ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 447 มอบผลทิพย์
บทที่ 447 มอบผลทิพย์
กร้วม…กร้วม…
นักพรตหนุ่มละเลียดชิมรสผลทิพย์ ระหว่างนั้นก็ก้าวเดินไปตามทางอย่างไม่รีบร้อน
กร้วม…กร้วม…
ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยที่เดินตามหลังมาก็ลอกเลียนแบบจังหวะการกินมาจากเขา
ไม่อาจรู้ได้ว่าเดิมทีผลไม้ชนิดนี้คือผลอะไร กลิ่นของมันช่างหอมหวน พลังวิญญาณพุ่งปะทะนาสิก ทว่ารสชาติกลับไม่ได้หวานจัดจ้านอย่างที่คิด น้ำในผลฉ่ำ เนื้อสัมผัสกรุบกรอบและเบาบาง เพียงขบเบาๆ เนื้อผลไม้ก็หลุดออกจากกันแล้ว ไม่ต้องออกแรงเคี้ยวก็พลันละลายกลายเป็นหยาดน้ำรสเลิศในปาก ให้ความรู้สึกสดชื่นยิ่งนัก
ซ่งโหยวชิมเพียงผลเดียวก็หยุดมือ
ถือเสียว่าได้ลิ้มรสของแปลกใหม่พอให้คลายกระหายและอิ่มท้อง
เงาร่างเล็กใหญ่หาได้มุ่งหน้าลงเขา ทว่ากลับเดินสูงขึ้นไปจนถึงยอดเขาฉยงซาน ณ ริมชะง่อนผาที่ถูกเรียกขานว่าผาเทียนเหมิน แล้วจึงทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ
พวกเขามาถึงเชิงเขาในช่วงบ่ายคล้อย ยามนี้จวนจะเข้าสู่ช่วงโพล้เพล้เต็มที ทว่าดวงตะวันยังไม่ลาลับยอดเขาไปทางทิศประจิม หมู่เมฆพาดพั้นเป็นแนวยาวเหยียดไปไกลหลายร้อยลี้ ท่ามกลางรอยแยกของชั้นเมฆนั้น พลันปรากฏแสงอัสดงทอประกายลอดผ่านลงมาเป็นลำแสงสีทองอร่าม ราวกับสรวงสวรรค์ประทานแสงศักดิ์สิทธิ์ลงสู่โลกมนุษย์
เบื้องล่างคือแม่น้ำชิงหนี่ว์ สีเขียวขจีประดุจสายรัดหยก
ฝั่งตรงข้ามเป็นขุนเขาสูงชันสลับซับซ้อน ใต้รอยแยกมีผืนนาและหมู่บ้าน ดูงดงามไร้ที่ติ
ซ่งโหยวนั่งขัดสมาธิลงบนพื้น ชื่นชมทัศนียภาพอย่างเงียบเชียบ
อย่างไรเสียหากลงเขาไปยามนี้ก็คงกลับเข้าเมืองไม่ทัน สู้ค้างแรมบนยอดเขาสักคืนยังดีเสียกว่า
เพียงแต่ครานี้เขาฝากม้าคู่ใจไว้ที่โรงเตี๊ยมในตัวเมือง ซ้ำแล้วยังไม่ได้พกผ้าสักหลาดหรือผ้าขนสัตว์มาเลย ดูท่าคืนนี้คงต้องทนหนาวแล้ว
ฝ่ายแม่นางสามสีนั้นดูจะเคยชินกับความดื้อรั้นของเขาที่ต้องเอาชนะฟ้าดินเพื่อจะได้ชมทิวทัศน์และแสงตะวันยามอัสดงไปเสียแล้ว นางหาได้คัดค้านไม่ ทั้งยังไมรู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย เพียงเดินไปที่ริมผา ชะโงกหน้ามองความสูงชันตามสัญชาตญาณ ก่อนจะเดินกลับมานั่งขัดสมาธิข้างกายนักพรตหนุ่ม มือหนึ่งเท้าคาง อีกมือถือผลไม้กัดกิน พลางจ้องมองดวงตะวันลาลับขอบฟ้าด้วยความเบื่อหน่าย
นกนางแอ่นโผบินลงมา กลายร่างเป็นเด็กหนุ่ม นั่งขัดสมาธิอยู่หลังนักพรต
แม่นางสามสีแบ่งผลไม้ทิพย์ให้เขาไปสามผล
ขุนเขากว้างขวางวังเวง ได้ยินเพียงเสียงลมหวีดหวิว
แม้แต่เรือพายในน่านน้ำเบื้องล่างก็หายลับไปหมดสิ้น เหลือเพียงชาวประมงชราผู้หนึ่งยืนทอดแหอยู่บนแพไม้ไผ่ ทว่าระยะห่างที่ไกลเกินไปทำให้เงาร่างนั้นดูเล็กจ้อยเหลือเกิน
“ที่นี่มีพลังวิญญาณหนาแน่นและพิสดารล้ำลึกนัก แม้ตัวผลไม้จะมีสรรพคุณที่พบเจอได้ยาก ทว่าสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าคือการที่มันถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำแห่งนี้ จึงได้ซึมซับพลังฟ้าดินมาแต่กำเนิด คืนนี้หลังจากแม่นางสามสีกับเยี่ยนอันกินผลไม้หมดแล้ว ก็จงตั้งใจบำเพ็ญตบะอยู่ที่นี่หนึ่งคืน ย่อยพลังทิพย์และปล่อยให้สรรพคุณของผลไม้ได้ออกฤทธิ์เต็มที่ สัมผัสกับพลังวิญญาณของขุนเขาและสายน้ำ หากสามารถหลอมรวมพลังจากผลไม้ให้เข้ากับธรรมชาติได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องดียิ่ง”
“จู่ๆ เจ้าก็พูดขึ้นมาแบบนี้ ทำเอาแม่นางสามสีตกใจหมดเลย”
“ขอบคุณคุณชายที่ชี้แนะ เยี่ยนอันจะจำให้มั่นขอรับ”
“ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ข้าก็พูดขึ้นมาหรอก ทว่าดวงจิตของแม่นางสามสีนั้นเลิศล้ำและบริสุทธิ์ยิ่งนัก ยามกินผลทิพย์เข้าไป จิตจึงหลอมรวมเข้ากับฟ้าดินไปชั่วขณะ เพราะเหตุนี้เจ้าถึงตกใจตอนข้าพูดขึ้นมาอย่างไรเล่า”
“จริงหรือ”
“…”
ซ่งโหยวไม่ตอบ เพียงหันไปมองนาง
“อ้อ! เช่นนั้นถ้าแม่นางสามสีเอาผลไม้สามลูกไปให้เจ้าม้า มันก็ขาดทุนแย่เลยน่ะสิ”
“ปล่อยให้เป็นเรื่องของวาสนาเถิด”
“ไม่เห็นเข้าใจเลย”
“แม่นางสามสี บำเพ็ญตบะไปเถิด”
“ก็ได้…”
เด็กหญิงตัวน้อยทำหน้าเคร่งขรึม แล้วรีบหลับตาลงทันที
นกนางแอ่นที่อยู่ห่างออกไปก็หลับตาลงเช่นกัน
พลังวิญญาณแห่งขุนเขาล้วนวนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้
ฝ่ายซ่งโหยวยังคงนั่งนิ่งมิไหวติง เขาไม่ได้หลับตา เพียงจ้องมองดวงตะวันสีแดงก่ำค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ขอบฟ้าทิศประจิม หมู่เมฆบนนภาราวกับถูกฉาบด้วยทองคำแท่งที่แตกกระจาย กระทั่งสิ้นแสงตะวัน รัศมีสุดท้ายพลันสาดสะท้อนขึ้นมา เผาผลาญเมฆาครึ่งฟ้าให้กลายเป็นสีชาด
ขุนเขางาม สายน้ำใส พลังวิญญาณลึกล้ำ แสงโพล้เพล้อันวิจิตร…สิ่งเหล่านี้คือการบำเพ็ญตบะในแบบของเขา
แม้พลังวิญญาณในผลทิพย์จะช่วยทำให้เขาได้ลิ้มลองรสชาติสดชื่นพอให้อิ่มท้อง ทว่าด้วยความที่มันหยั่งรากลึกในขุนเขาและเติบโตท่ามกลางฟ้าดินนี้ พลังวิญญาณของมันจึงมีประโยชน์ต่อเขาอยู่บ้าง ช่วยให้เขาสัมผัสถึงพลังของธรรมชาติที่นี่ได้เข้มข้นยิ่งขึ้น ทว่าเพียงผลเดียวก็เกินพอแล้ว
รัตติกาลมาเยือน ดวงดาราพร่างพรายเต็มท้องนภา
ลมเขาทวีคูณความหนาวเหน็บรุนแรงขึ้นไปอีก
ซ่งโหยวและภูตน้อยทั้งสองนั่งสงบนิ่งอยู่บนยอดเขาตลอดทั้งคืน ระหว่างบำเพ็ญตบะ พวกเขาหาได้รู้สึกถึงความหนาวเย็นหรือกาลเวลาที่ผ่านพ้นไปไม่ จนกระทั่งแสงยามอรุณปลุกให้ตื่นจากภวังค์
ภูตน้อยทั้งสองพ่นลมปราณสีขาวออกมา
ยามเช้าตรู่บนเขาฉยงซานไร้ซึ่งสายลมพัดผ่าน ซ่งโหยวยังคงนั่งอยู่ที่ริมผา ทอดสายตามองม่านหมอกยามเช้าที่โอบล้อมรอบเขาและล่องลอยอยู่เหนือแม่น้ำชิงหนี่ว์ ในยามนี้ ทั้งบนลำน้ำและหมู่บ้านไกลออกไปดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าตอนโพล้เพล้ เรือพายสัญจรไปมา ควันไฟจากเตาหุงหาอาหารพวยพุ่ง เสียงเพลงขับขานกังวานแว่ว เสียงไก่ขันสุนัขเห่าประสานกันก้องไปทั่วหุบเขา
บรรยากาศเมื่อคืนช่างงดงามตระการตา เช้าวันนี้กลับสงบเงียบ
ซ่งโหยวเห็นทั้งสองรู้สึกตัวแล้ว จึงหันกลับไปมองพลางยิ้มน้อยๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
เช้าตรู่ในป่าลึก เคล้าเสียงปักษาร่ำร้อง
แม่นางสามสีมักจะแหงนหน้ามองฟ้า ดวงตาสีอำพันคู่นั้นหันมองตามเสียงเพื่อค้นหาตำแหน่งของนก บางครั้งจ้องมองจนเพลินจนลืมดูทางเท้า เผลอลื่นไถลไปบ้างก็มี
เสียงขับร้องแว่วมาจากกลางขุนเขา
ดูเหมือนเมื่อวานนี้ก็เพิ่งได้ฟัง
เมื่อซ่งโหยวเดินลงมา ก็ได้พบกับคนตัดฟืนที่กำลังแบกคานหาบและดาบเดินสวนขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้เขายังคงหยุดฝีเท้าลง
“ท่านนี่ตื่นเช้าจริงๆ…”
“ท่านนักพรตลงเขาแล้วหรือ!”
“ใช่แล้ว”
“พวกเรามันคนทุกข์ยาก ย่อมต้องตื่นเช้าเป็นธรรมดา…” คนตัดฟืนมองซ่งโหยวด้วยสายตาเชิงล้อเลียน “คงไม่ใช่เพราะท่านนักพรตนอนบนเขาแล้วรู้สึกหนาวจนหลับไม่ลงหรอกนะ”
“ก็ไม่เชิงนัก”
ซ่งโหยวยังคงตอบด้วยรอยยิ้ม
เมื่อวานแม่นางสามสีเด็ดผลทิพย์มาให้เขาสามผล เขาเพิ่งกินไปเพียงผลเดียว ยามนี้จึงยื่นให้คนตัดฟืนหนึ่งผล
“เมื่อวานสนทนากับท่าน ทำให้ท่านเสียเวลาตัดฟืนไปไม่น้อย ทั้งยังต้องขอบคุณที่ท่านบอกเล่าเรื่องราวเมื่อปีกลายให้ฟัง เป็นประโยชน์ต่อพวกข้าอยู่บ้าง ระหว่างเดินชมป่าเขาได้เด็ดผลไม้ป่าติดมือมา ผลไม้นี้เติบโตในป่าลึก คล้ายจะดูดซับพลังวิญญาณและแก่นแท้ของขุนเขาไว้ รสชาติสดชื่นชุ่มคอยิ่งนัก ข้าตั้งใจเก็บไว้ให้ท่านลูกหนึ่ง ถือเป็นค่าตอบแทนก็แล้วกัน”
“ไอ้หยา…”
คนตัดฟืนก้มลงมอง พลันรู้สึกเกรงใจขึ้นมาทันที “เมื่อวานก็แค่หยุดพักเหนื่อย ไม่ได้คุยกันนานเลย ท่านนักพรตยังอุตส่าห์มีน้ำใจถึงเพียงนี้ นี่มัน…”
“รับไว้เถิด”
“เอ้อ…”
คนตัดฟืนยังไม่ทันจะยื่นมือไปรับ ก็ได้กลิ่นหอมสะอาดโชยมา
กลิ่นหอมนั้นยากจะพรรณนา ต่างจากกลิ่นผลไม้และดอกไม้โดยสิ้นเชิง ไม่ได้หอมจนรู้สึกอยากลิ้มลองเหมือนผลไม้ทั่วไป และไม่ได้หอมฉุนเหมือนมวลบุปผา ทว่าเพียงสูดลมหายใจเข้าไปเบาๆ กลับรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวอย่างประหลาด กลิ่นหอมนี้ช่างวิเศษนัก ให้ความรู้สึกว่า เพียงได้กินเข้าไป จะต้องรู้สึกผ่อนคลายมากแน่
ผลไม้ชนิดนี้มีแดงราวกับหยาดโลหิต ใสกระจ่างดุจผลึกแก้ว คล้ายมีม่านหมอกจางๆ ไหลเวียนอยู่รอบๆ ทว่าเมื่อเพ่งมองดีๆ กลับไม่พบสิ่งใด
“นี่คงไม่ใช่ผลทิพย์กระมัง”
“ผลไม้ธรรมดานั่นแล”
“เช่นนี้จะดีหรือ”
“ล้วนเป็นวาสนาต่อกัน”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณท่านนักพรตยิ่งนัก!”
“ไม่ต้องเกรงใจ” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “หากยืนกรานจะขอบคุณข้าละก็ ช่วยบอกข้าทีว่านักพรตชราเมื่อปีกลายท่านนั้นมีนามว่าอะไร และหลังจากกำจัดปีศาจลงเขาไปแล้ว ท่านมุ่งหน้าไปทางใดหรือ”
“เอ๊ะ ท่านนักพรตรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะรู้”
“ข้าเดา”
“เดาเอาหรือ…”
คนตัดฟืนถือผลไม้ไว้ในมือ เงยหน้ามองนักพรต ก้มหน้ามองเจ้าแมว สายตาประสานกันทั้งบนและล่าง ก่อนจะยอมเล่า “นักพรตชราท่านนั้นเรียกตนเองว่า ‘เหวินผิงจื่อ’ บอกว่าวันหน้าจะไปบำเพ็ญตนที่เมืองหยางตู ทว่าหยางตูก็ดูจะอยู่ไกลจากที่นี่ไม่น้อยเลยนะ หยางตูออกจะกว้างใหญ่เพียงนั้น ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านไปอยู่ที่ใดแล้ว…”
“เมืองหยางตูหรือ”
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น” คนตัดฟืนกล่าว “ข้าเองก็เคยคุยกับท่านอยู่บ้าง”
“ขอบคุณท่านมาก เช่นนั้นข้าขอลาไปก่อน”
“เหตุใดแมวของท่านจึงจ้องหน้าข้าไม่วางตาเช่นนี้เล่า”
“สงสัยนางจะคิดว่าท่านพูดจาน่าสนใจกระมัง”
“หรือว่านางจะฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง”
“บางครั้งนางก็ฟังรู้ความนะ”
“แปลกแท้…”
นักพรตหนุ่มพาเจ้าแมวเดินสวนทางคนตัดฟืนไป พวกเขามุ่งหน้าลงเขา ทิ้งให้คนตัดฟืนยังคงยืนอยู่ที่เดิม ยันคานหาบพักเหนื่อย ขณะเดียวกันเหลียวหน้ามองตามหลังพวกเขาไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจ
“เจ้าลูกแมว เดินเร็วหน่อยเถิด”
ซ่งโหยวเอ่ยกับแมวข้างกายขณะก้าวเดิน
“?”
