ลับนั้น นอกจากจะได้ปัญญาแล้ว ยังมีความรื่นรมย์แฝงอยู่ด้วย

หากสามารถบรรลุถึงแก่นแท้ของพลังวิญญาณส่วนใดส่วนหนึ่งได้อย่างถ่องแท้ ก็เพียงพอที่จะส่งอิทธิพลต่อฟ้าดินในขอบเขตหนึ่ง เหมือนกับโลกอันพิศวงในต่างแดนแถบชายฝั่งทะเลนั้น และหากบรรลุได้ทั้งหมด เกรงว่าคงจะสร้างโลกของตนเองขึ้นมาได้

เพียงแต่คำว่าถ่องแท้นั้น ช่างยากเข็ญเหลือเกิน

ฟ้าดินไร้ขอบเขต กาลเวลาไร้ที่สิ้นสุด ทว่าอายุขัยและกำลังของมนุษย์ย่อมมีวันหมดสิ้น เพียงเวลาไม่กี่ร้อยปี ต่อให้เป็นอัจฉริยะเพียงใด การจะบรรลุถึงแก่นแท้ของพลังวิญญาณเพียงส่วนเดียวก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ หากจะบรรลุทั้งหมด ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ทว่าการบำเพ็ญตบะและเข้าถึงสัจธรรมก็เหมือนกับการเรียนรู้ แม้หนทางจะมองไม่เห็นจุดจบ แต่มิได้หมายความว่าเราจะเดินไปให้ไกลมิได้ ทุกก้าวที่รุดไปข้างหน้า ย่อมเป็นผลการกระทำของตนเองทั้งสิ้น

เข้าถึงได้เท่าใด ก็นับว่ามีวาสนาเท่านั้น

แม้เพียงเศษเสี้ยว ก็กลายเป็นวิชาอาคมอันมหัศจรรย์ได้แล้ว

และยังมีจุดสำคัญที่สุดประการหนึ่ง

วิมานสวรรค์เหนือเศียรเกล้านั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากสิ่งนี้เช่นกัน

หมู่เมฆบนนภาลอยล่อง กาลเวลาเคลื่อนคล้อย

พลังวิญญาณแผ่ซ่านออกไปด้านนอกอย่างเงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง

ประหนึ่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายวัน ทว่าก็ประหนึ่งเพียงชั่วพริบตาเดียว

ยามที่ซ่งโหยวค่อยๆ ถอนจิตออกจากสมาธิอย่างเชื่องช้า ที่ข้างเตียงก็มีแมวสามสีตัวหนึ่งหมอบนอนหลับปุ๋ยอยู่ก่อนแล้ว ส่วนภายนอกหน้าต่างนั้นเล่าก็เข้าสู่ยามโพล้เพล้เสียแล้ว

เวลาครึ่งค่อนบ่ายเลือนหายไปสิ้น

“เฮ้อ…”

ซ่งโหยวทอดถอนใจ คำว่านอนงีบยามบ่ายพลันมลายกลายเป็นหมอควันไปเสียแล้ว

เขาค่อยๆ เลิกผ้าห่มขึ้น เตรียมจะลุกจากเตียงโดยไม่อยากจะรบกวนเสาหลักของบ้าน ทว่าแมวนั้นมีประสาทสัมผัสไว นางรีบเงยหน้าขึ้นจากอุ้งเท้าทันที ก่อนจะหันมามองเขาทั้งที่ยังสะลืมสะลือ

“นักพรต เจ้าตื่นแล้วรึ”

“ตื่นแล้ว”

“ยินดีด้วยแม่นางสามสี”

“เมื่อครู่ตอนแม่นางสามสีเข้ามาหาเจ้า ดูเหมือนจะเห็นโต๊ะหดเล็กลงไป เล็กกว่าตัวแม่นางสามสีด้วยซ้ำ แล้วก็เห็นม้านั่งขยายใหญ่ขึ้น ปลายสองข้างยันกำแพงไว้เลย แปลกประหลาดแท้ๆ”

“แล้วอย่างไรต่อเล่า”

“แล้วแม่นางสามสีก็รู้สึกมึนๆ หัว จึงกระโดดขึ้นเตียงมานอนฝันต่อ”

