ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 450 เทพจี๋เล่อผู้กุมทรัพย์สิน
บทที่ 450 เทพจี๋เล่อผู้กุมทรัพย์สิน
“เทพจี๋เล่อหรือขอรับ”
ลูกจ้างหันมองซ่งโหยวด้วยความประหลาดใจ
“มีอะไรหรือ”
“เหตุใดท่านนักพรตถึงถามถึงเทพองค์นี้เล่าขอรับ”
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินนามของเทพองค์นี้มาบ้าง แต่พอมาถึงที่นี่กลับได้ยินว่าในเมืองไม่มีศาลเจ้าของท่านแล้ว อีกทั้งทางการยังสั่งปลดท่านออกเสียอีก ข้าอดสงสัยไม่ได้จึงอยากจะลองถามดูน่ะ”
“ที่ท่านนักพรตได้ยินมานั้นไม่ผิดหรอกขอรับ เพียงแต่ผู้น้อยเองก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก” ลูกจ้างทำหน้าลำบากใจ “การลบหลู่เทพเซียนอาจนำภัยมาสู่ตนได้นะขอรับ”
“เพียงแค่สนทนาถึงความเป็นไป หาได้กล่าวร้ายหรือหมิ่นประมาท จะถือเป็นการลบหลู่ได้อย่างไร” ซ่งโหยวมองเขาทั้งรอยยิ้ม “อีกอย่าง ที่นี่มิใช่ศาลเจ้า ทั้งยังไม่มีรูปเคารพ ต่อให้เป็นเทพที่มีอิทธิฤทธิ์แรงกล้าเพียงใด ก็คงไม่อาจสดับฟังวาจาของมนุษย์ทุกคนในใต้หล้าได้กระมัง”
“นั่นก็ไม่แน่เสมอไปนะขอรับ!”
“เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ…”
ซ่งโหยวล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเหรียญทองแดงออกมาสองสามเหรียญ แล้ววางเรียงกันบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ
ครูด…
ลูกจ้างปัดมือคราเดียว เหรียญเหล่านั้นก็เข้าไปอยู่ในกำมือ
“เทพจี๋เล่อองค์น้ำไม่ธรรมดาเลยนะขอรับ มีอิทธิฤทธิ์แก่กล้าอาคมสูงส่ง เมื่อหลายปีก่อน ผู้คนที่ศรัทธาท่านในหยางตูใช่ว่าจะมีน้อย ทุกครั้งที่มีพิธีบวงสรวงครั้งใหญ่ ควันธูปนี่รวมตัวกันจนกลายเป็นเมฆดำได้เลยทีเดียว” ลูกจ้างถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามซ่งโหยว “แต่ต่อมา…ต่อมาทางการบอกว่าท่านอารมณ์แปรปรวน ใจแคบ หาได้นำความผาสุกมาสู่ชาวบ้าน แต่กลับใช้อิทธิฤทธิ์ทำร้ายผู้ที่ไม่ศรัทธาท่าน เมื่อปีที่แล้วจึงมีการติดประกาศตามย่านชุมชน ห้ามไม่ให้กราบไหว้ท่านอีก ทั้งยังสั่งรื้อศาลเจ้าทิ้งเสีย ทว่า…ก็ยังมีคนลอบสักการะท่านอยู่อีกไม่น้อยเลยนะขอรับ”
อารมณ์แปรปรวน ใจแคบ
ซ่งโหยวครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาไม่ได้ถามออกไปตรงๆ ว่าเทพองค์นี้อารมณ์แปรปรวนหรือใจแคบอย่างไร เพราะเกรงจะทำให้ลูกจ้างตระหนกตกใจอีก จึงถามเพียงว่า
“ไม่ทราบว่าเทพจี๋เล่อองค์นี้มีอิทธิฤทธิ์ด้านใดหรือ”
“อิทธิฤทธิ์ด้านใดหรือขอรับ”
“ยกตัวอย่างเช่น เทพสายฟ้าปราบปีศาจ หากศรัทธาเทพสายฟ้า ปีศาจและคนชั่วก็ไม่อาจเข้าใกล้ผู้บูชาได้” ซ่งโหยวก้มหน้า ใช้ตะเกียบเขี่ยเมล็ดข้าวในชาม โดยเฉพาะเจ้าชิ้นสีแดงเขียวเล็กๆ นั่น “หรืออย่างเยี่ยนเซียนที่เพิ่งมีรูปเคารพศาลเจ้าเมื่อไม่กี่ปีก่อน หากศรัทธาท่าน พืชพันธุ์ธัญญาหารย่อมบริบูรณ์”
“เขาเล่ากันว่า หากศรัทธาในเทพจี๋เล่อจะร่ำรวยเงินทองขอรับ”
“ร่ำรวยหรือ”
ซ่งโหยวเม้มปากเล็กน้อย
เขาไม่รู้ว่ามีเทพองค์ใดที่กุมชะตาด้านโชคลาภเงินทองได้จริงๆ หรือไม่ แต่ตามตำนานเล่าขาน เทพที่ดูแลด้านนี้ไม่ว่าจะในรัชสมัยก่อนหรือรัชสมัยปัจจุบัน หรือจะเปลี่ยนผ่านไปกี่องค์ มักจะเป็นเทพชั้นสูงทั้งสิ้น
เหตุผลนั้นไม่ซับซ้อน
เพราะแรงศรัทธาในด้านนี้มันมหาศาลนัก
มนุษย์ทุกคนล้วนรักในทรัพย์สินเงินทอง โดยเฉพาะในยุคที่การค้ามั่งคั่งถึงขีดสุดเช่นราชวงศ์ต้าเยี่ยน ความละโมภเป็นเรื่องปกติของปุถุชน ทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการหาเงินทอง ไม่มีใครอยากขัดสนในโชคลาภ
เช่นนั้นเทพที่ดูแลด้านเงินทองย่อมได้รับความนิยมเป็นธรรมดา
แม้แต่บางคนที่ปกติมิเคยเข้าวัดวาอาราม แต่เมื่อยืนต่อหน้าเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ก็ยังต้องก้มศีรษะอันจองหองลงมา
ดังนั้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าเทพแห่งโชคลาภจะเป็นผู้ใด ก็มักจะเป็นหนึ่งในเทพที่ผู้คนนิยมชมชอบมากที่สุดเสมอมา
เพียงได้ยินลูกจ้างบอกว่าเทพจี๋เล่อดูแลเรื่องโชคลาภ ซ่งโหยวก็เข้าใจทันทีว่าเมื่อก่อนแรงศรัทธาของเทพองค์นี้ในนครหยางตูต้องรุ่งเรืองถึงขีดสุดแน่ ทว่าสิ่งนี้ก็เป็นตัวกำหนดเช่นกันว่า ความเชื่อนี้ยากจะแผ่ขยายออกไปนอกหยางตูได้
“ศรัทธาแล้วจะร่ำรวยจริงๆ หรือ” ซ่งโหยวก้มลงมองเจ้าแมวของตน เห็นนางนั่งนิ่งอยู่บนม้านั่ง แม้แต่ปลาทอดก็ยังไม่กิน แต่นางกลับยืดตัวตรง ชูคอขึ้นสูงเพื่อให้ดวงตาอยู่เหนือขอบโต๊ะ จ้องเขม็งไปที่ลูกจ้างตาไม่กะพริบ เขาจึงเอ่ยถามแทนนาง
“จะรวยจริงไหมผู้น้อยมิอาจทราบได้ แต่ถ้าไม่ศรัทธาละก็ ต้องจนลงแน่ๆ ขอรับ ไม่แน่ว่าอาจจะต้องเสียทรัพย์ด้วย” ลูกจ้างลดเสียงต่ำลง
“เป็นเพราะเหตุใดเล่า”
“หากไม่ศรัทธาก็ยังพอว่า แต่ถ้าไปทำให้ท่านพิโรธเข้าละก็…” ลูกจ้างชะงักไปครู่ กวาดสายตามองนักพรต ก่อนจะกวาดมาทางแมวข้างกายนักพรตที่จ้องเขาเขม็ง รู้สึกตะหงิดๆ ว่าสายตาของแมวตัวนี้ดูเหมือนมนุษย์เหลือเกิน เขาลังเลก่อนจะขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบว่า “หลายปีก่อน มักจะมีผู้ดีไปก่อเรื่องให้เทพเจ้าโกรธเคืองจนสมบัติล้ำค่าในบ้านสูญหายไป หรือบางทีเงินทองที่ชาวบ้านเก็บออมไว้ก็บินออกจากหน้าต่างไปเอง กระจัดกระจายไปทั่วทิศทาง เสียงเหรียญหล่นดังก้องไปทั่วถนน แม้แต่เกษตรกรที่ปลูกผักทำนาก็ยังปลูกอะไรไม่ขึ้นเลยขอรับ”
“หืม”
นักพรตหนุ่มแสดงสีหน้าฉงน
แม้แต่เจ้าแมวน้อยยังดวงตาหดเล็กลง ดูคล้ายนางจะถอดความหมายออกจึงรู้สึกตกใจตามไปด้วย
ลูกจ้างเห็นท่าทางของเจ้าแมวแล้วก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
“เป็นเรื่องจริงทั้งหมดหรือ”
“จะเป็นเรื่องเท็จได้อย่างไรขอรับ!” ลูกจ้างเบิกตากว้าง “ชาวหยางตูรู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น ยังมีหลายคนเคยอาศัยบารมีเทพจี๋เล่อไปเก็บเงินตามถนนมาแล้วเลย ท่านนักพรตถามใครใครก็รู้เรื่องขอรับ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวเข้าใจได้ทันทีว่าเทพองค์นี้อารมณ์แปรปรวนและใจแคบเพราะอะไร
เขาตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิดชั่วขณะ
แม้หยางตูจะเป็นนครยิ่งใหญ่อันดับสองของใต้หล้า ซ้ำยังรุ่งเรืองยิ่งกว่าฉางจิงเสียอีก แต่กลับไม่ใช่ชัยภูมิวิเศษหรือมีพลังวิญญาณหนาแน่นแต่อย่างใด ท่ามกลางถนนหนทางที่ผู้คนเดินเบียดเสียดกันเช่นนี้ ย่อมไร้วี่แววของสมบัติฟ้าดิน ทว่าหยางตูกลับมั่งคั่งดุจแดนฝัน เป็นศูนย์รวมของพ่อค้าวานิช ผู้คนจากทุกแคว้นทั่วอาณาจักรต้าเยี่ยนย่อมนำเอาสมบัติทิพย์และตัวยาหายากมาส่งรวมกันที่ศูนย์กลางทางการค้าแห่งนี้
ดังนั้น เทพจี๋เล่อองค์นี้จึงแตกต่างจากเทพท้องถิ่นอื่นๆ ในหยางโจว มันน่าจะใช้วิธีการคล้ายกับปรมาจารย์ที่อี้ตู นั่นคือการยืมมือเหล่าเหล่าขุนนางและเศรษฐีในหยางตูเพื่อที่ตนจะได้ครอบครองทรัพย์สินล้ำค่าเหล่านั้น
บังเอิญนัก ทั้งสองดูจะชำนาญเรื่องเดียวกัน
ตอนนี้ซ่งโหยวสันนิษฐานคร่าวๆ ว่า สมบัติที่หายไปจากบ้านของผู้ลาภมากดีเหล่านั้น ส่วนใหญ่น่าจะเป็นสมบัติวิเศษหรือล้ำค่า ซึ่งสุดท้ายคงถูกส่งไปที่แคว้นเฟิงโจว
ทว่าเทพจี๋เล่อองค์นี้กลับทำเกินขอบเขตไปมาก
เหล่าผู้ลาภมากดีในยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้กดขี่ หากอิงตามแนวคิดของราชครู บัดนี้จะเห็นว่าคลื่นใต้น้ำในอาณาจักรต้าเยี่ยนได้ก่อตัวขึ้นมานานแล้ว การที่ราชครูยังไม่ได้ยึดทรัพย์หรือตัดหัวพวกเขาก็นับว่าปรานีมาก จะหยิบฉวยสมบัติวิเศษหรือตัวยาหายากจากคลังของพวกเขามาบ้าง ก็คงไม่ได้สร้างความละอายใจให้ราชครูนัก ทว่าในระหว่างขั้นตอนนี้ เทพจี๋เล่อกลับพบว่าตนเองสามารถกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลจากจุดนี้ได้ จึงเริ่มหันมาขูดรีดและบีบบังคับเอาแรงศรัทธาจากผู้คน หากใครไม่ศรัทธาหรือขัดขืน ก็จะใช้อิทธิฤทธิ์ขโมยทรัพย์สินของเขาไปหรือทำให้พืชพันธุ์ไม่ผลิผล นี่ถือเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์
ชาวบ้านทั่วไปหาได้มีทรัพย์สินล้นฟ้าเหมือนขุนนางเศรษฐี พวกเขาคือกลุ่มคนที่อยู่ชั้นล่างสุดของสังคม หากเงินทองโบยบินหายไป หรือทำนามาทั้งปีแล้วไม่มีผลผลิตเลี้ยงชีพ พวกเขาก็คงต้องตายเพราะความอดหยาก
“ในช่วงปีที่ผ่านมา ยังมีคนทำเงินหายอีกหรือไม่ ข้าหมายถึงที่ท่านบอกว่าเงินทองโบยบินกระจัดกระจายไปนั่นน่ะ”
“มีสิขอรับ! เพียงแต่ก็น้อยลงมากแล้ว หากไม่ได้ไปยืนด่าทอท่านกลางถนน หรือเที่ยวประกาศความเลวร้ายของท่านไปทั่ว ก็ไม่ค่อยได้ยินเรื่องชาวบ้านไปยั่วยุเทพเจ้าหรอกขอรับ!” ลูกจ้างเอ่ยพลางโยนเหรียญทองแดงในมือเล่น “หากไม่เป็นเช่นนี้ ต่อให้ผู้น้อยใจกล้าสักเพียงใด ก็คงไม่กล้าเล่าเรื่องพวกนี้ให้ท่านนักพรตฟังหรอก!”
“ขอบคุณท่านมาก”
ดูท่าเทพจี๋เล่อองค์นี้ยังคงสถิตอยู่ในหยางตู
ตลอดหลายปีที่ผ่านมามันคอยกอบโกยแรงศรัทธาผ่านการให้พรด้านโชคลาภเงินทอง อิทธิฤทธิ์ของมันย่อมต้องแก่กล้าขึ้นมากเป็นแน่
“อาหารได้แล้ว!”
เสียงตะโกนดังมาจากหลังครัว
“มาแล้วขอรับ!”
ลูกจ้างก้มตัวพยักหน้าให้ซ่งโหยวทีหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งปรี่ไปยังห้องครัว
ฝ่ายซ่งโหยวก้มหน้าลง ใช้ตะเกียบเขี่ยเมล็ดข้าวและเจ้าชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในชามต่อ
ชิ้นสี่เหลี่ยมสีแดงนั่นคือหงหลัวโป[1] คาดว่าคงเพิ่งเข้ามาในแผ่นดินต้าเยี่ยนได้ไม่นานนัก เพราะเขาแทบไม่เคยเห็นตามที่อื่นๆ เลย ย่อมหมายความว่ามันยังไม่ได้แพร่หลายไปทั่ว ส่วนชิ้นสีเหลืองนวลปนเขียวจางๆ ที่เคี้ยวแล้วให้รสสัมผัสนุ่มหนึบแฝงกลิ่นหอมกรุ่นนั้น คือหนึ่งในพันธุ์พืชชั้นเลิศที่นกนางแอ่นแห่งอันชิงนำกลับมาจากโพ้นทะเลเมื่อหลายปีก่อน มีนามว่ามันนางแอ่น
สมกับเป็นเมืองหยางตูจริงๆ…
สิ่งใหม่ๆ ล้วนหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“กุ้งเคล้ากลิ่นชามาแล้วขอรับ!”
ลูกจ้างยกชามแกงน้ำใสมาวางลงบนโต๊ะ
“อาหารครบแล้วขอรับ! เชิญท่านนักพรตตามสบาย!”
“ขอบใจ”
ภายในชามคือน้ำชาใสๆ มีเนื้อกุ้งสีขาวลอยอยู่รำไร ตัวกุ้งถูกแกะล้างทำความสะอาดมาอย่างดี
ข้างชามมีช้อนกระเบื้องวางเคียงมาให้หนึ่งคัน
ซ่งโหยวหยิบช้อนขึ้นมา ตักน้ำชาขึ้นมาชิม ก่อนจะตักเนื้อกุ้งเข้าปากตามไป
รสชาติก็เหมือนกุ้งต้มน้ำชาทั่วไป ไม่ได้มีวิธีปรุงพิสดารอะไรนัก
น้ำชาในยุคนี้มีรสชาติที่หลากหลายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเป็นการต้มชาตามกรรมวิธีโบราณที่ผสมทั้งน้ำตาลและเหลือ อีกทั้งยังมีรสเปรี้ยวจากบ๊วยและรสเผ็ดร้อนจากขิงเพื่อดับคาว จานนี้จึงเป็นการเอาน้ำชาเข้มข้นนั้นมาต้มกับกุ้งโดยตรง
แยกไม่ออกว่าเป็นกุ้งน้ำจืดหรือกุ้งทะเล รสชาติไม่ได้ซึมลึกเข้าเนื้อนัก แต่เมื่อทานคู่กับน้ำชา กลับได้กลิ่นหอมของชาจางๆ เป็นรสสัมผัสที่แปลกใหม่ดี
ซ่งโหยวชิมเพียงสองคำ จากนั้นจึงค่อยๆ ตักเนื้อกุ้งทั้งหมดออกมา ใส่ลงในชามประจำตัวของเจ้าแมวบนม้านั่ง
แม่นางสามสีกำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ต้องบำรุงเสียหน่อย
“เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ท่านนักพรต!”
ลูกจ้างยังคงยืนจ้องเขาอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาคาดหวัง
“รสชาติมีเอกลักษณ์ดี”
ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ ก่อนจะก้มหน้ากินอาหารต่อ
ข้าวสวยชามนี้หุงได้สุกพอดี ทั้งนุ่มลิ้นและมีกลิ่นหอมของมันนางแอ่นจางๆ
“มีอีกเรื่องที่อยากจะถามท่านสักหน่อย”
“เรื่องอะไรหรือขอรับ”
หัวใจของลูกจ้างพลันกระตุกวูบ
เมื่อครู่ที่นักพรตท่านนี้ถามเรื่องเทพจี๋เล่อ หากไม่ใช่เพราะปัจจุบันเทพองค์นี้ตกต่ำลงกว่าเมื่อก่อนมาก ต่อให้เขากล้าพูดเพียงใดก็คงไม่กล้าเล่าความจริงออกมา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องรวบรวมความกล้าอยู่ไม่น้อย
ไม่รู้ว่าคราวนี้จะถามเรื่องอะไร
ทว่ากลับเห็นนักพรตหนุ่มใช้ตะเกียบคีบผักชิ้นสี่เหลี่ยมสีเขียวอ่อนออกมาจากชาม ชูขึ้นแล้วเอ่ยถามว่า “สิ่งนี้คือมันนางแอ่นใช่หรือไม่”
“เฮ้อ…”
ลูกจ้างระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะรีบเอ่ยชม “ท่านนักพรตช่างตาถึงนัก สิ่งนี้คือมันนางแอ่นจริงๆ ขอรับ เมื่อสองปีก่อนทางการเพิ่งสนับสนุนให้ชาวหยางโจวเริ่มเพาะปลูก ท่านนักพรตช่างมีความรู้กว้างขวางเหลือเกิน!”
“จะหาซื้อสิ่งนี้ได้จากที่ไหนหรือ”
“ข้ามสะพานไปทางขวามือ ตลาดตอนเช้ามีขายขอรับ แต่ต้องไปตั้งแต่เช้าตรู่นะขอรับ เพราะหากเลยยามเที่ยงพวกพ่อค้าผักก็พากันกลับหมดแล้ว”
“แล้วสิ่งนี้เล่า”
ซ่งโหยวคีบชิ้นสี่เหลี่ยมสีแดงขึ้นมาอีกชิ้น
“หงหลัวโปขอรับ ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดเหมือนกัน แต่ช่วงปีหลังๆ มานี้ชาวหยางโจวปลูกกันเยอะทีเดียว ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูเก็บเกี่ยวพอดีเลย พวกเรามักจะหั่นเป็นลูกเต๋าแล้วนำไปหุงกับข้าว หรือบางทีก็เอามาผัดเปล่าๆ หากท่านนักพรตชอบ วันหน้ามีเวลาเชิญแวะมาทานอีกนะขอรับ อาหารร้านเราว่ากันตามรสมือขอรับ”
“หากมีเวลา ข้าจะแวะมาอีกแน่”
ซ่งโหยวพยักหน้าให้เขาทั้งรอยยิ้ม
ในใจของนักพรตเริ่มมีรายการอาหารเลิศรสผุดขึ้นมาหลายอย่างแล้ว
จากนั้นเขาก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ ตั้งอกตั้งใจทานข้าวให้เสร็จสิ้น
โชคดีที่เจ้าแมวของเขาเลี้ยงง่ายไม่เลือกกิน นางกินทั้งปลาและกุ้งจนหมดในไม่กี่คำ เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อย ทั้งคนและแมวจึงพากันเดินออกจากร้านไป
[1] หงหลัวโป (红萝卜)หมายถึง แครอทในยุคปัจจุบัน