ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 452 เจ้าคิดเจ้าแค้น
บทที่ 452 เจ้าคิดเจ้าแค้น
บุรุษร่างกำยำหน้าตาอัปลักษณ์ก้าวเท้าเพียงไม่กี่คราก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของนักพรตหนุ่ม ร่างของเขาใหญ่โตจนแทบจะบดบังแสงอาทิตย์ ทว่ากิริยากลับนอบน้อมยิ่ง เขาประสานมือคารวะด้วยความนับถือ
“คุณชายมาถึงนครหยางตูแล้วหรือ”
“ใช่แล้ว”
“ได้พบท่านที่นี่ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เป็นวาสนาของข้าจริงๆ!”
“วาสนาหนุนนำ ทั้งต่อท่านและต่อข้าล้วนเป็นเช่นนั้น” ซ่งโหยวเงยหน้ามองเขาพร้อมเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มละมุน ก่อนจะถามต่อ “แล้วเหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า”
“ผู้น้อยตั้งใจมาซื้อหาข้าวของสำหรับใช้บนเรือในภายหน้า ด้วยของบางอย่างริมทะเลนั้นหาซื้อยากนัก พลันได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมแถวนี้ จึงแวะมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น” เยี่ยซินหรงตอบตามความสัตย์ “ไม่คิดว่าจะได้เห็นเทพจี๋เล่อกำลัง…กำลังโปรยทานอยู่ที่นี่ และยิ่งไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับคุณชาย”
“ไม่ใช่ว่าท่านควรจะพำนักอยู่แถบริมทะเลหรอกหรือ”
“อ้อ เดิมทีควรเป็นเช่นนั้นขอรับ ทว่านับแต่กลับมาได้เพราะบารมีของคุณชายครานั้น ประการหนึ่งคือทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยและขวัญหนีดีฝ่อ ประการต่อมาคือช่วงนี้พวกข้ายังมิกล้าออกทะเลกันอีก เถ้าแก่เจี่ยจึงแบ่งเงินก้อนหนึ่งให้พวกข้าพักผ่อนสักครึ่งปี รอให้พ้นปีใหม่ไปแล้วค่อยดูสถานการณ์ในทะเลอีกที” ทายาทยักษาเอ่ยตอบเสียงนอบน้อม “เดิมทีปู่ของผู้น้อยเคยเป็นทหารอยู่ที่หยางโจว ตัวผู้น้อยเองก็เกิดที่หยางตู เพียงแต่บัดนี้ฐานะทางบ้านตกต่ำ ผู้น้อยจึงถูกเถ้าแก่เจี่ยเชิญไปคุ้มกันเรือ ต้องร่อนเร่ไปตามท้องทะเลอยู่เนื่องนาน ที่บ้านไม่มีใครอยู่แล้ว ทว่าเมื่อใดว่าง ก็ต้องกลับมาดูแลทำความสะอาดจวนเก่าของบรรพบุรุษเสียหน่อย มิเช่นนั้นบ้านคงผุพังไปตามกาลเวลา”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
“คุณชายออกมาเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจหรือ”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “ได้ยินมาว่าที่หยางตูมีเทพนามจี๋เล่อ จึงอยากมาเยี่ยมเยียนดูสักครา”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…”
เยี่ยซินหรงประสานมือรับคำ ทว่าในใจกลับรู้สึกไม่ชอบมาพากล
เทพจี๋เล่อมีตำแหน่งสูงส่งในนครหยางตู เดิมทีเขาก็มีความยำเกรงต่อเทพองค์นี้อยู่ไม่น้อย แต่เมื่อหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ในคืนนั้น นึกถึงมังกรยักษ์ร่างยาวเหยียดหลายร้อยจั้งและคลื่นยักษ์ที่ถูกฟาดฟันจนแยกออกจากกัน บัดนี้ได้เห็นนักพรตผู้นี้มายืนอยู่ตรงหน้าและเอ่ยถึงเทพจี๋เล่อ เขากลับมีความรู้สึกว่าเทพนอกรีตผู้นั้น ดูจะธรรมดาไปเสียอย่างนั้น
“แล้วแม่นางสามสีเล่า”
“ช่วงนี้แม่นางสามสีมีธุระ นางจึงพักอยู่ที่โรงเตี๊ยม”
“คุณชายพักอยู่ที่โรงจอดรถม้าหรือ”
“ข้าออกพเนจรไปทั่วหล้า มีม้าคู่ใจตัวหนึ่ง เพียงแต่วันนั้นไม่ได้ร่วมทางออกทะเลไปด้วยกัน” ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ “พักที่โรงจอดรถม้าสะดวกกว่า อีกทั้งราคายังย่อมเยากว่าด้วย”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
เยี่ยซินหรงครุ่นคิด ภายในใจรู้สึกลังเลอยู่หลายครา สุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยออกมา “ไม่ปิดบังท่าน นับแต่จากกันครานั้น พวกผู้ดูแลบนเรือต่างเพิ่งมารู้ตัวภายหลังว่ายังไม่ได้ถามไถ่ถึงอารามที่พำนักของท่าน ทั้งยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณที่ท่านช่วยชีวิตไว้อย่างเหมาะสม จึงรู้สึกเสียดายนัก เมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังเดินทางไปที่ล่างโจวเพื่อสืบข่าวว่าคุณชายบำเพ็ญตบะอยู่ที่ใด ด้วยใจปรารถนาจะตอบแทนบุญคุณท่านอีกสักครา”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ชะงักไป ลอบชำเลืองมองซ่งโหยว “ยามนี้ผู้ดูแลส่วนใหญ่อยู่ที่หัวเมืองริมทะเล ส่วนเถ้าแก่เจี่ยนั้นกลับมาพักผ่อนที่หยางตูเช่นกัน ไม่ทราบว่า…”
“ข้าเป็นเพียงนักพรตพเนจรผู้หนึ่ง เรื่องในวันนั้นข้าเพียงแค่ยื่นมือเข้าช่วยตามสมควร ข้าไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยวกับความวุ่นวายสักเท่าไร” ซ่งโหยวประสานมือตอบ “ขอท่านโปรดอย่าได้เอ่ยถึงข้าต่อหน้าผู้อื่นเลย”
“ขอรับ!”
เยี่ยซินหรงก้มศีรษะรับคำ สีหน้าท่าทางเหมือนกำลังใช้ความคิด
“ทว่าได้พบกันย่อมถือเป็นวาสนา” ซ่งโหยวเอ่ย “ข้าเองก็อยากจะถามไถ่เรื่องของเทพจี๋เล่อจากท่านสักหน่อย ไม่ทราบว่าพอจะสละเวลามาร่วมดื่มน้ำชากับข้าสักกาได้หรือไม่”
“ควรเป็นผู้น้อยที่ต้องเลี้ยงน้ำชาคุณชายต่างหาก!”
“เช่นนั้นก็เดินไปคุยไปเถิด…”
“ขอรับ”
ครั้นแล้วทั้งสองจึงหาโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง สั่งน้ำชามาหนึ่งกา ซ่งโหยวไม่ได้จิบชาเลย เพราะเอาแต่นั่งฟังเขาเล่าเรื่องเทพจี๋เล่อ
“ไม่ปิดบังคุณชาย เดิมทีผู้น้อยเองก็เคยประสบเหตุอัปมงคลมาก่อน…”
“ถูกบังคับให้โปรยทานเช่นกันหรือ”
“แทบจะเหมือนกับเหตุการณ์ในวันนี้เลยขอรับ” เยี่ยซินหรงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “ครานั้นผู้น้อยยังอยู่ในหยางตู มีพละกำลังและวิทยายุทธ์แก่กล้า เลือดร้อนไม่คิดเกรงใจผู้ใด ทั้งยังไม่ได้รับคำเชิญจากเถ้าแก่เจี่ยให้ไปคุ้มกันเรือ จึงไม่เคยพบเห็นความอัศจรรย์เหนือโลกเช่นนั้น ในตอนนั้นเทพจี๋เล่อยังไม่ถูกทางราชการปลดตำแหน่ง มีผู้ศรัทธาในหยางตูมากมายเหลือเกิน ผู้น้อยดื่มสุราจนเมามาย เผลอปากพล่อยกล่าววาจาสามหาวในโรงสุรา คาดว่าคงมีผู้ศรัทธาคนใดคนหนึ่งได้ยินเข้าแล้วนำไปบอกองค์เทพ จึงต้องประสบพบเจอความอัปยศ เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว ทรัพย์สินในบ้านที่มีไม่มากนักก็อันตรธานหายไปจนเกลี้ยง”
จากประโยคที่ว่า ‘คาดว่าคงมีผู้ศรัทธาคนใดคนหนึ่งได้ยินเข้าแล้วนำไปบอกองค์เทพ’ ก็พอจะบ่งบอกได้ว่านับแต่ที่เขาออกไปร่อนเร่ในทะเลกว้าง ประสบการณ์ของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นเหนือชาวเมืองไปไกลโขแล้ว
อย่างน้อยเขาก็รู้ว่า หากตนเองพูดจาส่งเดชในโรงสุรา ย่อมเป็นการยากหากเทพเซียนจะได้ยินด้วยตนเอง
“วันนั้นไม่เหมือนกับวันนี้ ตอนนั้นผู้น้อยยังเลือดร้อน ยืนด่าทออยู่หน้าบ้านไม่ยอมให้ใครเก็บเงิน คนอื่นเห็นผู้น้อยแล้วต่างก็หวาดกลัวจนไม่กล้าเก็บจริงๆ ทว่าเงินทองเหล่านั้นที่ตกลงบนพื้นแล้วกลับลอยขึ้นมาเอง ซ้ำยังลอยไปไกลยิ่งกว่าเดิม ผู้น้อยยื่นมือไปตะครุบไว้ ทว่ากลับไขว่คว้าได้เพียงความว่างเปล่า” เยี่ยซินหรงถอนใจยาว “ท่านแม่ของผู้น้อยร่างกายไม่แข็งแรงนัก ต้องใช้โอสถรักษาชีวิตมาโดยตลอด เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น นางทั้งโกรธทั้งกลัว ทั้งยังไม่มีเงินซื้อยา ผ่านไปไม่นานก็ชสิ้นใจไป”
“ขอแสดงความเสียใจด้วย…”
“…”
เยี่ยซินหรงยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวหมดจอกประหนึ่งดื่มสุรา เขาโบกมือไปมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทว่าหลังจากเกิดเรื่องนั้น ชื่อเสียงของผู้น้อยก็ขจรขจายไปไกลขึ้น บ้างก็ว่าผู้น้อยโง่เขลา บ้างก็ว่าผู้น้อยไม่เกรงกลัวผีสากเทพยดา เมื่อเถ้าแก่เจี่ยได้ยินเข้า จึงมาเชิญผู้น้อยไปคุ้มกันเรือ หลายปีมานี้ชีวิตความเป็นอยู่จึงดีกว่าแต่ก่อนมากนัก”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
“หรือว่าคุณชายคิดจะ…”
เยี่ยซินหรงมิกล้าสบตาซ่งโหยวโดยตรง ทว่าในใจกลับมีความคาดหวัง
“ข้าพอจะชเชี่ยวชาญด้านนี้อยู่บ้าง”
“คุณชายต่างหากที่เป็นเทพเซียนตัวจริง สิ่งนั้นก็เป็นแค่ปีศาจตนหนึ่ง” เยี่ยซินหรงแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงคล้ายเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ “จริงด้วย พูดถึงเรื่องนี้ ผู้น้อยพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้”
“เรื่องอันใดหรือ”
“ก่อนหน้านี้ที่พวกข้ากลับมาจากต่างแดน เนื่องด้วยสถานการณ์ในทะเลไม่สงบสุขมานาน พ่อค้าเดินเรือหลายคนต่างร้อนใจยิ่งนัก ดังนั้นเมื่อเถ้าแก่เจี่ยกลับมาถึงจวนที่หยางตู จึงมีคนมากมายมาเยี่ยมเยียน” เยี่ยซินหรงเอ่ยถึงเรื่องนี้ด้วยท่าทางลำบากใจและประหม่าเล็กน้อย เขาแอบชำเลืองมองซ่งโหยว คล้ายเกรงว่าจะถูกเทพเซียนผู้ไม่ปรารถนาชื่อเสียงท่านนี้จะตำหนิเอา “พอนานวันเข้า เรื่องราวจากดินแดนโพ้นทะเลจึงแพร่งพรายออกไป”
“ข้าเพิ่งมาถึงหยางตูได้ไม่กี่วัน ก็พอจะได้ยินมาบ้างแล้ว” ซ่งโหยวยกยิ้ม
“ผู้น้อยเพียงหวังว่าจะไม่เป็นการรบกวนคุณชาย”
“ท่านพูดต่อเถิด”
“เมื่อสองเดือนก่อน มีนักพรตผู้หนึ่งสืบเสาะจนพบจวนเก่าของผู้น้อย เขามาหาผู้น้อยเพื่อถามไถ่เรื่องราวจากดินแดนโพ้นทะเล” เยี่ยซินหรงขมวดคิ้วพลางเล่า “ผู้น้อยก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เพียงแต่ฟังน้ำเสียงและดูท่าทางของนักพรตชราผู้นั้น ดูเหมือนเขาจะรู้จักคุณชาย เขารู้ว่านักพรตบนเรือคนนั้นคือท่าน และรู้ว่าท่านจะต้องมาที่หยางตูแน่ จึงมาสืบข่าวเรื่องท่านจากผู้น้อย”
“อ้อ สืบข่าวเรื่องของข้าหรือ”
“ขอรับ…” เยี่ยซินหรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก “ดูเหมือนนักพรตชราท่านนั้นก็มีความคิดอยากจะกำจัดเทพนอกรีตผู้นี้อยู่เช่นกัน”
“เขามีนามว่าอะไร”
“ดูเหมือนจะชื่อ…เหวินอะไรสักอย่างนี่แลขอรับ” เยี่ยซินหรงเกาศีรษะ “ผู้น้อยเป็นทายาทยักษา แม้มิได้โง่เขลาเท่าท่านปู่ ทว่าความจำกลับย่ำแย่นัก”
“เหวินผิงจื่อใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วขอรับ! คุณชายรู้จักเขาหรือ”
“ไม่รู้จักหรอก”
“เช่นนั้นคุณชายก็คงมีหูทิพย์ตาทิพย์จริงๆ กระมัง!”
“ท่านเหวินผิงจื่อบอกว่าตนเองบำเพ็ญตบะอยู่ที่อารามเทียนซิงนอกเมือง หากผู้น้อยมีธุระอันใดก็ให้ไปหาที่นั่น หรือหากยามอัสดงเห็นนกบินผ่านมา ก็ให้ใช้คาถาเรียกมันลงมา แล้วฝากข้อความกับมันมาว่าเยี่ยซินหรงต้องการพบเหวินผิงจื่อ เขาก็จะรับรู้ได้ทันที” เยี่ยซินหรงเอ่ยด้วยท่าทีเก้อเขิน “ทว่าครานั้นผู้น้อยกลับไม่ได้ใส่ใจนัก”
“อารามเทียนซิง…ข้าจำไว้แล้ว”
“คุณชายอยากพบเขาหรือ” เยี่ยซินหรงถาม “เช่นนั้นให้ผู้น้อยไปสืบข่าวให้ท่านเองเถิด!”
“ไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนั้นหรอก จะลำบากท่านเกินไป”
“ลำบากอันใดกันขอรับ อีกตั้งหลายวันกว่าจะต้องกลับไปที่ชายฝั่ง ช่วงนี้ผู้น้อยกำลังว่างอยู่พอดี คุณชายโปรดอย่าได้เกรงใจ” เยี่ยซินหรงเอ่ยจบก็ยิงคำถามต่อทันที “ไม่ทราบว่าคุณชายพักอยู่ทิศใด ถนนตรอดชกซอยหนใด ที่โรงจอดรถม้านามว่าอะไร แล้วจะไปจากนครหยางตูเมื่อใดหรือขอรับ”
“อย่างน้อยคงต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนปีหน้า”
“ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเชียวหรือ”
“ข้าอยากพักผ่อนสักระยะ”
“เช่นนั้นหลังจากนี้คุณชายจะไปพำนักที่ใดเล่า หรือจะเช่าบ้านสักหลัง”
ครืด…
เยี่ยซินหรงเบิกตาโพลง เขายืดตัวตรงแล้วผลักม้านั่งออก ก่อนจะก้มลงคำนับอย่างนอบน้อม การกระทำอันแสนเอิกเกริกนี้พลอยดึงดูดสายตาผู้คนในโรงน้ำชาให้หันมามองเป็นสายตาเดียว
“บรรพบุรุษของผู้น้อยเคยครอบตำแหน่งสูงส่ง แม้จวนแม่ทัพจะไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว ทว่ายังทิ้งเรือนขนาดพอเหมาะไว้หลังหนึ่ง เดิมทีปล่อยร้างไร้ผู้ใดอาศัย ตัวผู้น้อยเองก็ร่อนเร่อยู่นอกเมืองเป็นแรมปี นานทีจึงจะกลับมาถางหญ้าบนหลังคาและทำความสะอาดสักครั้ง เพราะเกรงว่าหากไร้คนอยู่เรือนจะผุพัง หรือเกรงจะมีผู้ใดมาสวมรอยยึดครอง” เยี่ยซินหรงเอ่ยอย่างจริงจัง “อีกไม่กี่วันผู้น้อยก็จะต้องไปแล้ว เรือนหลังนั้นถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว หากคุณชายไม่รังเกียจ ก็โปรดใช้เรือนหลังนั้นเป็นที่พักพิงจากการพเนจรเถิดขอรับ”
“ท่านไม่เห็นต้องทำถึงเพียงนี้เลย”
“ปล่อยให้ร้าง เรือนย่อมพังเร็วเสียเปล่า” เยี่ยซินหรงชะงักไปครู่หนึ่ง “หากเรือนหลังนั้นได้รับปราณเซียนของคุณชาย ย่อมเป็นมงคลยิ่งนัก”
“หากเป็นเช่นนั้น…”
“เรือนหลังนั้นกว้างขวางนัก เหมาะให้แม่นางสามสีได้วิ่งเล่น ทั้งยังเลี้ยงม้าได้ด้วยนะขอรับ”
“…”
ซ่งโหยวจึงจำต้องตอบตกลง
ราวหนึ่งชั่วยามต่อมา ซ่งโหยวก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยม
ทันทีที่ผลักบานประตูเข้าไป ก็เห็นแมวสามสีตัวหนึ่งนั่งยองอยู่กับพื้นตรงหน้าประตู นางนั่งตัวตรง คอยเงยหน้าจ้องมองเขา ใบหน้าเล็กๆ นั้นเรียบเฉยไร้อารมณ์ ทว่าหางกลับแกว่งไกวไปมา ดูว่าง่ายน่าเอ็นดูยิ่งนัก
ที่แท้นางก็มารอรับเขานี่เอง
“กลับมาแล้วหรือ” ซ่งโหยวเอ่ยเสียงเบาพลางก้าวเข้าห้องไป
เจ้าแมวเงยหน้ามองตามเขา ก่อนจะชะเง้อมองออกไปข้างนอกด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วเอ่ยถามขึ้น “นักพรต วันนี้เจ้าไปเที่ยวเล่นที่ใดมาหรือ”
“ไปเดินเล่นข้างนอกมาน่ะ”
นักพรตหนุ่มเดินผ่านตัวเจ้าแมวไป พร้อมกับเอ่ยถามว่า “แม่นางสามสีเขียนบันทึกการเดินทางไปถึงไหนแล้วเล่า”
“อืม…” เจ้าแมวลุกขึ้นก้าวเดินตามพลางเงยหน้าถาม “เจ้าไปเจอเรื่องสนุกมาบ้างหรือไม่”
“เขียนถึงไหนแล้ว”
“เจอเรื่องสนุกมาบ้างหรือไม่”
“…”
นักพรตหนุ่มนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่มีเรื่องสนุกหรอก เพียงแต่ตอนเดินผ่านถนนเส้นหนึ่ง เห็นเรือนกว้างขวางหลังหนึ่งเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้ มีเงินทองมากมายโบยบินออกมาจากข้างใน โปรยปรายลงทั่วพื้น ผู้คนบนถนนต่างพากันก้มเก็บเงินใหญ่ ง่ายดายยิ่งกว่าตอนที่แม่นางสามสีไปหาของกินริมทะเลเสียอีก”
“! จริงหรือเมี๊ยว”
“ข้าจะกล้าโกหกเจ้าได้อย่างไร”
“เงินมันบินออกมาได้อย่างไร”
“ข้าไปเจอเรือนไว้ให้พวกเราพักผ่อนหลังหนึ่งด้วย”
“อยู่ที่ไหนเล่า”
“เมืองฝั่งตะวันออก”
“แล้วเงินนั่นเล่า อยู่ที่ไหนหรือเมี๊ยว”
“อยู่บนถนนน่ะ”
“เจ้าได้เก็บมาบ้างไหม”
“อีกสองวันพวกเราจะย้ายไปอยู่ที่นั่นกัน”
“เจ้าเก็บมาได้เท่าไหร่”
“…”
ซ่งโหยวทรุดตัวลงนั่งบนเตียง พลันถอดรองเท้าออกเงียบๆ
เจ้าแมวนั่งลงตรงหน้าเขา ใบหน้ากลมมนเงยขึ้นจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ความอยากรู้อยากเห็นในดวงตานั้นไม่อาจซ่อนไว้ให้มิดได้
ทว่านักพรตหนุ่มกลับไม่ยอมตอบคำถามของนางเลย