แมวสามสีซอยเท้าถี่รัวตามจังหวะ ทว่ากลับหันหน้ามาจ้องมองเขาตาเขม็ง
“มีอะไรหรือ”
“…เปล่า” เจ้าแมวส่ายหน้าเบาๆ แต่ดวงตายังคงจับจ้องเขาไม่วางตา “นักพรต เหตุใดเจ้าจึงให้ผลไม้กับเขาเล่า”
“กลับมาเรียกนักพรตแล้วหรือ”
“ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย…”
หนึ่งคนหนึ่งแมวลงมาถึงเชิงเขา รออยู่นานโขกว่าจะมีเรือมุ่งหน้ากลับตัวเมืองยอมเทียบท่ารับพวกเขา
ยังคงเป็นเรือกัวผีลำน้อย ทว่าขากลับไม่มีลมหนุนเหมือนขามา ยามนี้ต้องพายทวนกระแสน้ำอย่างยากลำบาก คนเรือต้องใช้เวลาถึงสองวันเต็ม จึงจะส่งพวกเขากลับถึงท่าเรือ
สิ่งแรกที่แม่นางสามสีทำเมื่อถึงจุดหมาย คือรุดไปเยี่ยมเจ้าม้าถึงคอก เมื่อเห็นว่าลูกจ้างโรงเตี๊ยมดูแลมันเป็นอย่างดีจึงเบาใจ นางป้อนผลทิพย์ให้มันกิน พลางกระซิบสั่งความข้างหูบอกให้มันตั้งใจบำเพ็ญตบะ หลังจากกินเสร็จแล้ว ทั้งยังกำชับเรื่องพลังวิญญาณต่างๆ นานา เมื่อพูดจบแล้วก็ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย
ส่วนซ่งโหยวตรงดิ่งกลับไปยังห้องพัก โดยมีนกนางแอ่นติดตามมาด้วย
พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาจะพักอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ได้
“พรุ่งนี้พวกเราออกเดินทางกันเถิด ยังเหลือเทพอีกสามองค์ที่ต้องตามหา พวกเราลองไปเยี่ยมเยียนดูทีละแห่ง ว่ามีกี่องค์ที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของราชครูมาได้ ถือโอกาสท่องเที่ยวชมแคว้นหยางโจวไปด้วยเลย” ซ่งโหยวกล่าวพลางหยิบผลทิพย์ลูกสุดท้ายออกมาวางบนโต๊ะ แล้วหันไปมองนกนางแอ่น “วันก่อนที่ไปเยือนอารามชิงอวิ๋น ท่านนักพรตชิงหวายจื่อให้การต้อนรับพวกเราด้วยไมตรีจิต ตามมารยาทแล้วควรมีสิ่งตอบแทน คงต้องรบกวนเจ้าให้เจ้านำผลทิพย์ลูกนี้ไปมอบให้ท่านนักพรตชิงหวายจื่อที่อารามชิงอวิ๋นแล้ว”
“ไม่มีปัญหาขอรับ!”
“ช้าก่อน…”
ซ่งโหยวหยิบเส้นด้ายออกมาจากย่าม มัดผลทิพย์ขนาดเท่าไข่ไก่ลูกนั้นเหมือนอย่างที่ชาวบ้านมัดไหเหล้าด้วยเชือกป่าน แล้วผูกเป็นปมเพื่อให้กรงเล็บของนกนางแอ่นเกี่ยวได้ถนัด
“เรียบร้อย”
“เยี่ยนอันไปก่อนนะขอรับ!”
นกนางแอ่นขานรับพลางกระพือปีกบินขึ้น ใช้กรงเล็บเกี่ยวเส้นด้ายหิ้วผลทิพย์ขึ้นมาอย่างง่ายดาย ประหนึ่งยามที่เขาหิ้วขวดหยกบรรจุยาสมานแผลมาหาซ่งโหยวครั้นยังอยู่ที่อันชิง
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นบินทะยานออกทางหน้าต่าง ไม่นานก็หายลับไป
ซ่งโหยวละสายตาจากท้องฟ้าพลางส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นจึงนั่งลงริมหน้าต่าง อาศัยแสงรำไรจากภายนอกเปิดตำราอวี่ตี้จี้เซิ่ง พลิกไปยังหน้าแคว้นหยางโจว เพื่อดูว่าเทพท้องถิ่นอีกสามองค์ถูกแต่งตั้งไว้ที่ใด ทั้งยังตรวจดูว่าหยางโจวมีทัศนียภาพเลื่องชื่อหรือของดีประจำท้องถิ่นใดบ้าง โดยเฉพาะแหล่งผลิตหมึกหนิงเซียงอันเลื่องชื่อ
แม้แต่ตอนที่เจ้าแมวสามสีเดินกลับเข้ามา เขาก็ยังไม่ทันได้สังเกตเห็นนางเลย