ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 451 เงินตราโบยบินสิ้นศรัทธา พบพานสหายเก่าริมทาง
บทที่ 451 เงินตราโบยบินสิ้นศรัทธา พบพานสหายเก่าริมทาง
ยามก้าวออกจากร้าน ท้องนภาเริ่มทอแสงยามโพล้เพล้ ผู้คนบนท้องถนนบางตาลงอย่างชีดเจน
นักพรตหนุ่มยังคงก้าวเดินเนิบนาบ เจ้าแมวน้อยก็ยังคงซอยเท้าถี่ๆ ตามติดอยู่ข้างกาย ทว่านางกลับเอาแต่เหลียวมองนักพรตอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งถึงช่วงที่ไร้ผู้คน นางจึงค่อยเปิดปากถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
“นี่นักพรตน้อย! เทพแห่งโชคลาภคืออะไรหรือ”
“เอาอีกแล้วนะ แม่นางสามสี”
“อื้อ!” แมวสามสีชะงักไปครู่หนึ่ง อุ้งเท้าเล็กๆ ยังไม่หยุดเดิน ปากก็รีบเปลี่ยนคำเรียกขานทันควัน “นักพรต! เทพแห่งโชคลาภคืออะไรหรือ”
“คือเทพที่เล่าขานกันว่าเป็นผู้กุมชะตาด้านโชคลาภน่ะ”
“ศรัทธาแล้วจะร่ำรวยมหาศาลจริงหรือ”
“ผู้คนล้วนเชื่อกันอย่างนั้น และองค์เทพเองก็ป่าวประกาศอิทธิฤทธิ์ของตนเช่นนั้น”
“ศรัทธาแล้วจะร่ำรวยมหาศาลจริงหรือ”
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่” เสียงของนักพรตเบาพอๆ กับเสียงของเจ้าแมว “แต่อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่ร่ำรวยขึ้นมาได้เพียงเพราะกราบไหว้เทพแห่งโชคลาภเลยสักคน…แม้ว่าคนเหล่านั้นจะปักใจเชื่อว่าตนรวยเพราะเทพก็ตาม”
“จะไม่รวยหรือ…”
ความสนใจของนางหายไปเกินครึ่ง
ลมยามเย็นพัดเอื่อย สองฟากฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยหอเริงรมย์และเหลาสุรา แต่ละแห่งต่างจุดโคมแดงสว่างไสว แสงเงาสะท้อนลงบนผิวน้ำ ทว่าสะพานหินแห่งนี้กลับดูเงียบสงบกว่าที่ใด
เจ้าแมววิ่งเหยาะๆ แซงหน้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดยืนนิ่งที่ริมสะพานหิน นางมองลอดผ่านซี่กรงหินสลักลายโปร่ง หันไปจ้องมองหอโคมเขียวและโรงสุราเหล่านั้น
หูของนางกระดิกไปมา แว่วเสียงกู่เจิงลอยมาจากหอไม้แกะสลักหลังหนึ่ง เงาตะคุ่มของหญิงสาวกำลังร่ายรำวูบไหวอยู่กลางแสงเทียนหลังบานหน้าต่างกระดาษ นางไม่รู้หรอกว่านั่นคือหอเริงรมย์ ซ้ำยังไม่รู้ว่าที่นั่นมีไว้ทำอะไร เพียงแต่กลิ่นอายของหยางโจว เสียงกู่เจิง บ้านเรือนอันวิจิตรและเงาร่างเลือนรางของหญิงสาวอรชรด้านใน มักทำให้นางรู้สึกว่า หากนางกับนักพรตเดินข้ามสะพานนี้ไป แล้วเลี้ยวตรงมุมที่มีโคมไฟแขวนอยู่ อาจจะได้พบกับแม่นางจิ้งจอกก็เป็นได้
น่าเสียดายที่เสียงพิณที่นี่ไพเราะสู้หอเฮ่อเซียนแห่งนครฉางจิงไม่ได้ ยิ่งเทียบกับที่เมืองผีเขาเยี่ยซานหรือตลอดเส้นทางจากฉางจิงถึงเฟิงโจวไม่ได้เลย บ้านเรือนสวยงามเหล่านี้ก็ไม่ได้ดูสง่างามเท่าหอเฮ่อเซียน ส่วนสตรีด้านในกับปีศาจจิ้งจอกจำแลงกาย แม่นางสามสีย่อมไม่อาจแยกแยะได้ว่าผู้ใดงดงามกว่ากัน
แต่ดูท่านางคงไม่ได้พบแม่นางจิ้งจอกที่นี่แล้ว
เสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยใกล้เข้ามา
เมื่อนักพรตเดินผ่านนางไป นางก็รีบหันกลับมาทันทีแล้วก้าวเดินไปพร้อมกับนักพรตอีกครั้ง
“นักพรต! อาหารที่นี่แพงจัง!”
“นั่นสินะ”
“แถมยังไม่อร่อยด้วย!”
“ก็ใช่”
“สู้ที่แม่นางสามสีทำก็ไม่ได้!”
“ก็ถูกอีก”
“ที่นี่มีแม่น้ำ กลางวันแม่นางสามสีเห็นคนตกปลาด้วย พรุ่งนี้แม่นางสามสีจะเอาเบ็ดมาตกปลาในแม่น้ำ แล้วจะทำอาหารให้เจ้ากินเอง”
“อืม”
“เหมียว”
“ก็ได้”
ทั้งสองเดินกลับมายังโรงจอดรถม้า
ซ่า…
ซ่งโหยวนั่งล้างหน้าล้างตาเงียบๆ จากนั้นก็บิดผ้าเช็ดหน้าให้น้ำหยดลงในอ่างไม้ เสียงน้ำกระทบกันดังก้องไปทั่วห้องอันเงียบสงัด ให้ความรู้สึกสงบใจอย่างยิ่ง
ฝ่ายเด็กหญิงหมอบอยู่บนโต๊ะ ด้านหน้ามีโคมไฟที่สว่างได้เองโดยไม่ต้องเติมน้ำมัน ทางซ้ายวางโคมไฟธรรมดา ทางขวาวางโคมรูปม้าของนาง แสงสว่างอาบไล้ทั่วโต๊ะ ช่วยบดบังสิ่งที่นางเขียนลงในบันทึกการเดินทางได้ในระดับหนึ่ง ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยและมีสมาธิกับการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น
ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย
นักพรตหนุ่มหาได้เหลือบมองกระดาษของนางเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงจัดการธุระส่วนตัวจนเสร็จแล้วก็เอนกายลงนอนบนเตียง
แม่นางสามสียังคงจุดไฟเขียนหนังสือต่อไป ไม่ว่าจะเป็นแสงนวลจากโคมไฟบนโต๊ะ หรือเสียงพึมพำแผ่วเบาของนางเป็นระยะ รวมถึงเสียงพลิกกระดาษและตำรา ล้วนเป็นเสียงที่ขับกล่อมให้จิตใจสงบนิ่ง
ในความสงบนี้ ซ่งโหยวหาได้รีบร้อนจะไปตามหาเทพจี๋เล่อในทันที เขาเพียงอยากจะพักผ่อนให้เต็มที่สักสองสามวัน
เมื่อหลับตาลง เขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราไร้แดนฝันไปตลอดทั้งคืน
กลับเป็นเจ้าแมวสามสีที่เขียนบันทึกเสร็จกลางดึก จึงออกไปหาของว่างกินสักหน่อย ล้างเท้าให้สะอาดปีนขึ้นเตียงแล้วเข้าสู่แดนฝันแทนนักพรต
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการเขียนบันทึกทำให้คิดถึงเรื่องริมทะเล หรือเพราะอาหารมื้อค่ำเป็นที่ประทับใจสำหรับนัก ในฝันนางจึงได้กลับไปเยือนชายหาดอีกครั้ง ยังคงเป็นชายหาดหลานอันที่ล่างโจว นางสะพายย่ามเดินเลียบชายหาด เอาแต่หากุ้งหาปลา เดินไปได้สองก้าวก็เจอหนึ่งตัว เดินไปอีกสองก้าวก็เจออีกหนึ่งตัว ล้วนเป็นกุ้งปลาตัวเล็กตัวน้อย นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกเลย
ความฝันนั้นช่างสมจริงนัก กุ้งตัวนั้นยังใช้ก้ามหนีบนางด้วย
ทำเอาแม่นางสามสีจับมันกลับมาไม่ได้เลย
หลายวันต่อมา ซ่งโหยวออกไปเดินสำรวจเมืองวันละรอบเพื่อสัมผัสความรุ่งเรืองของนครหยางตู บางครั้งก็พานางไปด้วย บางครั้งก็ไปเพียงลำพัง
สิ่งที่ลูกจ้างเล่าเมื่อวันก่อนหาใช่ความเท็จ ศาลเจ้าเทพจี๋เล่อถูกทำลายทิ้งแล้วจริงๆ และทางการก็สั่งห้ามราษฎรกราบไหว้โดยเด็ดขาด ทว่าในหยางตูก็ยังคงมีผู้คนแอบบูชากันอย่างลับๆ ส่วนใหญ่จะตั้งรูปเคารพหรือป้ายวิญญาณไว้ในบ้านตนเอง จุดประสงค์หากมิใช่ขอให้เทพช่วยให้รวย ก็คงเพราะหวาดกลัวว่าเทพจะมาพรากเอาทรัพย์สินของตนไป
นี่ถือเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของวิถีแห่งเทพในต้าเยี่ยน
แต่เดิมทีมนุษย์เริ่มเคารพบูชาเทพเพราะเลื่อมใสในคุณธรรมหรือสำนึกในบุญคุณ ทว่าต่อมา การที่คนกราบไหว้เทพ หากมิใช่เพราะมีสิ่งที่ปรารถนา ก็ย่อมเป็นเพราะมีสิ่งที่ขลาดกลัว
กลัวว่าหากไม่จุดธูปจะถูกเทพหมายหัว
เทพส่วนใหญ่ก็อาศัยวิธีการทั้งสองนี้ในการกอบโกยแรงศรัทธา
ทว่าทางที่สองนั้น หาใช่วิธีอันสุจริต
เทพจี๋เล่อคงยังไม่ถูกปราบและยังไม่ตกจากตำแหน่งเทพโดยสมบูรณ์ เทพองค์นี้คงมีกลเม็ดในการซ่อนตัวที่พิเศษไม่ธรรมดา จึงรอดพ้นจากแผนการที่ท่านราชครูเตรียมไว้ได้ชั่วคราว
เนื่องจากทางการสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด ป้ายวิญญาณและรูปเคารพจึงถูกชาวเมืองหยางตูนำไปซ่อนไว้ในบ้าน แม้แต่ผู้ทำการค้าก็ไม่กล้าตั้งไว้ในร้านรวง ซ่งโหยวหาได้เร่งรัดสืบหาจนเกินไปนัก ส่วนใหญ่เพียงเดินเที่ยวชมเมือง สังเกตดูบ้านเช่าที่เหมาะสม จึงยังไม่ได้รับเบาะแสอะไรมากนัก ทว่าระหว่างนั้นก็ได้ยินเรื่องเล่าและตำนานต่างๆ มาไม่น้อย
มีทั้งเรื่องที่องค์หญิงฉางผิงเสด็จประพาสหยางโจวครั้นอดีต แล้วจับภูตกระต่ายได้ในสนามล่าสัตว์ ก่อนจะรักษามันและปล่อยคืนสู่ป่า
และยังมีเรื่องราวในช่วงปีสองปีนี้ เกี่ยวกับจ้าวสมุทรที่ออกอาละวาดสร้างคลื่นลมพายุ
ซึ่งนั่นล้วนเป็นเรื่องราวที่เขาเคยเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งสิ้น
การที่ได้ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง ได้เห็นกับตาและฟังกับหู แล้วกลับมาฟังเรื่องเล่าขานในหมู่ชาวบ้าน ย่อมได้เห็นความแตกต่างระหว่างเรื่องจริงกับข่าวลือ นำมาพินิจพิเคราะห์ดู นับเป็นความรื่นรมย์อันลุ่มลึกประการหนึ่ง
เขายังได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวเขาเองด้วย
มีทั้งเรื่องจากพรมแดนทางเหนือและเรื่องจากทะเลแดนใต้
เพียงแต่ที่นี่ห่างไกลจากพรมแดนเหนือมากนัก ทั้งในแง่ระยะทางและวิถีชีวิต เรื่องราวเหล่านั้นเมื่อเดินทางมาถึงที่นี่ ความบิดเบือนจากความจริงจึงยิ่งทวีคูณขึ้นไปกว่าเดิม ชาวบ้านที่ใช้ชีวิตสุขสบายในหยางโจวกับผู้คนในดินแดนแร้นแค้นทางตอนเหนือนั้นราวกับอยู่กันคนละโลก ต่อให้คนเล่าเรื่องจะบรรยายได้เห็นภาพเพียงใด พวกเขาก็ยังไม่อาจจินตนาการถึงภาพซากศพนอนเกลื่อนนับพันลี้ หรือมารปีศาจที่กลืนกินเมืองทั้งเมืองได้เลย
กลับกัน แม้เรื่องราวจากแดนโพ้นท้องทะเลจะถูกเล่าขานกันมาตามจริง
ทว่าไม่อาจทราบได้ว่า หากเรื่องอัศจรรย์ในท้องทะเลเหล่านี้ถูกเล่าต่อไปถึงทางเหนือ จะถูกบิดเบือนไปจนกลายเป็นเช่นไร
ต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม ย่อมหล่อหลอมเรื่องเล่าให้แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง
ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินออกจากโรงน้ำชา กระชับไม้เท้าแน่นเตรียมตัวกลับไปยังที่พัก
ทว่าเพิ่งก้าวไปได้เพียงสองก้าว ก็รู้สึกถึงความผิดปรกติ
เขาหยุดชะงัก สายตาจับจ้องไปยังที่ไกลออกไป
“หืม”
ณ ที่แห่งนั้น มีรอยแยกของรัศมีเทพและแสงศักดิ์สิทธิ์วูบไหวอยู่เลือนราง
ซ่งโหยวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มออกเดินต่อ ไม้เท้าไผ่กระทบลงบนแผ่นหินเขียวเป็นจังหวะ
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงพูดคุยแว่วมาจากทางนั้น
“เงินลอยออกมาแล้ว!”
“เทพจี๋เล่อสำแดงฤทธิ์แล้ว!”
“ทุกคนรีบเก็บเร็วเข้า!”
“พวกเจ้าห้ามเก็บนะ! ต้องเป็นคนที่ศรัทธาเทพจี๋เล่อเท่านั้นถึงจะเก็บได้ ถ้าพวกเจ้าเก็บไป ท่านเทพจะกริ้วเอานะ!”
ซ่งโหยวหาได้หยุดฝีเท้า ก้าวตรงไปข้างหน้า
เพียงแค่เลี้ยวตรงหัวมุมถนน ภาพความโกลาหลก็ปรากฏแก่สายตา
ณ เรือนอาศัยดูทรงภูมิฐานหลังหนึ่ง ประตูและหน้าต่างทุกบานล้วนถูกเปิดออกกว้าง แม้แต่หน้าต่างชั้นบนก็เปิดรับลมทุกบาน มีเหรียญทองแดงและเศษเงินบินออกมาจากข้างในระลอกแล้วระลอกเล่า เงินทองเหล่านั้นร่วงหล่นลงบนท้องถนนรอบบริเวณ ส่งเสียงกระทบกันดัง กรุ๊งกริ๊ง
บนพื้นมีผู้คนกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บเงินกันอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทั้งเก็บทั้งตะโกน บางคนถึงขั้นลงไม้ลงมือตะลุมบอนกัน จากที่เก็บอยู่ดีๆ กลับกลายเป็นการแย่งชิงเสียอย่างนั้น
ยังมีบางคนที่เดิมทีก็กำลังเก็บอยู่ หรือมีความคิดที่อยากจะเก็บ ทว่าช่วงนี้ตนเองก็ไม่ได้กราบไหว้เทพจี๋เล่อ ครั้นได้ยินคำพูดของผู้อื่น ก็เกิดความขลาดกลัวจนหยุดยืนอยู่กับที่ ทำตัวไม่ถูก
บางคนยืนมองอยู่ไกลๆ พลางทอดถอนใจออกมาไม่ขาดสาย
ทว่าภายในบ้านหลังนั้น กลับแว่วเสียงร่ำไห้อ้อนวอนขอชีวิตดังออกมา
ติ๊ง…
เหรียญทองแดงเหรียญหนึ่งร่วงลงตรงหน้าซ่งโหยว มันกลิ้งมาตามพื้นกระทบเข้ากับไม้เท้าของเขาแล้วหยุดนิ่ง ก่อนที่หน้าเหรียญหมิงเต๋อจะปรากฏขึ้น
ในชั่วพริบตานั้นเอง เงินทองที่พุ่งออกจากตัวอาคารก็หยุดลง
ซ่งโหยวก้มลงมองเหรียญนั้น
ทว่ายังไม่ทันได้พินิจดูให้ชัดเจน พลันมีมือเปรอะเปื้อนข้างหนึ่งยื่นมาคว้ามันไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ซ่งโหยวเงยหน้ามองตามมือนั้นไป พบว่าเป็นขอทานหนุ่มในชุดขาดรุ่งริ่ง มือของเขากำเหรียญไว้แน่น จ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยแววตาหวาดระแวงและหวาดกลัว คล้ายกับเกรงว่าซ่งโหยวจะตำหนิว่ากล่าวเขา
“เก็บก่อนได้ก่อน!”
ซ่งโหยวไม่เข้าใจคำพูดของเขานัก แต่ก็พอเดาได้ว่าเขาต้องการสิ่งใด เขาจึงไม่ได้ปริปากตำหนิอะไร เพียงยิ้มน้อยๆ แล้วเงยหน้ามองอาคารหลังนั้นต่อ
ไม่มีเงินทองบินออกมาอีกแล้ว
หลงเหลือเพียงชาวบ้านที่ยืนแหงนหน้าคอยท่า หรือก้มหน้าซอกซอนหาตามร่องอิฐ
เทพจี๋เล่อไม่ได้อยู่ที่นี่
ไม่ว่ามันจะมาร่ายอาคมที่นี่แล้วรีบจากไป ทิ้งให้วิชาอาคมทำงานต่อ หรือจะร่ายอาคมผ่านรูปเคารพจากระยะไกลก็ตามที อย่างน้อยตอนที่ซ่งโหยวมาถึง เขาก็เห็นเพียงรัศมีเทพที่หลงเหลืออยู่ ทว่าไร้ซึ่งร่องรอยของเทพเจ้า
“ระมัดระวังตัวนัก…”
ซ่งโหยวก้าวเดินผ่านฝูงชน ยิ่งเข้าใกล้เรือนหลังนั้น เสียงร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตาจากด้านในยิ่งชัดเจนขึ้น
คนภายนอกยังคงทอดถอนใจ ทว่าคนส่วนใหญ่กลับไม่ได้ใส่ใจเลยว่าเจ้าของบ้านจะมีชะตากรรมเช่นไร พวกเขาทำเพียงชะเง้อคอมองอย่างใจจดใจจ่อ รอคอยให้เงินทองระลอกถัดไปบินออกมา เพื่อจะได้เก็บเข้ากระเป๋าตนเองอีกสักนิด
ทันใดนั้นเอง พลันมีเสียงหนึ่งเรียกชื่อเขา
“ท่านซ่ง!”
เสียงนั้นทุ้มต่ำและก้องกังวานนัก
“หืม”
ซ่งโหยวหันไปตามเสียง
เห็นเป็นชายผู้มีใบหน้าดุดันราวยักษา ร่างกายสูงใหญ่กำยำกว่าคนรอบข้างอยู่หลายขุม เขายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน มองมาที่ซ่งโหยวด้วยแววตาดีใจปนประหลาดใจ
“ท่านซ่ง! เป็นท่านจริงๆ ด้วย!”
ชายผู้นั้นก้าวขาตรงเข้ามา เทียบกับชาวบ้านธรรมดาแล้ว เขาช่างดูเหมือนมนุษย์หรือหอคอยเหล็กทมิฬ เขาเดินผ่านไปโดยไม่ต้องเบียดเสียดหรือตะโกนบอก ครั้นผู้คนรอบข้างได้ยินเสียงและสัมผัสได้ถึงเงาทมิฬที่ทาบทับลงมาคล้ายจะบดบังแสงตะวัน แรงกดดันนั้นก็ทำให้พวกเขาต้องหลีกทางไปเอง
เขาผู้นั้นคือทายาทเผ่ายักษา เยี่ยซินหรงนั่นเอง