Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 446 แม่นางสามสีพบสมบัติกลางหุบเขา

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 446 แม่นางสามสีพบสมบัติกลางหุบเขา
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 446 แม่นางสามสีพบสมบัติกลางหุบเขา

“คารวะท่าน”

“โอ้! ท่านนักพรตนี่นา!” คนตัดฟืนหยุดร้องเพลงในทันใด มองดูซ่งโหยวด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ท่านนักพรตจะไปที่ใดหรือ หรือตั้งใจมาเที่ยวชมเขาฉยงซานแห่งนี้ แล้วเหตุใดจึงพาแมวมาด้วยเล่า”

“ก็ทำนองนั้นกระมัง” ซ่งโหยวประสานมือคารวะ “ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว มาจากแคว้นอี้โจว ออกพเนจรไปทั่วหล้า ได้ยินว่าเขาฉยงซานมีทัศนียภาพงดงามหาได้ยากในหยางโจว ทั้งยังได้ยินมาว่าที่เชิงเขาแห่งนี้มีเทพเสี่ยงเล่อสถิตอยู่ ว่ากันว่าเป็นเทพที่ประหลาดนัก จึงอยากมาเยี่ยมเยียนดูสักครา แต่ดูเหมือนว่าศาลเจ้าจะถูกทิ้งร้างไปนานแล้ว”

“พังไปนานแล้ว! ตั้งแต่ปีกลายนู่น!” คนตัดฟืนได้ฟังดังนั้นก็วางมัดฟืนหนักอึ้งลงจากบ่า พลางพิจารณาซ่งโหยวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ฟังสำนวนท่านแล้ว ไม่ค่อยเหมือนนักพรตเท่าใดนัก”

“เป็นความเคยชินน่ะ” ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ “บทกวีที่ท่านขับขาน ก็ฟังดูไม่เหมือนสิ่งที่คนตัดฟืนจะเปล่งออกมาได้นัก”

“ข้าน้อยก็แค่คนหาฟืน” คนตัดฟืนโบกมือพลางปาดเหงื่อ “เพียงแต่เมื่อครั้งยังหนุ่ม เคยมีนักพรตจากตัวเมืองมาพำนักอยู่ที่ศาลเจ้าใต้เขา ท่านผู้นั้นอาศัยอยู่เพียงลำพัง ไร้คนสนทนาด้วย ข้าน้อยเดินผ่านหน้าศาลทุกวันก็เข้าไปทักทายบ้าง นานวันเข้าจึงพอจำบทกวีได้”

“นักพรตท่านนั้นชื่นชอบบทกวีหรือ”

“ท่านนักพรตผู้นั้นมีวาทศิลป์ยิ่งนัก!” คนตัดฟืนเบิกตากว้างก่อนจะทอดถอนใจ “ทว่าไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง…”

“เมื่อวานข้าเพิ่งไปที่อารามชิงอวิ๋นมา ได้ฟังท่านนักพรตชิงหวายจื่อ ซึ่งเป็นศิษย์น้องของนักพรตท่านนั้นกล่าวว่า ยามนี้นักพรตท่านนั้นมีตบะแก่กล้าและกำลังจะกลายเป็นผู้สืบทอดอารามชิงอวิ๋น เห็นทีคงจะมีความเป็นอยู่ที่ดีมากทีเดียว” ซ่งโหยวกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เช่นนั้นก็ดีนัก!”

คนตัดฟืนยิ้มร่าพลางโบกมือไปมา “ยามขึ้นเขามาตัดฟืน ท่านผู้นั้นเมตตาข้าไว้หลายครานัก”

“โอ้ เมตตาเรื่องใดหรือ”

“จะเป็นเรื่องใดได้เล่า พวกเรามันคนทุกข์ยาก ทำงานใช้แรงงาน ลำบากลำบนอยู่ตามป่าเขาทุกวัน แค่ได้ดื่มน้ำสักอึกก็ว่ายากนัก บางครั้งถูกงูฉกกัด หรือพลัดตกเขาจนเอ็นกระดูกเคล็ด นักพรตท่านนั้นก็พอมีความรู้เรื่องสมุนไพรและวิชาแพทย์ หากไม่ได้ท่าน ป่านนี้ข้าน้อยคงขึ้นเขาไม่ไหวแล้ว”

“นับว่ามีจิตเมตตาแท้”

“ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธ หากท่านได้เป็นเจ้าอารามจริง ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ท่านพึงได้รับแล้ว!”

“หึๆ…”

ซ่งโหยวหัวเราะเบาๆ แทนการขานรับ เขาละสายตาจากใบหน้าคนตัดฟืนแล้วจึงเอ่ยถาม “ท่านขึ้นเขามาตัดฟืนทุกวัน ไม่ทราบว่าพอจะรู้หรือไม่ว่า รูปเคารพในศาลเจ้าใต้เขานั้นถูกทำลายตั้งแต่เมื่อใด”

“รูปเคารพในศาลหรือ”

“ถูกต้อง”

“เรื่องนี้เล่าแล้วก็ยาวนัก…”

คนตัดฟืนถือโอกาสพักเหนื่อยมาสนทนากับเขา “เมื่อก่อนทางการจู่ๆ ก็มาสร้างศาลเจ้าที่นี่ บอกว่าแต่งตั้งเทพเจ้ามาคุ้มครองพวกเรา ทว่าคุ้มครองใครได้ที่ไหน กลับกลายเป็นว่าบางครั้งคนเข้าป่าก็ถูกเทพเจ้าหลอกหลอนจนขวัญหนีดีฝ่อเสียอย่างนั้น ข้าน้อยเองยังไม่ค่อยกล้าขึ้นเขามาตัดฟืนตั้งหลายปี โดยเฉพาะช่วงปีหลังๆ หากชาวบ้านจุดธูปถวายเครื่องเซ่นไม่สม่ำเสมอ เทพเจ้าก็จะเข้ามาทวงในฝัน บางครั้งถึงขั้นข่มขู่คุกคาม จนกระทั่งปีก่อนหรือปีก่อนหน้า ทางการจึงส่งคนมาบอกว่าได้ถอดถอนเทพเจ้าองค์นี้แล้ว สั่งไม่ให้พวกเรากราบไหว้อีก”

คนตัดฟืนกล่าวพลางพิจารณาซ่งโหยวอีกรอบ “ท่านนักพรต คงไม่ได้มาตามหาเทพเจ้าองค์นั้นหรอกนะ”

“กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าเคยมีผู้อื่นมาตามหาด้วยหรือ”

“ไอ้หยา! นักพรตน้อยท่านนี้ ฉลาดไม่เบาเลยนี่!”

“…” ซ่งโหยวไม่ได้กล่าววาจาใด เพียงถามต่อด้วยท่าทีสุภาพ “พอจะเล่าให้ฟังได้หรือไม่”

แมวสามสีที่หมอบอยู่แทบเท้าเงยหน้าขึ้น จ้องมองนักพรตของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปจ้องหน้าคนตัดฟืนตาเขม็ง

“ก็หลังจากทางการถอดถอนเทพเจ้าไปได้ไม่นาน ตอนที่ข้าน้อยขึ้นเขามาตัดฟืน ก็มีนักพรตชราท่านหนึ่งมาถามหาทางขึ้นเขา และถามว่าเทพเจ้าองค์นั้นมักจะปรากฏกายที่ใดบ่อยที่สุด” คนตัดฟืนลดเสียงลงทว่าสีหน้ากลับยิ่งแฝงไปด้วยความตื่นเต้น “คืนวันนั้น มีคนเห็นแสงทองเจิดจ้าสว่างไปทั่วขุนเขา พอรุ่งเช้าข้าน้อยขึ้นเขามาตัดฟืนอีกครั้ง ก็พบว่ารูปเคารพในศาลได้แตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว ต้นไม้บนเขาหักโค่นลงตั้งหลายต้นเชียว”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

“ตามที่ข้าเห็นนะ! นักพรตชราท่านนั้นต้องเป็นเทพเซียนจำแลงมาเพื่อกำจัดเทพนอกรีตบนเขานี้แน่ๆ!”

“คงจะเป็นเช่นนั้น…”

“แล้วเหตุใดท่านนักพรตจึงตามหาเทพนอกรีตนั่นเล่า”

“เพียงแค่นึกสงสัยน่ะ จึงถือโอกาสขึ้นมาชมทัศนียภาพบนเขาด้วย”

“ที่แท้ก็ชอบหาเหาใส่หัว…”

“ฮ่าๆ ขอบคุณท่านมาก”

ซ่งโหยวยิ้มพร้อมประสานมือลา

จากนั้นจึงมุ่งหน้าขึ้นเขาต่อไป

เบื้องหน้าคือป่าเขารกชัฏ เบื้องหลังก็เช่นกัน ครู่ต่อมาเสียงขับร้องของคนตัดฟืนก็แว่วมาอีกครา เสียงนั้นดังกังวานไปทั่วทั้งป่า

“อย่าได้กล่าวว่าหมื่นเรื่องราวพลันสูญสลายเมื่อเหลียวหลัง…”

“ยามมิได้เหลียวหลัง ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงฝัน…”

นักพรตหนุ่มเผยสีหน้าสงบเยือกเย็น ฝีเท้านั้นก็ไม่เคยหยุดนิ่งกับที่

น้ำพุกลางป่ากลายเป็นลำธารรินไหลลงมา

เมื่อนักพรตเดินจนเหนื่อยล้าและรู้สึกกระหาย จึงยื่นมือไปวักน้ำขึ้นมาดื่ม รสสัมผัสเย็นช่ำแผ่ซ่านไปทั่วทั้งช่องปาก

“นักพรตน้อย!”

“…”

ซ่งโหยวมองตามเสียง เห็นแมวน้อยหมอบลงริมลำธาร พร้อมกับกำลังหันหน้ามามองเขา

ผิวน้ำสะท้อนเงาใบหน้าอันงดงามของนาง พร้อมกับแววตาที่เจือไปด้วยความสงสัยและแปลกใหม่ ดวงตาสีอำพันคู่นั้นใสกระจ่างประดุจแก้ว

“เหตุใดเขาจึงเรียกเจ้าว่านักพรตน้อยเล่า”

“คงเห็นว่าข้ายังเยาว์วัย คงเป็นภาษาถิ่นของที่นี่น่ะ” ซ่งโหยวตอบเสียงเบา “ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก”

“ไอ้หยา! นักพรตน้อยท่านนี้ ฉลาดไม่เบาเลยนี่!”

“แม่นางสามสีจะเรียน!”

“…”

“วันนี้เทพเจ้าบนเขาถูกนักพรตชราจัดการไปแล้ว พวกเรายังจะขึ้นเขาไปอีกหรือ” แมวสามสีถามด้วยท่าทางจริงจัง

“ย่อมต้องไป”

“ที่แท้ก็ชอบหาเหาใส่หัว~”

“แม่นางสามสี…”

“หือ”

เจ้าแมวเอียงคอจ้องมองเขาด้วยความสงสัยแทน

“เฮ้อ…”

ซ่งโหยวส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวกับนางว่า “เจ้ารีบดื่มน้ำเถิด พวกเราจะได้ออกเดินทางต่อ”

“ก็ได้!”

แมวสามสีจึงยอมสงบลง นางหมอบตัวลงต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย แล้วก้มหน้าดื่มน้ำในลำธาร

ดูเหมือนจะมีความสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็นึกไม่ออกเช่นกัน

ไม่นานก็ลืมเลือนไป

“แม่นางสามสีดื่มน้ำเสร็จแล้ว!” เจ้าแมวยืดตัวขึ้น นางเดินกลับมาจากริมลำธาร แล้วเงยหน้าขึ้นมองนักพรต “ไปกันเถิด นักพรตน้อย!”

“…”

หนึ่งคนหนึ่งแมวมุ่งหน้าขึ้นสู่เขาสูง โดยมีนกนางแอ่นคอยบินโฉบผ่านผืนฟ้าไปด้วย

มองลงไปเบื้องล่างเห็นสายน้ำและขุนเขา มองไกลออกไปจะเห็นอำเภออิ๋นหวา ยิ่งปีนสูงขึ้นไป ลมยามสารทฤดูใบไม้ร่วงก็ยิ่งพัดพาความสดชื่นมาให้ ทัศนียภาพงดงามจนละสายตาไม่ได้

จนกระทั่งเข้าสู่เขตป่าลึก อันเป็นจุดที่พลังวิญญาณเข้มข้นที่สุด

มีน้ำตกตั้งอยู่เบื้องหน้า ด้านหลังเป็นดงผลไม้ นั่งฟังเสียงน้ำตก ชมกระแสธาร เมฆหมอกร่ายล้อม พร้อมด้วยพลังวิญญาณหนาแน่น เสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว กลิ่นหอมขจรขจาย ดุจเป็นที่พำนักของเซียน

เจ้าแมวเริ่มดมกลิ่นตามพงหญ้าอีกครั้ง

ซ่งโหยวเองก็เดินทอดน่อง พลางกวาดสายตามองไปรอบกาย

ท่ามกลางเศษหินแตกหัก มีซากแกนผลไม้ที่ถูกแทะทิ้งไว้ ไม่ได้กลบฝังให้เรียบร้อย ทั้งยังไม่เน่าเปื่อยหรือแตกหน่อ เพียงแต่แปรเปลี่ยนเป็นสีดำ คาดว่าอย่างน้อยมันคงอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปีกลาย สิ่งนี้คล้ายจะเป็นหลักฐานยืนยันว่า เทพเสี่ยงเล่อผู้นี้เคยพำนักและบำเพ็ญตบะอยู่ที่นี่จริงๆ

ระยะเวลาเพียงปีกว่า ไม่อาจลบเลือนร่องรอยของการประลองวิชาได้สิ้น

อย่างน้อยต้นไม้ใหญ่ข้างกายที่บัดนี้หักสะบั้นก็ไม่อาจเติบโตกลับมาดังเดิม ทำได้เพียงแตกยอดอ่อนออกมาจากรอยหัก ซึ่งความยาวของแต่ละยอดนั้นเองที่เป็นตัวบ่งบอกช่วงเวลาที่มันหักโค่นลงมาได้อย่างแม่นยำ

ซ่งโหยวเอื้อมมือไปสัมผัสรอยนั้น ลูบไล้กิ่งก้านและใบอ่อนเหล่านั้น

คงเป็นเรื่องราวในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนเมื่อปีกลาย

บนลำต้นมีทั้งรอยหัก รอยกระแทกและรอยฟันขาด บางส่วนยังมีร่องรอยถูกเจาะทะลุเป็นรูโหว่ ซึ่งส่วนใหญ่ได้สมานตัวกลายเป็นรอยตะปุ่มตะป่ำไปแล้ว

“ยันต์เข็มทอง…”

ซ่งโหยวลูบไล้รอยแผลเป็นบนต้นไม้ พลางสันนิษฐานอยู่ในใจ ก่อนจะหันไปมองทางไกล

ใต้ชะง่อนผาปรากฏรอยเล็บจางๆ ที่ยังไม่เลือนหาย บนโขดหินบางก้อนยังมีคราบเลือดและขนลิงติดอยู่ มิได้ถูกสายพิรุณชะล้างไปจนหมดสิ้น

“เมี๊ยว~”

แม่นางสามสีพบของวิเศษเข้าให้แล้ว สองสิ่งนั้นคือ…

สิ่งหนึ่งคือต้นไม้ทิพย์ ออกผลทิพย์ตามฤดูกาล ส่งกลิ่นหอมขจรขจายเย้ายวนใจ ผู้บำเพ็ญตนหรือปีศาจบางตนถึงขั้นเห็นรัศมีเรืองรองแผ่ออกมาจางๆ

ส่วนอีกสิ่งหนึ่ง คือซากสังขารของเทพเสี่ยงเล่อ

เป็นร่างของปีศาจภูเขาขนาดมหึมาที่นั่งพิงโคนต้นไม้

เดิมทีปีศาจตนนี้มีตบะติดตัว ทั้งยังถูกแต่งตั้งให้เป็นเทพปกปักรักษาดินแดนแห่งนี้ ทั่วทั้งเขาฉยงซานจึงเป็นเขตอิทธิพลของมัน ร่างกายของมันในขุนเขานี้ย่อมไม่เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา

ทว่ามิเน่าเปื่อย มิได้แปลว่านิรันดร์

ซ่งโหยวเดินเข้าไปหยุดตรงหน้ามันในระยะหนึ่งจั้ง ประสานสายตากับร่างนั้น เห็นปีศาจภูเขานั่งพิงต้นไม้ในท่าทางที่คล้ายมนุษย์ยิ่งนัก นอกจากบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างแล้ว สีสันบนกายก็เริ่มซีดจางลงอย่างช้าๆ มองเผินๆ อาจคิดว่าเป็นเพียงฝุ่นทรายที่ทับถมจากการกรำแดดฝนมานานวัน แต่หากพินิจให้ดีจะพบว่า มันกำลังแปรสภาพกลายเป็นรูปปั้นหิน

คาดว่าอีกไม่กี่ปี หากไม่มีใครย้ายมันออกไปจากเขาลูกนี้ มันคงจะกลายเป็นก้อนหินไปโดยสมบูรณ์

ถึงเวลานั้น คนรุ่นหลังที่ผ่านมาพบเห็นก้อนหินก้อนนี้เข้า คงจะตกใจที่มันมีรูปร่างคล้ายทั้งคนและลิง แล้วคงจะตั้งชื่อให้มัน กลายเป็นหนึ่งในทัศนียภาพอันแปลกประหลาดของขุนเขาแห่งนี้ไป

ดูท่าเทพเสี่ยงเล่อองค์นี้จะไม่ได้มีฤทธิ์เดชกล้าแข็งเฉกเช่นเทพอันเล่อ ที่สามารถสังหารผู้วิเศษที่ราชครูส่งมาปราบลงได้ ท้ายที่สุดราชครูก็ยังคงเชี่ยวชาญการวางกลอุบาย คราวนี้จึงไม่พลาดแล้ว

ซ่งโหยวจ้องมองร่างนั้นด้วยความเวทนา

ครานั้นราชครูแต่งตั้งให้มันเป็นเทพประจำขุนเขาแห่งนี้ อารามชิงอวิ๋นส่งนักพรตมาช่วยรวบรวมแรงศรัทธาและค้ำจุนสถานะเทพให้ มันยังรู้จักเข้าฝันมาขอบใจ ทั้งยังมอบผลทิพย์ให้เป็นสิ่งตอบแทน นับว่าเป็นปีศาจที่รู้คุณคนและซื่อตรงตนหนึ่ง ได้ยินว่าหลายปีหลังจากนั้นมันก็ครองตนอยู่ในวิถีสุจริต ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนอีกแล้ว

ทว่าหลายปีผ่านไป เรื่องราวกลับพลิกผัน

ปีศาจได้ขึ้นเป็นเทพ ไม่นานนักก็เสื่อมถอย

แล้วเหล่าทวยเทพบนสรวงสวรรค์เล่า จะเสื่อมทรามเช่นนี้ด้วยหรือไม่

ซ่งโหยวครุ่นคิดถึงปัญหานี้พลางนิ่งเงียบไปนานแสนนาน

“นักพรต ดูนี่สิ!”

เสียงใสดึงเขาออกจากภวังค์ ซ่งโหยวละสายตาจากซากร่างปีศาจภูเขา หันไปมองเจ้าแมวและต้นไม้ทิพย์ที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะอธิบายให้นางฟัง

“เป็นต้นผลไม้ป่าทั่วไปนั่นแล แต่เพราะที่นี่มีพลังวิญญาณเข้มข้นมาก มันจึงดูดซับพลังวิญญาณเข้าไปจนกลายเป็นต้นไม้ทิพย์ หรือที่ชาวโลกเบื้องล่างเรียกว่าผลทิพย์นั่นแล นับเป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง หากแม่นางสามสีชอบ จะเด็ดมาลองชิมสักหน่อยก็ได้ อาจจะช่วยเรื่องการบำเพ็ญตบะของเจ้าได้”

“ช่วยเรื่องบำเพ็ญตบะ!”

“เช่นนั้นก็เด็ดมาชิมสักหน่อยเถิด”

“ออกลูกตั้งเยอะแน่ะ!”

“เด็ดมากินให้อิ่มท้องก็พอ ผลทิพย์ล้ำค่ายิ่งนัก ปล่อยให้มันรอผู้มีวาสนาอยู่ที่นี่เถิด”

“ล้ำค่า!”

“ของวิเศษเช่นนี้ไม่ควรนำไปแลกเป็นเงินทอง มิเช่นนั้นจะถือว่าเสียของเปล่า” ซ่งโหยวอธิบายอย่างใจเย็น “ในทางกลับกัน การทิ้งมันไว้ที่นี่ รอให้ผู้มีวาสนามาพบพานนั้นกลับมหัศจรรย์กว่ามาก”

“ผู้มีวาสนา!”

“แม่นางสามสีก็เป็นผู้มีวาสนา แต่เจ้าคงกินคนเดียวไม่หมดหรอก”

“แมวมีวาสนา!”

“ถูกต้องแล้ว…”

“แล้วจะเด็ดไปสักกี่ลูกดี”

“เจ้ากินสามลูกก็พอแล้ว หากกินมากกว่านั้นก็แค่ช่วยให้เจ้าอิ่มท้องเท่านั้น”

“สามลูก!”

“ใช่แล้ว…”

“หนึ่ง…สอง…สาม…ของข้าสามลูก ของเจ้าม้าสามลูก ของเจ้านกสามลูก ของนักพรตน้อยสามลูก…”

แมวสามสีกลายร่างเป็นเด็กหญิง ทว่ายังคงมิวายจะปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ นางดึงชายเสื้อขึ้นมาทำเป็นถุง เขย่งเท้าเอื้อมแขนจนสุดเด็ดผลไม้จากต้นที่สูงกว่านางเพียงเล็กน้อย แล้วโกยผลไม้ที่เด็ดมาได้เข้ามาไว้ในชายเสื้อ

บนต้นนั้นเดิมทีมีผลไม้อยู่ประมาณยี่สิบกว่าลูก

ทุกลูกมีสีแดงเปล่งปลั่ง ขนาดเท่ากำปั้นและกำลังสุกงอมได้ที่ ยามเด็ดออกมายังมีไอเมฆหมอกแผ่ซ่าน ดูวิเศษวิโสนัก

เพียงครู่เดียว ผลไม้บนต้นก็หายไปเกือบครึ่งเสียแล้ว

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 446 แม่นางสามสีพบสมบัติกลางหุบเขา"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย