ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 459 ควรค่าแก่การจารึกไว้ชั่วกาล
บทที่ 459 ควรค่าแก่การจารึกไว้ชั่วกาล
“ทำไมถึงมีฟ้าผ่ากลางฤดูหนาวเล่า…”
“นั่นคือเทพเซียน!”
“ดูเหมือนจะเป็นโจวเหลยกง!”
“เทพจี๋เล่อกับเหลยกง ผู้ใดเก่งกาจกว่ากัน”
“ย่อมต้องเป็นโจวเหลยกงอยู่แล้ว! ได้ยินมาว่าเหลยกงคือเทพแห่งสายฟ้าบนสรวงสวรรค์เชียวนะ ในเมื่อท่านลงมาจุติเองเช่นนี้ เทพจี๋เล่อคงหนีไม่พ้นแน่!”
“นี่ข้าได้เห็นเทพเซียนด้วยตาตนเองเชียวหรือ…”
“นับเป็นบุญตาแท้ๆ…”
ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองหยางตูที่หลบซ่อนอยู่ในร้านรวง บ้านเรือน หรือผู้ที่แฝงตัวอยู่ในมุมมืด ครั้นได้ยินเสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นและเสียงดังสนั่นดุจฟ้าร้องนั้น ต่างก็ขวัญผวากันใหญ่
สำหรับหลายคนแล้ว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ยลบารมีของเทพเซียน
ยิ่งเป็นโจวเหลยกงด้วยแล้ว
แม้ในแถบหยางโจวจะไม่ค่อยมีผู้นิยมกราบไหว้เหลยกงนัก ทว่านามของท่านนั้นขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ เมืองหยางตูเป็นเมืองรุ่งเรือง ชาวเมืองย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม หรือกระทั่งยกมาเอ่ยอ้างอยู่บ่อยครั้ง เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเรื่องเดือดร้อนที่ต้องวอนขอความเมตตาจากท่าน จึงไม่ได้เข้าไปสักการะเท่านั้นเอง
ในเวลานี้ ทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำหยางเจียง บ้านเรือนที่เคยปิดประตูหน้าต่างสนิท ต่างก็ค่อยๆ แง้มหน้าต่างออกเป็นช่องเล็กๆ ผู้คนในนั้นก็คอยลอบมองขึ้นไปยังสรวงสวรรค์
เห็นเพียงร่างองค์เทพเลือนรางท่ามกลางหมู่เมฆที่ม้วนตัวไปมา
กายทิพย์สูงใหญ่ตระการตา รัศมีเทพเจิดจรัส เพียงแค่ชายตามองก็สัมผัสได้ถึงความเที่ยงธรรมและความน่าเกรงขามอันหาที่เปรียบมิได้
“นี่คือท่านโจวเหลยกงหรือ”
แล้วเทพจี๋เล่อที่เพิ่งจะก่อความวุ่นวายบนดินเล่า
ผู้คนต่างก้มลงมอง ทว่ากลับไร้ร่องรอยของเทพจี๋เล่อเสียแล้ว
ในทางกลับกัน พวกเขาเห็นเทพสายฟ้าบนนภาอากาศเบือนหน้ามา สายตาดุจคบไฟสาดส่องลงมายังถนนเบื้องล่าง
ตรงนั้นมีเด็กหญิงตัวน้อยสวมชุดสามสียืนอยู่ นางแหงนหน้าขึ้น ดวงตาใสกระจ่างจ้องมองประสานกับท่านเทพโดยไม่เบือนหนี ด้านหลังมีม้าสีพุทราแดงบรรทุกฟืนมาเต็มหลัง
ด้วยดวงเนตรทิพย์ของท่าน ย่อมมองเห็นได้ในปราดเดียวว่า จุดชาดบนร่างของเทพจี๋เล่อนั้น แฝงไว้ด้วยปราณวิญญาณสี่ฤดูของทายาทผู้สืบทอดอารามฝูหลงรุ่นปัจจุบัน
เพราะมีแต้มชาดแดงและตราประทับวิญญาณนี้เอง นักพรตชราจึงสามารถเสาะหาที่ซ่อนของเทพจี๋เล่อจนพบ และเพราะมีดอกเหมยแดงแต้มนี้ ต่อให้สายฟ้าเมื่อครู่จะพลาดเป้าไป หรือมันจะหลบหนีไปสิงสถิตอยู่ในสิ่งของธรรมดาสามัญชิ้นใดในเมืองนี้เพื่อซ่อนตัว ก็ย่อมถูกลากคออกมาได้อยู่ดี อย่างมากก็เพียงแค่ฟาดสายฟ้าซ้ำลงไปอีกสักคราเท่านั้น
“ฝากขอบใจนักพรตของเจ้าแทนข้าด้วย”
โจวเหลยกงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวานดุจเสียงฟ้าร้อง
หยางโจวเป็นดินแดนมั่งคั่ง ประชากรหนาแน่น ทว่ากลับมีน้อยคนนักที่นับถือเทพสายฟ้า การศึกครั้งนี้สำหรับท่านแล้ว นับว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือครั้งยิ่งใหญ่
“เมี๊ยว…”
“ปีศาจนอกรีตถูกกำจัดแล้ว! นับแต่นี้ห้ามผู้ใดกราบไหว้อีก!”
ครืนนน!
ร่างเทพพลันอันตรธานหายไป หมู่เมฆดำทมิฬเบื้องบนถูกปัดเป่ากระจัดกระจายไปอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นแสงตะวันสาดส่อง ลมแรงได้พัดเอาหมอกยามเช้าไปจนสิ้น แสงแดดเริ่มทาบทับลงบนถนนเมืองหยางตูโดยไร้สิ่งกีดขวาง กำแพงสีขาวนวลตาขึ้น ผิวกระเบื้องสีดำดูมีมิติ และความหนาวเหน็บของเหมันตฤดูก็เจือไปด้วยความอบอุ่น
ผู้คนจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า
สิ่งอัปมงคลของเมืองหยางตู เพิ่งจะถูกขจัดไปเมื่อครู่นี้เอง
และวันนี้ก็ช่างเป็นวันที่อากาศดีจริงๆ
ถนนยังคงเงียบเหงาและว่างเปล่า มีเพียงผู้คนที่แอบเปิดประตูออกมาด้อมๆ มองๆ บ้างก็เริ่มยืดตัวขึ้นจากมุมมืด เห็นเพียงท้องฟ้าที่เป็นสีครามสดใส สองฝั่งแม่น้ำหยางเจียงกลับคืนสู่ความสงบเงียบดังเดิม
กลางถนนยังคงมีเพียงเด็กหญิงตัวน้อยสวมชุดสามสีที่สีเริ่มซีดจาง นางถักผมเปีย ใบหน้าขาวผ่องหน้าตาน่าเอ็นดู นางละสายตาจากท้องฟ้าพลางโคลงศีรษะไปมา ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ นางเอ่ยปากสั่งเจ้าม้าแดงสั้นๆ แล้วจึงหันหลังเดินจากไป
เหล่าทหารต่างพากันหันขยับกาย เฝ้ามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างเงียบเชียบ แม้แต่ขุนนางเมืองหยางตูยังส่งสายตาฉงนไปทางเหวินผิงจื่อ
ไม่นานเงาร่างเล็กๆ นั้นก็เลือนหายไปไกล…
ณ เรือนแห่งหนึ่งทางตะวันออก
นักพรตหนุ่มจุดเตาไฟ ห่มผ้าผืนหนาหลับสนิทไปจนตะวันโด่ง ครั้นแสงแดดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเขาจึงลุกขึ้นนั่ง ทว่าก็นั่งนิ่งค้างอยู่ในท่านั้นบนเตียงอยู่นานแสนนาน
จนกระทั่งแมวน้อยกลับมา ขนฟืนลงเสร็จก็คืนร่างเดิมวิ่งกลับเข้ามาในห้อง เล่าเรื่องราวที่พบเห็นในวันนี้ให้เขาฟัง
“…ก็เป็นเช่นนี้ล่ะนะ!”
“สายฟ้าฟาดใส่คราเดียวก็ตายแล้วรึ…”
“ใช่แล้ว!”
“ดูท่าหลังจากโจวเหลยกงได้รับตำแหน่งจ้าวอัสนีและได้กลับมาจากทางเหนือ พลังศรัทธาคงรุดหน้าขึ้นมากทีเดียว”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ!”
“เฮ้อ…ฟ้าประทานพรให้แก่ผู้พากเพียร หากเทพเจ้าขยันหมั่นเพียร ลงมาปราบมารขจัดภัยในโลกมนุษย์อยู่เนืองนันต์ ผู้คนย่อมรักใคร่ศรัทธาและกราบไหว้บูชาเป็นธรรมดา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านควรจะได้รับแล้ว” ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางเอ่ย ขณะเดียวกันก็เลิกผ้าห่มขึ้น สอดเท้าเข้ารองเท้าข้างเตียงแล้วกล่าวด้วยท่าทีเนิบนาบว่า “ตัวข้าเองก็ต้องขยันขึ้นบ้างแล้ว จะนอนตื่นสายต่อไปไม่ได้”
แมวน้อยหมอบอยู่บนผ้าห่มนวม หันมาจ้องมองเขาตาค้าง
“ใกล้จะปีใหม่แล้ว…”
นักพรตหนุ่มพึมพำพลางก้าวเดินไปข้างหน้า
การตื่นขึ้นมาทำอาหารมื้ออร่อยสักมื้อ ย่อมเป็นสิ่งที่นักพรตพึงได้รับเช่นกัน
เป็นไปตามคาด ตามตรอกซอกซอยมีแต่ชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ทุกคนต่างพูดถึงเรื่องที่เหลยกงสำแดงอิทธิฤทธิ์เมื่อเช้านี้ แต่ละคนเล่าด้วยความตื่นเต้นจนน้ำลายแตกฟอง ราวกับได้เห็นมาด้วยตาตนเองเสียทุกอย่าง ผู้คนส่วนใหญ่ต่างปรบมือยินดีที่เทพจี๋เล่อผู้ชั่วร้ายถูกเหลยกงปราบจนดับสิ้น
ทว่าก็มีคนไม่น้อยที่สงสัยในคำพูดทิ้งท้ายของเหลยกงในวันนั้น ต่างถกเถียงกันไปต่างๆ นานา ทว่าก็หามีใครสรุปความหมายที่แท้จริงได้ไม่
นักพรตหนุ่มเพียงเผยรอยยิ้มจางๆ ซื้อหาอาหารเสร็จก็เดินกลับเรือน
เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็พ้นรัชศกหมิงเต๋อปีที่เก้าแล้ว
เหตุการณ์เทพสายฟ้าโจวคังปั๋วสำแดงฤทธิ์ ฟาดอสนีบาตสังหารเทพนอกรีตจี๋เล่อ เมื่อวันที่ยี่สิบสี่เดือนสิบสองรัชศกหมิงเต๋อปีที่เก้านั้น มีพยานรู้เห็นมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งบัณฑิตและขุนนาง เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องถูกบันทึกลงในพงศาวดารท้องถิ่น รวมถึงบันทึกความทรงจำของเหล่านักปราชญ์ในยุคนี้ ส่วนใหญ่ต่างเริ่มจรดพู่กันลง เนื้อหาที่บันทึกไว้ล้วนไม่ต่างกันนัก และในช่วงท้ายมักจะย้ำเตือนเสมอว่า มีผู้เห็นเหตุการณ์กลางถนนอยู่มากมาย
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะแพร่งพรายไปได้ไกลเพียงใด
ไม่แน่ว่าอาจจะค่อยๆ กลายเป็นบทละครหรือตำนานเล่าขานสืบต่อกันในหมู่ราษฎร ทว่าก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะหลงเหลือไปถึงคนในอีกพันปีข้างหน้าได้มากน้อยเพียงใด
ครั้นถึงคืนส่งท้ายปีเก่า เมืองหยางตูก็ยังคงประดับโคมไฟงดงามตระการตา บรรยากาศเปี่ยมไปด้วยสิริมงคลยิ่ง ทว่าปีนี้ขาดเทพจี๋เล่อไป การปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายประสบผลสำเร็จ ความปิติยินดีจึงเพิ่มพูนขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
ได้ยินมาว่าเมืองหยางตูได้คัดเลือกชัยภูมิเพื่อก่อสร้างวิหารให้โจวเหลยกงแล้ว ท่านเจ้าเมืองออกคำสั่งด้วยตนเองให้เสาะหาช่างฝีมือชั้นยอดในหยางโจวมาสร้างรูปเคารพของโจวเหลยกงให้ตรงตามมาตรฐานรูปเคารพห้าอวัยวะที่สุด รวมถึงเทพสายฟ้าองค์อื่นๆ ด้วย อย่างน้อยที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ รูปเคารพของโจวเหลยกงจะต้องถูกอัญเชิญเข้าไปประดิษฐานในอารามใหญ่ๆ ทั่วเมืองหยางตู เพื่อให้คนรุ่นหลังได้กราบไหว้ รำลึกถึงบุญคุณและถวายเครื่องสักการะสืบไป
นับแต่ความมืดมนถูกเทพสายฟ้ากำจัดสิ้น เมืองหยางตูก็มีแต่วันฟ้าใส แสงแดดสาดส่องในทุกวัน หมอกยามมลายหายสิ้นไปตั้งแต่ยังไม่สาย เป็นเช่นนี้ติดต่อกันหลายวัน จนกิ่งเหมยและกิ่งหลิวริมแม่น้ำต่างเริ่มผลัดใบเขียวขจี
ฤดูใบไม้ผลิ รัชศกหมิงเต๋อปีที่สิบ
นักพรตหนุ่มเสาะหาโรงน้ำชาริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง เลือกที่นั่งติดหน้าต่างเพื่อเฝ้ามองกระแสน้ำไหลเอื่อยและกิ่งหลิวกลางแดดที่ลู่ลงตามแรงลม ใช้เวลาช่วงบ่ายหมดไปกับการนั่งฟังโต๊ะข้างๆ สนทนาพาทีอย่างเกียจคร้าน
ด้วยว่าเงินที่จ่ายไปนั้น เป็นเงินที่เจ้าแมวหามาได้จากการขายปลานั่นเอง
โต๊ะข้างๆ เป็นเหล่าขุนนางปัญญาชน พวกเขาไม่เพียงสั่งชาดีมาหนึ่งกา แต่ยังเชิญปรมาจารย์ชามาวาดลวดลายบนถ้วยชา ทั้งยังสั่งของว่างมาอีกหลายจาน นั่งสนทนากันอยู่เนิ่นนานตั้งแต่ก่อนที่นักพรตหนุ่มจะมาถึงเสียอีก
ดูไปแล้ว ชีวิตของพวกเขายังจะดูรื่นรมย์ยิ่งกว่านักพรตเสียด้วยซ้ำ
“อย่าได้กล่าวถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้นเลย บนสะพานหินมีพยานรู้เห็นมากมายนับไม่ถ้วน ลำพังเพียงเสียงตวาดกริ้วของเหลยกงก็ดังกังวานไปทั่วทั้งเมืองหยางตูแล้ว แม้อยู่บนขุนเขาเขียวขจีห่างตัวเมืองออกไปสิบลี้ยังได้ยินชัดแจ้ง! เรื่องเช่นนี้จะเป็นเรื่องเท็จไปได้อย่างไร”
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อพี่หู แต่เรื่องนี้มันช่างน่าอัศจรรย์ใจเกินกว่าจะเชื่อได้น่ะซี!”
“พี่ถังมัวแต่ไปเมืองฉางจิง พลาดเหตุการณ์สำคัญไปแล้ว”
“ข้าก็นึกเสียดายที่ไม่ได้กลับมาให้เร็วกว่านี้! แต่ไม่ว่าอย่างไร เทพจี๋เล่อที่ก่อกรรมทำเข็ญในหยางตูมาหลายปีถูกกำจัดไปเสียได้ก็นับเป็นเรื่องมงคลยิ่ง!”
แสงแดดนอกหน้าต่างสาดส่องจนซ่งโหยวต้องหยีตาลง ความเกียจคร้านเข้าครอบงำพลอยทำให้เขารู้สึกง่วงไปด้วย
“ข้ายังได้ยินมาอีกนะว่า เมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านเจ้าเมืองฝันเห็นแมวสามสีตัวหนึ่ง แมวตัวนั้นบอกเขาว่าใต้สะพานแห่งหนึ่งในเมืองเป็นโพรงว่าง ข้างในมีสมบัติล้ำค่าและตัวยาหายากไว้มากมาย พอท่านเจ้าเมืองตื่นขึ้นมาก็รีบสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปขุดดูทันที แล้วก็ขุดพบสมบัติเลอค่ามากมายจริงๆ หลายชิ้นไม่มีใครรู้จักด้วยซ้ำ ทั้งหมดล้วนเป็นของที่เทพจี๋เล่อแอบซุกซ่อนไว้ ท่านว่าเรื่องนี้ประหลาดหรือไม่เล่า”
“แมวสามสีรึ”
“ถูกต้อง!”
“แล้วสมบัติเหล่านั้นเล่า”
“ว่ากันว่าแมวสามสีในฝันบอกให้ท่านเจ้าเมืองนำไปแลกเป็นเงิน เพื่อชดเชยให้กับบรรดาผู้คนที่เคยถูกเทพจี๋เล่อปล้นชิงทรัพย์สินไป”
“โอ้”
ผู้ร่วมโต๊ะทุกคนพลันเปลี่ยนท่าทีเป็นเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาทันที
“นั่นต้องเป็นเทพแมวแน่ๆ!”
“ข้าต้องบันทึกเรื่องนี้ไว้ในตำรา!”
“…”
ซ่งโหยวได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นจึงป้าปากหาววอดหนึ่ง ความง่วงเข้ารุมเร้าจนรู้สึกว่าสมควรกลับไปนอนเป็นเซียนบนเตียง เขาจึงนับเงินและลุกขึ้นเตรียมจะชำระค่าชา
ทว่าในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินคนโต๊ะข้างๆ เอ่ยขึ้นอีกว่า
“พี่ถังเพิ่งกลับมาจากฉางจิง พอจะได้ยินข่าวคราวจากทางนั้นบ้างหรือไม่ ฝ่าบาททรงมีพระพลานามัยเป็นอย่างไรบ้าง ยังไม่ได้สถาปนารัชทายาทอีกหรือ”
นักพรตหนุ่มเม้มปากลงเบาๆ แล้วก็นั่งลงที่เดิม
“ย่อมได้ยินมาบ้าง เรื่องนี้มิใช่ความลับอันใด บนถนนหนทางในฉางจิง ตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ขุนนางชั้นสูงไปจนถึงพ่อค้าหาบเร่ ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่” ชายผู้นั้นส่ายหน้าทอดถอนใจ “ได้ยินว่าในช่วงหนึ่งปีมานี้ ฝ่าบาทแทบไม่ได้เสด็จออกว่าราชการเลย ทรงประชวรหนักอยู่บนแท่นบรรทมเป็นเวลานาน ทั้งยังทรงอารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ผู้ปกครองไร้คุณธรรมเช่นนี้ อย่าว่าแต่ในราชสำนักเลย แม้แต่บนท้องถนนในฉางจิงก็เต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึมวุ่นวาย”
“ฝ่าบาทเริ่มเสด็จออกว่าราชการน้อยลง ตั้งแต่ช่วงกลางปีก่อนหน้านู้นแล้วมิใช่หรือ”
“ตอนนั้นยังคงเสด็จออกอยู่บ้าง”
“แล้วราชครูเล่า”
“ราชครูไม่อยู่ในราชสำนักตั้งนานแล้ว ดีที่ยังมีอวี่เจียนไป๋ ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดี คอยรักษาราชการแทนอยู่ ก็นับว่าเป็นเสนาบดีผู้ทรงคุณธรรมคนหนึ่ง”
“รัชทายาทเล่า…”
“แผ่นดินต้าเยี่ยนยังไร้ผู้สืบทอด”
แม้จะเป็นเมืองหยางตูที่ห่างไกลจากฉางจิงนับพันลี้ แต่เมื่อเหล่าปัญญาชนได้ยินเช่นนี้ ต่างก็พากันส่ายหน้าและทอดถอนใจไม่หยุดหย่อน
นักพรตหนุ่มนั่งจิบชาอยู่ข้างๆ พลางคิดพินิจอยู่ในใจอย่างเงียบเชียบ
กลางปีก่อนหน้า ก็คือกลางรัชศกหมิงเต๋อปีที่แปด ซึ่งเป็นช่วงที่ซ่งโหยวเพิ่งทำลายแผนการของราชครูที่มณฑลเฟิงโจวลงได้ แผนการใหญ่ของฮ่องเต้ย่อมพังทลายกลายเป็นเถ้าธุลีตามไปด้วย เมื่อพิจารณาว่าการส่งข่าวกลับไปยังฉางจิงต้องใช้เวลา ฮ่องเต้ชราต้องใช้เวลาทำใจยอมรับข้อมูลเหล่านั้น และกว่าข่าวจะแว่วมาถึงหูเหล่าปัญญาชนในหยางตู หากยามนั้นฮ่องเต้เริ่มไม่เสด็จออกว่าราชการ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเหตุการณ์ที่เขาเยี่ยซานจะกระทบกระเทือนพระทัยอย่างหนัก
ทว่าฮ่องเต้กลับยังคงไม่ยอมสถาปนารัชทายาท…
ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและหยีตาลง
ครานั้นเขาเคยเตือนให้รีบสถาปนารัชทายาทโดยเร็ว จะเป็นใครก็ได้ ทว่าฮ่องเต้ชราผู้นั้นกลับทรงสดับฟังไม่เข้าพระทัยจริงๆ
แต่หากคิดดูอีกที ก็นับว่าสมเหตุสมผล
จักรพรรดิเช่นนี้ ต่อให้เทพบนสวรรค์มาเข้าฝันชี้แนะ เกรงว่าเขาก็คงไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ หากในยามชรายิ่งมีอารมณ์ฉุนเฉียวและมืดบอดขึ้นมา เขาคงกล้าสั่งปลดเทพบนสวรรค์ด้วยเช่นกัน
ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่สู้ดีนัก
เมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว ฮ่องเต้คงเหลือเวลาอีกไม่มากนัก
“เถ้าแก่ เก็บเงินด้วย”
ซ่งโหยวเดินเม้มปากออกจากโรงน้ำชาไป