“ไม่แน่ว่าเรื่องที่เห็นนั่น ก็อาจจะเป็นความฝันเช่นกัน”

“นั่นสินะ…”

แม่นางสามสีเอ่ยพลางสะบัดหัวไปมา ราวกับเพิ่งนึกเรื่องสำคัญออกจึงรีบตื่นเต็มตาแล้วบอกเขาว่า “จริงด้วย นักพรตชราจากนอกเมืองคนนั้นมาหาเจ้าน่ะ”

“เช่นนั้นหรือ”

“มาตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว! ข้าบอกว่าเจ้ากำลังหลับนอนอยู่ เลยพาเขาไปรอที่ห้องโถงกลางบ้าน ชงน้ำผึ้งร้อนๆ ให้เขาด้วย ป่านนี้ไม่รู้หนีกลับไปหรือยัง!”

“เช่นนั้นก็เสียมารยาทต่อแขกแย่เลย”

ซ่งโหยวรีบสวมเสื้อผ้าและรองเท้า แล้วเดินออกไปทันที

ภายในห้องโถงกลางมีเครื่องเรือนสภาพดีอยู่หลายชิ้น ล้วนเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเยี่ยซินหรง เนื้อไม้ดี ฝีมือประณีต จนถึงบัดนี้ก็ยังคงแข็งแรงมั่นคง

เหวินผิงจื่อนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ เอาแต่ก้มหน้าจ้องเขม็งไปยังถ้วยน้ำผึ้งบนโต๊ะน้ำชาอย่างไม่วางตา

แม้เหวินผิงจื่อจะมีอาคม มีตบะไม่ต่ำต้อย และเชี่ยวชาญการปราบมารกำราบปีศาจ ทว่าแท้จริงแล้วตัวเขาเองหาได้เก่งกาจด้านการประลองอาคมตรงๆ ส่วนใหญ่ล้วนอาศัยการสักการะเทพดาราและอัญเชิญเทพลงมาช่วยเหลือ ก่อนหน้านี้เขาบาดเจ็บเพราะเข้าต่อกรกับเทพจี๋เล่อ ประกอบกับช่วงปีใหม่มีภารกิจอื่นต้องจัดการ จึงไม่ได้มาขอบคุณซ่งโหยวในทันที บัดนี้เมื่อพ้นช่วงปีใหม่ไปและร่างกายเริ่มฟื้นตัวแล้ว จึงรีบเดินทางมาหา

เมื่อมาถึงบ้าน ได้ยินว่าซ่งโหยวกำลังนอนพักผ่อน ย่อมมิกล้ารบกวน เดิมทีควรจะรออยู่หน้าเรือน โชคดีที่แม่นางสามสีมีน้ำใจเอ่ยชวนให้เข้ามาข้างใน ทั้งยังชงเครื่องดื่มและจุดเตาผิงให้ด้วย

เขารออยู่อย่างนั้นตลอดทั้งบ่าย

ทว่าใครจะไปคาดคิด ว่าช่วงเวลาบ่ายวันนี้…จะมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้

ประการแรกคือ น้ำผึ้งในถ้วยนั้นไฉนจึงดื่มเท่าใดก็ไม่หมด มิใช่ว่าดื่มหมดแล้วรินเติมเองใหม่ ทว่าหยาดน้ำในถ้วยกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว

เหวินผิงจื่อย่อมรู้ดีว่ามีวิชาอาคมที่คล้ายคลึงกันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเสกเหล้าใส่จอกเปล่า ดื่มเท่าใดเหล้าก็ยังเต็มปรี่ ล้วนแต่เป็นวิชาเคลื่อนย้ายสิ่งของ เขาเคยเห็นนักพรตในเมืองฉางจิงแสดงอาคมพวกนี้มาก่อน อาศัยชั้นเชิงการสบตาและวาทศิลป์หลอกล่อ จนขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่ว่าหูไวตาไวก็ยังต้องเสียรู้ ทว่าในสายตาของเขา สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เมื่อดื่มน้ำเข้าไปมากเข้า ย่อมหนีไม่พ้นที่จะอยากเข้าห้องสุขา

