ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 456 ระบำขจัดเภทภัย
บทที่ 456 ระบำขจัดเภทภัย
ซ่งโหยวส่งเหวินผิงจื่อกลับไปแล้วจึงเดินย้อนเข้าเรือนมา เด็กหญิงตัวน้อยยังคงนั่งนิ่งอยู่บนม้านั่ง เนื่องจากทานจนอิ่มแปล้เกินไปจึงตกอยู่ในอาการเหม่อลอย นางเอาแต่แหงนหน้าจ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
ในยามนี้ กระทั่งจะคืนร่างกลับเป็นแมวก็ยังทำไม่ได้
เพราะในท้องนั้นบรรจุของกินไว้มากเกินไป หนังท้องแมวคงรับน้ำหนักไม่ไหว หากฝืนคืนร่างกลับไป เกรงว่าคงจะกลายเป็นลูกบอลกลมๆ ที่มีขนสามสีปกคลุมแทน
“แม่นางสามสีกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ”
“แม่นางสามสีไม่ได้คิดอะไร”
“เช่นนั้นหรือ”
“ข้าติดตามแม่นางสามสี…” เด็กหญิงจ้องเขาตาเขม็ง
“อะไรนะ”
“ข้าติดตามแม่นางสามสี!” เด็กหญิงย้ำประโยคเดิมด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“อ้อ เรื่องนี้เองรึ” ซ่งโหยวพยักหน้ารับพลางว่า “ใครจะกล้าปฏิเสธเล่า แม่นางสามสีปราดเปรียวนัก มักจะวิ่งนำหน้าข้ากับเจ้าม้าไปไกล ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าข้าต่างหากที่ติดตามแม่นางสามสี”
“ถูกต้องที่สุด!”
เด็กหญิงสะบัดศีรษะอย่างแรงจนหลุดพ้นจากอาการเหม่อลอยในทันใด นางขยับตัวไปข้างหน้าแล้วปล่อยให้ก้นไถลลงจากม้านั่งจนเท้าแตะพื้น จากนั้นก็เก็บกวาดถ้วยชามบนโต๊ะอย่างขยันขันแข็ง
แม่นางสามสีนั้นรู้ความยิ่งนัก ไม่ต้องบอกนางก็ย่อมรู้ว่าต้องทดแทนคุณ นางเคยติดตามนักพรตหนุ่มไปอารามมาหลายแห่ง เคยได้รับการต้อนรับขับสู้มาหลายหน แม้อาหารมื้อนี้จะดูมีราคาสูงไปบ้าง แต่นางก็ไม่ได้นึกเสียดายแม้แต่น้อย
ทว่าขณะที่นางหอบถ้วยชามเข้าไปในครัวและวางลงบนเตา ก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่งคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ นางรีบวิ่งไปที่หน้าเตาไฟ โน้มตัวลงใช้เหล็กคีบเขี่ยถ่านในกองขี้เถ้า
แกรก…
“นักพรต! กินมันนางแอ่นกัน!”
“เจ้าเผาไว้อย่างนั้นรึ”
“ใช่แล้ว! แม่นางสามสีเผาไว้ให้เจ้า!”
“ดูท่าแม่นางสามสีจะบรรลุวิชาก่อไฟแล้ว”
“กินมันนางแอ่นสิ!”
“ข้าเพิ่งจะกินอิ่ม”
“แม่นางสามสีตั้งใจเผาให้เจ้าเชียวนะ!”
“ประเดี๋ยวข้าค่อยกิน”
“แม่นางสามสีตั้งใจเลือกมาให้เจ้าเชียวนะ!”
“หืม เลือกมาอย่างนั้นรึ”
ซ่งโหยวจับใจความสำคัญในคำพูดของนางได้อย่างรวดเร็ว จึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย “แม่นางสามสีเลือกมันอย่างไรหรือ”
“ใช้ตามอง!”
“แล้วทำไมถึงถูกใจหัวนี้เล่า”
“มันดูดี!”
“…”
ใบหน้าของแม่นางสามสีนั้นขาวนวลหมดจด ทว่ายามนี้กลับไม่อาจมองเห็นอารมณ์ใดๆ เพียงแหงนหน้าสบตากับเขาด้วยความเคร่งเครียดจริงจังอยู่หน้าเตาฟืน
ซ่งโหยวจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็เดาไม่ออกว่านางคิดสิ่งใดอยู่ จึงได้แต่ละสายตา แล้วเดินเข้าไปหาพลางบ่นพึมพำ “เอาเถิดๆ ในเมื่อเป็นน้ำใจของแม่นางสามสี ข้าก็คงต้องจำใจกินมันนางแอ่นนี้เป็นของหวานหลังอาหารสักมื้อ”
“ของหวานหลังอาหาร!”
“ใช่แล้ว…”
นับว่ายังโชคดีที่มื้ออาหารกินเวลานาน มันนางแอ่นก้อนนี้จึงยังคงร้อนอยู่ แต่ก็พอจะจับต้องได้
ซ่งโหยวหยิบมันขึ้นมาพินิจดูอย่างละเอียด
มันนางแอ่นถูกเผาจนผิวนอกดำเป็นตอตะโก ความยาวราวหนึ่งฝ่ามือ กว้างประมาณสามสี่นิ้ว รูปทรงไม่ได้งดงามแม้แต่น้อย ไม่รู้เลยว่านางมองเห็นความงามจากตรงไหน
ปึก ปึก…
ซ่งโหยวเคาะมันลงกับพื้นเบาๆ เพื่อให้เถ้าถ่านหลุดร่วงออกมา จากนั้นจึงค่อยๆ แกะเปลือกออกอย่างระมัดระวัง
เปลือกไหม้ๆ ค่อนข้างหนา บ่งบอกว่าใช้ไฟแรงเกินไปหรือวางไว้ใกล้ใจกลางกองไฟมากเกินไป ในส่วนนี้แม่นางสามสียังคงมีพื้นที่ให้พัฒนาฝีมืออีกมาก ทว่าเมื่อลอกชั้นที่ไหม้เกรียมออก เนื้อข้างในที่ปรากฏสู่สายตากลับเป็นสีเหลืองส้ม เหนียวนุ่มฉ่ำเยิ้ม และเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง ผิวของมันจึงดูฉ่ำวาวสะท้อนแสง
“เป็นเนื้อสีเหลืองเสียด้วยแฮะ…”
ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะหันไปกล่าวกับเด็กน้อย
“ใช่แล้ว!”
เด็กหญิงยืนจ้องมองเขาตาเขม็ง
“ดูท่าจะรสชาติดีไม่เบา”
“ใช่แล้ว!”
“เหตุใดแม่นางสามสีถึงมองข้าเช่นนี้”
“รีบกินสิ!”
“…”
ซ่งโหยวเพียงคิดว่านางคงมีนิสัยประหลาดตามประสาแมวอย่าง ‘ชอบขุนนักพรต’ หรือ ‘อยากเสียสละให้คู่หู’ จึงส่ายหน้าแล้วค่อยๆ กัดมันนางแอ่นอย่างระมัดระวัง
รสชาติของมันทั้งนุ่มและหวานล้ำ น้ำตาลสูงจริงดังคาด
“แม่นางสามสีตาถึงจริงๆ”
“ใช่แล้ว!”
“วันนี้แม่นางสามสีดูแปลกไปนะ”
“รีบกิน! รีบกิน!”
“แม่นางสามสีอยากจะชิมสักคำหรือไม่”
“เจ้ากินเถิด แม่นางสามสีมีของที่ดีกว่านี้”
“…”
ซ่งโหยวรู้สึกมึนงงจนคร้านจะคิดหาคำตอบ
ในระหว่างนั้น เด็กหญิงตัวน้อยก็ยืนจ้องเขาอยู่เช่นนั้นตาไม่กะพริบ จนกระทั่งเขากินจนหมด นางจึงแสดงท่าทางพึงพอใจ วิ่งไปย้ายม้านั่งตัวหนึ่งมายืนล้างถ้วยชามที่หน้าเตา
ชีวิตในนครหยางตูนั้นแท้จริงแล้วช่างรื่นรมย์และสงบเงียบ ยิ่งเมื่อนักพรตหนุ่มมีที่พำนักเป็นหลักแหล่งและสามารถลงมือทำอาหารทานเองได้ ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่ก็คล้ายจะมลายหายไปด้วย
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เขายังคงออกไปเดินทอดน่องตามท้องถนนเช่นเดิม เพื่อชื่นชมความรุ่งเรืองและวิถีพื้นเมืองของหยางตู บางคราก็ได้กลิ่นธูปกำยานโชยมา จึงถือโอกาสลอบสำรวจดูว่ามีชาวเมืองแอบกราบไหว้บูชาเทพจี๋เล่อมากน้อยเพียงใด และแน่นอนว่าเขายังคงคอยสังเกตว่าเทพจี๋เล่อซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ทว่ากลับยังคงไร้ร่องรอย
เขามักจะซื้อเนื้อสัตว์และผักกลับมาทำอาหารที่บ้าน
ใช้ชีวิตสันโดษได้อย่างมีรสชาติยิ่งนัก
ส่วนแม่นางสามสีนั้นมักจะคลุกตัวอยู่ในห้อง ก้มหน้าก้มตาเขียนบันทึกอย่างตั้งอกตั้งใจ บางครั้งยังหยิบเอาคัมภีร์ ‘บันทึกผืนพสุธาและท้องสมุทร’ ออกมาเทียบเนื้อหา จึงเขียนได้เชื่องช้าเหลือเกิน
ยามใดที่เหนื่อยล้าจากการเขียน นางก็จะพกคันเบ็ดคู่ใจออกไปนั่งตกปลาริมแม่น้ำ หากตกได้น้อยก็เก็บไว้กินเอง นักพรตหนุ่มมักมีวิธีปรุงปลาไม่ซ้ำกันจนนางเรียนรู้แทบมิหวาดมิไหว แต่หากวันใดตกได้มาก นางก็จะไปตั้งแผงขายบนสะพาน นำเงินเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้มาช่วยจุนเจือค่าใช้จ่ายในบ้าน
บางครั้งบางคราก็พาเจ้าม้าออกไปเดินเล่นบ้าง
หรือหากเห็นนักพรตหนุ่มกลับมาดึกเกินไป นางก็จะลงครัวทำอาหารรอ เขาจะได้ไม่กลับมาพร้อมความหิวโหย
ฝ่ายนกนางแอ่น บัดนี้กลายสภาพเป็นชาวไร่เต็มตัว ทั้งวันเอาแต่ปลูกหญ้าอยู่ในสวนและใช้อาคมเร่งการเติบโต
ทั้งหญ้าหางแมวและหญ้าแส้วัวต่างก็เป็นของโปรดของม้า แม้ในสวนจะมีพื้นที่เพียงน้อยนิด แต่เขาก็ใช้อาคมเร่งให้มันงอกเงย แม้ไม่อาจรับประกันว่าจะมีให้ม้าขนแดงกินจนอิ่มหนำไปตลอด แต่อย่างน้อยก็ช่วยเปลี่ยนรสชาติอาหารให้มันได้ไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้ เจ้าม้าจึงได้กินหญ้าที่ตนโปรดปราน ส่วนอาคมธาตุไม้ของเยี่ยนอันก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว นับเป็นการเกื้อกูลกันที่สมบูรณ์แบบยิ่ง
วันเวลาผันผ่านไปจนเทศกาลปัดกวาดรังควานแห่งนครหยางตูมาเยือน
เทศกาลนี้อยู่ในช่วงปลายเดือนสิบสอง ใกล้จะถึงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ความจริงก็ไม่ได้ต่างจากวันสิ้นปีของที่อื่นนัก เพียงแต่เนื่องจากก่อนหน้านี้หยางตูเคยประสบภัยจากปีศาจและโรคระบาด จึงได้มีเทศกาลปัดกวาดรังควานนี้แยกออกมาโดยเฉพาะ
เมื่อถึงวันงาน เสียงประทัดจากบนท้องถนนภายนอกก็ดังต่อเนื่องไม่ขาดสายตั้งแต่เช้าตรู่
อย่าว่าแต่เหล่าปีศาจเลย แม้แต่แม่นางสามสีก็ถูกปลุกให้ตื่น นางปีนไปที่ขอบหน้าต่าง จ้องมองออกไปข้างนอกด้วยความงุนงง ส่วนนกนางแอ่นก็รีบเข้ามาหลบในตัวเรือน
ตามมาด้วยเสียงรัวกลองและฉาบ เสียงสวดคาถาและเสียงขับขานบทเพลง
เหล่านักพรตและนักบวชจากนอกเมืองเดินทางเข้าเมืองมาเป็นกลุ่ม บ้างก็จัดขบวนเดินไปตามตรอกซอกซอย ท่องคาถา โปรยยันต์ปัดเป่า บ้างก็ทำพิธีกรรมบนปะรำพิธีที่สร้างขึ้นกลางเมือง นั่งขัดสมาธิสวดภาวนา ยังมีหมอผีและผู้มีอาคมตามจุดต่างๆ ทั้งในและนอกเมืองที่สำแดงศาสตร์ของตน บ้างก็ฆ่าไก่ฆ่าแพะ บ้างก็เปลือยท่อนบนร่ายรำ ทั้งยังมีผู้วิเศษและพวกต้มตุ๋นเดินสายตามบ้านเรือน เมื่อเจอร้านค้าหรือคฤหาสน์หรูหราหน่อย ก็มิวายจะขอเงินรางวัลติดมือไป
ทว่าพิธีสำคัญคือ ‘ระบำไล่ผี’ ตามธรรมเนียมโบราณ
ขบวนแถวขนาดใหญ่ตีกลองรัวสนั่น แบกรูปเคารพเทพเจ้าเดินไปตามถนนสายหลักของหยางตู เบื้องหน้าสุดคือกลุ่มหมอผีที่ล้วนสวมหน้ากากไล่ผีที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกัน พร้อมเครื่องประดับศีรษะและชุดที่จัดเตรียมมาโดยเฉพาะ บ้างมามือเปล่า บ้างมาพร้อมอาคมคู่กาย ร่ายรำท่วงท่าแปลกประหลาดไปตามทาง พร้อมทั้งตบมือและกู่ร้องกึกก้องเป็นระยะ ท่ามกลางควันประทัดฟุ้งกระจาย ช่างดูราวกับเทพเจ้าโบราณกำลังเสด็จผ่าน
สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยชาวเมืองที่มาเฝ้าชม
เด็กน้อยบางคนเบิกตากว้างไม่ยอมละสายตาแม้ครู่เดียว ขณะที่บางคนร้องไห้เพราะถูกภาพที่ดูพิสดารน่าเกรงขามนี้ จนบิดามารดาต้องคอยปลอบขวัญ
หากจะถามว่าในยามนี้สิ่งใดอัปมงคลที่สุดในหยางตู
เกรงว่าผู้คนส่วนใหญ่คงจะรู้แจ้งแก่ใจ
แน่นอนว่ายังมีคนบางกลุ่มที่ไม่รู้ความ ยังคงนับถือเทพจี๋เล่อว่าเป็นเทพเจ้าผู้ชอบธรรม เป็นเทพผู้บันดาลโชคลาภและฉุดช่วยพวกเขาให้พ้นจากผืนสมุทรแห่งความระทม
ทว่าเคยได้ยินแต่คนประสบเคราะห์เพราะเทพจี๋เล่อ ไม่เคยได้ยินว่าใครได้ดีเพราะศรัทธาเทพองค์นี้เลย อย่างมากที่สุด การนับถือเทพจี๋เล่อก็เพียงเพื่อให้ตนรอดพ้นจากภัยพิบัติ ภัยพิบัติที่มาจากตัวเทพจี๋เล่อเองนั่นแล
เทพเช่นนี้ ต่างอะไรกับสิ่งอัปมงคล
แต่จะกำจัดเทพจี๋เล่อได้อย่างไรเล่า
หากกำจัดได้จริง ปีก่อนก็คงจัดการไปแล้ว
มีเพียงนักพรต นักบวช และหมอผีจำนวนน้อยมากที่ได้ยินข่าวมาว่า ที่อารามเทียนซิงนอกเมืองมีนักพรตชราท่านหนึ่งเดินทางมา นักพรตท่านนี้มีความสามารถสูงส่งยิ่งนัก แต่ตามหาเทพจี๋เล่อในหยางตูมาหนึ่งปีเต็มก็ยังไม่พบ ล่าสุดจึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญการวางค่ายกลจากที่อื่นมา และเตรียมจะอาศัยวันเทศกาลปัดกวาดรังควานนี้วางค่ายกลใหญ่ทั่วหยางตู หากสำเร็จ เทพจี๋เล่อย่อมไร้ที่ซ่อน และจะถูกปราบในที่สุด
“เรื่องจริงหรือ”
ภายใต้หน้ากากหน้าตาลึกลับน่ากลัว กลับมีเสียงของชายหนุ่มลอดออกมา ท่ามกลางเสียงกลองและประทัด มีเพียงคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุดเท่านั้นที่จะได้ยินชัดเจน
“เขาก็ว่ากันอย่างนั้น ใครจะไปรู้ได้”
“ข้าเคยได้ยินชื่อนักพรตชราที่พำนักในอารามเทียนซิงผู้นั้นมาบ้าง ได้ข่าวว่าเหล่านักพรตในอารามเทียนซิงล้วนเคารพนับถือเขามาก เขามีอาคมแก่กล้า ทั้งยังสื่อสารกับเทพเจ้าได้ ในเมื่อเขามั่นใจเพียงนี้ คงมิผิดพลาดกระมัง”
“ได้แต่หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
เพี๊ยะ…
คนร่ายรำตบฝ่ามือหนึ่งครา ท่วงท่ายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทว่ายังคงกระซิบถามคนข้างๆ ต่อ “แล้วเจ้าไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหนกัน”
“นักพรตชราท่านนั้นพักอยู่ที่อารามเทียนซิง เรื่องนี้ย่อมไม่พ้นปากนักพรตในอารามหรอก เมื่อเช้าตอนเข้าเมืองข้าบังเอิญเจอนักพรตจากเทียนซิงท่านหนึ่ง จึงได้ยินเขาเปรยออกมา เจ้าอย่าได้เที่ยวแพร่งพรายไปเล่า มิเช่นนั้นหากเรื่องเข้าหูพวกที่ศรัทธาเทพจี๋เล่อล่ะก็ จะกลายเป็นเรื่องยุ่งเอา”
“แน่นอนอยู่แล้ว! ข้าเองก็อยากให้เทพจี๋เล่อถูกปราบไปเร็วๆ!”
“เพราะข้าไว้ใจเจ้าหรอกนะถึงได้บอก!”
“แล้วผู้วิเศษท่านนั้นจะมาเมื่อไหร่หรือ”
“ได้ยินว่ามาถึงแล้ว พักอยู่เมืองฝั่งตะวันออก ส่วนจะเป็นที่ไหนนั้น ข้าก็มิอาจรู้ได้”
“เช่นนั้นก็ดี…”
ชายหนุ่มร่ายรำต่อไปไม่หยุดหย่อน
ทว่ายามที่เขาเหลือบมองไปด้านข้างโดยบังเอิญ กลับต้องชะงักงันไป
ท่ามกลางฝูงชนที่ยืนมุงดูอยู่นั้น ปรากฏร่างของเทพมารตนหนึ่งสูงท่วมหัวคน ใบหน้าสีแดงสด ทั่วร่างปกคลุมด้วยขนสีขาว ดวงตาดุจพยัคฆ์ร้ายกำลังจ้องเขม็งมาทางพวกเขา
“อา!”
ชายหนุ่มร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ จนท่วงท่าร่ายรำต้องสะดุดลง
ใครๆ ก็ว่าหน้ากากไล่ผีนั้นน่ากลัว แต่เทพเจ้าอสูรตนนี้กลับดูสยดสยองยิ่งกว่าหน้ากากที่พวกเขาสวมใส่เสียอีก
นั่นดูเหมือนจะเป็น…เทพจี๋เล่อ!
ทว่ามิทันที่ชายหนุ่มจะได้มองให้ชัดเจน ร่างนั้นก็อันตรธานหายไปเสียแล้ว ราษฎรที่ยืนอยู่ตรงนั้นยังคงเฝ้ามองขบวนรำอยู่ตามปกติ แม้แต่ในยามที่เขารำผิดจังหวะจนตามขบวนไม่ทัน ผู้คนมากมายก็พากันจับจ้องมาที่ตัวเขา ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่าเคยมีปีศาจตนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาเมื่อครู่
เป็นภาพหลอนอย่างนั้นหรือ ข้าตาฝาดไปเองรึไม่
ชายหนุ่มคิดเช่นนั้น ทว่าในใจกลับหนาวเหน็บอย่างบอกไม่ถูก เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่เช่นนั้น
มีตำนานเล่าขานว่า
หากมองผ่านหน้ากากไล่ผี จะมองเห็นเทพเจ้าได้
เขาติดตามบิดาและพี่ชายร่ายรำมานานปี เคยได้ยินเรื่องเล่าของหลายคนที่แอบเหลือบมองด้านข้างขณะร่ายรำแล้วต้องสบตากับเทพเจ้ามานักต่อนัก ด้วยเหตุนี้ ในยามปกติ พวกเขาจึงถูกสั่งห้ามมิให้สวมหน้ากากเล่นโดยเด็ดขาด
“…”
ชายหนุ่มหวาดกลัวจนถึงขีดสุด ทำได้เพียงรีบเร่งฝีเท้าตามขบวนให้ทัน พร้อมกับสวดอ้อนวอนอยู่ในใจ ขออย่าให้บทสนทนาของพวกเขาทั้งสองไปทำให้เทพจี๋เล่อหลบหนีไปได้ หรือไปทำร้ายผู้วิเศษท่านนั้นเลย