ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 444 แขกผู้ไม่ธรรมดา
บทที่ 444 แขกผู้ไม่ธรรมดา
เด็กหนุ่มในชุดขาวสลับดำเดินออกมาจากวิหารเทพเช่นกัน เขาขยับมายืนอยู่ข้างกายนักพรตหนุ่มพลางลอบมองนักพรตวัยกลางคนผู้นั้นด้วยกิริยาท่าทางที่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่ามิใช่สามัญชน
นักพรตวัยกลางคนเห็นดังนั้นก็ตะลึงงันไปอีกครา ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับซ่งโหยวอีกครั้ง ความรู้สึกดูแคลนจึงมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนอบน้อม ว่าแล้วเขาก็ประสานมือคารวะตอบบ้าง “ข้ามีนามว่าชิงหวายจื่อ สหายบำเพ็ญเมตตาแล้ว”
“ที่มาเยือนในครานี้ เพราะอยากจะสอบถามเรื่องราวบางอย่างจากสหายบำเพ็ญ”
“สอบถามเรื่องราวบางอย่างหรือ”
“ถูกต้องแล้ว”
“ย่อมได้ ย่อมได้!”
เดิมทีชิงหวายจื่อตั้งใจจะเดินออกไปทำธุระข้างนอก ทว่ายามนี้กลับเปลี่ยนใจไม่ไปเสียแล้ว เขาผายมือเชื้อเชิญด้วยท่าทีให้เกียรติ “สหายบำเพ็ญเดินทางมาไกลถือเป็นแขกผู้มีเกียรติ ขอเชิญไปยังเรือนหลังเถิด ให้พวกข้าได้ชงชาและจัดเตรียมขนมหวานฝีมืออารามชิงอวิ๋นแห่งเล่อจวิ้นให้สหายบำเพ็ญได้ลิ้มลองเถิด จะได้จิบชาสนทนาธรรมกันอย่างสบายอารมณ์”
“ดียิ่งนัก…”
ซ่งโหยวหลับตาลงมองเด็กหญิงตัวน้อยข้างกาย และหันไปมองเจ้านกนางแอ่นด้านหลังครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามชิงหวายจื่อไป
“มิทราบว่าสหายบำเพ็ญเดินทางมาจากหุบเขาเซียนหรือถ้ำวิเศษแห่งใด”
“มิอาจเรียกขานว่าเขาเซียนได้หรอก เป็นเพียงภูเขาลูกเล็กๆ ในอำเภอหลิงเฉวียน แคว้นอี้โจว นามว่าเขาหยินหยาง หาใช่ถ้ำวิเศษอันใด เป็นเพียงอารามเล็กๆ บนเขา ไร้ซึ่งกลิ่นธูปบูชา นามว่าอารามฝูหลง”
“เขาหยินหยาง อารามฝูหลง…”
“หาใช่อารามโด่งดังไม่”
“ภูเขาจะสูงต่ำมิสำคัญ หากมีเซียนสถิตย่อมเป็นเขาเลื่องชื่อ อารามจะใหญ่เล็กมิสำคัญ หากมีเทพสถิต ย่อมเป็นอารามศักดิ์สิทธิ์” ชิงหวายจื่อกล่าวพลางเปิดประตูไม้ทาชาดของเรือนหลังออก พร้อมกับเอียงคอถามต่อ “แล้วทั้งสองท่านนี้คือ…”
“ข้าคือแม่นางสามสี!”
“เช่นนั้นข้าก็ขอคารวะพวกเจ้าด้วย!”
ภูตน้อยทั้งสองตอบรับเรียงกันตามลำดับ ก่อนจะเดินตามหลังซ่งโหยวข้ามธรณีประตูเข้าสู่เรือนหลังของอารามชิงอวิ๋นไปทีละคน
ชิงหวายจื่อฟังคำเหล่านั้นพลางผายมือเดินนำไป ภายนอกดูสงบนิ่งทว่าภายในใจกลับเริ่มเกิดระลอกคลื่น
เด็กหญิงผู้นั้นดูอายุยังน้อย ดูแล้วน่าจะเป็นศิษย์น้อยของสหายบำเพ็ญผู้นี้ ทว่ากิริยาท่าทางและแววตากลับดูสูงส่งเหนือปุถุชน เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มผู้นั้น นาม ‘แม่นางสามสี’ ย่อมมิใช่ชื่อที่ใช้เรียกขานผู้บำเพ็ญพรต ผนวกกับกับอาภรณ์สามสีที่นางสวมใส่ หากไม่ใช่ปีศาจก็คงเป็นเทพจำแลงกาย
ส่วนเด็กหนุ่มในชุดขาวดำ แซ่เยี่ยน นามว่าอัน ทั้งยังสามารถทำให้เทพผู้ปลดเปลื้องทุกข์ภัยแห่งอันชิงแสดงปาฏิหาริย์ได้…
หรือจะเป็นทายาทของเยี่ยนเซียนกันแน่
ชิงหวายจื่อมิได้แตกฉานในอาคมหรือการบำเพ็ญพรต ทั้งยังไม่ค่อยได้มีโอกาสพบเห็นเทพเซียนสำแดงฤทธิ์ ทำได้เพียงตั้งแท่นประกอบพิธีตามธรรมเนียม ทว่าการที่พำนักอยู่ในอารามมานาน ได้คลุกคลีและปรนนิบัติเทพเซียนอยู่เป็นนิจ ย่อมทำให้เขามีวิจารณญาณและข้อสันนิษฐานในเรื่องเหล่านี้อยู่บ้าง
เขารู้แจ้งในทันทีว่า…แขกทั้งสามนี้ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
ครู่ต่อมา ทั้งหมดก็นั่งล้อมโต๊ะอยู่ภายในห้องไม้แห่งหนึ่ง ข้างกายมีเตาไฟสำหรับต้มชา บนโต๊ะจัดวางจานผลหมากรากไม้ไว้หลายจาน
ผลหมากรากไม้ที่ว่านี้หาได้หมายถึงผลไม้เพียงอย่างเดียว แต่คนในบางพื้นที่ยังใช้เรียกของว่างที่ทานคู่กับชาอีกด้วย โดยทั่วไปประกอบด้วยผลไม้กวน ขนมหวานและเนื้อแห้ง ซึ่งวิถีเช่นนี้เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในแถบเจียงหนาน
ชิงหวายจื่อรินชาลงในถ้วยให้พวกเขา
“ขอบคุณท่านมาก…”
ซ่งโหยวและเยี่ยนอันต่างประคองถ้วยชาขึ้นมากล่าวขอบคุณ
แม่นางสามสีเองก็เอ่ยขอบคุณเช่นกัน ทว่านางเพียงชายตาชมถ้วยชานั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้มันวางอยู่อย่างนั้น นางนั่งอยู่ข้างกายนักพรตหนุ่มพลางเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกสิ่ง
“ท่านมีเรื่องใดจะสอบถามหรือ”
“เรื่องเป็นเช่นนี้…”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซ่งโหยวจึงวางถ้วยชาในมือลงชั่วคราว แล้วเริ่มบอกเล่ารายละเอียด
“พวกข้าเดินทางมาจากแคว้นล่างโจว ทว่ายามสัญจรผ่านรอยต่อระหว่างล่างโจวและหยางโจว กลับพบว่าชาวเขาแถบนั้นกราบไหว้เทพอธรรมนามว่าเทพอันเล่อ ซึ่งเทพองค์นี้เดิมทีเป็นเทพประจำถิ่นที่ราชสำนักแต่งตั้งขึ้น ยามที่ราชครูยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาล้วนยำเกรงราชครู ซ้ำแล้วยังถูกควบคุมไว้ ทว่าครั้นราชครูสิ้นชีพ พวกเขาก็เริ่มเผยธาตุแท้ออกมา เทพอันเล่อผู้นี้ถึงขั้นข่มขู่ชาวบ้านให้นำเด็กเล็กมาเซ่นสังเวย ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อครรลองสวรรค์และกฎหมายบ้านเมืองยิ่งนัก”
“ราชครูสิ้นชีพแล้วหรือ” ชิงหวายจื่อฟังจบถึงกับชะงัก เบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง
“สิ้นไปเมื่อสักปีครึ่งกระมัง”
“ห…เหตุใดพวกข้าถึงไม่เคยได้ยินข่าวนี้เลยเล่า” ชิงหวายจื่อยิ่งตกใจหนักขึ้นไปอีก
“ราชครูเดินออกจากเมืองหลวงไปหลายปีแล้ว นักพรตผู้หวนคืนสู่ขุนเขาย่อมเป็นดั่งเมฆาพเนจรและนกกระเรียนป่า ต่อให้ผู้คนหาตัวเขาไม่พบ ก็คงคิดเพียงว่าเขาเร้นกายบำเพ็ญตน ปรุงยาเซียนหรือออกไปพเนจรตามป่าเขา เกรงว่าแม้แต่คนส่วนใหญ่ในราชสำนักยามนี้ ก็คงยังไม่ทราบว่าเขาจากโลกนี้ไปแล้ว”
“เช่นนั้น…ไม่ทราบว่าท่านราชครูถึงแก่กรรมโดยสงบ หรือว่าบรรลุเป็นเซียนกันแน่”
“เรื่องนั้นไม่ขอเอ่ยถึงจะดีกว่า”
“…”
ชิงหวายจื่อยังคงอึ้งงันทำตัวไม่ถูก
“กลับมาเข้าเรื่องกันเถิด ต่อมาข้าได้ยินมาว่า ยามนั้นราชสำนักได้แต่งตั้งเทพที่มีลักษณะเช่นเดียวกับเทพอันเล่อไว้ในหยางโจวและพื้นที่ใกล้เคียงรวมห้าองค์ เพื่อปฏิบัติภารกิจลับบางอย่าง และเมื่อหนึ่งหรือสองปีก่อน ก็น่าจะมีคำสั่งจากกรมพิธีการหรือจากตัวราชครูเอง ให้เพิกถอนเทพทั้งห้าองค์นี้เสีย” ซ่งโหยวกล่าวพลางยกชาขึ้นจิบ แล้วส่งยิ้มบางๆ ให้เขา “หยางโจวนั้นกว้างใหญ่ หากจะให้เดินตามหาทีละองค์ย่อมลำบากเกินไป การแต่งตั้งหรือเพิกถอนเทพประจำถิ่นเช่นนี้ ย่อมต้องมีการแจ้งผ่านอารามหรือวัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในท้องที่ ข้าจึงมาเยือนอารามชิงอวิ๋นเพื่อสอบถามข่าวคราว”
“เทพอันเล่อ…”
ชิงหวายจื่อขมวดคิ้วพลางพึมพำ
“สหายบำเพ็ญเคยได้ยินชื่อนี้หรือไม่”
ชิงหวายจื่อกล่าวเพียงเท่านั้นก็รีบลุกเดินออกไปข้างนอกทันที
เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้ามองตามเงาหลังของเขาไปจนสุดสายตา
ฝ่ายนักพรตหนุ่มมิได้รีบร้อน เขานั่งละเลียดรสชาอยู่ที่เดิม บางคราก็หยิบขนมขึ้นมาบิออกเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่าเล็บมือแล้วส่งเข้าปากตนไป
วิถีชีวิตของชาวหยางโจวช่างพิถีพิถันสมคำร่ำลือ แม้แต่ในอาราม ขนมที่ทานกันยามปกติยังประณีตถึงเพียงนี้ ขนมถั่วเขียวขนมถั่วแดงเหล่านี้เพียงแตะเบาๆ ก็แทบจะแหลกเป็นผง หากทานเปล่าๆ ย่อมฝืดคอ ทว่าหากจิบชาหอมๆ ตามไปสักคำ มันจะละลายเป็นเนื้อเดียวไปในทันที กลายเป็นหยาดหยดอบอวลไปด้วยความหอมละมุนของขนมและกลิ่นชาติดปลายลิ้น
เสียงฝีเท้าข้างนอกค่อยๆ ห่างออกไป
จนกระทั่งซ่งโหยวทานขนมไปได้เกือบครึ่งชิ้น เสียงฝีเท้านั้นก็ดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง
แอ๊ด…
ชิงหวายจื่อผลักประตูเดินกลับเข้ามาในห้อง ในมือถือสมุดบันทึกมาด้วยสองเล่ม
“เทพอันเล่อที่ท่านนักพรตกล่าวถึง ข้าพอจะเคยได้ยินชื่อมาอยู่บ้าง ทว่าจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ แต่หากกล่าวถึงเทพประจำถิ่นที่ราชสำนักแต่งตั้งขึ้นอย่างไร้สาเหตุเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วจู่ๆ ก็สั่งเพิกถอนไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อปีกลาย ข้าย่อมจำได้ฝังใจยิ่งนัก เมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยคิดสงสัยอยู่คราหนึ่ง พอปีกลายกลับต้องมาฉงนใจซ้ำอีกครา” ชิงหวายจื่อทรุดตัวลงนั่งพลางพลิกสมุดบันทึก แล้วเอ่ยกับซ่งโหยวว่า “โชคดีที่ราชสำนักต้องแจ้งอารามในพื้นที่ให้รับทราบถึงการแต่งตั้งเทพประจำถิ่นอย่างที่ท่านว่า เพื่อให้พวกเราเป็นสื่อกลางบอกกล่าวแก่อารามเล็กๆ และผู้คนในละแวกนั้น จึงบันทึกเรื่องพรรค์นี้ไว้อย่างละเอียด”
“โอ้”
ซ่งโหยวโน้มตัวชะโงกหน้าไปมองยามที่เขาพลิกหาข้อมูล
“เทพท้องถิ่นทั้งห้าองค์นี้มีนามคล้ายคลึงกันยิ่งนัก นอกจากเทพอันเล่อที่ท่านเอ่ยถึงแล้ว ยังมีเทพจี๋เล่อ เทพเสี่ยงเล่อ เทพอันอี้และเทพผิงอัน เดิมทีทั้งห้าองค์ถูกแยกไปสถิตตามพื้นที่ต่างๆ ในหยางโจวและดินแดนใกล้เคียง ทว่าเพราะผู้คนและพ่อค้าต่างสัญจรไปมา นามของเทพเหล่านี้จึงเริ่มสลับปนเปกันไปหมด ประกอบกับแต่ละองค์มักแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้เห็นบ่อยครั้งและมีอิทธิฤทธิ์ต่างกันไป ผู้คนจึงพากันขนานนามรวมว่า ‘เทพเบญจฤทธิ์’ มีผู้เลื่อมใสศรัทธาไม่น้อยเลย”
ชิงหวายจื่อกล่าวพลางยื่นสมุดบันทึกให้เขาดู
ในบันทึไม่ได้บรรยายรายละเอียดของเทพทั้งห้าไว้อย่างที่ชิงหวายจื่อพูดเสียทีเดียว ทว่าเป็นการคัดลอกถ้อยคำจากราชโองการที่ราชสำนักใช้แต่งตั้งเทพ
เนื้อความโดยสรุปกล่าวว่า ณ สถานที่แห่งนั้นมีเทพสถิตอยู่ เดิมมีนามว่าอย่างไร บรรยายอวดอ้างคุณงามความดีและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์พอเป็นพิธี จากนั้นจึงได้รับการสถาปนาให้เป็นเทพ ซึ่งเทพอันเล่อแห่งเขาจิ๋วหร่างก็คือหนึ่งในนั้น
ชิงหวายจื่อพลิกหน้ากระดาษให้เขาดูทีละหน้า
เนื้อความทั้งห้าบทนั้นล้วนถอดแบบกันมาไม่ผิดเพี้ยน
จากนั้นเขาก็หยิบสมุดบันทึกอีกเล่มขึ้นมาเปิดให้ดูเช่นกัน
เป็นการคัดลอกข้อความทำนองเดียวกัน ทว่ากลับเป็นการตำหนิเทพทั้งห้าองค์นั้นว่าครองตำแหน่งว่าไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ นอกจากจะไม่สร้างขวัญและกำลังใจให้ราษฎรแล้ว ยังมักปรากฏกายอย่างไร้สาเหตุทำให้ชาวบ้านตกใจกลัว จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนเสีย
“เทพเสี่ยงเล่อ แห่งเขาฉยงซาน เล่อจวิ้น”
ซ่งโหยวใช้ปลายนิ้วชี้ไปที่ชื่อหนึ่งในสมุดบันทึก “ไม่ทราบว่าสหายบำเพ็ญชิงหวายจื่อพอจะรู้เรื่องเทพเสี่ยงเล่อผู้นี้บ้างหรือไม่”
“ย่อมต้องรู้สิ เมื่อคราที่ราชสำนักแต่งตั้งเขาเป็นเทพ ได้สร้างศาลเทพเจ้าไว้ที่ตีนเขาฉยงซาน อารามชิงอวิ๋นของเรายังส่งศิษย์พี่ใหญ่ไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลศาลอยู่ที่นั่นถึงหนึ่งปีเต็ม คอยเบิกทางให้ชาวบ้านละแวกนั้นเข้ามากราบไหว้ จนกระทั่งแรงศรัทธาเริ่มมากขึ้นจึงให้เขากลับมา น่าเสียดายที่ช่วงวันสองวันนี้เขาต้องออกไปทำพิธี ซึ่งต้องใช้เวลาถึงสี่สิบเก้าวัน ยามนี้เพิ่งผ่านไปได้เพียงสิบกว่าวันเท่านั้น”
ชิงหวายจื่อเหลือบมองซ่งโหยวปราดหนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อ
“ทว่า ศิษย์พี่ของข้าก็ไม่เคยได้ยลโฉมหน้าที่แท้จริงของเทพเสี่ยงเล่อเลยสักครา ได้ยินท่านเล่าเพียงว่า ในช่วงปีที่ทำหน้าที่ดูแลศาล เขามักจะฝันเห็นปีศาจภูเขาเฒ่าตนหนึ่งมากล่าวขอบคุณเขาบ่อยๆ พลางเปรยว่า ‘ลำบากท่านแล้วที่ต้องมาติดอยู่ในศาลเล็กๆ กลางป่าเขาลำพังเช่นนี้’ บางครายามตื่นขึ้นมา ก็จะพบผลไม้แปลกประหลาดวางอยู่ข้างหัวเตียง มองภายนอกดูดั่งผลไม้ป่าทั่วไป ทว่าผลกลับใหญ่โตผิดปกติและมีกลิ่นหอมหวลเย้ายวนใจ คาดว่าคงจะเป็นผลทิพย์ตามตำนานนั่นแล ศิษย์พี่ของข้าได้กินไม่น้อยเลย จนบัดนี้แม้ศิษย์พี่จะล่วงเข้าสู่วัยจิตมิหวั่นแล้ว ทว่ารูปลักษณ์ยังดูเหมือนกับชายวัยสามสิบต้นๆ และร่างกายก็แข็งแรงกำยำยิ่งนัก”
“เทพเสี่ยงเล่อผู้นี้ช่างรู้จักธรรมเนียมนัก”
“พวกข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจริงเท็จประการใด…”
“ทว่าในบันทึกนี้กลับระบุว่า เทพเสี่ยงเล่อมักปรากฏกายในป่าเขาอย่างไร้สาเหตุ สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คน ทั้งยังข่มขู่ชาวบ้านให้ส่งเครื่องเซ่นสังเวย เรื่องนี้เป็นจริงหรือเท็จเล่า”
“เฮ้อ…ไม่ปิดบังท่านนักพรต เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องจริงเช่นกัน”
“โอ้”
“ใจมนุษย์ยังแปรเปลี่ยนง่าย นับประสาอะไรกับผีสางเทพยดา” ชิงหวายจื่อกล่าวพลางทอดถอนใจยาว “ความจริงเมื่อไม่กี่ปีก่อน มีชาวบ้านจากตีนเขาฉยงซานมาสักการะเทพในอารามแล้วเอ่ยถึงเรื่องนี้ ศิษย์พี่ของข้าฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อ จึงได้ล่องเรือเดินทางไปยังเขาฉยงซานอีกครั้งและเข้าพักที่ศาลเเจ้าแห่งนั้นอยู่หลายวัน ทว่ากลับไม่ฝันเห็นปีศาจภูเขาเฒ่าตนนั้นอีกแล้ว ยามตื่นขึ้นในทุกเช้า มีเพียงหยาดน้ำค้างแข็งและไอหมอกหนาวเหน็บหน้าศาล ไร้ซึ่งวี่แววของผลทิพย์ หลังจากศิษย์พี่กลับมา ก็เอาแต่เงียบไม่ยอมปริปากพูดกับใตน”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”
ซ่งโหยวบังเกิดความรู้สึกสะท้อนใจอยู่ชั่วครู่
จากที่ได้ชีวิตในเขตเล่อจวิ้นอันรุ่งเรือง พำนักในอารามที่มีชื่อเสียงและผู้คนพลุกพล่าน ทว่าต้องไปเป็นผู้ดูแลศาลในหมู่บ้านห่างไกล เรื่องการกินการอยู่ล้วนต้องจัดการด้วยตนเอง ยามปกติยังต้องคอยตรากตรำเพื่อเทพประจำถิ่นองค์ใหม่ คอยป่าวประกาศนามและอิทธิฤทธิ์ให้ชาวบ้านได้รับรู้ เพื่อแสวงหาแรงศรัทธามาเสริมสร้างฐานะเทพให้มั่นคง ความยากลำบากนั้นจะสาหัสสากรรจ์เพียงใด
คาดว่าในตอนนั้น เทพเสี่ยงเล่อก็คงจะซาบซึ้งใจจากก้นบึ้งจริงๆ จึงได้เข้าฝันมาขอบคุณและมอบผลทิพย์ให้เขา
เวลาเพียงหนึ่งปี จะว่านานก็ไม่ จะว่าสั้นก็ไม่เชิง
ทว่าในระหว่างนั้นย่อมต้องบังเกิดมิตรภาพต่อกันไม่น้อย
ในตอนนั้น…ท่านนักพรตผู้นั้นคงจะมีความรู้สึกที่สับสนปนเปยิ่งนัก
“ท่านนักพรตถามเรื่องเหล่านี้ไปเพื่อ…”
เสียงของชิงหวายจื่อดึงสติของซ่งโหยวให้กลับคืนมา
“อ้อ…ตัวข้านั้นพเนจรไปทั่วใต้หล้า ชอบฟังเรื่องราวพิสดาร ทั้งยังชอบไปเยี่ยมชมอารามและศาลเจ้าตามสถานที่ต่างๆ เป็นที่สุด” ซ่งโหยวกล่าวทั้งรอยยิ้ม พลางประสานมือคารวะ “จึงอยากใคร่ถามสหายบำเพ็ญว่าจะไปเขาฉยงซานได้อย่างไร ข้าอยากไปเยี่ยมชมดูสักครา”