Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 451 เงินตราโบยบินสิ้นศรัทธา พบพานสหายเก่าริมทาง

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 451 เงินตราโบยบินสิ้นศรัทธา พบพานสหายเก่าริมทาง
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 451 เงินตราโบยบินสิ้นศรัทธา พบพานสหายเก่าริมทาง

ยามก้าวออกจากร้าน ท้องนภาเริ่มทอแสงยามโพล้เพล้ ผู้คนบนท้องถนนบางตาลงอย่างชีดเจน

นักพรตหนุ่มยังคงก้าวเดินเนิบนาบ เจ้าแมวน้อยก็ยังคงซอยเท้าถี่ๆ ตามติดอยู่ข้างกาย ทว่านางกลับเอาแต่เหลียวมองนักพรตอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่งถึงช่วงที่ไร้ผู้คน นางจึงค่อยเปิดปากถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ

“นี่นักพรตน้อย! เทพแห่งโชคลาภคืออะไรหรือ”

“เอาอีกแล้วนะ แม่นางสามสี”

“อื้อ!” แมวสามสีชะงักไปครู่หนึ่ง อุ้งเท้าเล็กๆ ยังไม่หยุดเดิน ปากก็รีบเปลี่ยนคำเรียกขานทันควัน “นักพรต! เทพแห่งโชคลาภคืออะไรหรือ”

“คือเทพที่เล่าขานกันว่าเป็นผู้กุมชะตาด้านโชคลาภน่ะ”

“ศรัทธาแล้วจะร่ำรวยมหาศาลจริงหรือ”

“ผู้คนล้วนเชื่อกันอย่างนั้น และองค์เทพเองก็ป่าวประกาศอิทธิฤทธิ์ของตนเช่นนั้น”

“ศรัทธาแล้วจะร่ำรวยมหาศาลจริงหรือ”

“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่” เสียงของนักพรตเบาพอๆ กับเสียงของเจ้าแมว “แต่อย่างไรเสีย ข้าก็ไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่ร่ำรวยขึ้นมาได้เพียงเพราะกราบไหว้เทพแห่งโชคลาภเลยสักคน…แม้ว่าคนเหล่านั้นจะปักใจเชื่อว่าตนรวยเพราะเทพก็ตาม”

“จะไม่รวยหรือ…”

ความสนใจของนางหายไปเกินครึ่ง

ลมยามเย็นพัดเอื่อย สองฟากฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยหอเริงรมย์และเหลาสุรา แต่ละแห่งต่างจุดโคมแดงสว่างไสว แสงเงาสะท้อนลงบนผิวน้ำ ทว่าสะพานหินแห่งนี้กลับดูเงียบสงบกว่าที่ใด

เจ้าแมววิ่งเหยาะๆ แซงหน้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดยืนนิ่งที่ริมสะพานหิน นางมองลอดผ่านซี่กรงหินสลักลายโปร่ง หันไปจ้องมองหอโคมเขียวและโรงสุราเหล่านั้น

หูของนางกระดิกไปมา แว่วเสียงกู่เจิงลอยมาจากหอไม้แกะสลักหลังหนึ่ง เงาตะคุ่มของหญิงสาวกำลังร่ายรำวูบไหวอยู่กลางแสงเทียนหลังบานหน้าต่างกระดาษ นางไม่รู้หรอกว่านั่นคือหอเริงรมย์ ซ้ำยังไม่รู้ว่าที่นั่นมีไว้ทำอะไร เพียงแต่กลิ่นอายของหยางโจว เสียงกู่เจิง บ้านเรือนอันวิจิตรและเงาร่างเลือนรางของหญิงสาวอรชรด้านใน มักทำให้นางรู้สึกว่า หากนางกับนักพรตเดินข้ามสะพานนี้ไป แล้วเลี้ยวตรงมุมที่มีโคมไฟแขวนอยู่ อาจจะได้พบกับแม่นางจิ้งจอกก็เป็นได้

น่าเสียดายที่เสียงพิณที่นี่ไพเราะสู้หอเฮ่อเซียนแห่งนครฉางจิงไม่ได้ ยิ่งเทียบกับที่เมืองผีเขาเยี่ยซานหรือตลอดเส้นทางจากฉางจิงถึงเฟิงโจวไม่ได้เลย บ้านเรือนสวยงามเหล่านี้ก็ไม่ได้ดูสง่างามเท่าหอเฮ่อเซียน ส่วนสตรีด้านในกับปีศาจจิ้งจอกจำแลงกาย แม่นางสามสีย่อมไม่อาจแยกแยะได้ว่าผู้ใดงดงามกว่ากัน

แต่ดูท่านางคงไม่ได้พบแม่นางจิ้งจอกที่นี่แล้ว

เสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยใกล้เข้ามา

เมื่อนักพรตเดินผ่านนางไป นางก็รีบหันกลับมาทันทีแล้วก้าวเดินไปพร้อมกับนักพรตอีกครั้ง

“นักพรต! อาหารที่นี่แพงจัง!”

“นั่นสินะ”

“แถมยังไม่อร่อยด้วย!”

“ก็ใช่”

“สู้ที่แม่นางสามสีทำก็ไม่ได้!”

“ก็ถูกอีก”

“ที่นี่มีแม่น้ำ กลางวันแม่นางสามสีเห็นคนตกปลาด้วย พรุ่งนี้แม่นางสามสีจะเอาเบ็ดมาตกปลาในแม่น้ำ แล้วจะทำอาหารให้เจ้ากินเอง”

“อืม”

“เหมียว”

“ก็ได้”

ทั้งสองเดินกลับมายังโรงจอดรถม้า

ซ่า…

ซ่งโหยวนั่งล้างหน้าล้างตาเงียบๆ จากนั้นก็บิดผ้าเช็ดหน้าให้น้ำหยดลงในอ่างไม้ เสียงน้ำกระทบกันดังก้องไปทั่วห้องอันเงียบสงัด ให้ความรู้สึกสงบใจอย่างยิ่ง

ฝ่ายเด็กหญิงหมอบอยู่บนโต๊ะ ด้านหน้ามีโคมไฟที่สว่างได้เองโดยไม่ต้องเติมน้ำมัน ทางซ้ายวางโคมไฟธรรมดา ทางขวาวางโคมรูปม้าของนาง แสงสว่างอาบไล้ทั่วโต๊ะ ช่วยบดบังสิ่งที่นางเขียนลงในบันทึกการเดินทางได้ในระดับหนึ่ง ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยและมีสมาธิกับการสร้างสรรค์ผลงานมากขึ้น

ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย

นักพรตหนุ่มหาได้เหลือบมองกระดาษของนางเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงจัดการธุระส่วนตัวจนเสร็จแล้วก็เอนกายลงนอนบนเตียง

แม่นางสามสียังคงจุดไฟเขียนหนังสือต่อไป ไม่ว่าจะเป็นแสงนวลจากโคมไฟบนโต๊ะ หรือเสียงพึมพำแผ่วเบาของนางเป็นระยะ รวมถึงเสียงพลิกกระดาษและตำรา ล้วนเป็นเสียงที่ขับกล่อมให้จิตใจสงบนิ่ง

ในความสงบนี้ ซ่งโหยวหาได้รีบร้อนจะไปตามหาเทพจี๋เล่อในทันที เขาเพียงอยากจะพักผ่อนให้เต็มที่สักสองสามวัน

เมื่อหลับตาลง เขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราไร้แดนฝันไปตลอดทั้งคืน

กลับเป็นเจ้าแมวสามสีที่เขียนบันทึกเสร็จกลางดึก จึงออกไปหาของว่างกินสักหน่อย ล้างเท้าให้สะอาดปีนขึ้นเตียงแล้วเข้าสู่แดนฝันแทนนักพรต

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการเขียนบันทึกทำให้คิดถึงเรื่องริมทะเล หรือเพราะอาหารมื้อค่ำเป็นที่ประทับใจสำหรับนัก ในฝันนางจึงได้กลับไปเยือนชายหาดอีกครั้ง ยังคงเป็นชายหาดหลานอันที่ล่างโจว นางสะพายย่ามเดินเลียบชายหาด เอาแต่หากุ้งหาปลา เดินไปได้สองก้าวก็เจอหนึ่งตัว เดินไปอีกสองก้าวก็เจออีกหนึ่งตัว ล้วนเป็นกุ้งปลาตัวเล็กตัวน้อย นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกเลย

ความฝันนั้นช่างสมจริงนัก กุ้งตัวนั้นยังใช้ก้ามหนีบนางด้วย

ทำเอาแม่นางสามสีจับมันกลับมาไม่ได้เลย

หลายวันต่อมา ซ่งโหยวออกไปเดินสำรวจเมืองวันละรอบเพื่อสัมผัสความรุ่งเรืองของนครหยางตู บางครั้งก็พานางไปด้วย บางครั้งก็ไปเพียงลำพัง

สิ่งที่ลูกจ้างเล่าเมื่อวันก่อนหาใช่ความเท็จ ศาลเจ้าเทพจี๋เล่อถูกทำลายทิ้งแล้วจริงๆ และทางการก็สั่งห้ามราษฎรกราบไหว้โดยเด็ดขาด ทว่าในหยางตูก็ยังคงมีผู้คนแอบบูชากันอย่างลับๆ ส่วนใหญ่จะตั้งรูปเคารพหรือป้ายวิญญาณไว้ในบ้านตนเอง จุดประสงค์หากมิใช่ขอให้เทพช่วยให้รวย ก็คงเพราะหวาดกลัวว่าเทพจะมาพรากเอาทรัพย์สินของตนไป

นี่ถือเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของวิถีแห่งเทพในต้าเยี่ยน

แต่เดิมทีมนุษย์เริ่มเคารพบูชาเทพเพราะเลื่อมใสในคุณธรรมหรือสำนึกในบุญคุณ ทว่าต่อมา การที่คนกราบไหว้เทพ หากมิใช่เพราะมีสิ่งที่ปรารถนา ก็ย่อมเป็นเพราะมีสิ่งที่ขลาดกลัว

กลัวว่าหากไม่จุดธูปจะถูกเทพหมายหัว

เทพส่วนใหญ่ก็อาศัยวิธีการทั้งสองนี้ในการกอบโกยแรงศรัทธา

ทว่าทางที่สองนั้น หาใช่วิธีอันสุจริต

เทพจี๋เล่อคงยังไม่ถูกปราบและยังไม่ตกจากตำแหน่งเทพโดยสมบูรณ์ เทพองค์นี้คงมีกลเม็ดในการซ่อนตัวที่พิเศษไม่ธรรมดา จึงรอดพ้นจากแผนการที่ท่านราชครูเตรียมไว้ได้ชั่วคราว

เนื่องจากทางการสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด ป้ายวิญญาณและรูปเคารพจึงถูกชาวเมืองหยางตูนำไปซ่อนไว้ในบ้าน แม้แต่ผู้ทำการค้าก็ไม่กล้าตั้งไว้ในร้านรวง ซ่งโหยวหาได้เร่งรัดสืบหาจนเกินไปนัก ส่วนใหญ่เพียงเดินเที่ยวชมเมือง สังเกตดูบ้านเช่าที่เหมาะสม จึงยังไม่ได้รับเบาะแสอะไรมากนัก ทว่าระหว่างนั้นก็ได้ยินเรื่องเล่าและตำนานต่างๆ มาไม่น้อย

มีทั้งเรื่องที่องค์หญิงฉางผิงเสด็จประพาสหยางโจวครั้นอดีต แล้วจับภูตกระต่ายได้ในสนามล่าสัตว์ ก่อนจะรักษามันและปล่อยคืนสู่ป่า

และยังมีเรื่องราวในช่วงปีสองปีนี้ เกี่ยวกับจ้าวสมุทรที่ออกอาละวาดสร้างคลื่นลมพายุ

ซึ่งนั่นล้วนเป็นเรื่องราวที่เขาเคยเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งสิ้น

การที่ได้ประสบพบเจอมาด้วยตนเอง ได้เห็นกับตาและฟังกับหู แล้วกลับมาฟังเรื่องเล่าขานในหมู่ชาวบ้าน ย่อมได้เห็นความแตกต่างระหว่างเรื่องจริงกับข่าวลือ นำมาพินิจพิเคราะห์ดู นับเป็นความรื่นรมย์อันลุ่มลึกประการหนึ่ง

เขายังได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวเขาเองด้วย

มีทั้งเรื่องจากพรมแดนทางเหนือและเรื่องจากทะเลแดนใต้

เพียงแต่ที่นี่ห่างไกลจากพรมแดนเหนือมากนัก ทั้งในแง่ระยะทางและวิถีชีวิต เรื่องราวเหล่านั้นเมื่อเดินทางมาถึงที่นี่ ความบิดเบือนจากความจริงจึงยิ่งทวีคูณขึ้นไปกว่าเดิม ชาวบ้านที่ใช้ชีวิตสุขสบายในหยางโจวกับผู้คนในดินแดนแร้นแค้นทางตอนเหนือนั้นราวกับอยู่กันคนละโลก ต่อให้คนเล่าเรื่องจะบรรยายได้เห็นภาพเพียงใด พวกเขาก็ยังไม่อาจจินตนาการถึงภาพซากศพนอนเกลื่อนนับพันลี้ หรือมารปีศาจที่กลืนกินเมืองทั้งเมืองได้เลย

กลับกัน แม้เรื่องราวจากแดนโพ้นท้องทะเลจะถูกเล่าขานกันมาตามจริง

ทว่าไม่อาจทราบได้ว่า หากเรื่องอัศจรรย์ในท้องทะเลเหล่านี้ถูกเล่าต่อไปถึงทางเหนือ จะถูกบิดเบือนไปจนกลายเป็นเช่นไร

ต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม ย่อมหล่อหลอมเรื่องเล่าให้แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง

ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินออกจากโรงน้ำชา กระชับไม้เท้าแน่นเตรียมตัวกลับไปยังที่พัก

ทว่าเพิ่งก้าวไปได้เพียงสองก้าว ก็รู้สึกถึงความผิดปรกติ

เขาหยุดชะงัก สายตาจับจ้องไปยังที่ไกลออกไป

“หืม”

ณ ที่แห่งนั้น มีรอยแยกของรัศมีเทพและแสงศักดิ์สิทธิ์วูบไหวอยู่เลือนราง

ซ่งโหยวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มออกเดินต่อ ไม้เท้าไผ่กระทบลงบนแผ่นหินเขียวเป็นจังหวะ

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงพูดคุยแว่วมาจากทางนั้น

“เงินลอยออกมาแล้ว!”

“เทพจี๋เล่อสำแดงฤทธิ์แล้ว!”

“ทุกคนรีบเก็บเร็วเข้า!”

“พวกเจ้าห้ามเก็บนะ! ต้องเป็นคนที่ศรัทธาเทพจี๋เล่อเท่านั้นถึงจะเก็บได้ ถ้าพวกเจ้าเก็บไป ท่านเทพจะกริ้วเอานะ!”

ซ่งโหยวหาได้หยุดฝีเท้า ก้าวตรงไปข้างหน้า

เพียงแค่เลี้ยวตรงหัวมุมถนน ภาพความโกลาหลก็ปรากฏแก่สายตา

ณ เรือนอาศัยดูทรงภูมิฐานหลังหนึ่ง ประตูและหน้าต่างทุกบานล้วนถูกเปิดออกกว้าง แม้แต่หน้าต่างชั้นบนก็เปิดรับลมทุกบาน มีเหรียญทองแดงและเศษเงินบินออกมาจากข้างในระลอกแล้วระลอกเล่า เงินทองเหล่านั้นร่วงหล่นลงบนท้องถนนรอบบริเวณ ส่งเสียงกระทบกันดัง กรุ๊งกริ๊ง

บนพื้นมีผู้คนกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บเงินกันอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทั้งเก็บทั้งตะโกน บางคนถึงขั้นลงไม้ลงมือตะลุมบอนกัน จากที่เก็บอยู่ดีๆ กลับกลายเป็นการแย่งชิงเสียอย่างนั้น

ยังมีบางคนที่เดิมทีก็กำลังเก็บอยู่ หรือมีความคิดที่อยากจะเก็บ ทว่าช่วงนี้ตนเองก็ไม่ได้กราบไหว้เทพจี๋เล่อ ครั้นได้ยินคำพูดของผู้อื่น ก็เกิดความขลาดกลัวจนหยุดยืนอยู่กับที่ ทำตัวไม่ถูก

บางคนยืนมองอยู่ไกลๆ พลางทอดถอนใจออกมาไม่ขาดสาย

ทว่าภายในบ้านหลังนั้น กลับแว่วเสียงร่ำไห้อ้อนวอนขอชีวิตดังออกมา

ติ๊ง…

เหรียญทองแดงเหรียญหนึ่งร่วงลงตรงหน้าซ่งโหยว มันกลิ้งมาตามพื้นกระทบเข้ากับไม้เท้าของเขาแล้วหยุดนิ่ง ก่อนที่หน้าเหรียญหมิงเต๋อจะปรากฏขึ้น

ในชั่วพริบตานั้นเอง เงินทองที่พุ่งออกจากตัวอาคารก็หยุดลง

ซ่งโหยวก้มลงมองเหรียญนั้น

ทว่ายังไม่ทันได้พินิจดูให้ชัดเจน พลันมีมือเปรอะเปื้อนข้างหนึ่งยื่นมาคว้ามันไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

ซ่งโหยวเงยหน้ามองตามมือนั้นไป พบว่าเป็นขอทานหนุ่มในชุดขาดรุ่งริ่ง มือของเขากำเหรียญไว้แน่น จ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยแววตาหวาดระแวงและหวาดกลัว คล้ายกับเกรงว่าซ่งโหยวจะตำหนิว่ากล่าวเขา

“เก็บก่อนได้ก่อน!”

ซ่งโหยวไม่เข้าใจคำพูดของเขานัก แต่ก็พอเดาได้ว่าเขาต้องการสิ่งใด เขาจึงไม่ได้ปริปากตำหนิอะไร เพียงยิ้มน้อยๆ แล้วเงยหน้ามองอาคารหลังนั้นต่อ

ไม่มีเงินทองบินออกมาอีกแล้ว

หลงเหลือเพียงชาวบ้านที่ยืนแหงนหน้าคอยท่า หรือก้มหน้าซอกซอนหาตามร่องอิฐ

เทพจี๋เล่อไม่ได้อยู่ที่นี่

ไม่ว่ามันจะมาร่ายอาคมที่นี่แล้วรีบจากไป ทิ้งให้วิชาอาคมทำงานต่อ หรือจะร่ายอาคมผ่านรูปเคารพจากระยะไกลก็ตามที อย่างน้อยตอนที่ซ่งโหยวมาถึง เขาก็เห็นเพียงรัศมีเทพที่หลงเหลืออยู่ ทว่าไร้ซึ่งร่องรอยของเทพเจ้า

“ระมัดระวังตัวนัก…”

ซ่งโหยวก้าวเดินผ่านฝูงชน ยิ่งเข้าใกล้เรือนหลังนั้น เสียงร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตาจากด้านในยิ่งชัดเจนขึ้น

คนภายนอกยังคงทอดถอนใจ ทว่าคนส่วนใหญ่กลับไม่ได้ใส่ใจเลยว่าเจ้าของบ้านจะมีชะตากรรมเช่นไร พวกเขาทำเพียงชะเง้อคอมองอย่างใจจดใจจ่อ รอคอยให้เงินทองระลอกถัดไปบินออกมา เพื่อจะได้เก็บเข้ากระเป๋าตนเองอีกสักนิด

ทันใดนั้นเอง พลันมีเสียงหนึ่งเรียกชื่อเขา

“ท่านซ่ง!”

เสียงนั้นทุ้มต่ำและก้องกังวานนัก

“หืม”

ซ่งโหยวหันไปตามเสียง

เห็นเป็นชายผู้มีใบหน้าดุดันราวยักษา ร่างกายสูงใหญ่กำยำกว่าคนรอบข้างอยู่หลายขุม เขายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน มองมาที่ซ่งโหยวด้วยแววตาดีใจปนประหลาดใจ

“ท่านซ่ง! เป็นท่านจริงๆ ด้วย!”

ชายผู้นั้นก้าวขาตรงเข้ามา เทียบกับชาวบ้านธรรมดาแล้ว เขาช่างดูเหมือนมนุษย์หรือหอคอยเหล็กทมิฬ เขาเดินผ่านไปโดยไม่ต้องเบียดเสียดหรือตะโกนบอก ครั้นผู้คนรอบข้างได้ยินเสียงและสัมผัสได้ถึงเงาทมิฬที่ทาบทับลงมาคล้ายจะบดบังแสงตะวัน แรงกดดันนั้นก็ทำให้พวกเขาต้องหลีกทางไปเอง

เขาผู้นั้นคือทายาทเผ่ายักษา เยี่ยซินหรงนั่นเอง

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 451 เงินตราโบยบินสิ้นศรัทธา พบพานสหายเก่าริมทาง"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย