ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 445 ล่องเรือสู่เขาฉยงซาน
บทที่ 445 ล่องเรือสู่เขาฉยงซาน
“ไปเขาฉยงซานนั้นไม่ยากเลย!”
ชิงหวายจื่อเอ่ยกับซ่งโหยว “หยางโจวของเรานั้นมีทางน้ำเชื่อมถึงกันรอบทิศทาง ผู้ส่วนใหญ่ก็มักใช้เรือสัญจร พรุ่งนี้ท่านนักพรตไปที่ท่าเรือ มองหาเรือลำไหนก็ได้ที่มุ่งหน้าไปทางเมืองหยางตู เพียงแต่เขาฉยงซานนั้นไม่มีท่าเรือรับส่งเป็นการเฉพาะ ท่านหาเรือเล็กสักลำจะดีกว่า หากออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ประมาณช่วงบ่ายหรือเกือบพลบค่ำก็น่าจะถึงตีนเขาฉยงซานแล้ว หากเป็นเรือใหญ่ ท่านอาจต้องนั่งเลยไปลงท่าเรือถัดไป แล้วต้องเดินย้อนกลับมาอีกถึงยี่สิบลี้”
ชิงหวายจื่อหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ด้วยเกรงว่าเขาจะไม่ทราบพิกัดจึงอธิบายต่อ
“หากท่านเกรงว่าคนเรือจะไม่รู้จักว่าเขาฉยงซานอยู่ที่ใด ก็ให้บอกเขาว่าไปอำเภออิ๋นหวา จากที่นี่มุ่งหน้าไปทางตะวันออกจะไม่ค่อยมีขุนเขาใหญ่โตนัก ส่วนมากเป็นเพียงเนินเขาเล็กๆ ยามใกล้จะถึงท่าเรืออิ๋นหวา ท่านจะเห็นเทือกเขาตระหง่านอยู่ทางขวามือ ฝั่งที่ติดแม่น้ำจะเป็นหน้าผาหินสูงชันราวกับถูกคมดาบฟาดฟัน ผาหินนั้นไร้พืชพรรณปกคลุม นั่นแลคือเขาฉยงซาน”
“ฟังดูแล้วคงมีทัศนียภาพคงงดงามนัก”
“นับเป็นยอดเขาที่ตามหาได้ยากที่สุดในหยางโจว” ชิงหวายจื่อกล่าวทั้งรอยยิ้ม “ตอนข้ายังหนุ่ม ก็เคยพเนจรไปยังแคว้นอื่นมาบ้าง ส่วนเขาฉยงซานและอำเภออิ๋นหวานี้ ข้าเคยเดินทางไปประกอบพิธีกรรมอยู่หลายครา”
“เช่นนั้นก็ถือเสียว่าไปปีนเขาชมทัศนียภาพยามสารทฤดู”
“ท่านนี่รสนิยมดีจริงๆ!”
“ค่าเรือไปเขาฉยงซานนั้นราคาเท่าใดหรือ”
เด็กหญิงตัวน้อยได้ยินดังนั้นก็หันศีรษะกลับมาทันควัน สายตาของนางจดจ้องไปที่ใบหน้าของชิงหวายจื่อ
“นั่นต้องดูว่าท่านนักพรตจะนั่งเรือแบบใด” ชิงหวายจื่อหัวเราะร่า “หยางโจวเจริญรุ่งเรืองนัก เส้นทางจากนี่ไปทางตะวันออกสู่เมืองหยางตูล้วนต้องล่องเรือไปตามแม่น้ำชิงหนี่ว์ มีทั้งเรือใหญ่เรือเล็ก หากท่านโดยสารเรือสำราญที่เหล่านักปราชญ์และพ่อค้านิยม มีนางขับร้องนางรำมอบความบันเทิงพร้อมสุราอาหารไม่อั้น ราคาย่อมแพงลิบลิ่ว แต่หากนั่งเรือเล็ก ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนคน โดยทั่วไปจะเก็บคนละยี่สิบหวิน ทว่าหากขากลับต้องพายทวนน้ำ ราคาก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว”
“เหล่าพ่อค้าและนักปราชญ์ในหยางโจวช่างรู้จักเสพสุขกันจริง”
“แล้วท่านจะเลือกนั่งเรือแบบใดเล่า”
“พวกเรานั่งเรือเล็กก็เพียงพอแล้ว”
“เรือเล็กก็ดี เรือเบาไหลล่องตามน้ำ เพียงครึ่งวันก็เดินทางได้เป็นร้อยลี้แล้ว”
“เช่นนั้นต้องขอบคุณสหายบำเพ็ญมาก”
“เพียงสนทนาพาที จะนับเป็นบุญคุณได้อย่างไร”
หลังจากชิงหวายจื่อกล่าวจบ เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่อาจเก็บงำความสงสัยในใจไว้ได้จึงถามสืบต่อว่า “ราชครูสิ้นชีพแล้วจริงๆ หรือ เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินข่าว แล้วท่านทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร”
“ไม่ปิดบังท่าน” ซ่งโหยวเอ่ย “พวกเราเดินทางมายังหยางโจวผ่านล่างโจว และก่อนหน้านั้นยังเดินทางเจข้าสู่เหยาโจวผ่านเฟิงโจว ครานั้นพเนจรผ่านเฟิงโจว กลับประจวบเหมาะกับยามที่ราชครูสิ้นชีพพอดี”
“เห็นกับตาตนเองหรือ”
“เห็นกับตาตนเอง”
“นี่มัน…”
ชิงหวายจื่อยังคงตกตะลึง เขาอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว
ซ่งโหยวหาได้แปลกใจกับปฏิกิริยานี้ไม่
ฐานะของ ‘ฉางหยวนจื่อ’ ในดวงใจของเหล่านักพรตทั่วใต้หล้านั้นสูงส่งยิ่งนัก ภาพลักษณ์ก็ดีงามไปหมด โดยเฉพาะในสายตาของอารามเต๋าที่สืบทอดกันมาอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ประการแรกราชครูบำเพ็ญตนอยู่บนเขาลู่หมิง ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิเต๋า ชาติตระกูลและสายวิชาหาที่ติมิได้ จึงมีสถานะสูงส่งเป็นธรรมดา ประการที่สอง ยามราชครูกุมอำนาจในราชสำนัก สถานะของอารามและผู้บำเพ็ญพรตทั่วแผ่นดินต้าเยี่ยนต่างก็สูงส่งขึ้นตามไปด้วย ทั้งราษฎรและขุนนางต่างให้ความเคารพยำเกรง เหล่าผู้บำเพ็ญทั่วหล้าล้วนได้รับอานิสงส์โดยตรง อีกทั้งชื่อเสียงของราชครูทั้งในราชสำนักและราษฎรก็ดีเยี่ยม จึงไม่แปลกที่เหล่านักพรตจะยกย่องเขาเป็นเยี่ยงอย่าง
ซ่งโหยวไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ เขาจิบชาจนหมดถ้วยแล้วจึงกล่าวลาชิงหวายจื่อ
เด็กหญิงตัวน้อยและเด็กหนุ่มต่างเดินตามหลังเขาไปติดๆ
หลังพวกเขาจากไปนานพอควร จึงมีศิษย์น้อยเข้ามาเก็บกวาดถ้วยชาบนโต๊ะ ระหว่างนั้นก็ลอบมองชิงหวายจื่อที่กำลังจมอยู่ในภวังค์ด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์ แขกสองท่านนั้นเป็นใครหรือ”
“ข้าเองก็ไม่เคยพบหน้ามาก่อน”
“แล้วเหตุใดท่านอาจารย์ถึงได้เกรงใจพวกเขานักเล่า”
“ย่อมต้องเป็นผู้วิเศษหรือเซียนเดินดินเป็นแน่”
“เซียนหรือครับ”
“เขาจิ๋วหร่าง…เทพอันเล่อ…” ชิงหวายจื่อพึมพำกับตนเอง เขาไม่อาจระงับความอยากรู้อยากเห็นได้อีกต่อไป พลันลุกพรวดขึ้นในทันใด “ข้าต้องไปสืบข่าวดูเสียหน่อยว่าที่เขาจิ๋วหร่างเกิดเรื่องอันใดขึ้น…”
เช้าตรู่วันถัดมา ณ ท่าเรือชิงหนี่ว์
นักพรตหนุ่มสะพายย่ามเพียงใบเดียว ย่ามนั้นแบ่งเป็นสองช่อง ช่องหนึ่งมีแมวสามสีซุกตัวอยู่ คอยโผล่หัวกลมๆ ออกมาจ้องมองโลกหล้าด้วยความสนใจใคร่รู้ อีกช่องหนึ่งบรรจุเสบียงแห้ง นักพรตหนุ่มใช้ไม้เท้าไม้ไผ่ยันกายพลางกวาดสายตามองไปทั่วท่าเรือและเหล่านักพนเจรที่กำลังเดินขวักไขว่
ที่นี่ช่างรุ่งเรืองและวุ่นวายยิ่งนัก สองฝั่งลำน้ำเต็มไปด้วยเรือนานาชนิดจอดเรียงราย ทั้งเรือกวาผี[1] เรือหลังคาประทุน เรือลำเหลืองสองอร่ามทั้งใหญ่และเล็ก เรือสินค้าและเรือสำราญล้วนจอดอย่างเป็นระเบียบตามริมน้ำ
มีกรรมกรแบกหามสินค้าขึ้นเรือ มีนักเดินทางหอบสัมภาระเตรียมไกลบ้าน หรือบางคนก็กำลังอำลาญาติมิตร
การยืนหยัดนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่สัญจรไปมาท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ แม้จะไม่ได้ก้าวเดินไปไหน ทว่ากลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังสัญจรผ่านโลกทั้งใบ
หรือบางที…อาจเป็นการสัญจรผ่านยุคสมัยก็เป็นได้
ไม่อาจรู้ได้เลยว่า ณ ขณะนี้ ผู้ที่สะพายย่ามเดินผ่านหน้าเขาไปเพื่อขึ้นเรือเล็กจากเมืองไกล อาจจะเป็นยอดกวีผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตที่คนรุ่นหลังนับหมื่นแสนต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากับการท่องจำบทกวีของเขา หรืออาจจะเป็นนักการเมืองผู้กุมชะตาใต้หล้าที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกใบนี้
หากซ่งโหยวมีตบะแก่กล้าดั่งนักพรตเทียนซ่วน เพียงกวาดตามองก็น่าจะเห็นไอวาสนาของคนนับพันนับหมื่นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทว่ายามที่เขาไม่มีพลังเช่นนั้น มันกลับกลายเป็นความรื่นรมย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง
“…”
ซ่งโหยวเผยยิ้มบางๆ ในที่สุดก็เริ่มก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า
“คุณชายจะไปที่ใดหรือ”
“ไปเขาฉยงซาน”
จากท่ามกลางฝูงชนไกลๆ พลันมีเสียงตะโกนตอบกลับมาทันที
“ใช่เขาฉยงซานที่อำเภออิ๋นหวาหรือไม่”
ซ่งโหยวหันไปตามเสียง เห็นเป็นคนเรือวัยกลางคนผู้หนึ่ง
“ถูกต้องแล้ว”
“ขาดอีกที่เดียวก็จะออกเรือแล้ว!”
“ค่าเรือเท่าใดเล่า”
“เก็บเท่ากับไปอำเภออิ๋นหวาเลยขอรับ ถึงเขาฉยงซานเมื่อไหร่ผู้น้อยจะหาที่เหมาะๆ ให้ท่านลง ท่านแค่ต้องกระโดดขึ้นฝั่งเองเท่านั้น” คนเรือมองซ่งโหยวด้วยสายตายิ้มแย้ม “คิดแค่ยี่สิบห้าเหวินแล้วกัน”
“เมี้ยว…”
“ยี่สิบเหวิน”
ซ่งโหยวพยักหน้าพลางลูบหัวแมวเบาๆ
“วันนี้ลมไม่เป็นใจเลยนะขอรับ” คนเรือทำหน้ามุ่ย “ผู้น้อยเองก็ได้เพียงแค่ค่าแรงอาบเหงื่อต่างน้ำเท่านั้น”
“เมี้ยว!”
“ยี่สิบเหวินนี้ข้าให้ท่านทั้งหมดเลย”
ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะผุดยิ้ม พลันนึกไปถึงยามที่ต้องขึ้นเรือจากท่าเนี่ยนผิงยามเพื่อจะไปเยือนอำเภออันชิง เรื่องราวในวันวานช่างน่าคะนึงหาเสียจริง
แม้แต่เจ้าแมวก็เงยหน้าขึ้น จ้องมองซ่งโหยวตาปริบๆ
ดูเหมือนนางเองก็รู้สึกคุ้นเคยกับบทสนทนาเช่นนี้อยู่บ้าง
“เช่นนั้นก็ขึ้นเรือมาเลย!”
เรือกวาผีนั้นมีขนาดเล็กยิ่งนัก ที่นั่งแต่ละแถวพอนั่งได้เพียงคนเดียว ผู้โดยสารจึงต้องนั่งเรียงแถวต่อกันไป มองจากไกลๆ แทบแยกไม่ออกว่าพวกเขานั่งหรือยองอยู่กันแน่
ทว่าเรือกวาผีมีข้อดีคือความปราดเปรียวและรวดเร็ว วาจาที่คนเรือเอ่ยว่าลมไม่เป็นใจนั้นแท้จริงคือคำกล่าวเท็จ เพราะตลอดทางทั้งน้ำเชี่ยวและลมส่ง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างราบรื่น แซงหน้าเรือใหญ่หลายลำไปอย่างง่ายดาย
เมื่อพ้นจากเขตอำเภอชิงหนี่ว์ สองฝั่งลุ่มน้ำก็กลายเป็นไร่นาอันอุดมสมบูรณ์และขุนเขาเขียวขจี บนเรือไร้ซึ่งเสียงสนทนา จะมีก็เพียงคนเรือที่เห็นซ่งโหยวเป็นนักพรตจึงชวนคุยเป็นพักๆ เวลาส่วนใหญ่ซ่งโหยวเพียงนั่งมองทัศนียภาพสองฝั่งน้ำอย่างเงียบเชียบ ลูบหัวเจ้าแมวพลางกระซิบกระซาบกันอยู่ครู่หนึ่ง ชั่วประเดี๋ยวเดียวก็สัญจรมาไกลนับร้อยลี้
เบื้องหน้าริมฝั่งน้ำ พลันปรากฏภาพขุนเขาตระหง่าน
ลำน้ำเริ่มไหลลอดผ่านหุบเขา สองข้างทางคือภูเขาสูงเทียมเมฆ หน้าผาหินตั้งชันเกือบตั้งฉาก บนก้อนหินไร้ซึ่งหญ้าสักต้นเดียว ทัศนียภาพของหยางโจวที่เคยดูอ่อนช้อยงดงาม พลันเปลี่ยนเป็นโอ่อ่าและทรงพลังขึ้นมาในทันใด
“ถึงเขาฉยงซานแล้ว!”
คนเรือหันกลับมาตะโกนบอกซ่งโหยวพลางชี้ขึ้นไปบนฟ้า “นี่แลคือเขาฉยงซาน ผาเทียนเหมิน”
“ภูเขานี้ดูท่าจะลูกใหญ่โตนัก”
“ใหญ่โตมโหฬารเลยเชียวละ!” คนเรือฉีกยิ้มกว้าง “มองจากไกลๆ เช่นนี้อาจดูไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเดินเข้าไปใกล้ๆ นั่นแลถึงจะรู้ว่าใหญ่จริง หากเดินขึ้นไปบนเขานะ แม้แต่ดวงตะวันก็ยังมองไม่เห็นเลย!”
“ทิวทัศน์สวยใช้ได้เลย…”
“เดี๋ยวตรงโน้นมีที่พอจะขึ้นฝั่งได้ ข้าจะพายเรือเข้าไปใกล้ๆ แล้วผ่อนแรงลงนิดหน่อย ท่านนักพรตก็ออกแรงกระโดดขึ้นไปเองนะขอรับ จะได้ไม่ต้องหาที่เทียบท่าให้เสียเวลา”
“ขอบใจท่านมาก”
ซ่งโหยวหยิบเงินยี่สิบเหวินให้คนเรือ
เรือเล็กแล่นเข้าใกล้ริมฝั่งอย่างรวดเร็ว
เจ้าแมวน้อยยืนเตรียมพร้อมอยู่ที่กราบเรือนานแล้ว นางหันหน้าจ้องคนเรือตาเขม็งพร้อมปั้นสีหน้าจริงจัง ทันทีที่คนเรือให้สัญญาณกระโดด นางดีดตัวออกแรงกระโดดเพียงคราเดียว ร่างปราดเปรียวก็ร่อนลงสู่ฝั่งอย่างมั่นคง
บนเรือพลันบังเกิดเสียงชื่นชมเซ็งแซ่
ซ่งโหยวเองก็ก้าวเท้ายาวๆ กระโดดขึ้นฝั่งไปเช่นกัน
คนเรือยังคงยืนอยู่บนเรือพลางยกยิ้มละไม ขณะค้ำถ่อเรือออกไปก็ยังมิวายจะเอ่ยชมว่าแมวของนักพรตท่านนี้ช่างแสนรู้ยิ่งนัก
เรือน้อยบรรทุกผู้โดยสารที่เหลือค่อยๆ ลับตาไปในม่านน้ำ
แมวสามสียังคงมีสีหน้าเฉยเมย มิได้แสดงอาการลำพองใจไปกับคำชมของคนเรือและผู้โดยสารแม้แต่น้อย นางเพียงเงยหน้าจ้องซ่งโหยว แล้วจึงเอ่ยปากพูด “ถ้าพวกเรายังไม่ขายเรือไป แม่นางสามสีก็คงแจวเรือหาเงินเหมือนกัน”
“อัดอั้นมาตลอดทางเลยสินะ”
“วิ่งเรือหาเงินได้ดีนัก!”
“แม่นางสามสีควรตั้งใจเขียนบันทึกการเดินทางต่อไป” ซ่งโหยวกล่าวพลางเงยหน้ามองฟ้า “ไม่รู้ว่าเทพเสี่ยงเล่อผู้นั้นยังสถิตอยู่หรือไม่”
เป็นจริงดังที่คนเรือว่าไว้ ยามมาถึงตีนเขาจึงได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของขุนเขา
ยามนี้เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป หมู่มวลพฤกษาเขียวชอุ่มหนาทึบจนมองเห็นท้องฟ้าได้เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าผาหินด้านข้างหรือยอดเขาเบื้องหน้า ล้วนให้ความรู้สึกที่สูงเสียดฟ้าจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เจ้านกนางแอ่นโผบินเข้าไปในป่าลึกนานแล้วเพื่อเสาะหาที่ตั้งของศาลเจ้า
ซ่งโหยวเริ่มก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเขา
ที่แห่งนี้มีพลังวิญญาณหนาแน่นนัก เป็นขุนเขาและสายน้ำที่เลิศเลอเสียจริง เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วแว่วมาเป็นระยะยิ่งขับเน้นความสงัดเงียบของขุนเขา แม้จะเป็นช่วงปลายสารทฤดูที่อากาศเย็นสบาย ทว่าแมกไม้ในป่ากลับมิได้เหี่ยวเฉาลงเท่าใดนัก ยังคงมีสีเขียวชะอุ่ม เบื้องหน้ามีเส้นทางสายเล็กๆ มุ่งตรงไป ไม่รู้ว่าจะนำพาไปสู่ที่ใด
ด้วยการนำทางของเจ้านกนางแอ่น ไม่นานซ่งโหยวจึงหาศาลของเทพเสี่ยงเล่อเจอ
ทว่าศาลแห่งนี้กลับทรุดโทรมไปสิ้น เดิมทีเป็นเพียงศาลเล็กๆ ตีนเขา ยามนี้รูปเคารพแตกหัก แท่นบูชาพังทลาย หน้าศาลมีเศษชามแตกกระเบื้องร่วงหล่นกระจายเกลื่อนกลาด แทบจะถูกวัชพืชกลืนกินไปจนหมด
ไร้ซึ่งร่องรอยของกลิ่นธูปควันมาเนิ่นนานแล้ว
“ดูท่าจะร้างแล้ว…”
แมวสามสีหันกลับมาบอกนักพรตหนุ่ม
“ข้าเห็นแล้ว”
ซ่งโหยวพยักหน้ารับ ทว่าเขายังคงทอดสายตามองลึกเข้าไปในป่าเขา
พลังวิญญาณในป่าลึกนั้นหนาแน่นยิ่งกว่าที่ตีนเขาเสียอีก
ซ่งโหยวเริ่มออกเดินต่อ หาได้มีเจตนาจะเข้าไปสำรวจในซากศาลเจ้าแต่อย่างใด ทว่ากลับมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาต่อ
ภูเขาลูกนี้ช่างเหมาะแก่การปีนป่ายขึ้นที่สูงยิ่งนัก
แว่วเสียงคนตัดฟืนขับขานบทเพลงอย่างสำราญใจในป่าลึก เสียงนั้นดังกังวานสะท้อนไปมาเปี่ยมด้วยท่วงทำนองเพราะพริ้ง อีกทั้งยังเห็นนกป่าในเขาที่นึกตะกละ กินผลไม้ป่าที่ร่วงหล่นลงมาจนหมักหมมได้ที่ ถึงขั้นเมามายล้มพับอยู่ข้างทาง
“คะนึงถึงลมพัดยอดสน…พัดควันชาให้มลายหาย…สถิตอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆขาว…ไฉนเลยจักมิใช่เทพเซียน…”
“ใต้จันทราและวายุ…เริงรื่นเสรีไร้กังวล…”
“ยามครึ้มอกครึ้มใจก็ขับขาน…ยามอ่อนล้าก็เอนกายลงนิทรา…”
เสียงเพลงนั้นมีท่วงทำนองกึ่งขับขานกึ่งร่ายมนตร์ เป็นที่ตราตรึงใจเสียเหลือเกิน
ซ่งโหยวเดินตามเสียงนั้นไป จนกระทั่งได้พบกับคนตัดฟืนผู้หนึ่ง
[1] เรือแจวลำเล็กลักษณะคล้ายเปลือกแตง