ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 458 เทพสายฟ้าปราบมารยามฟ้าสว่าง
บทที่ 458 เทพสายฟ้าปราบมารยามฟ้าสว่าง
ยามเหมันตฤดูเวียนมาถึง ขุนเขาเขียวขจีล้วนทรามวัย
นอกเมืองหยางตู ท่ามกลางเนินเขาที่เต็มไปด้วยพงหญ้าแห้งเหี่ยว มีเส้นทางสายเล็กกว้างเพียงไม่กี่ฉื่อทอดตัวคดเคี้ยวไปตามเชิงเขา ไม่รู้ว่าเริ่มมาจากที่ใด และไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลง ณ แห่งหนไหน
มองขุนเขาที่อยู่ไกลออกไป เห็นเงาหลังคาและชายคาอยู่รำไร ควันธูปสีเขียวครามลอยละล่องม้วนตัวขึ้นสู่ชั้นเมฆ บ่งบอกว่าที่นั่นคงเป็นอารามหรือวัดที่มีผู้คนแวะเวียนมาสักการะมิใช่น้อย
เส้นทางสายเล็กในที่สุดก็บรรจบเข้ากับถนนสายหลัก
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
ฝูงนกป่าบินร่อนผ่านท้องนภา
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสีกำลังเดินลงมาจากภูเขาร้าง ด้านหลังมีม้าสีขนแดงเดินตามมา บนหลังม้าทั้งบรรทุกมัดฟืนขนาดใหญ่เอาไว้ เมื่อได้ยินเสียงกระพือปีกบนอากาศ นางจึงหยุดฝีเท้าลงโดยสัญชาตญาณแล้วแหงนหน้าขึ้นมอง สายตาและศีรษะเคลื่อนคล้อยไปตามทิศทางของฝูงนกนั้น ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ทว่ากลับกำลังจ้องมองจดจ่อ
โชคดีที่ไม่มีเสียงเคี้ยวขากรรไกร
จนกระทั่งนกเหล่านั้นบินลับหายไปตามเส้นขอบฟ้าที่ถูกห่มด้วยไอหมอก นางจึงละสายตากลับมา หันไปมองม้าของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าไปมองยังสุดปลายถนนสายเล็กเบื้องล่าง
กรุ๊งกริ๊ง…
เสียงกระดิ่งแว่วมาแต่ไกล
เสียงนั้นคล้ายกับกระดิ่งคล้องคอเจ้าม้าของนางนัก
ทว่าแมวมีโสตประสาทที่เฉียบคม ย่อมแยกแยะความแตกต่างเพียงน้อยนิดระหว่างกระดิ่งนั้นกับกระดิ่งของเจ้าม้าออก
สิ้นเสียงกระดิ่ง สิ่งแรกที่โผล่พ้นหัวโค้งถนนคดเคี้ยวออกมาคือหัวลาตัวหนึ่ง หัวของมันผงกขึ้นลงตามจังหวะก้าวเดิน แล้วจึงค่อยๆ ปรากฏร่างของนักพรตชราในชุดคลุมตัวโคร่งที่นั่งอยู่บนหลังของมัน
นักพรตชราผู้นั้นมีผมและหนวดเคราขาวโพลน ในมือถือแส้ปัด ร่างกายเหยียดตรงดูองอาจทว่าสงบนิ่งปลีกวิเวก ชุดคลุมที่สวมใส่ทั้งกว้างและสะอาดสะอ้าน บดบังขาทั้งสองข้างและหลังลาจนมิด ลาที่ขี่มานั้นดูผอมโซ ตัวนักพรตเองก็ไม่ได้กำยำล่ำสันนัก ดูแล้วช่างเข้ากันได้เป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกที่ทั้งสง่างามดุจหลุดพ้นโลกีย์ ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนนอกแข็งใน
เมื่อแม่นางสามสีเห็นเขาก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจหวนนึกถึงท่านชุยที่เคยพบบนยอดเขาอวิ๋นติ่งเมื่อปีนั้น
ท่านชุยสวมเสื้อผ้าตัวโคร่ง นักพรตผู้นั้นก็เช่นกัน
ท่านชุยขี่ลา นักพรตผู้นั้นก็เช่นกัน
เพียงแต่ท่านชุยสวมหมวก ส่วนนักพรตผู้นั้นกลับไม่ได้สวม
ท่านชุยดูอ่อนแอกว่า ส่วนนักพรตผู้นั้นดูเป็นธรรมชาติกว่า
ท่านชุยสวมชุดสีแดง ส่วนนักพรตผู้นั้นสวมชุดคลุม
รายละเอียดอื่นๆ นางคงจำไม่ได้แล้ว ยามนั้นแม่นางสามสียังเด็กนัก ทั้งยังไม่เฉลียวฉลาดเท่าตอนนี้ เรื่องราวมากมายที่จดจำได้จึงพร่าเลือนราวกับอยู่ในม่านหมอก
ทว่าเมื่อพิจารณาดู แม้นางจะได้พบชุยหนานซีแห่งเขาอวิ๋นติ่งมาก่อน แต่ก็หาได้มีความคิดฝังหัวว่านักพรตชราผู้นี้เลียนแบบชุยหนานซี ในทางกลับกัน สัญชาตญาณบอกนางว่า เป็นฝ่ายปัญญาชนต่างหากที่เลียนแบบวิถีของนักพรต
แม่นางสามสียืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่เอ่ยคำใด เพียงแต่จ้องมองเขาเดินเข้ามาใกล้
ในขณะเดียวกัน นักพรตชราก็มองเห็นนาง แววตาฉายแววประหลาดใจก็จ้องมองนางกลับมาเช่นกัน
“หยุด…”
นักพรตชราหยุดลาลงตรงหน้านาง นักพรตหนุ่มอีกสองคนที่ตามหลังมาจึงหยุดชะงักตาม
“แม่นางสามสี เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”
“ฟืนที่บ้านหมดแล้ว แม่นางสามสีจึงออกมาตัดฟืนน่ะ”
“เหตุใดจึงมาตัดฟืนไกลถึงเพียงนี้”
“ที่ใกล้ๆ มีเจ้าของหมดแล้ว”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…”
นักพรตชราแหงนหน้ามองภูเขาตรงหน้า
รอบนอกเมืองหยางตูหาได้มีภูเขาสูงใหญ่ไม่ ภูเขาลูกนี้ก็นับว่าสูงพอตัว บนเขามีหน้าผาชัน แม้ไม่ได้สูงเทียมฟ้าทว่าก็ไม่ได้เตี้ยเรี่ยดิน หากตกลงมาแม้ไม่ถึงตายก็คงขาหัก
อย่าเห็นเพียงว่านอกเมืองเต็มไปด้วยเนินเขาและพงหญ้าริมทาง อันที่จริงพื้นที่ส่วนใหญ่บนเขาลูกนี้ล้วนถูกถางเป็นที่ดินทำกินหมดแล้ว อย่าว่าแต่ป่าละเมาะข้างคันนาเลย แม้แต่พุ่มไม้ริมทางหรือป่ารกร้างก็ล้วนมีเจ้าของ พื้นที่ตรงไหนเป็นของใคร ชาวบ้านในพื้นที่ล้วนแบ่งกันไว้หมดแล้ว แม้จะเป็นเพียงกอต้นหวงจิง[1]เพียงแถวเดียวก็แบ่งสรรกันอย่างชัดเจน ชาวบ้านที่ขึ้นมาตัดฟืนจะไม่มีทางล้ำเข้าไปตัดในที่ของผู้อื่น เพราะจะนำมาซึ่งการทะเลาะวิวาท
แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครกล้าขัดใจนาง แต่นางก็หาได้ทำเช่นนั้นไม่ กลับจงใจหลีกเลี่ยงแล้วไปตัดฟืนบนหน้าผาชันที่คนธรรมดาเข้าไม่ถึงแทน
เหวินผิงจื่อละสายตากลับมามองเด็กหญิงตัวน้อยอีกครั้ง
ดูท่าท่านเซียนผู้นั้นคงมิได้ปล่อยปละละเลยศิษย์น้อยเสียทีเดียว
ในใจเขาพลันบังเกิดความเลื่อมใส
มิยึดติดธรรมเนียมเล็กน้อย ทว่าแจ้งชัดในคุณธรรม
“ดูท่าแม่นางสามสีจะได้ฟืนไปไม่น้อยเลย”
“ฟืนพวกนี้จุดไฟติดง่ายมากเลยนะ!”
“เมื่อเช้านี้ข้าได้รับจดหมายจากสหายบำเพ็ญซ่ง บอกว่าเมื่อคืนนี้เทพจี๋เล่อมาเยือนถึงที่ สหายบำเพ็ญได้ทำเครื่องหมายไว้แล้ว จึงเชิญข้าเข้าเมืองไปเชิญเทพกำราบปีศาจ ซึ่งข้าก็ได้ติดต่อโจวเหล่ยกงไว้แล้ว” เหวินผิงจื่อกล่าวต่อ “แม่นางสามสีจะตัดฟืนต่อ หรือจะกลับเข้าเมืองแล้ว”
“ข้าจะกลับไปก่อไฟแล้ว”
“เช่นนั้นก็ร่วมทางกันเถิด”
“อืม…”
เด็กหญิงตัวน้อยก้าวเดินลงมา จากภูเขาเตี้ยๆ สู่เส้นทางสายเล็ก นางเหลียวมองนักพรตผู้นี้ โดยเฉพาะชุดนักพรตที่ดูใหม่เอี่ยมและสะอาดสะอ้านของเขา นางสะบัดศีรษะเบาๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะเดินนำหน้าไป
เจ้าม้าแดงก็เดินตามไปอย่างเงียบเชียบ
เหวินผิงจื่อขี่ลาตามหลัง มองดูมัดฟืนบนหลังม้าที่โอนเอนไปมา และมองดูเด็กหญิงที่เดินด้วยท่าทางสบายอุรา จิตใจที่เคยเคร่งเครียดของเขาก็พลันสงบลง
เด็กหญิงดึงกิ่งไม้ขึ้นมาตีพงหญ้าเล่นพลางเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เขาฟัง นางเล่าให้เห็นภาพ เลือกใช้คำบรรยายชัดเจน น้ำเสียงก็ใสเจื้อยแจ้ว เสียดายที่นางพูดติดสำเนียงท้องถิ่นไปบ้าง บางครั้งเหวินผิงจื่อจึงฟังไม่ออกว่านางกำลังพูดสิ่งใด ได้แต่คาดเดาเอาเอง
ทว่าในหัวของเขาก็พลันปรากฏภาพเหตุการณ์เมื่อคืนขึ้นมา
ลาเชื่องช้ายังเดินอยู่บนถนน แต่นกป่าได้บินเข้าเมืองไปแล้ว
พวกมันกำลังเสาะหาตราประทับของซ่งโหยวไปทั่วทั้งเมือง…
หมอกยามเช้ายังไม่ทันกระจายตัว ทว่าแสงตะวันกลับเริ่มสาดส่องลงมาแล้ว
แสงแดดรำไรลอดผ่านม่านหมอก กระทบลงบนถนนในเมืองหยางตู เมืองอันรุ่งเรืองแห่งเจียงหนานที่ห่างหายจากแสงแดดในฤดูหนาวมาเนิ่นนาน กำแพงสีขาวสะอาดตาอาบไล้ด้วยแสงตะวันและโอบล้อมด้วยหมอกบาง กระเบื้องหลังคาสีดำขลับทอดยาวดูสะอาดสะอ้านอย่างน่าประหลาด ยามลมพัดหมอกเคลื่อนคล้อย ดูงดงามดั่งภาพวาดดั่งบทกวี
แม้แต่ต้นเหมยและต้นหลิวริมสองฝั่งแม่น้ำหยางเจียง ครั้นต้องแสงตะวันก็คล้ายกับจะแตกยอดอ่อนต้อนรับวสันตฤดู ทว่าหากพิจารณาดูให้ดี กลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
“อากาศดีจริงๆ!”
“ไม่ได้เห็นแสงแดดมาตั้งนาน”
“วันนี้อากาศดีแท้!”
“เกรงว่าเมื่อวานคงปัดเป่าสิ่งอัปมงคลไปจนหมดสิ้นแล้ว…”
ผู้คนมากมายที่มักหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน หรือแม้แต่บัณฑิตที่ปิดประตูอ่านตำราเคร่งเครียด ในยามนี้ต่างก็ก้าวออกมานอกเรือน ครั้นได้พบบรรยากาศที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้ ต่างก็เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
สะพานหินทอดตัวข้ามแม่น้ำ อาบไล้ด้วยแสงสุริยา
ใต้สะพานมีกระแสน้ำไหลเอื่อย เรือลายวิจิตรล่องมาอย่างช้าๆ ตามหัวเรือมีโฉมงามกอดพิณผีผา บ้างมีคุณชายเจ้าสำราญสนทนาพาทีอย่างเบิกบาน ริมสองฝั่งน้ำมีหญิงชาวบ้านกำลังซักล้างเสื้อผ้า บนสะพานมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาไม่ขาดสาย เมื่อก้าวเข้าสู่เขตที่แสงแดดสาดส่อง ต่างก็อดมิได้ที่จะหยุดฝีเท้าลงชั่วครู่ แหงนหน้าขึ้นเพื่อสัมผัสไออุ่นจากดวงตะวัน
“อากาศดียิ่งนัก…”
เคร้ง เคร้ง เคร้ง…
พลันเกิดเสียงกระทบกันของเกราะเหล็กดังระรัว
ทหารกล้าอาวุธครบมือขบวนหนึ่งเดินมุ่งหน้ามาจากทั้งสองฝั่งน้ำ กลุ่มผู้นำถือโล่กำบังและดาบยาวข้างกาย ตามด้วยพลหอกยาว และถัดมาคือพลหน้าไม้เกรียงไกร ทุกนายสวมเกราะหนักดูน่าเกรงขาม โดยมีขุนพลร่างกำยำสองนายนำทัพมายังหัวและท้ายของสะพานหิน
ผู้ที่สัญจรอยู่ต่างพากันตื่นตระหนก
สิ้นเสียงตะโกนไล่ของเหล่าทหาร บนสะพานก็ถูกจัดระเบียบจนโล่ง ภาพอันเงียบสงบผ่อนคลายเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนไปในพริบตา
ชาวบ้านไม่รู้ความนัย ผู้ที่ขลาดเขลาก็รีบมุดเข้าหลบตามร้านรวงหรือกลับเข้าบ้านปิดประตูหน้าต่างสนิท ส่วนผู้ใจกล้าก็พากันยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ จากริมน้ำ
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
ฝูงนกป่าบินร่อนผ่านน่านฟ้าไป
ขุนพลทั้งสองนายเฝ้ารออยู่เชิงสะพาน
ขุนนางกลุ่มหนึ่งเดินตรงเข้ามา มีผู้จำได้ว่าหนึ่งในนั้นคือเจ้าเมืองหยางตู และผู้ที่เดินเคียงข้างขุนนางคือนักพรตชราขี่ลาพร้อมด้วยศิษย์หนุ่มอีกสองคน
ทหารทั้งหลายเปิดทางให้
นักพรตชราและศิษย์ทั้งสองก้าวออกไปข้างหน้า หาได้เอ่ยคำใดเพียงแต่โบกมือเป็นสัญญาณ
ศิษย์ทั้งสองขยับกายอย่างว่องไว คนหนึ่งวางโต๊ะเตี้ยลงบนพื้นราบเชิงสะพาน อีกคนหนึ่งรีบหยิบกระถางธูปและของเซ่นไหว้ออกมาจากย่าม นักพรตชราหยิบธูปสามดอกออกมาจากแขนเสื้อ สะบัดวนกลางอากาศเพียงคราเดียวควันธูปสีเขียวก็ลอยกรุ่น ทั้งสามร่วมมือกัน เพียงชั่วอึดใจเดียว โต๊ะบูชาเล็กๆ ก็ถูกจัดเตรียมเสร็จสิ้น
“จ้าวอัสนีแห่งเมืองเร้นลับสวรรค์ทั้งเก้า โปรดสดับฟัง เหวินผิงจื่อขออัญเชิญท่านลงมากำราบมารร้าย!”
“จ้าวอัสนีแห่งเมืองเร้นลับสวรรค์ทั้งเก้า…”
ยังมิทันสิ้นคำกล่าวรอบที่สอง พลันเกิดความเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่บนสะพาน
ราวกับว่าเทพจี๋เล่อที่กำลังหลับใหลอยู่จะรับรู้ถึงภัย บนสะพานหินพลันมีอิฐแผ่นหนึ่งระเบิดออกเป็นควันสีขาวพวยพุ่ง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของชาวบ้าน ควันนั้นก่อตัวเป็นเทพชั่วร้าย สูงกว่ามนุษย์ธรรมดา ใบหน้าสีแดงฉาน ทั่วร่างปกคลุมด้วยขนสีขาว ดวงตาดุจเสือดาวเบิกโพลง
“จ้าวอัสนี…”
ฟิ้ว…
เทพจี๋เล่อเพียงแหงนหน้าขึ้น ก็บังเกิดลมพายุหมุนวน
เหวินผิงจื่อสะบัดแขนเสื้อ ใช้กระแสลมต้านรับไว้
ครืน…
เพียงพริบตา บนสะพานก็เต็มไปด้วยกรวดหินดินทรายปลิวว่อน
ชาวบ้านสองฝั่งน้ำต่างร้องอุทาน พากันวิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างลนลาน
ยามนี้ต่อให้ใจกล้าเพียงใด ก็ทำได้เพียงแอบมองอยู่ตามมุมมืดอย่างเงียบเชียบเท่านั้น
แม้แต่ขุนพลร่างกำยำทั้งสอง ในเวลานี้ยังต้องทุ่มกำลังรั้งม้าศึกเอาไว้ ทั้งไม่กล้าและไม่อาจบุ่มบ่ามเข้าไปได้ง่ายๆ
เหล่ามทหารถือโล่เข้าสกัดกั้นสะพานหินที่กำลังปลิวว่อนไว้ ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ ทว่าล้วนแต่เป็นนักรบผู้ห้าวหาญจึงหามีผู้ใดถดถอยไม่ กลับกัน ต่างพากันชะเง้อมองผ่านช่องว่างของโล่ไปเบื้องหน้า
ภายในเวลาอันสั้น เทพชั่วร้ายตนนั้นก็ได้ประลองเวทกับนักพรตชราอยู่หลายครา นักพรตชราเองก็เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ยันต์และลูกแก้ววิเศษถูกซัดออกไปราวกับมิต้องเสียดายเงินทอง สู้รบติดพันจนยากจะแยกแยะผลแพ้ชนะ
แม้นักพรตชรายังไม่เพลี่ยงพล้ำ ทว่าบทสวดอัญเชิญเทพกลับถูกเทพจี๋เล่อขัดจังหวะอยู่ตลอดเวลาจนไม่อาจเอ่ยออกมาจนจบ
ทหารและชาวบ้านในเมืองหยางตูไฉนเลยจะได้เห็นภาพเช่นนี้บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่ล้วนเคยฟังแต่ในโรงน้ำชา ยามนี้ทั้งเหล่าทหารและราษฎรต่างตกตะลึงจนขวัญหาย แม้แต่เจ้าเมืองหยางตูเองก็ต้องถอยร่นออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะเปลวเพลิงจากการระเบิดของยันต์และพายุหินที่เกิดจากอาคม ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ถนนที่เคยครึกครื้นเมื่อครู่พลันว่างเปล่าในพริบตา
เหลือเพียงเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสี จูงม้าขนแดงที่บรรทุกฟืนเต็มหลัง ยืนเด่นอยู่กลางถนน นางหาได้มีความเกรงกลัวไม่ กลับเขย่งเท้า ชูคอขึ้นมองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความสนใจใคร่รู้
“จ้าวอัสนี…”
“อั่ก!”
นักพรตชราถูกกระแทกจนลอยร่างละลิ่ว
ยังไม่ทันที่เหล่าทหารที่ถือโล่อยู่ข้างหลังจะถูกร่างของนักพรตชรากระแทกใส่ ก็ถูกพลังมหาศาลจู่โจมเสียก่อน ผู้ที่มีวรยุทธ์สูงส่งต้องคุกเข่าครึ่งหนึ่งครูดไปกับพื้นเป็นทางยาว ส่วนผู้ที่วรยุทธ์อ่อนด้อยก็ถูกแรงปะทะจนตัวลอย เกลือกกลิ้งไปกับพื้น
แม้แต่ทหารที่อยู่ข้างๆ ก็เกือบจะพลัดตกจากหลังม้า
เมื่อฝืนทรงตัวได้และกระชับอาวุธในมือจนแน่น ครั้นก้มลงมองก็เห็นนักพรตชรามีโลหิตซึมที่มุมปาก กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
กำลังมนุษย์จะต่อกรเทพนอกรีตเช่นนี้ได้อย่างไร
“จ้าวอัสนี…”
ยังไม่ทันได้เอ่ยนามของเทพสายฟ้าจนครบถ้วนเลย
ครืนนน!
ทว่าครานี้มิใช่ถูกเทพจี๋เล่อขัดจังหวะ แต่เป็นเสียงคำรามดังสนั่นดุจเสียงอสนีบาต ทว่ากลับครึกโครมยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องทั่วไป ต่อให้เป็นทหารผู้ใจกล้าเพียงใดก็ยังรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งดวงใจ ต่างเบิกตากว้างมองขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที
เห็นเพียงลมพัดเมฆาเคลื่อนคล้อย เมฆมืดเข้าบดบังดวงตะวัน แม้มองด้วยตาเปล่าก็เห็นท้องฟ้ามืดสลัวลงอย่างรวดเร็ว เมฆดำทมิฬก่อตัวขึ้นกลางหาว ทอดเงาทอดทะมึนวูบไหวลงสู่พื้นพสุธา
นี่หาใช่ปรากฏการณ์ธรรมดา ทว่าคือปาฏิหาริย์แห่งเทพ!
ในหมู่เมฆสายฟ้านั้น คล้ายมีเงาร่างสายหนึ่งไหววูบ
“ข้าคือเทพสายฟ้าโจวคังปั๋ว ปีศาจร้ายตนใดบังอาจทำตัวโอหังบนโลกปุถุชนแห่งนี้”
น้ำเสียงปานฟ้าถล่ม ก้องกังวานไปทั่วทั้งเมืองหยางตู
“ที่แท้คือท่านเทพสายฟ้า”
เหล่าทหารต่างตื่นตะลึงยิ่งนัก เมื่อก้มลงมองอีกครั้ง เห็นนักพรตชราถอนหายใจด้วยความโล่งอก ส่วนเทพชั่วร้ายที่เคยกำแหงก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับสิ้นไร้ซึ่งขวัญกำลังใจที่จะต่อต้าน เพียงชั่วพริบตาก็ม้วนตัวเข้ากับพายุหมุนและฝุ่นทราย หมายจะหลบหนีไปให้ไกลแสนไกล
“หึ!”
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น
เปรี้ยงงง!
สายฟ้าฟาดลงมาจากสรวงสวรรค์ กลายเป็นอสนีบาตพิฆาตเมื่อถึงพื้นดิน
พายุหมุนที่เทพชั่วร้ายเสกมายังไม่ทันทะยานไปไกลถึงสิบจั้ง ก็ถูกสายฟ้าสาดซัดเข้าใส่อย่างจัง แสงจ้าและประกายไฟที่พวยพุ่งออกมาในชั่วพริบตานั้นสะท้อนให้เห็นร่างของมันชัดเจน
“อ๊ากกก!”
มีเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างแสนสาหัสดังแว่วมา
พายุคลั่งพลันสลายตัวไป เทพชั่วร้ายก็ล้มลงกับพื้น
กายาสิ้นชีพวิญญาณแตกสลายด้วยการโจมตีเพียงคราเดียว
เพียงชั่วพริบตา เทพสายฟ้าก็กำราบปีศาจจนราบคาบแล้ว
[1] ต้นหวงจิง(黄荆)คือไม้ค้างคาว