เหวินผิงจื่อเคยมากินมื้อเที่ยงที่นี่ครั้งหนึ่ง จึงยังพอจำทางไปห้องสุขาได้

ทว่าห้องสุขาที่มองเห็นอยู่ตรงหน้านั้นเอง เส้นทางสายสั้นๆ กลับคล้ายยืดยาวออกไปนับพันเท่า ทัศนียภาพของเรือนพักทั้งสองฝั่งบ้างก็ยังเหมือนเดิม บ้างก็ดูบิดเบี้ยวสมมาตรผิดเพี้ยน เขาเดินอยู่อย่างน้อยหนึ่งชั่วยาม กลับก้าวไปได้เพียงครึ่งทางจากห้องโถงถึงห้องสุขาเท่านั้น ทว่าอีกครึ่งทางที่เหลือจู่ๆ ทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงจุดหมาย

หากไม่ใช่เพราะรู้ซึ้งถึงตัวตนของท่านเซียนผู้นี้ และรู้ถึงความสามารถของแม่นางสามสี เขาคงนึกว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งเข้าเสียแล้ว

ยามเดินกลับมาถึงกลางลานบ้าน รอยน้ำบนแผ่นหินที่แม่นางสามสีทิ้งไว้จากการล้างตัวเจ้าม้ายังไม่ทันแห้งสนิท ยามเดินผ่านและเผลอชายตาไปมองแวบหนึ่ง กลับเห็นแอ่งน้ำเล็กๆ นั้นกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำราวกับไร้ก้นบึ้ง เมื่อก้มลงมองก็เห็นฝูงปลานับไม่ถ้วนแหวกว่าย มีกอประการังเรียงราย และฉลามยักษ์กำลังล่าเหยื่อ เป็นทัศนียภาพแห่งท้องทะเลลึกที่เขาไม่เคยพบเห็นมาตลอดทั้งชีวิต

เหวินผิงจื่อเกือบจะพลัดตกลงไปในแอ่งน้ำนั้นเสียแล้ว

เมื่อทรงตัวได้และแหงนหน้าขึ้นมอง เห็นห้องพักห้องหนึ่งเบื้องหน้ามีพลังวิญญาณพุ่งทะยานสู่ฟ้า ความลี้ลับอัศจรรย์นั้นหาที่สิ้นสุดมิได้ เหวินผิงจื่อเบิกตากว้างอึ้งงันไปชั่วครู่ มีหรือที่เขาจะคิดไม่ออก

ไฉนเลยจะเป็นการนอนงีบยามบ่าย แท้จริงแล้วเป็นการบำเพ็ญพรตเข้าถึงสัจธรรมโดยแท้ กลิ่นอายแห่งมรรคาแผ่ซ่านออกมาจากกาย ส่งอิทธิพลต่อฟ้าดินโดยธรรมชาติ จนก่อเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงอันลึกล้ำพิสดารถึงเพียงนี้

เหวินผิงจื่อไม่กล้ารบกวน ทว่าก็ไม่อยากจากไป จึงรีบกลับไปยังห้องโถง นั่งรอสงบจิตใจต่อไป

หากจะกล่าวว่าให้เขาทำความเข้าใจสัจธรรมจากสิ่งนี้โดยไร้ผู้ชี้แนะ เขาย่อมไร้หนทางมืดแปดด้าน ทว่าในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรที่มุ่งเน้นการบรรลุในสิ่งเร้นลับผ่านความกลมกลืนกับฟ้าดิน เพียงแค่ได้นั่งอยู่ที่นี่ เขาก็รู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลแล้ว

เขาจึงนั่งดื่มน้ำต่อไป ไม่กล้าขยับเขยื้อนซี้ซั้ว

จนกระทั่งน้ำผึ้งในถ้วยเหือดแห้งลง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าท่านเซียนตื่นจากการบำเพ็ญแล้ว

รออีกครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกห้อง เขาจึงรีบลุกขึ้นยืน ครั้นซ่งโหยวเดินมาถึงเบื้องหน้า เขาก็รีบประสานมือคารวะทันที

“สหายบำเพ็ญซ่ง คราวนี้ข้ามาเพื่ออวยพรปีใหม่แลพขอบคุณท่าน” เหวินผิงจื่อมีท่าททีนอบน้อมต่อซ่งโหยวมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัวนัก “ต้องขอบคุณท่านจริงๆ ข้าถึงกำจัดเทพจี๋เล่อได้ นับว่าไม่เสียแรงที่รับปากชาวหยางโจวและคำสั่งของราชครูไว้”

“สหายบำเพ็ญยังมีอาการบาดเจ็บอยู่ ไฉนจึงเดินทางมาด้วยตนเองเล่า”

“อาการบาดเจ็บมิได้หนักหนา บัดนี้หายดีแล้ว”

“ถึงอย่างไรก็ควรพักผ่อนให้มากเสียหน่อย”

“ข้าเพียงหวังว่าคงมิได้รบกวนการบำเพ็ญของท่าน”

“สหายบำเพ็ญกล่าวเกินไปแล้ว…”

ซ่งโหยวเชิญเขาให้นั่งลง แล้วร่วมสนทนากันอย่างอบอุ่น

มีทั้งการพูดถึงเรื่องเทพจี๋เล่อ และสถานการณ์ในราชสำนัก

ทั้งชื่นชมทัศนียภาพของหยางโจว และปรึกษาเรื่องช่องทางการตีพิมพ์ตำรา

ได้ยินว่าขุนนางในเมืองหยางตูจำนวนมากต่างก็สงสัยในตัวซ่งโหยว และคอยมาสอบถามจากเหวินผิงจื่อ เหวินผิงจื่อมิกล้าวิจารณ์ส่งเดช จึงต้องมาถามไถ่ความสมัครใจจากซ่งโหยวโดยตรง

“ข้าเป็นเพียงนักพรตพเนจรคนหนึ่ง รอให้ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน อากาศอบอุ่นขึ้นอีกนิด นกคืนรังบุปผาเริ่มเบ่งบาน ข้าก็ต้องจากไปแล้ว ไฉนเลยจะต้องวุ่นวายอยู่ที่นี่ต่อ”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

“แล้วสหายบำเพ็ญเล่า มีแผนการอย่างไรต่อ”

“ข้าร่อนเร่มาครึ่งค่อนชีวิต ถึงเวลาที่ควรจะลงหลักปักฐานเสียที หยางตูรุ่งเรือง ชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่ายผ่อนคลาย นับเป็นสถานที่ดีสำหรับการใช้ชีวิตบั้นปลาย บรรดาสหายบำเพ็ญในอารามเทียนซิงนอกเมืองต่างก็มีน้ำใจไมตรี เพียรพยายามชวนให้ข้าอยู่ต่อ ข้าเองก็คัดเลือกศิษย์ที่มีพรสวรรค์และเฉลียวฉลาดจากอารามเทียนซิงไว้สองคนเพื่อสืบทอดวิชา” เหวินผิงจื่อกล่าว “จากนี้ไปคงจะพำนักอยู่ในหยางตูแห่งนี้เป็นหลักแล้ว”

“นับเป็นวาสนาของชาวเมืองหยางตูโดยแท้”

ซ่งโหยวยิ้มพลางกล่าวตอบด้วยใจจริง

ทั้งสองสนทนากันอยู่นาน ซ่งโหยวจึงรั้งเขาไว้กินมื้อค่ำและค้างคืนที่นี่หนึ่งคืน จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นจึงเดินไปส่งเขาที่หน้าประตู

เหวินผิงจื่อกล่าวขอบคุณมิขาดปาก ทว่าท่าทางดูลังเลใจเล็กน้อย

เมื่อเดินถึงประตู เขาเหลียวกลับมามองครั้งแล้วครั้งเล่า ลังเลอยู่นานจึงตัดสินใจเอ่ยปากว่า “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอถามท่าน…”

“กล่าวมาได้เลยมิต้องเกรงใจ”

“ไม่ทราบว่ายามนี้ท่านราชครู…”

“เขาตายแล้ว”

คำตอบของนักพรตหนุ่มนั้นสั้นกระชับและราบเรียบยิ่งนัก

ทว่าดวงตาของเหวินผิงจื่อกลับหดวูบลง แม้ในใจจะเคยคาดการณ์ไว้บ้างแล้ว ทว่าเมื่อได้ยินความจริงก็ยังคงบังเกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำอยู่ในอก ถึงกระนั้นเขาก็รีบประสานมืออำลาและจากไปทันที

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 460 เซียนบำเพ็ญพรต สะเทือนถึงฟ้าดิน"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย