Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 444 แขกผู้ไม่ธรรมดา

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 444 แขกผู้ไม่ธรรมดา
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 444 แขกผู้ไม่ธรรมดา

เด็กหนุ่มในชุดขาวสลับดำเดินออกมาจากวิหารเทพเช่นกัน เขาขยับมายืนอยู่ข้างกายนักพรตหนุ่มพลางลอบมองนักพรตวัยกลางคนผู้นั้นด้วยกิริยาท่าทางที่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่ามิใช่สามัญชน

นักพรตวัยกลางคนเห็นดังนั้นก็ตะลึงงันไปอีกครา ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับซ่งโหยวอีกครั้ง ความรู้สึกดูแคลนจึงมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนอบน้อม ว่าแล้วเขาก็ประสานมือคารวะตอบบ้าง “ข้ามีนามว่าชิงหวายจื่อ สหายบำเพ็ญเมตตาแล้ว”

“ที่มาเยือนในครานี้ เพราะอยากจะสอบถามเรื่องราวบางอย่างจากสหายบำเพ็ญ”

“สอบถามเรื่องราวบางอย่างหรือ”

“ถูกต้องแล้ว”

“ย่อมได้ ย่อมได้!”

เดิมทีชิงหวายจื่อตั้งใจจะเดินออกไปทำธุระข้างนอก ทว่ายามนี้กลับเปลี่ยนใจไม่ไปเสียแล้ว เขาผายมือเชื้อเชิญด้วยท่าทีให้เกียรติ “สหายบำเพ็ญเดินทางมาไกลถือเป็นแขกผู้มีเกียรติ ขอเชิญไปยังเรือนหลังเถิด ให้พวกข้าได้ชงชาและจัดเตรียมขนมหวานฝีมืออารามชิงอวิ๋นแห่งเล่อจวิ้นให้สหายบำเพ็ญได้ลิ้มลองเถิด จะได้จิบชาสนทนาธรรมกันอย่างสบายอารมณ์”

“ดียิ่งนัก…”

ซ่งโหยวหลับตาลงมองเด็กหญิงตัวน้อยข้างกาย และหันไปมองเจ้านกนางแอ่นด้านหลังครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามชิงหวายจื่อไป

“มิทราบว่าสหายบำเพ็ญเดินทางมาจากหุบเขาเซียนหรือถ้ำวิเศษแห่งใด”

“มิอาจเรียกขานว่าเขาเซียนได้หรอก เป็นเพียงภูเขาลูกเล็กๆ ในอำเภอหลิงเฉวียน แคว้นอี้โจว นามว่าเขาหยินหยาง หาใช่ถ้ำวิเศษอันใด เป็นเพียงอารามเล็กๆ บนเขา ไร้ซึ่งกลิ่นธูปบูชา นามว่าอารามฝูหลง”

“เขาหยินหยาง อารามฝูหลง…”

“หาใช่อารามโด่งดังไม่”

“ภูเขาจะสูงต่ำมิสำคัญ หากมีเซียนสถิตย่อมเป็นเขาเลื่องชื่อ อารามจะใหญ่เล็กมิสำคัญ หากมีเทพสถิต ย่อมเป็นอารามศักดิ์สิทธิ์” ชิงหวายจื่อกล่าวพลางเปิดประตูไม้ทาชาดของเรือนหลังออก พร้อมกับเอียงคอถามต่อ “แล้วทั้งสองท่านนี้คือ…”

“ข้าคือแม่นางสามสี!”

“เช่นนั้นข้าก็ขอคารวะพวกเจ้าด้วย!”

ภูตน้อยทั้งสองตอบรับเรียงกันตามลำดับ ก่อนจะเดินตามหลังซ่งโหยวข้ามธรณีประตูเข้าสู่เรือนหลังของอารามชิงอวิ๋นไปทีละคน

ชิงหวายจื่อฟังคำเหล่านั้นพลางผายมือเดินนำไป ภายนอกดูสงบนิ่งทว่าภายในใจกลับเริ่มเกิดระลอกคลื่น

เด็กหญิงผู้นั้นดูอายุยังน้อย ดูแล้วน่าจะเป็นศิษย์น้อยของสหายบำเพ็ญผู้นี้ ทว่ากิริยาท่าทางและแววตากลับดูสูงส่งเหนือปุถุชน เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มผู้นั้น นาม ‘แม่นางสามสี’ ย่อมมิใช่ชื่อที่ใช้เรียกขานผู้บำเพ็ญพรต ผนวกกับกับอาภรณ์สามสีที่นางสวมใส่ หากไม่ใช่ปีศาจก็คงเป็นเทพจำแลงกาย

ส่วนเด็กหนุ่มในชุดขาวดำ แซ่เยี่ยน นามว่าอัน ทั้งยังสามารถทำให้เทพผู้ปลดเปลื้องทุกข์ภัยแห่งอันชิงแสดงปาฏิหาริย์ได้…

หรือจะเป็นทายาทของเยี่ยนเซียนกันแน่

ชิงหวายจื่อมิได้แตกฉานในอาคมหรือการบำเพ็ญพรต ทั้งยังไม่ค่อยได้มีโอกาสพบเห็นเทพเซียนสำแดงฤทธิ์ ทำได้เพียงตั้งแท่นประกอบพิธีตามธรรมเนียม ทว่าการที่พำนักอยู่ในอารามมานาน ได้คลุกคลีและปรนนิบัติเทพเซียนอยู่เป็นนิจ ย่อมทำให้เขามีวิจารณญาณและข้อสันนิษฐานในเรื่องเหล่านี้อยู่บ้าง

เขารู้แจ้งในทันทีว่า…แขกทั้งสามนี้ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย

ครู่ต่อมา ทั้งหมดก็นั่งล้อมโต๊ะอยู่ภายในห้องไม้แห่งหนึ่ง ข้างกายมีเตาไฟสำหรับต้มชา บนโต๊ะจัดวางจานผลหมากรากไม้ไว้หลายจาน

ผลหมากรากไม้ที่ว่านี้หาได้หมายถึงผลไม้เพียงอย่างเดียว แต่คนในบางพื้นที่ยังใช้เรียกของว่างที่ทานคู่กับชาอีกด้วย โดยทั่วไปประกอบด้วยผลไม้กวน ขนมหวานและเนื้อแห้ง ซึ่งวิถีเช่นนี้เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในแถบเจียงหนาน

ชิงหวายจื่อรินชาลงในถ้วยให้พวกเขา

“ขอบคุณท่านมาก…”

ซ่งโหยวและเยี่ยนอันต่างประคองถ้วยชาขึ้นมากล่าวขอบคุณ

แม่นางสามสีเองก็เอ่ยขอบคุณเช่นกัน ทว่านางเพียงชายตาชมถ้วยชานั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้มันวางอยู่อย่างนั้น นางนั่งอยู่ข้างกายนักพรตหนุ่มพลางเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกสิ่ง

“ท่านมีเรื่องใดจะสอบถามหรือ”

“เรื่องเป็นเช่นนี้…”

เมื่อได้ยินดังนั้น ซ่งโหยวจึงวางถ้วยชาในมือลงชั่วคราว แล้วเริ่มบอกเล่ารายละเอียด

“พวกข้าเดินทางมาจากแคว้นล่างโจว ทว่ายามสัญจรผ่านรอยต่อระหว่างล่างโจวและหยางโจว กลับพบว่าชาวเขาแถบนั้นกราบไหว้เทพอธรรมนามว่าเทพอันเล่อ ซึ่งเทพองค์นี้เดิมทีเป็นเทพประจำถิ่นที่ราชสำนักแต่งตั้งขึ้น ยามที่ราชครูยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาล้วนยำเกรงราชครู ซ้ำแล้วยังถูกควบคุมไว้ ทว่าครั้นราชครูสิ้นชีพ พวกเขาก็เริ่มเผยธาตุแท้ออกมา เทพอันเล่อผู้นี้ถึงขั้นข่มขู่ชาวบ้านให้นำเด็กเล็กมาเซ่นสังเวย ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อครรลองสวรรค์และกฎหมายบ้านเมืองยิ่งนัก”

“ราชครูสิ้นชีพแล้วหรือ” ชิงหวายจื่อฟังจบถึงกับชะงัก เบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง

“สิ้นไปเมื่อสักปีครึ่งกระมัง”

“ห…เหตุใดพวกข้าถึงไม่เคยได้ยินข่าวนี้เลยเล่า” ชิงหวายจื่อยิ่งตกใจหนักขึ้นไปอีก

“ราชครูเดินออกจากเมืองหลวงไปหลายปีแล้ว นักพรตผู้หวนคืนสู่ขุนเขาย่อมเป็นดั่งเมฆาพเนจรและนกกระเรียนป่า ต่อให้ผู้คนหาตัวเขาไม่พบ ก็คงคิดเพียงว่าเขาเร้นกายบำเพ็ญตน ปรุงยาเซียนหรือออกไปพเนจรตามป่าเขา เกรงว่าแม้แต่คนส่วนใหญ่ในราชสำนักยามนี้ ก็คงยังไม่ทราบว่าเขาจากโลกนี้ไปแล้ว”

“เช่นนั้น…ไม่ทราบว่าท่านราชครูถึงแก่กรรมโดยสงบ หรือว่าบรรลุเป็นเซียนกันแน่”

“เรื่องนั้นไม่ขอเอ่ยถึงจะดีกว่า”

“…”

ชิงหวายจื่อยังคงอึ้งงันทำตัวไม่ถูก

“กลับมาเข้าเรื่องกันเถิด ต่อมาข้าได้ยินมาว่า ยามนั้นราชสำนักได้แต่งตั้งเทพที่มีลักษณะเช่นเดียวกับเทพอันเล่อไว้ในหยางโจวและพื้นที่ใกล้เคียงรวมห้าองค์ เพื่อปฏิบัติภารกิจลับบางอย่าง และเมื่อหนึ่งหรือสองปีก่อน ก็น่าจะมีคำสั่งจากกรมพิธีการหรือจากตัวราชครูเอง ให้เพิกถอนเทพทั้งห้าองค์นี้เสีย” ซ่งโหยวกล่าวพลางยกชาขึ้นจิบ แล้วส่งยิ้มบางๆ ให้เขา “หยางโจวนั้นกว้างใหญ่ หากจะให้เดินตามหาทีละองค์ย่อมลำบากเกินไป การแต่งตั้งหรือเพิกถอนเทพประจำถิ่นเช่นนี้ ย่อมต้องมีการแจ้งผ่านอารามหรือวัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในท้องที่ ข้าจึงมาเยือนอารามชิงอวิ๋นเพื่อสอบถามข่าวคราว”

“เทพอันเล่อ…”

ชิงหวายจื่อขมวดคิ้วพลางพึมพำ

“สหายบำเพ็ญเคยได้ยินชื่อนี้หรือไม่”

ชิงหวายจื่อกล่าวเพียงเท่านั้นก็รีบลุกเดินออกไปข้างนอกทันที

เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้ามองตามเงาหลังของเขาไปจนสุดสายตา

ฝ่ายนักพรตหนุ่มมิได้รีบร้อน เขานั่งละเลียดรสชาอยู่ที่เดิม บางคราก็หยิบขนมขึ้นมาบิออกเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่าเล็บมือแล้วส่งเข้าปากตนไป

วิถีชีวิตของชาวหยางโจวช่างพิถีพิถันสมคำร่ำลือ แม้แต่ในอาราม ขนมที่ทานกันยามปกติยังประณีตถึงเพียงนี้ ขนมถั่วเขียวขนมถั่วแดงเหล่านี้เพียงแตะเบาๆ ก็แทบจะแหลกเป็นผง หากทานเปล่าๆ ย่อมฝืดคอ ทว่าหากจิบชาหอมๆ ตามไปสักคำ มันจะละลายเป็นเนื้อเดียวไปในทันที กลายเป็นหยาดหยดอบอวลไปด้วยความหอมละมุนของขนมและกลิ่นชาติดปลายลิ้น

เสียงฝีเท้าข้างนอกค่อยๆ ห่างออกไป

จนกระทั่งซ่งโหยวทานขนมไปได้เกือบครึ่งชิ้น เสียงฝีเท้านั้นก็ดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง

แอ๊ด…

ชิงหวายจื่อผลักประตูเดินกลับเข้ามาในห้อง ในมือถือสมุดบันทึกมาด้วยสองเล่ม

“เทพอันเล่อที่ท่านนักพรตกล่าวถึง ข้าพอจะเคยได้ยินชื่อมาอยู่บ้าง ทว่าจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ แต่หากกล่าวถึงเทพประจำถิ่นที่ราชสำนักแต่งตั้งขึ้นอย่างไร้สาเหตุเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วจู่ๆ ก็สั่งเพิกถอนไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อปีกลาย ข้าย่อมจำได้ฝังใจยิ่งนัก เมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยคิดสงสัยอยู่คราหนึ่ง พอปีกลายกลับต้องมาฉงนใจซ้ำอีกครา” ชิงหวายจื่อทรุดตัวลงนั่งพลางพลิกสมุดบันทึก แล้วเอ่ยกับซ่งโหยวว่า “โชคดีที่ราชสำนักต้องแจ้งอารามในพื้นที่ให้รับทราบถึงการแต่งตั้งเทพประจำถิ่นอย่างที่ท่านว่า เพื่อให้พวกเราเป็นสื่อกลางบอกกล่าวแก่อารามเล็กๆ และผู้คนในละแวกนั้น จึงบันทึกเรื่องพรรค์นี้ไว้อย่างละเอียด”

“โอ้”

ซ่งโหยวโน้มตัวชะโงกหน้าไปมองยามที่เขาพลิกหาข้อมูล

“เทพท้องถิ่นทั้งห้าองค์นี้มีนามคล้ายคลึงกันยิ่งนัก นอกจากเทพอันเล่อที่ท่านเอ่ยถึงแล้ว ยังมีเทพจี๋เล่อ เทพเสี่ยงเล่อ เทพอันอี้และเทพผิงอัน เดิมทีทั้งห้าองค์ถูกแยกไปสถิตตามพื้นที่ต่างๆ ในหยางโจวและดินแดนใกล้เคียง ทว่าเพราะผู้คนและพ่อค้าต่างสัญจรไปมา นามของเทพเหล่านี้จึงเริ่มสลับปนเปกันไปหมด ประกอบกับแต่ละองค์มักแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้เห็นบ่อยครั้งและมีอิทธิฤทธิ์ต่างกันไป ผู้คนจึงพากันขนานนามรวมว่า ‘เทพเบญจฤทธิ์’ มีผู้เลื่อมใสศรัทธาไม่น้อยเลย”

ชิงหวายจื่อกล่าวพลางยื่นสมุดบันทึกให้เขาดู

ในบันทึไม่ได้บรรยายรายละเอียดของเทพทั้งห้าไว้อย่างที่ชิงหวายจื่อพูดเสียทีเดียว ทว่าเป็นการคัดลอกถ้อยคำจากราชโองการที่ราชสำนักใช้แต่งตั้งเทพ

เนื้อความโดยสรุปกล่าวว่า ณ สถานที่แห่งนั้นมีเทพสถิตอยู่ เดิมมีนามว่าอย่างไร บรรยายอวดอ้างคุณงามความดีและอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์พอเป็นพิธี จากนั้นจึงได้รับการสถาปนาให้เป็นเทพ ซึ่งเทพอันเล่อแห่งเขาจิ๋วหร่างก็คือหนึ่งในนั้น

ชิงหวายจื่อพลิกหน้ากระดาษให้เขาดูทีละหน้า

เนื้อความทั้งห้าบทนั้นล้วนถอดแบบกันมาไม่ผิดเพี้ยน

จากนั้นเขาก็หยิบสมุดบันทึกอีกเล่มขึ้นมาเปิดให้ดูเช่นกัน

เป็นการคัดลอกข้อความทำนองเดียวกัน ทว่ากลับเป็นการตำหนิเทพทั้งห้าองค์นั้นว่าครองตำแหน่งว่าไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ นอกจากจะไม่สร้างขวัญและกำลังใจให้ราษฎรแล้ว ยังมักปรากฏกายอย่างไร้สาเหตุทำให้ชาวบ้านตกใจกลัว จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนเสีย

“เทพเสี่ยงเล่อ แห่งเขาฉยงซาน เล่อจวิ้น”

ซ่งโหยวใช้ปลายนิ้วชี้ไปที่ชื่อหนึ่งในสมุดบันทึก “ไม่ทราบว่าสหายบำเพ็ญชิงหวายจื่อพอจะรู้เรื่องเทพเสี่ยงเล่อผู้นี้บ้างหรือไม่”

“ย่อมต้องรู้สิ เมื่อคราที่ราชสำนักแต่งตั้งเขาเป็นเทพ ได้สร้างศาลเทพเจ้าไว้ที่ตีนเขาฉยงซาน อารามชิงอวิ๋นของเรายังส่งศิษย์พี่ใหญ่ไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลศาลอยู่ที่นั่นถึงหนึ่งปีเต็ม คอยเบิกทางให้ชาวบ้านละแวกนั้นเข้ามากราบไหว้ จนกระทั่งแรงศรัทธาเริ่มมากขึ้นจึงให้เขากลับมา น่าเสียดายที่ช่วงวันสองวันนี้เขาต้องออกไปทำพิธี ซึ่งต้องใช้เวลาถึงสี่สิบเก้าวัน ยามนี้เพิ่งผ่านไปได้เพียงสิบกว่าวันเท่านั้น”

ชิงหวายจื่อเหลือบมองซ่งโหยวปราดหนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อ

“ทว่า ศิษย์พี่ของข้าก็ไม่เคยได้ยลโฉมหน้าที่แท้จริงของเทพเสี่ยงเล่อเลยสักครา ได้ยินท่านเล่าเพียงว่า ในช่วงปีที่ทำหน้าที่ดูแลศาล เขามักจะฝันเห็นปีศาจภูเขาเฒ่าตนหนึ่งมากล่าวขอบคุณเขาบ่อยๆ พลางเปรยว่า ‘ลำบากท่านแล้วที่ต้องมาติดอยู่ในศาลเล็กๆ กลางป่าเขาลำพังเช่นนี้’ บางครายามตื่นขึ้นมา ก็จะพบผลไม้แปลกประหลาดวางอยู่ข้างหัวเตียง มองภายนอกดูดั่งผลไม้ป่าทั่วไป ทว่าผลกลับใหญ่โตผิดปกติและมีกลิ่นหอมหวลเย้ายวนใจ คาดว่าคงจะเป็นผลทิพย์ตามตำนานนั่นแล ศิษย์พี่ของข้าได้กินไม่น้อยเลย จนบัดนี้แม้ศิษย์พี่จะล่วงเข้าสู่วัยจิตมิหวั่นแล้ว ทว่ารูปลักษณ์ยังดูเหมือนกับชายวัยสามสิบต้นๆ และร่างกายก็แข็งแรงกำยำยิ่งนัก”

“เทพเสี่ยงเล่อผู้นี้ช่างรู้จักธรรมเนียมนัก”

“พวกข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจริงเท็จประการใด…”

“ทว่าในบันทึกนี้กลับระบุว่า เทพเสี่ยงเล่อมักปรากฏกายในป่าเขาอย่างไร้สาเหตุ สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คน ทั้งยังข่มขู่ชาวบ้านให้ส่งเครื่องเซ่นสังเวย เรื่องนี้เป็นจริงหรือเท็จเล่า”

“เฮ้อ…ไม่ปิดบังท่านนักพรต เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องจริงเช่นกัน”

“โอ้”

“ใจมนุษย์ยังแปรเปลี่ยนง่าย นับประสาอะไรกับผีสางเทพยดา” ชิงหวายจื่อกล่าวพลางทอดถอนใจยาว “ความจริงเมื่อไม่กี่ปีก่อน มีชาวบ้านจากตีนเขาฉยงซานมาสักการะเทพในอารามแล้วเอ่ยถึงเรื่องนี้ ศิษย์พี่ของข้าฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อ จึงได้ล่องเรือเดินทางไปยังเขาฉยงซานอีกครั้งและเข้าพักที่ศาลเเจ้าแห่งนั้นอยู่หลายวัน ทว่ากลับไม่ฝันเห็นปีศาจภูเขาเฒ่าตนนั้นอีกแล้ว ยามตื่นขึ้นในทุกเช้า มีเพียงหยาดน้ำค้างแข็งและไอหมอกหนาวเหน็บหน้าศาล ไร้ซึ่งวี่แววของผลทิพย์ หลังจากศิษย์พี่กลับมา ก็เอาแต่เงียบไม่ยอมปริปากพูดกับใตน”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”

ซ่งโหยวบังเกิดความรู้สึกสะท้อนใจอยู่ชั่วครู่

จากที่ได้ชีวิตในเขตเล่อจวิ้นอันรุ่งเรือง พำนักในอารามที่มีชื่อเสียงและผู้คนพลุกพล่าน ทว่าต้องไปเป็นผู้ดูแลศาลในหมู่บ้านห่างไกล เรื่องการกินการอยู่ล้วนต้องจัดการด้วยตนเอง ยามปกติยังต้องคอยตรากตรำเพื่อเทพประจำถิ่นองค์ใหม่ คอยป่าวประกาศนามและอิทธิฤทธิ์ให้ชาวบ้านได้รับรู้ เพื่อแสวงหาแรงศรัทธามาเสริมสร้างฐานะเทพให้มั่นคง ความยากลำบากนั้นจะสาหัสสากรรจ์เพียงใด

คาดว่าในตอนนั้น เทพเสี่ยงเล่อก็คงจะซาบซึ้งใจจากก้นบึ้งจริงๆ จึงได้เข้าฝันมาขอบคุณและมอบผลทิพย์ให้เขา

เวลาเพียงหนึ่งปี จะว่านานก็ไม่ จะว่าสั้นก็ไม่เชิง

ทว่าในระหว่างนั้นย่อมต้องบังเกิดมิตรภาพต่อกันไม่น้อย

ในตอนนั้น…ท่านนักพรตผู้นั้นคงจะมีความรู้สึกที่สับสนปนเปยิ่งนัก

“ท่านนักพรตถามเรื่องเหล่านี้ไปเพื่อ…”

เสียงของชิงหวายจื่อดึงสติของซ่งโหยวให้กลับคืนมา

“อ้อ…ตัวข้านั้นพเนจรไปทั่วใต้หล้า ชอบฟังเรื่องราวพิสดาร ทั้งยังชอบไปเยี่ยมชมอารามและศาลเจ้าตามสถานที่ต่างๆ เป็นที่สุด” ซ่งโหยวกล่าวทั้งรอยยิ้ม พลางประสานมือคารวะ “จึงอยากใคร่ถามสหายบำเพ็ญว่าจะไปเขาฉยงซานได้อย่างไร ข้าอยากไปเยี่ยมชมดูสักครา”

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 444 แขกผู้ไม่ธรรมดา"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย