ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 457 ราตรีนี้เทพจี๋เล่อมาเยี่ยมเยียน
บทที่ 457 ราตรีนี้เทพจี๋เล่อมาเยี่ยมเยียน
ตึง…
ตึง…
เสียงกลองหนักหน่วงจับใจผู้คน แม้จะอยู่ท่ามกลางถนนกว้างเนืองแน่นไปด้วยผู้คน แต่มันกลับให้ความรู้สึกลึกลับและขลังอย่างน่าประหลาด
“นั่ว…”
“นั่ว…”
ผู้นำขบวนสี่คนแรกสวมบทบาทโดยผู้เฒ่าผู้มีประสบการณ์โชกโชน สวมชุดคลุมสีแดงสดราวกับย้อมด้วยโลหิต หน้ากากที่สวมใส่มีรูปลักษณ์ดุร้ายน่าเกรงขาม มีดวงตาถึงสี่ดวง ปากคอยส่งเสียงทุ้มต่ำออกมาว่า ‘นั่ว’ ไม่ขาดสาย ท่วงท่าที่ร่ายรำก็ดูดุดันก้าวร้าวและเปี่ยมด้วยพลัง เดิมทีหมอกยามเช้าก็ลงหนาจัดอยู่แล้ว เมื่อผสมโรงกับควันประทัด ถนนทั้งสายจึงปกคลุมด้วยกลุ่มควันหนาทึบ ยามที่ ‘ฟางเซี่ยง[1]’ ทั้งสี่กระโดดปรากฏกายออกมา ราวกับเทพเจ้าและอสูรร้ายกำลังร่ายรำอย่างบ้าคลั่งและกำลังพุ่งตรงมาหาผู้คน
“นั่ว…”
ถัดมาคือกลุ่มชายหนุ่มที่สวมหน้ากากดุร้ายเช่นเดียวกัน ทว่ามีดวงตาเพียงสองดวง
ตามด้วยขบวนสิบสองนักษัตร
และปิดท้ายด้วยเหล่าขอทานจำนวนมาก ซึ่งล้วนสวมหน้ากากหรือทาหน้าดำสนิท เดินตามหลังมาเพื่อเสริมความน่าเกรงขาม พร้อมกับยื่นมือขอเงินจากราษฎรสองข้างทาง ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หวง ต่างโยนเหรียญทองแดงให้คนละเหรียญสองเหรียญ
นักพรตหนุ่มและเด็กหญิงตัวน้อยยืนอยู่ข้างถนนใต้ต้นหลิว บนบ่าของเขามีเจ้านกนางแอ่นคอยยืดตัวตรง จับจ้องเหตุการณ์เบื้องหน้ามิวางตา
“พวกคนในขบวนระบำไล่ผีหรือที่เรียกว่า ‘นั่ว’ ล้วนแต่งกายเป็นภูตผีดุร้ายและเก่าแก่ ในยุคแรกเริ่มระบำไล่ผีถูกจัดขึ้นโดยฮ่องเต้ ต่อมาในหมู่สามัญชนก็เริ่มจัดขึ้นบ้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเซ่นสรวงเทพเจ้าและขับไล่โรคระบาด” ซ่งโหยวก้มลงอธิบายให้ภูตน้อยทั้งสองฟัง “แต่เดิมระบำไล่ผีนั้นลึกลับ ขลังและไม่อาจลบหลู่ได้ ทว่านานวันเข้าก็แปรเปลี่ยนเป็นการแสดง เน้นความสนุกสนานและถือเอาเคล็ดมงคลเป็นหลัก”
“มันขับไล่โรคระบาดได้จริงหรือ” เด็กหญิงตัวน้อยแหงนหน้าขึ้นมองนักพรตที่อยู่ด้านหลังนาง
“ครั้นโบราณกาลนั้นข้าไม่อาจรู้ แต่ในยุคปัจจุบัน…” ซ่งโหยวก้มมองใบหน้าของนางที่หงายเงยขึ้น แล้วยกยิ้มให้ “ชาวเหอโจว ก็ยังร่ายรำระบำชนิดนี้กันอยู่”
“ไม่เห็นเข้าใจเลย”
“เช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“คนข้างหน้าคือ ‘ฟางเซี่ยง’ เดิมเป็นเหล่ายอดบุรุษและนักรบ เดิมเป็นตำแหน่งขุนนางมาก่อน ภายหลังกลายเป็นเทพปราบผีที่ผู้คนเชื่อว่าสามารถตามจับตัวผีได้” ซ่งโหยวอธิบายต่อ “ส่วนคนข้างหลังเรียกว่า ‘ชีโถว’ เดิมทีมีสถานะเป็นเทพผู้เปิดทางปราบผีเช่นเดียวกับฟางเซี่ยง แต่ภายหลังถูกลดระดับลงมาให้เป็นรองฟางเซี่ยงขั้นหนึ่ง…”
ขบวนฟางเซี่ยงและชีโถวกำลังเคลื่อนผ่านหน้าพวกเขาไป
ฟางเซี่ยงสวมบทโดยผู้เฒ่า ดูสุขุมเยือกเย็นนัก ส่วนชีโถวที่สวมบทโดยชายหนุ่มนั้นมีท่วงท่าที่ปราดเปรียวและซุกซน เมื่อเห็นเด็กหญิงที่ยืนอยู่หน้านักพรตมีผิวพรรณขาวสะอ้านงดงาม ยามเดินผ่านจึงจงใจขยับเข้ามาหยอกล้อให้นางหวาดกลัวเล่น
แม่นางสามสียังคงยืนนิ่งสนิทอยู่หน้านักพรต จ้องมองพวกเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ไม่รู้ว่าในใจนางกำลังคิดสิ่งใดอยู่
กระทั่งพวกเขาเดินผ่านไป นางจึงแหงนหน้าขึ้นถามนักพรตของตนอีกครา “พวกเขาจะจับเทพจี๋เล่อได้ไหม”
น้ำเสียงของนางทั้งใสและแผ่วเบา ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เสียงกลองและประทัดหยุดสงบลงชั่วครู่พอดี
ผู้คนรอบข้างหลายคนได้ยินเข้า ต่างพากันชำเลืองมองมาทางพวกเขา
ซ่งโหยวยกยิ้มละไม หาได้คิดหลีกเลี่ยงคำถาม “หากได้ผลจริง ป่านนี้คงไม่มีเทพจี๋เล่อแล้ว”
“ทั้งหมดคือเรื่องหลอกลวงหรือ”
“ก็ไม่ใช่ทั้งหมดเสียทีเดียว”
“ไม่ใช่ทั้งหมด”
“เจ้าแมวน้อยช่างสงสัย” ซ่งโหยวเอื้อมมือไปลูบหัวนาง เขาพบว่านางดูจะสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนเล็กน้อย “ได้ยินว่าหากมองผ่านหน้ากากนั่ว จะสามารถมองเห็นเทพและผีได้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงนะ”
“แม่นางสามสีแค่มองก็เห็นแล้ว!”
“แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครเก่งกาจไปกว่าแม่นางสามสีของข้าหรอก”
นักพรตหนุ่มก้มลงเอ่ยกับนาง นกนางแอ่นบนบ่าเอียงคอซุกจะงอยปากเข้าไปในขน ดูเหมือนกำลังแต่งขน หรือไม่ก็เพราะทนฟังคำชมนั้นไม่ได้
“โปรยเงินบูชาองค์เทพเถิด!”
“โปรยเงินแลกความเป็นมงคลเถิด!”
กลุ่มขอทานที่คลุมร่างด้วยเศษผ้าแดง สวมหน้ากากเป็นเทพบริวารเดินผ่านพวกเขาไป แต่ละคนกระโดดโลดเต้นอย่างไร้ระเบียบ ขณะเดียวกันก็ยื่นมือออกมาขอเงิน
ผู้คนมากมายโยนเหรียญทองแดงออกไป เกิดเสียงแย่งชิงกันชุลมุนในหมู่ขอทาน
“ขับไล่ปราณภูตผีให้สิ้น…”
“นำพาปราณหยางบริสุทธิ์…”
“ขอให้บ้านท่านพบความเป็นสิริมงคล…”
เหล่าขอทานต่างจดจำถ้อยคำมงคลมา หวังว่าจะได้เงินทองกลับคืนมาบ้าง
กลุ่มขอทานค่อยๆ เดินผ่านหน้านักพรตไป
ในที่สุดบนใบหน้าของแม่นางสามสีก็เผยอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมา
ต้องระวัง! ต้องระวังให้ดี!
โชคดีที่ขอทานเหล่านี้มองเห็นนักพรตที่อยู่ด้านหลังนาง ครั้นเห็นว่าเป็นนักพรต จึงเดินผ่านพวกเขาไปทันที
“ฟู่ว…”
แม่นางสามสีถอนหายใจอย่างโล่งอก
ขบวนยิ่งใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนลับตาไป เลือนหายเข้าไปในม่านหมอกและควันประทัด
“ครึกครื้นดีจัง”
เด็กหญิงตัวน้อยหันกลับมาบอกนักพรต
“ดอกเหมยบานแล้ว”
นักพรตเงยหน้าบอกนาง
เด็กหญิงจึงมองไปข้างหน้า ที่อีกฟากหนึ่งของถนนมีต้นเหมยปลูกอยู่ ในเดือนสิบสองอันแสนหนาวเหน็บเช่นนี้ กำลังเบ่งบานสะพรั่งเต็มต้นเลย
นักพรตหนุ่มเริ่มก้าวเดินต่อไป
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
เจ้านกนางแอ่นรีบบินตามไป
เด็กหญิงก็เดินตามไปเช่นกัน
ที่ริมถนนในหยางตูมีร้านขายหมึกหนิงเซียง เนื่องจากหยางตูเป็นแหล่งผลิต ราคาจึงย่อมเยากว่าที่เมืองอี้ตูอยู่ไม่น้อย
ทว่าก็ยังตกอยู่ที่ก้อนละประมาณหกพันเหวิน
ซ่งโหยวเดินดูถึงสามร้าน ก่อนจะเลือกเอาที่ราคาถูกที่สุดคือก้อนละห้าพันแปดร้อยเหวิน เขาซื้อมาถึงสี่ก้อนต่อหน้าต่อตาแม่นางสามสีที่กำลังตกตะลึง คาดว่าคงใช้ได้อีกนาน
“ผลงานของแม่นางสามสีอาจถูกจารึกไว้เป็นพันปี ตัวอักษรนั้นไร้ราคา อย่าได้ตระหนี่ถี่เหนียวกับเงินเพียงเท่านี้เลย” ซ่งโหยวลูบหัวนางต่อ “อีกอย่าง ปกติพวกเราก็ไม่ได้ใช้เงินเปลืองนัก”
“แพงเกินไปแล้ว!”
“กลับบ้านกันเถิด”
ซ่งโหยวถือหมึกเดินกลับไปยังที่พัก
แววเสียงกลองและฉิ่งฉาบยังคงลอยมาแต่ไกล ทั้งขลังทั้งลี้ลับ เสียงกู่ร้อง ‘นั่ว’ ดังแว่วมาจากในม่านหมอก ราวกับเสียงคำรามต่ำของเทพอสูรชั่วร้าย
พิธีนี้จะดำเนินไปเกือบตลอดทั้งวัน จนกว่าจะแห่รอบนครหยางตู
ระบำไล่ผีนั้นถือเป็นพิธีที่กินแรงไม่น้อยเลย
ยามนี้ยังเช้าอยู่ เมื่อเวลาล่วงเลยไป ผู้คนจากนอกเมืองจะทยอยเข้าเมืองมาเพิ่มขึ้น ผู้เข้าร่วมขบวนก็จะยิ่งมากกว่านี้ ทั้งจวนของทางการ ร้านค้าตลอดสองข้างทาง โรงเตี๊ยมหรือแม้แต่บ้านเรือนทั่วไปจะเตรียมสุราอาหารไว้ต้อนรับ นี่ไม่ใช่เพียงพิธีบวงสรวงครั้งยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นงานรื่นเริงของคนทั้งเมือง ดังที่มีคำกล่าวว่า ‘ชักชวนมิตรสหาย สนทนาข้ามคืน เสาะหาสุราอาหารไปทั่ว’ ก็คือภาพตรงหน้านี่เอง
ซ่งโหยวกลับมาถึงเรือนเป็นที่เรียบร้อย
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ก็มีคนมาเคาะประตูทันที ที่แท้ก็เป็นหมอผีพเนจรผู้หนึ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นจริงๆ หรือเป็นพวกต้อมตุ๋น พกยันต์กระดาษ กระดิ่งและดาบไม้มา ตั้งใจจะมาช่วยขจัดรังควานปัดเป่าสิ่งอัปมงคลให้แก่พวกเขา และแน่นอนว่าก็ถือโอกาสนี้ขอเงินรางวัลกลับไปด้วย
โดยปกติแล้วผู้วิเศษเหล่านี้มักจะไม่เอ่ยเรื่องเงินทองโดยตรง แต่มักจะบอกให้เจ้าบ้านมอบให้ตามศรัทธา
และแน่นอนยิ่งกว่าสิ่งใด แม่นางสามสีไม่อยากจะเสียเงินแม้สักเหวิน
ทว่าด้วยคำเกลี้ยกล่อมของซ่งโหยว ในที่สุดนางก็ยอมปล่อยให้เขาเข้ามาเดินวนรอบห้อง พึมพำคาถา ถือว่าได้มีส่วนร่วมกับเทศกาลนี้ขึ้นมาบ้าง ก่อนที่เขาจะจากไป ซ่งโหยวก็ขอให้แม่นางสามสีมอบเงินให้เขาไปหนึ่งเหวิน
แม้แต่หมอผีพเนจรผู้นี้ยังอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อได้รับเงินหนึ่งเหวิน
หลังจากนั้น แม่นางสามสีก็เฝ้าขอบประตูไม่ห่าง นางคอยลอบมองความเคลื่อนไหวภายนอกผ่านรอยแยกของบานประตู เมื่อมีคนมาเคาะประตู นางก็รีบหดคอกลับมาทันที แล้วหันไปถลึงตาใส่นักพรต ส่งสัญญาณไม่ให้เขาปริปาก ให้ทำเสมือนว่าเรือนหลังนี้ไม่มีผู้อาศัย
ซ่งโหยวก็ไม่คิดขัดใจนางแต่อย่างใด
ตะวันค่อยๆ ลับขอบฟ้าไป
เมื่อเข้าสู่ยามราตรี หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จสิ้น นักพรตหนุ่มก็ไม่ได้รับเข้านอนแต่อย่างใด เขาขอให้เด็กหญิงตัวน้อยช่วยจุดตะเกียงน้ำมันในห้อง แล้วไปตักน้ำมาฝนหมึกจนสีอ่อนลง ก่อนจะคลี่กระดาษลงบนโต๊ะ แล้วเริ่มจรดพู่กันวาดภาพดอกเหมย
ฝีแปรงเนิบช้าและผ่อนคลาย วาดเพียงไม่กี่เส้น รอยหมึกก็ซึมซาบลงบนเนื้อกระดาษไปเอง ปรากฏภาพกิ่งก้านของต้นเหมย
เจ้าแมวน้อยกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะ ก้มหน้ามองดูอย่างใจจดใจจ่อ
หมึกหอมโชยกลิ่นสมุนไพรที่คุ้นเคยออกมา ไม่ฉุนเฉียวและไม่เบาบางจนเกินไป ให้ความรู้สึกลุ่มลึกและสงบ
นักพรตหนุ่มยังคงจรดพู่กันอย่างพิถีพิถัน
เมื่อวาดกิ่งก้านหลักเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เขาก็ใช้พู่กันปลายเรียวเล็กวาดแขนงกิ่งน้อยๆ เพิ่มเติม ไม่จำเป็นต้องมีฉากหลังซับซ้อน ไม่อาศัยหมึกวาดภาพฝูงชนบนท้องถนน เพียงวาดมุมกำแพงขาวกับกระเบื้องสีครามขับเน้นสีดอกเหมย ส่วนพื้นที่ที่เหลือปล่อยว่างไว้ให้เป็นสีขาวสะอาดตา เสมือนถนนท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบในวันนี้ ที่มีเพียงดอกเหมยปรากฏชัดแก่สายตา
“ต้นไม้เจ้าโล่งเกินไปแล้ว!”
เจ้าแมวชี้ไปที่รูปวาด แล้วหันไปมองชาดแดงที่วางอยู่ข้างๆ คล้ายจะจำเรื่องราวเมื่อหลายปีก่อนที่เมืองอี้ตูได้ “เจ้าจะใช้สิ่งนี้แต้มเป็นดอกไม้หรือ”
“ใช่แล้ว”
“สีแดงอีกแล้วรึ!”
“ช่วยไม่ได้นี่นา”
“เหตุใดเจ้าถึงไม่วาดคนเต้นระบำไล่ผีเล่า”
“ข้าก็อยากวาดอยู่หรอก เสียดายที่ฝีมือการวาดของข้ายังไม่ชำนาญถึงขั้นนั้น จึงวาดออกมาไม่ได้” ซ่งโหยวส่ายหน้า “หากท่านโต้วอยู่ที่นี่ก็คงดี คนรุ่นหลังจะได้มีภาพวาดล้ำค่าไปประดับบารมีอีกสักภาพ”
“เช่นนั้นเจ้าก็รีบแต้มดอกเหมยสักทีสิ!”
“แม่นางสามสีช่วยข้าได้นะ”
“ให้แม่นางสามสีทำรึ”
“อืม”
ซ่งโหยวผสมชาดกับน้ำจนได้สีที่ต้องการ แล้วยื่นให้เจ้าแมว
เห็นเพียงเจ้าแมวยื่นอุ้งเท้าปุยออกมา นางหันไปมองหน้าท่านนักพรตทีหนึ่งพลางค่อยๆ ยื่นเท้าลงไป เมื่ออุ้งเท้าแตะโดนน้ำชาดก็ยกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สายตายังคงจับจ้องไปที่ท่านนักพรต ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนเท้าไปวางเหนือภาพวาด
“ตามใจชอบเถิด”
นักพรตหนุ่มยิ้มกว้าง ส่งแรงใจให้ทางสายตา
แมวสามสีกลัวว่าจะแต้มออกมาไม่ดีจนทำให้ภาพที่เขาทุ่มเทวาดมาต้องเสียของ ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาของเขา นางก็พลันเกิดความกล้า จึงสะบัดอุ้งเท้าออกไปทีหนึ่ง
ทันใดนั้น หยดชาดสีแดงก็สาดกระจายลงบนกระดาษ กลายเป็นกลีบดอกเหมย
หนึ่งคนหนึ่งแมวต่างจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างที่สุด
นอกจากความตั้งใจแล้ว ในใจของเจ้าแมวยังมีความประหม่าอยู่บ้าง สายตาของนางจดจ้องอยู่ที่แผ่นกระดาษ สลับกับลอบมองสีหน้าของนักพรตเป็นระยะ เมื่อเห็นว่าเขาดูพอใจ นางจึงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เพียงแต่ใบหน้ายังคงเคร่งขรึมจริงจังเหมือนเช่นเคย
เมื่อสมาธิทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่นี่ แม้แต่ตัวนางที่ปกติจะหูไวตาไวเป็นเลิศ ก็ไม่ได้สังเกตเห็นเงาร่างที่วูบไหวรางๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง
ทันใดนั้นนางก็เหลือบไปเห็นนักพรตยื่นนิ้วไปแตะชาดแดงเช่นกัน
ทว่าเขากลับสะบัดมือออกไปทางหน้าต่างอย่างไม่ใส่ใจ
“ฟึ่บ…”
หยดชาดสีแดงจากปลายนิ้วพุ่งออกไปทันที
ประตูหน้าต่างปิดสนิทแน่นหนา ทั้งยังมีกระดาษปิดหน้าต่างแผ่นหนาบุไว้อีกชั้น ทว่ามิรู้ด้วยเหตุใด หยดชาดนั้นกลับทะลุผ่านกระดาษหน้าต่างออกไปด้านนอกได้โดยที่กระดาษไม่ฉีกขาดแม้แต่น้อย
“อ๊าก!”
เสียงหวีดร้องแหลมสูงดังขึ้นจากภายนอก
ตามมาด้วยเสียงลมพัดกระโชกแรง
“เมี๊ยว”
เจ้าแมวตอบสนองในเสี้ยววินาที นางสะบัดตัวในทันที จ้องเขม็งไปที่นอกหน้าต่าง ก่อนจะกระโดดลงจากโต๊ะแล้วพุ่งพรวดออกไปโดยไม่ลังเล
กระแสลมระลอกหนึ่งพัดประตูให้เปิดออก ภายนอกคือราตรีอันมืดมิด
ลมอีกระลอกหนึ่งพัดประตูให้ปิดลง
แสงตะเกียงสั่นไหวจนเห็นเงาวูบวาบ
ทว่าซ่งโหยวกลับไม่มีทีท่าเร่งร้อนแม้แต่น้อย เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ถือภาพวาดที่เขากับเจ้าแมวเพิ่งวาดร่วมกันเสร็จหมาดๆ ขึ้นมาพินิจดูใต้แสงเทียน
แม้ฝีมือการวาดจะดูธรรมดา ขาดซึ่งจิตวิญญาณอันลุ่มลึก ทว่าก็มีกลิ่นอายแห่งชีวิตชีวาแฝงอยู่ นับว่าเป็นภาพวาดที่ใช้ได้ภาพหนึ่ง
ตัวนักพรตเองยิ่งมองก็ยิ่งพึงใจ
ครู่ใหญ่ต่อมา ประตูจึงเปิดออกอีกครั้ง
เอี๊ยด…
คราวนี้เป็นมือของเด็กหญิงที่ผลักประตูเข้ามา เมื่อเข้ามาแล้วนางก็ค่อยๆ ปิดประตูลงอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้อีกนิดประตูจะพังคามือเสียให้ได้ ก่อนจะบอกนักพรตว่า
“มันหนีหายไปแล้ว”
“ไม่เป็นไร” นักพรตยังคงชื่นชมภาพวาดต่อ “ข้าได้ทิ้งรอยประทับไว้บนตัวเขาแล้ว อย่างไรก็หาเขาเจอ”
“รอยประทับ!”
“แม่นางสามสี มาดูภาพวาดนี้สิ…”
นักพรตหนุ่มดูจะไม่แยแสเรื่องอื่นเลยแม้แต่น้อย เพียงยื่นภาพวาดให้เด็กหญิงดูเท่านั้น
[1] ฟางเซี่ยง (方相)ตำแหน่งผู้ขับไล่ผี