Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 455 ธรรมชาติคือสิ่งใด

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 455 ธรรมชาติคือสิ่งใด
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 455 ธรรมชาติคือสิ่งใด

“สหายบำเพ็ญไม่พบเบาะแสของเขาเลยหรือ”

“ตบะของข้ายังตื้นเขินนัก จึงได้แต่กลัดกลุ้มด้วยเรื่องนี้!”

“ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย วิถีแห่งเทพนั้นลึกลับพิสดารยากหยั่งรู้ แม้แต่ท่านโจวเหลยกงก็ยังมีจุดที่ไม่อาจเอื้อมถึง ขณะที่เทพารักษ์ตามป่าเขาก็ยังมีจุดที่เชี่ยวชาญ” ซ่งโหยวโน้มตัวลงจิบน้ำแกงปลาคำหนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ข้าติดตามแม่นางสามสีมาถึงนครหยางตูได้สิบกว่าวันแล้ว ตลอดช่วงเวลานี้ข้ามักออกไปเดินเล่นอยู่บ่อยครั้ง ยามที่เดินเตร็ดเตร่ก็ได้ลอบสังเกตหาร่องรอยของเทพจี๋เล่ออยู่บ้าง ถึงขั้นเคยบังเอิญไปเจอเหตุการณ์ตอนเขากำลังโปรยทานเข้าพอดี จึงได้รู้ว่าเทพผู้นี้มีความสามารถในการเร้นกายที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก มิอาจดูแคลนได้เลย อีกทั้งหยางตูนั้นกว้างใหญ่นัก ผู้คนทั้งในและนอกเมืองรวมกันเกือบล้านชีวิต ลำพังจะหาคนธรรมดาสักคนยังยากเย็น นับประสาอะไรกับการตามหาเทพที่เชี่ยวชาญการหลบซ่อนและปักหลักอยู่ในหยางตูมานานปี ต่อให้ไม่ใช่ท่าน แต่เป็นเทพสายฟ้ามาเอง จะตามหาตัวจนเจอก็คงมิใช่เรื่องง่ายหรอก”

เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างกายเดิมทีเอาแต่ก้มหน้าละเลียดชิมน้ำแกงปลา ครั้นได้ยินใจความสำคัญในประโยคก็เงยหน้าขึ้นจ้องมองเขาเขม็ง ทว่าใบหน้าเล็กๆ นั้นกลับปราศจากความรู้สึกอันใด

“ผู้คนในหยางตูต้องทนทุกข์เพราะเทพจี๋เล่อมานานเกินไปแล้ว”

“ใช่แล้ว”

“สหายบำเพ็ญพอจะมีวิธีหรือไม่”

“หากเทพจี๋เล่อผู้นั้นมาปรากฏตัวต่อหน้าข้า หรือข้าเดินสวนกับเขา ข้าย่อมมองออกทันที ทว่าเขาซ่อนตัวดีเกินไป หยางโจวกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ยากจะตามตัวจริงๆ” ซ่งโหยวส่ายหน้ากล่าวความจริงออกไป “หากไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ ก็คงได้แต่รอคอยฤกษ์ฟ้า”

“ฤกษ์ฟ้า?”

“ยามถึงวสันตวิษุวัต ฟ้าดินหยินหยางจะสอดประสานสมดุล กลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน หากเทพจี๋เล่อผู้นั้นไม่ได้บำเพ็ญทั้งสายหยินและหยางควบคู่กันไปเหมือนแม่นางสามสี เขาย่อมต้องเผยร่องรอยออกมา และเมื่อถึงวันชิงหมิง ยามที่อากาศบริสุทธิ์ทัศนียภาพแจ่มชัด สรรพสิ่งจะปรากฏชัดแจ้ง หากมีพิรุณพรำสักคราจะยิ่งดีนัก ต่อให้แปลงกายได้แนบเนียนเพียงใด ก็ไม่อาจตบตาข้าได้”

“วสันตวิษุวัต…ชิงหมิง…”

ท่ามกลางความร้อนรนนั้น เหวินผิงจื่อถึงกับต้องวางชามน้ำแกงปลาอันมีรสชาติชวนหวนคะนึงลงชั่วคราว มือขวาถือช้อน มือซ้ายยกขึ้นดีดนิ้วคำนวณ

“ยามนี้เป็นเดือนสิบสอง ปลายเหมันต์ กว่าจะถึงช่วงกลางวสันตฤดูยังต้องรออีกสองเดือนกว่า หากจะรอถึงชิงหมิงก็ต้องเกือบหนึ่งฤดูกาลทีเดียว” เหวินผิงจื่อขมวดคิ้ว ความคิดในสมองหมุนเวียนวนไปอย่างรวดเร็ว

ย่อมต้องร้อนใจเป็นธรรมดา

นับแต่เทพจี๋เล่อถูกทางการถอดถอนและตราหน้าว่าเป็นเทพอธรรม พร้อมสั่งห้ามไม่ให้ราษฎรในหยางตูสักการะ เขาก็สูญเสียแหล่งกอบโกยแรงศรัทธาที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมไป เพื่อไม่ให้ตนเองต้องเสื่อมสลายหายไป เขาจึงจำต้องก้าวเข้าสู่วิถีทางที่เทพชั่วร้ายทั่วไปมักใช้กัน นั่นคือการใช้อิทธิฤทธิ์ข่มขู่ให้คนศรัทธา ขูดรีดให้คนมาจุดธูปบูชา พร้อมกับแสดงปาฏิหาริย์ล่อลวงผู้ที่มีจิตโลภ ด้วยเหตุนี้เขาจึงยิ่งกำเริบเสิบสานในหยางตู สร้างความลำบากแก่ราษฎรหนักขึ้นทุกที

ผู้คนต่างเกรงกลัวเขา เพราะรู้ซึ้งว่าเขาเก่งกาจจริง หากศรัทธาจะได้ลาภ หากไม่ศรัทธาจะเสียทรัพย์ จึงได้ยอมเสี่ยงฝ่าฝืนคำสั่งทางการ ทั้งที่รู้ว่าเป็นเทพอธรรมแต่ก็ยังกราบไหว้บูชา

ชาวหยางตูทุกข์ทนมานานนักแล้ว

อีกทั้งตัวเขาเองควรจะมาถึงหยางตูเพื่อปราบเทพมารผู้นี้ตั้งแต่ปีครึ่งก่อน แต่เพราะธุระประปรายที่ฉุดรั้งเขาไว้ครึ่งปี ทำให้แม้เขาจะแค่มาสาย แต่กลับเปิดโอกาสให้เทพอธรรมได้เตรียมตัวจนอิทธิฤทธิ์รุดหน้า บัดนี้เขามาอยู่ที่หยางตูได้ครบปีแล้วก็ยังไร้หนทางจัดการ ในสายตาของเหวินผิงจื่อนี่ถือเป็นความรับผิดชอบของตนไม่อาจปฏิเสธได้เลย

และหากยืดเวลาออกไปอีก เกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น

“สหายบำเพ็ญกล่าวว่า หากเทพจี๋เล่อมาอยู่ต่อหน้า หรือท่านเดินผ่านเขา ท่านจะระบุตัวเขาได้ใช่หรือไม่” เหวินผิงจื่อเอ่ยขึ้นในทันใด

“ท่านคิดแผนได้แล้วหรือ”

“พอจะมีวิธีอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่”

“ลองว่ามาเถิด”

“เทพจี๋เล่อผู้นั้นมีนิสัยระแวดระวัง ขี้ระแวงยิ่งนัก แม้อยู่ในหยางตูมานานจนซึมซับเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ไปได้บ้าง แต่ก็ยังสลัดสันดานปีศาจไม่หลุด” เหวินผิงจื่อกล่าว “หากข้าปล่อยข่าวไปทั่วหยางตูว่าได้เชิญผู้วิเศษมาเพื่อวางค่ายกลใหญ่ไว้ขุดรากถอนโคนเขา เขาจะต้องหวาดระแวงจนวิตกเป็นแน่”

“…” ซ่งโหยวครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ท่านคิดว่าเขาจะมาหาข้าหรือ”

“หากข้าบอกว่าผู้วิเศษพักอยู่ที่นี่ เขาอาจเดาแผนออก หากเขาไม่เชื่อเขาก็จะไม่มา แต่ถ้าเขาเชื่อเขาก็จะหวาดกลัวจนไม่กล้ามาเช่นกัน” เหวินผิงจื่ออธิบาย “แต่ถ้าข้าทำอย่างแยบยลหน่อย เพียงแพร่งพรายว่าผู้วิเศษพำนักอยู่ที่เมืองฝั่งตะวันออก แต่ไม่ระบุที่ทางให้ชัดแจ้ง เขาคงต้องตามหาแทบทุกหลังคาเรือน สหายบำเพ็ญมักสวมชุดนักพรตอยู่เป็นประจำ ไม่นานเขาคงต้องตามมาถึงที่นี่แน่นอน”

“ที่ว่าแยบยลหน่อยนั้น คืออย่างไรหรือ”

“หากบอกต่อผ่านปากชาวเมือง เขาย่อมมองออกได้ง่าย ทว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นเทศกาลปัดกวาดรังควานของเมืองหยางตูแล้ว ทางการจะเชิญนักพรตจากอารามและพระภิกษุจากวัดนอกเมือง รวมถึงผู้วิเศษตามท้องถิ่นมาร่วมพิธีและร่ายรำตามจารีตเพื่อปัดเป่าโรคระบาดและเคราะห์ภัย” เหวินผิงจื่อกล่าวต่อ “ดังที่กล่าวไป ชาวหยางตูทนทุกข์มานาน หากข้าบอกเรื่องนี้ให้สหายร่วมสำนักในอารามเทียนซิงฟัง เมื่อถึงวันเทศกาล เหล่านักพรต นักบวชและหมอผีทั้งหลายย่อมต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาสนทนากันไปทั่ว”

ซ่งโหยวฟังจบก็อดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มออกมา “ท่านนี่มีท่วงทีดุจดั่งยอดผู้วางกลยุทธ์ครั้นอดีตกาลจริงๆ”

“ข้าไม่กล้าเอาตนไปเปรียบหรอก เพียงแต่แผนนี้ไม่ต้องตระเตรียมสิ่งใด เพียงให้ข้าเอ่ยปากบอกสหายในอารามเทียนซิงเท่านั้น ทั้งยังไม่ต้องรบกวนให้สหายบำเพ็ญ…ไม่ต้องรบกวนให้ท่านทำสิ่งใดเป็นพิเศษ ถึงวันนั้นหากท่านคิดจะทำสิ่งใด ก็จงทำตัวตามปกติเถิด” เหวินผิงจื่อกล่าว “หากเขามาหาท่านย่อมเป็นเรื่องดี หากเขาไม่มา ก็ถือเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ต้องสูญเสียสิ่งใด”

“ก็จริง…”

ซ่งโหยวก็มองเห็นจุดนี้เช่นกัน จึงได้กล่าวชม

แผนการนี้ใช่ว่าจะสำเร็จแน่นอน เพียงแต่ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็ไม่ได้สิ้นเปลืองเวลาหรือแรงกาย หาได้มีต้นทุนใดๆ อาจจะไม่ได้กำไร แต่ก็ขาดทุนยาก

นับเป็นแผนที่ประเสริฐยิ่งนัก

“ดื่มแกงเถิด”

ซ่งโหยวเห็นเหวินผิงจื่อสนทนาอยู่นาน น้ำแกงในชามยังเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง เขาเกรงว่าน้ำแกงจะเย็นจนมีรสคาวเสียก่อน จึงรีบเอ่ยชวนให้อีกฝ่ายดื่ม

เหวินผิงจื่อเองก็ก้มลง ใช้ช้อนตักเนื้อปลาชิ้นเล็กและเต้าหู้หนึ่งก้อนเข้าปาก หนังปลาถูกทอดจนเหลืองกรอบเป็นรอยย่นดูคล้ายหนังเสือและถูกเคี่ยวจนนุ่มเปื่อย เต้าหู้เองก็ซึมซับรสชาติจนเข้าเนื้อ เมื่อทานพร้อมกับน้ำแกงรสเลิศในช้อน รสสัมผัสจึงผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ตามมาด้วยเสียงซดน้ำแกงดังขึ้นเป็นระยะ

เมื่อซ่งโหยวกินหมดชามหนึ่ง เด็กน้อยข้างกายก็รีบคว้าจวักตักน้ำแกงเติมให้เขาทันที ราวกับกลัวว่าเขาจะกินไม่อิ่ม

กิริยาดูใส่ใจยิ่งนัก

ติดแค่ว่า ความจริงซ่งโหยวอยากจะจิบเพียงน้ำแกง กินคู่กับเต้าหู้หรือหัวไชเท้าบ้าง ทว่ายามเด็กน้อยเป็นผู้ถือจวัก สิ่งที่ตักลงมาในชามกลับมีแต่เศษเนื้อปลาสีเหลืองทองและไข่ทอด ซึ่งดูจะหนักท้องเกินไปหน่อย

บัดนี้น้ำแกงหมดแล้ว มื้ออาหารนี้ใช้เวลานานกว่าปกติ ซ่งโหยวจึงหยุดมือ เช็ดปาก แล้วเอ่ยถามเหวินผิงจื่อต่อ

“แต่หากข้าหาตัวเทพจี๋เล่อผู้นั้นพบแล้ว ท่านตั้งใจจะรับมืออย่างไรหรือ”

“เดิมข้าบำเพ็ญตนอยู่ที่เขาเจินซาน บูชาเทพดาราเป็นหลัก ย่อมสามารถอัญเชิญเทพดาราให้มาจุติได้” เหวินผิงจื่อเช็ดปาก เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “เพียงแต่เทพดารานั้นมีภารกิจรัดตัว ประจวบเหมาะกับที่เมืองหยางโจวนั้นสงบสุขและมั่งคั่ง ผู้คนมักบูชาเทพแห่งโชคลาภหรือเทพแห่งปัญญา มีน้อยนักที่จะศรัทธาในเทพสายฟ้า ก่อนหน้านี้ข้าจึงได้จุดธูปอัญเชิญเทพสายฟ้าให้ลงมาปราบเทพอธรรมเพื่อประกาศเกียรติคุณในหยางโจว คืนนั้นท่านเทพสายฟ้าจึงเข้าฝันมาตอบรับคำขอ เพียงแต่เทพจี๋เล่อซ่อนตัวมิดชิดเกินไป ข้าจึงหาตำแหน่งไม่พบเสียที ประกอบกับชาวหยางตูไม่ได้บูชาเทพสายฟ้าเป็นหลัก การที่ท่านจะตรวจตราค้นหาที่นี่จึงไม่สะดวกเท่าไร”

“สหายบำเพ็ญช่างมีปัญญาหลักแหลมแท้ๆ”

“ชมเกินไปแล้ว…”

“ไม่ทราบว่าท่านคิดจะอัญเชิญเทพสายฟ้าองค์ใดหรือ”

“จ้าวอัสนี โจวเหลยกง”

“โจวเหลยกงรึ…”

ซ่งโหยวฉีกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยต่อ “ท่านโจวเหลยกงนั้นเที่ยงธรรมเถรตรง เกลียดความชั่วร้ายเข้ากระดูกดำ ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์ไร้เทียมทาน อีกทั้งยังเป็นผู้รักษาคำสัตย์ยิ่งนัก ในเมื่อท่านได้รับปากสหายบำเพ็ญไว้แล้ว ย่อมไม่มีทางคืนคำ การจะจัดการปีศาจตนนี้ย่อมง่ายดายราวกับหยิบของในย่าม”

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”

“ในเมื่อสหายบำเพ็ญตัดสินใจจะเชิญโจวเหลยกงลงมาปราบมาร ข้าก็ขอไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง หากเทพจี๋เล่อผู้นั้นมาหาข้า และข้าเจอตัวเมื่อใด จะรีบแจ้งให้ท่านทราบทันที”

โจวเหลยกงผู้นี้ก็นับเป็นสหายเก่าของซ่งโหยว เคยพบปะติดต่อกันอยู่หลายครา หากสามารถช่วยส่งเสริมให้ท่านมีชื่อเสียงขจรขจายในหยางโจว สร้างแรงศรัทธาและดึงดูดให้ผู้คนมาจุดธูปบูชาได้ ก็หามีความจำเป็นใดที่เขาต้องไปแย่งชิงความชอบนั้น การได้ช่วยให้เทพสายฟ้าได้ปักหลักอย่างมั่นคงในเมืองใหญ่อย่างหยางตู ถือเสียว่าเป็นไมตรีจิตที่เขามอบให้แก่สหายคุ้นเคบก็แล้วกัน

“ปกติข้าบำเพ็ญตนอยู่ที่อารามเทียนซิง ทุกยามรุ่งสางและพลบค่ำ จะใช้วิชาสั่งให้นกป่าออกตามหาร่องรอยของเทพจี๋เล่อไปทั่วหยางตู หากสหายบำเพ็ญเห็นนกป่าบินผ่านบนท้องฟ้า ก็สามารถเรียกมันลงมาส่งข่าวให้กับข้าได้”

“ข้าจดจำไว้แล้ว”

“วันนี้รบกวนท่านมากเกินไปแล้วจริงๆ” เหวินผิงจื่อประสานมือคารวะ “เมื่อข้ากลับถึงอารามเทียนซิงแล้ว จะเริ่มกระจายข่าวออกไปทันที”

“ล้วนเป็นการทำเพื่อความผาสุขของผู้คน ไม่เรียกว่ารบกวนหรอก กลับเป็นพวกข้าเสียอีกที่ได้อาศัยกุศลผลบุญของสหายบำเพ็ญไปด้วย” ซ่งโหยวยังคงกล่าวอย่างนอบน้อม “อีกอย่าง พวกข้าเองก็ไม่ได้ต้อนรับแขกมานานนัก หากวันนี้ท่านมาเยือนแล้วได้กินดื่มอย่างสำราญใจ พวกข้าก็มีความสุขมากแล้ว”

“จะใช้เพียงคำว่าสำราญใจได้อย่างไร ข้าถึงขั้นนึกตำหนิตนเองที่กระเพาะเล็กเกินไป ทำให้ไม่อาจลิ้มลองจนจุใจเสียมากกว่า!” เหวินผิงจื่อหัวเราะร่วน “แต่ข้ายังนึกสงสัยอยู่ไม่หาย หรือว่าอาหารมื้อนี้ของสหายบำเพ็ญจะเป็นอาหารทิพย์ที่ท่านร่ายวิชาอัญเชิญลงมาจากสรวงสวรรค์กันแน่”

“ท่านชมเกินไปแล้ว”

“เช่นนั้นก็เป็นฝีมือของศิษย์น้อยของท่านหรือ”

“ข้าแค่มีใจรักในด้านนี้เท่านั้น”

“หืม”

เหวินผิงจื่อได้ยินดังนั้นก็ถึงกับชะงักงันไป

ในใจนั้นมีทั้งความตระหนกและความซาบซึ้งใจระคนกัน

การจัดเลี้ยงแขกเหรื่อภายในบ้านด้วยตนเองนั้นถือเป็นมารยาทอันสูงยิ่ง คราแรกเหวินผิงจื่อนึกว่าเป็นฝีมือของเด็กหญิงตัวน้อย ซึ่งเพียงเท่านั้นเขาก็รู้สึกขอบคุณยิ่งแล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าซ่งโหยวเป็นลงครัวปรุงด้วยตนเอง ย่อมต้องตื่นเต้นสงสัยจนแทบไม่เชื่อหู

ในใจของเขานั้น สถานะของซ่งโหยวไม่ต่างจากเทพเซียน การได้รับเกียรติให้เทพเซียนลงมือทำอาหารต้อนรับด้วยตนเอง แม้จะเป็นผู้ที่มีจิตใจสงบนิ่งเช่นเขา ในชั่วขณะนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันจนทำตัวไม่ถูก

เหวินผิงจื่อนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเด็กหญิงข้างกาย เห็นเพียงแม่นางสามสีนั่งอยู่บนม้านั่ง ไม่รู้ว่านางดื่มแกงปลาไปกี่ชามแล้วจนพุงน้อยๆ ป่องออกมา นางเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ดูไม่นำพาต่อบทสนทนาของคนทั้งสองแม้แต่น้อย ใช้มือทั้งสองข้างผลัดกันตบพุงตนเองเบาๆ พลางเงี่ยหูฟังเสียงน้ำแกงปลากระเพื่อมไหวอยู่ในท้อง ดูท่าทางจะสนุกสนานยิ่งนัก

เห็นทีคงมิใช่ฝีมือของนางจริงๆ นั่นแล

เด็กหญิงตัวน้อยยังคงตบพุงตนเองต่อไป เสียงน้ำแกงกระเพื่อมยังคงดังแว่วมา

ทว่าสหายบำเพ็ญซ่งผู้นั้นกลับไม่ได้รู้สึกว่านางเสียมารยาท ส่วนตัวนางเองก็เล่นอย่างใจจดจ่อ ราวกับไม่เคยมีความคิดเลยว่าตนจะถูกซ่งโหยวตำหนิ ตัวเหวินผิงจื่อเองก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีตบะพอสมควร ย่อมไม่ได้มองว่านางขาดการอบรมสั่งสอน กลับกัน เมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้า แววตาของเขากลับฉายแววอ่อนโยนลงหลายส่วน

จากนั้นเขาก็ครุ่นคิดตาม จนคล้ายจะรู้แจ้งขึ้นมาในใจบ้าง

สิ่งใดคือธรรมชาติ

คำตอบคือภาพที่เห็นอยู่นี่แล

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 455 ธรรมชาติคือสิ่งใด"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย